ปราณ จอมคนเหนือพิภพ ภาคปฐมบท

    บทที่ 47 พลังฌานยุทธ์ที่อบอุ่น

    บทที่ 47

    พลังฌานยุทธ์ที่อบอุ่น

     

            ผู้ชมเกือบหมื่นหลั่งไหลมาจากทั่วทุกสารทิศมีจำนวนมากกว่าเมื่อวานถึงหลายเท่าแน่นอนว่าอาคารประลองยุทธสามารถจุคนได้สูงสุดถือ 20,000 ที่นั่ง

             

            เสียงเชียร์กระหึ่มกึกก้องพร้อมป้ายไฟราวกับดูการแสดงยิ่งใหญ่อลังการก็ไม่ปาน ทั้งเชียรทั้งปราณ เชียร์พิมพ์ลภัสแข่งกันน่าดู เสียงผู้คนคึกคัก ปลุกพลังให้ฮึกเหิม

             

           ฉับพลันไฟทั้งอาคารก็ดับมืด เห็นป้ายไฟสว่างไสวเสียงที่กำลังดังค่อยๆ เงียบลง

     

            สปอร์ตไลท์1 ดวง ถูกเปิดขึ้นด้านข้างเวที ต้อนรับการปรากฎตัวของปรมาจารย์ปฏิมากรหัตถศิลป์วิทยา ที่ยืนก้มหน้านิ่งอยู่บนแท่นสี่เหลี่ยมสูงประมาณครึ่งเมตร ขนาด 3x3 เมตร

             

           “สวัสดีครับ...ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่งานประลองยุทธ์รายการพิเศษที่ยังไม่เคยจัดมาก่อน”

            ท่านผอ.โค้งตัวต่ำทักทายผู้ชมจากนั้นก็ดีดนิ้วเสียงดัง พลันพลุ 4 จุด ด้านหน้าเวทีก็พุ่งขึ้นมาพร้อมๆกัน พร้อมกับไฟทั้งอาคารสว่างขึ้นอีกครั้ง

             

            แท่นสี่เหลี่ยมที่ท่านผอ.ยืนก็ลอยตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ เรียกเสียงกรี๊ดกร๊าดอีกครั้งแล้วพาร่างของท่านผอ.ให้ลอยอยู่เหนือลานประลองในความสูงกว่า 5 เมตรแล้วบินวนไปทักทายผู้ชมบนอัฒจันทร์

             

           “น่าดีใจเป็นอย่างยิ่งครับที่วันนี้มีผู้สนใจมาร่วมชมการประลองยุทธสุดพิเศษกันมากมาย....วันนี้ผมขอเหาะมาทักทายผู้ชมกันหน่อยครับและเพื่อจะได้ไม่เป็นการรบกวนสายตาเวลาชมการประลอง....วันนี้ผมจึงต้องเหาะมา.....”

     

           เสียงปรบมือสนุกสนานกับการทักทายอย่างเป็นกันเองของท่านผอ.เช่นเคย  

     

            “วันนี้ได้รับเกียรติจากนักฌานยุทธในอาณาจักรหลายท่านทีเดียว...จะกล่าวทักทายในที่นี้เกรงว่าจะไม่ทั่วถึงแต่ต้องขอขอบคุณที่สละเวลามาชมการประลองยุทธสุดพิเศษในครั้งนี้ครับ”

             

            เวทีลอยได้ยังคงเคลื่อนที่ไปรอบๆผ่านตรงไหนเสียงผู้ชมก็จะโบกมือให้กับท่านผอ.พร้อมกับเสียงกรี๊ดกร๊าดยังคงแน่นแฟ้นเฉกเช่นเมื่อวาน

             

            “วันนี้เป็นการจัดงานประลองยุทธเพื่อเป็นการพิสูจน์พลังฌานว่าจริงหรือไม่จริง!สืบเนื่องจากเมื่อวาน นักฌานยุทธ์รุ่นเยาว์ของเราคนหนึ่งเกิดมีพลังฌานยุทธในขั้นลหุยุทธ์ระดับ 12ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในอาณาจักรไชยคราม ทำให้รุ่นพี่ของเราคนหนึ่ง เกิดความสงสัยว่าพลังฌานที่ปรากฏนั้นถูกฝึกมาเพื่อใช้เฉพาะคัดเลือกเท่านั้น...หรืออาจจะเชื่อได้ว่าเป็นพลังฌานที่ไม่เสถียรจึงขอท้าพิสูจน์ด้วยการประลองยุทธ!!!”

             

            “ฮึ...!!! อะไรกันเนี่ย??? ท่านผอ.พูดอย่างนี้ได้อย่างไร? ก็ไหนพิมพ์ลภัสว่าเจ้าเด็กนั่นมันท้าประลองมิใช่หรือ?ต้องเข้าใจอะไรผิดแน่ๆ”

             

            อัครยุทธ์ดุสิตได้ยินเช่นนั้น ก็รู้สึกไม่ค่อยพอใจการประกาศของท่านผอ.เท่ากับว่าสิ่งที่พิมพ์ลภัสบอกเธอกับสิ่งที่ท่านผอ. พูดไม่ตรงกัน

             

            เจ้าสำนักเมฆมรกตได้แต่กัดกรามกำหมัดแล้วทุบพนักวางแขนเป็นการระบายอารมณ์ เพราะถ้าเขาจะขัดจังหวะตอนนี้จะกลายเป็นเรื่องเสียมารยาท จึงจำใจต้องทนฟังต่อไป

             

            “เมื่อนักฌานยุทธ์รุ่นเยาว์ ว่าที่นักเรียนชั้นปีหนึ่งได้ยินเช่นนั้นจึงยินดีรับคำท้า โดยมีเดิมพันเพื่อให้ใช้ฝีมือในการประลองอย่างเต็มที่ไม่ต้องอ่อนข้อให้แต่อย่างใด...”

             

            ท่านผอ.เหาะมาเหนือลานประลองและพูดชัดถ้อยชัดคำ

             

            “โดยเดิมพันนั้นเสนอว่า...หากเขาแพ้เขาจะยอมสละสิทธิ์ไม่เรียนต่อที่นี่และจะไม่มาเฉียดกรายแต่ถ้าเขาชนะ...รุ่นพี่จะออกลาออกจากการเป็นประธานรุ่นและต้องเรียกเขาว่าลูกพี่!!!”

             

            สิ้นเสียงประกาศก็มีเสียงโห่ฮาดังขึ้นมา บ้างก็ว่าเป็นเดิมพันที่ไม่คุ้มค่าหยามเกียรติกันอย่างมากจะให้รุ่นพี่มาเรียกเด็กรุ่นน้องว่าลูกพี่ได้อย่างไร

             

            บ้างก็ว่ารุ่นพี่คิดร้ายกับรุ่นน้องที่สามารถแสดงพลังฌานอย่างบริสุทธิ์ใจเพียงเพราะอิจฉาที่รุ่นน้องเก่งกาจกว่ารุ่นพี่มากกว่า

             

            ท่านผอ.จึงโบกมือให้ทุกคนเงียบ แล้วจึงสรุปชัดๆ

             

            “จะถกกันแบบไหน ทุกท่านย่อมมีเหตุผลครับ...แต่นี่เป็นการเดิมพันที่ทั้งสองคนเห็นพ้องต้องกันดังนั้น ใครจะแพ้ใครจะชนะ ต้องวัดกันด้วยวิถีฌานยุทธ์”

             

            เวทีเคลื่อนที่ต่ำลงมาแล้วไปหยุดอยู่ด้านข้างเวทีใหญ่ลานประลองสีแดงขนาด 20x20 เมตร มีสัญลักษณ์ของโรงเรียนอยู่ตรงกลาง ไฟเหนือเวทีช่วยทำให้เห็นลานประลองได้ชัดเจนขึ้น

             

            ท่านผอ.ผายมือไปทางด้านซ้ายของเวทีใหญ่แล้วแนะนำตัวพิมพ์ลภัส อายุและระดับฌานยุทธ์

             

            ร่างเด็กสาววัยสะพรั่งในชุดรัดรูปสีดำเงามีเส้นสีขาวขนาดไม่ใหญ่มากปักเป็นแนวยาวตั้งแต่ต้นคอทั้งสองข้างผ่านบ่ามาสู่ข้อมือ ตามความยาวของชุด

             

            ด้านข้างซ้าย-ขวาตั้งแต่ใต้รักแร็ปักเส้นสีขาวตรงยาวไปจนสุดปลายข้อเท้า แต่มีรองเท้าบูทหนังสีดำเงาสวมทับไว้อยู่

             

            วันนี้เธออยู่ในชุดฝึกของสำนักเมฆมรกตที่ทะมัดทะแมงโชว์รูปร่างที่สูงเพรียวและเห็นความแข็งแรงของกล้ามเนื้อชัดเจน

             

            เสียงปรบมือกึกก้องต้อนรับรุ่นพี่ปีสองพร้อมตะโกนชื่อเธอดังก้องลานประลอง เธอโบกมือให้ผู้ชมด้วยใบหน้าสดใสแต่แววตาของเธอในขณะนี้กลับดุดัน เพราะไม่ใช่การแสดงดั่งเช่นเมื่อวานวันนี้เปรียบดังวันชี้ชะตาอนาคตของเธอที่โรงเรียนมหรรณพาลัยด้วยเช่นกัน

             

            จากนั้นท่านผอ.จึงผายมือมายังฝั่งขวาของเวทีแล้วแนะนำตัวผู้ท้าเดิมพันปราณ โอฬารปฐพี ระดับฌานยุทธ์และอายุ

             

            เมื่อปราณปรากฏตัวก็มีเสียงเชียร์ ยุวาจารย์ปราณ ลั่นอาคารไม่แพ้เสียงเชียร์พิมพ์ลภัสโดยเฉพาะนักฌานยุทธ์ชั้นปีที่หนึ่ง ต่างตะโกนเรียกชื่อยุวาจารย์ปราณดังกว่าใครๆ

             

            นักฌานยุทธ์จำนวนมากที่ได้ยินการตะโกนเรียกยุวาจารย์ปราณ ก็แตกตื่น ขยับตัวลุกขึ้นยืนเพื่ออยากจะเห็นใบหน้าเด็กน้อยที่ชื่อปราณผู้ครอบครองตำแหน่งยุวาจารย์แห่งโลกฌานยุทธ์!!!

             

            เท่านั้นยังไม่พอท่านผอ.ยังแนะนำเพิ่มเติมอีกด้วยว่าปราณมีพลังฌานสัมบูรณ์ทำเอาทุกคนเสียงกรี๊ดกร๊าด กลบเสียงเชียร์พิมพ์ลภัสลงไปไม่น้อยสร้างความรู้สึกฝ่อให้เกิดขึ้นกับเธอได้พอสมควร

            ‘หึ ไอ้เจ้าปราณ มาปรากฏตัวแค่วันเดียวมีคนให้กำลังใจมันถึงขนาดนี้เชียวหรือ? ดีล่ะ!วันนี้ข้าจะจัดการเจ้าให้ถึงเลือดถึงเนื้อ จะได้หมดเสี้ยนหนามเสียที’

             

            เดิมทีเธอมีคนชื่นชมมากมายไม่ว่าจะไปที่ไหน ปรากฏกายแห่งใดแต่วันนี้เธอกลับรู้สึกว่าคนที่ชื่นชมเธอน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดเธอจึงหมายโทษปราณอย่างเดียว ที่มาแย่งความสำคัญไป

             

            วันนี้ปราณอยู่ในชุดสีกรมท่าแขนยาวปักลายเส้นสีทองลวดลายสวยงามที่อกยังคงติดเข็มยุวาจารย์ไว้เช่นเดิม เด็กน้อยเดินมาสู่ลานประลองโดยไม่ตื่นเต้นไม่ใส่ใจอะไร

             

            เขาคิดถึงคำสอนของท่านลุงโดยเฉพาะการฝึกลมหายใจสั้นยาวตามจังหวะการเต้นของหัวใจ

             

            แม้จะเป็นการต่อสู้แบบทางการครั้งแรกของเด็กน้อยแต่เมื่อเขามีพลังฌานยุทธ์ขนาดนี้ ก็ย่อมที่จะต้องมีผู้คนมาขอท้าทายเขาเรื่อยๆเป็นแน่ เมื่อเลือกที่จะเดินเส้นทางนี้ จึงไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวอะไร

             

            “ต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ อาจจะเป็นมายากลจริงๆก็ได้...เด็กอะไรจะมีฌานยุทธ์ระดับ 12 ทั้งๆ ที่เพิ่งจะ 6 ขวบ”

            “เด็กตัวเล็กแค่นี้จะเอาชนะพิมพ์ลภัสได้ยังไง? เธออายุมากกว่าตั้ง10 ปี”

             

            “เห็นๆ กันอยู่ว่าใครจะชนะ จะหาว่าแกล้งเด็กไม่ได้นะ!”

             

            “แต่ก็ไม่แน่หรอก!!!...ถ้าเขาไม่แน่จริงก็คงไม่รับคำท้าและไม่กล้าเดิมพัน”

             

            มีทั้งเสียงเชียร์และเสียงตำหนิของทั้งสองฝ่ายตีกันจนฟังแทบไม่รู้เรื่องจากนั้นท่านผอ. จึงยกมือเพื่อเป็นสัญญาณให้ทั้งคู่เข้าประจำตำแหน่ง

             

            “ขอชี้แจงกติกาครับ การต่อสู้ไม่มีกำหนดระยะเวลาสามารถใช้พลังฌานยุทธ์แบบใดก็ได้ สู้จนกว่าจะรู้ผลแพ้-ชนะ หรือกล่าวยอมแพ้ การบาดเจ็บหลังจากการประลองจะไม่ถือสาหาความกัน...”

             

            ทั้งสองพยักหน้าเข้าใจสายตาจับจ้องมองกันอยู่

             

            “เมื่อพร้อมแล้วปลดปล่อยพลังฌานยุทธ์ได้”

             

            ทันใดนั้นไฟทั้งอาคารก็ดับลงอีกครั้งเหลือเพียงไฟส่องสว่างกลางลานประลองทำให้มองเห็นท่าทางการเคลื่อนไหวของทั้งสองได้ชัดเจน

             

            เท่านั้นยังไม่พอจอมอนิเตอร์ทั้งสี่ ถูกนำออกมาใช้งานกล้องจับภาพปราณและพิมพ์ลภัสถ่ายสู่จอทั้งสี่ด้านเรียกเสียงฮือฮาจากผุ้ชมได้อีกไม่น้อย สามารถเห็นสีหน้าอาการของทั้งคู่อย่างชัดเจน

             

            พิมพ์ลภัสกำมือสองข้างแน่นแล้วปลดปล่อยวงแหวนลหุยุทธ์สีม่วงเข้มออกมา หมุนวนรอบกาย ส่องสว่างไปทั่วพร้อมรอยยิ้มเยาะเย้ย

             

             “พิมพ์ลภัส เมฆมรกตลหุยุทธ์ระดับ 16 พลังฌานพยัคฆ์มรกต” ฉับพลันก็ปรากฏออร่าสีเขียวรูปร่างเสือขนาดมหึมาทางด้านหลัง

             

            ผู้ชมฮือฮากับออร่าพยัคฆ์มรกตเสือโคร่งตัวสีเขียวขนาดมหึมาสูงกว่า 4 เมตร ที่ไหววูบวาบอยู่ด้านหลัง

             

            พิมพ์ลภัสยืนในท่าเตรียมพร้อม เธอคิดวางแผนไว้แล้วว่าจะจัดการให้จบภายในกระบวนท่าเดียว ‘เด็ก6 ขวบ จะเก่งกว่าเด็ก 16 อย่างข้าได้ยังไงข้าอยากจะรู้นัก!’

             

            ปราณเห็นดังนั้นก็อมยิ้มแล้วก็ยังยืนนิ่งไม่ได้แสดงท่าทางแบบพิมพ์ลภัส จนผู้ชมฝ่ายตรงข้ามพากันโห่ แต่เด็กน้อยมิได้สนใจนั่นก็เพราะเขาเห็นออร่าแบบนี้จากปรมาจารย์ยุทธ์เศกอย่างชัดเจนมองออกว่าเธอจะแสดงท่าทางการปลดปล่อยฌานยุทธ์อย่างไร จึงไม่ได้มีความสะทกสะท้านแม้แต่นิดเดียว 

             

            ฉับพลันนั้นในท่ายืนกางขาเล็กน้อยอย่างสง่างามตั้งแต่ปรากฎกายกลางลานประลองของเด็กน้อยก็ปรากฏออร่าสีขาวห่อหุ้มร่างกาย ทำเอาผู้ชมเงียบเสียงเชียร์ร้องครางแบบไม่เชื่อสายตา

             

            ผู้ชมต่างอึ้งในภาพที่เห็นเพราะนักฌานยุทธ์ส่วนมากเวลาปลดปล่อยพลังฌานก็มักจะกำหมัด ยืนในท่าเตรียมพร้อมเพื่อให้พลังฌานถูกปลดปล่อยอย่างเต็มที่

             

            แค่ยืนนิ่งๆออร่าก็แผ่ออกมาให้ทุกคนเห็น และรับรู้ถึงพลังฌานแห่งความอบอุ่นในขณะที่ออร่าของพิมพ์ลภัสเต็มเปี่ยมด้วยพลังแห่งความน่ากลัว ทำลายล้าง

             

            จากนั้นวงแหวนสีม่วงเข้มก็ปรากฏหมุนวนรอบๆตัวของเด็กน้อย

             

            “ปราณ โอฬารปฐพี ลหุยุทธ์ระดับ 12 ฌานยุทธ์หมัด”

            ผู้ชมที่เห็นกันเต็มๆกับวงแหวนสีม่วงที่ปรากฎออกมาจากเด็กน้อยอายุ 6 ขวบ ทำอึ้งกันทั้งอาคารแสงสีม่วงเข้มสองวง หมุนวนด้วยความเร็วไม่ต่างกัน

             

            อัครยุทธ์ดุสิตที่นั่งมองก็เบิกตาโตไม่เชื่อสายตาตัวเอง

             

            “บ้าจริงๆ ในอาณาจักรยังมีคนแบบนี้อยู่ด้วยหรือเนี่ย? จากพลังที่เจ้าเด็กน้อยปลดปล่อยออกมาเป็นของจริงยิ่งท่าทางการปลดปล่อยพลังฌานเรียบง่ายอย่างนี้ พลังฌานและพลังจิตของเจ้าหนูนี่ต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ”

             

            พลางนึกถึงเนตรสะกดฌานที่เขาสัมผัสโดยไม่รู้ตัวชักเริ่มจะไม่แน่ใจแล้วว่าลูกสาวของตัวเองจะเอาชนะได้ไหม 

             

            “ผ่านแค่วันเดียวปราณนิ่งได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือ?” ปรมาจารย์บุญได้เห็นฝีมือลูกชายเต็มๆก็วันนี้ รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้า ‘อนาคตของอาณาจักรอยู่ที่เจ้าแล้ว’

             

           ปราณอมยิ้ม ท่าทางสุขุมเยือกเย็นยิ่งทำให้พิมพ์ลภัสโกรธจัด เธอพุ่งร่างเข้าหาปราณอย่างรวดเร็ว 

    คล้ายกับเรื่องปราณ จอมคนเหนือพิภพ ภาคปฐมบท ที่คุณอ่าน