Jong Lua เกรียนเทพ!!! เย้ยฟ้าข้าคือตำนาน

    ค้อน กรรไกร กระดาษ 

    ตอนที่ 3


    ค้อน กรรไกร กระดาษ


     


                    เพียงไม่กี่นาทีเซบาสเตียนก็เหาะเหิน นำจงลั่วออกมาพ้นเขตป่าเรดวู้ด ภาพเมืองกำแพงเมืองสูงปรากฏขึ้นตรงหน้า ตามความตั้งใจเดิมจงลั่วคิดว่าจะตรงเข้าเมืองในยามวิกาล


                    ...แต่เขากลับสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติเสียก่อน


                    เมืองอวาเรสในวันนี้แตกต่างจากครั้งล่าสุดท้ายที่จงลั่วจากมา กำแพงเมืองมีร่องรอยแตกหัก ไร้ซึ่งแสงไฟจากบ้านเรือน แต่กลับปรากฏแสงไฟที่โหมไหม้รุนแรงแทนที่ ควันไฟ กลิ่นเนื้อไหม้ที่ล่องลอยมาตามลม แตะจมูกของจงลั่ว จนต้องย่นจมูก...ฟุดฟิดอยู่หลายครา


                    สัมผัสรับรู้ถึงอันตราย ทำให้จงลั่วจำต้องเปลี่ยนกระทันหัน เขาเลือกที่จะให้ เซบี้บินห่างออกไปยังเนินเตี้ยที่คุ้นเคย เพื่อพักค้างแรม และตั้งใจว่าจะออกไปสำรวจเมืองอวาเรสในรุ่งสางแทน


     


    เมื่อแผนการเปลี่ยนไป ทำให้จงลั่วมีเวลา อยู่กับตัวเองอีกราวหกชั่วโมง ด้วยสภาพในปัจจุบันที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังทำให้จงลั่วไม่ต้องการที่จะพักผ่อนในตอนนี้ เขาจึงเลือกที่จะทบทวนสิ่งที่ได้รับมา และสูญเสียไปจากเหตุการณ์ในมิติปิด และปราสาทดำ


    .


    .


                    ...ตอนนี้เราเข้าใจสถานการณ์ของตัวเองมากพอสมควร เขารู้ว่าในร่างของตนนั้น ไม่ได้มีเพียงจงลั่วที่อาศัยอยู่ แต่มันยังมีวิญญาณของ...มาโอ ที่อ้างตัวเองว่ามันคือจักรพรรดิอสูร ซึ่งจงลั่วมองวิญญาณของมาโอเป็นภัยคุกคามต่อตัวเอง โดยรับรู้ได้จากเหตุการณ์ที่เขาจำยอมให้มาโอใช้ร่าง ซึ่งเป็นผลให้จงลั่วนั้นถูกกักขังอยู่ภายใน และถูกตัดการรับรู้ทั้งหมดที่เกิดขึ้นภายนอก หากไม่ใช่เพราะเกิดเรื่องที่เหนือความคาดหมายของมาโอ จงลั่วคงโดนเจ้าอสูรร้ายยึดร่างไปอย่างถาวรเป็นแน่


                    แต่ก็เพราะการยึดร่างของมาโอ ทำให้จงลั่วได้พบกับสิ่งมีชีวิตอีกหนึ่งในร่างของตัวเอง...เจ้าสไลม์กลายพันธุ์สีดำ...ตามการตั้งชื่อของ เอเรียล ดี เกสโต (นักพันธุศาสตร์อสูรอัจฉริยะ) แต่นั่นเป็นเพราะเอเรียลไม่สามารถสื่อสารกับเจ้าอสูรตนนี้ได้ ส่วนจงลั่วที่ถูกตัดขาดจากมาโอ และเจ้าสไลม์กลายพันธุ์สีดำ ทำให้พลังของโลกเก่า...ซึ่งวิญญาณผู้ดูแลหีบสมบัติได้ย้ายเขามาที่นี่


                    แม้เลเวลของจงลั่วจะกลับไปสู่เลเวลสิบ และกลับสู่ร่างมนุษย์ แต่เขากำด้รับพลังที่หายไปแล้วกลับคืนมา...พลังในการสังเกต รับรู้ (หูหมา นัยน์ตาเหยี่ยว) และตามล่าสมบัติ (กูเจอ) รวมถึงทักษะติดตัว อย่างป้องกันพิษ ภาษาศาสตร์ และทักษะกลืนกิน เมื่อมีพลังแห่งภาษาศาสตร์...ทำให้จงลั่วสามารถสื่อสารกับเจ้าสไลม์สีดำได้ ทำให้จงลั่วรู้ว่าเจ้าเมืองสีดำนี้หาใช่สไลม์เช่นที่เขาเข้าใจ แต่มันคือสิ่งมีชีวิตของเผ่าปีศาจ โดยมันบอกจงลั่วว่าตัวเองนั้นมีชื่อว่า...ทากะ


                    ซึ่งในอดีตอันไกลโพ้นนั้น พวกมันถูกเรียกว่าอสูรแห่งความละโมบ เพราะมันสามารถกลืนกินสิ่งมีชีวิตอื่นเพื่อเพิ่มพลังให้กับตัวเองได้ แต่เพราะร่างกายดั้งเดิมของมันนั้นสุดอ่อนแอ เฉกเช่นเดียวกับสไลม์ การที่มันจะไปกินสิ่งมีชีวิตอื่นได้นั้น จึงเป็นเรื่องยากยิ่งนัก ทำให้พวกมันไม่ทันที่จะแข็งแกร่งก็มักจะถูกสังหารไปเสียก่อน ทำให้พวกมันนั้นเกือบจะสูญพันธุ์ไปจากแผ่นดินไกอา


                    แต่แล้วเจ้าทากะก็มีโชคเข้าข้าง เมื่อเกิดสงครามระหว่างเทพและปีศาจในอดีต ทำให้สิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งนั้นตายลงไป เลือดเนื้อของเทพและปีศาจที่ปะปน หลอมรวมกับพลังธรรมชาติของไกอา นั้นก่อเกิดเป็นชีวิตใหม่มากมาย ทั้งอสูร มนุษย์ และเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ ในดินแดนไกอา เมื่อมีซากศพมากมาย ก็เป็นโอกาสที่เจ้าทากะจะได้สวาปามพลังของผู้ที่ล้มตายในสงคราม มันเลือกที่จะไปกินสิ่งมีชีวิตที่ดูจะแข็งแกร่งมากที่สุดก่อน และนั่นก็ทำให้มันได้รับพลังในการบัพขั้นสูงสุดของเทพเจ้าในอดีตมา แต่โชคของมันก็หมดสิ้นลง เพราะหลังจากที่มันได้รับพลังใหม่แล้ว ยังไม่ทันที่เจ้าทากะจะได้เก็บพลังของซากศพอื่น ๆ พลังของเหล่าเทพที่ชนะสงครามก็แผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งไกอา พลังแห่งแสงของเทพเจ้าสังหารเผ่าปีศาจที่กำลังอ่อนแอลงจนแทบหมดสิ้น ส่วนผู้ที่แข็งแกร่งก็ล้วนถูกปิดผนึกอยู่ภายใต้พื้นพิภพใต้ใจกลางโลก ทากะเองโชคดีที่มันเลือกจะกินซากศพของเทพเจ้าก่อน ทำให้ในตัวมันมีพลังของแสงแห่งเทพผสมอยู่ จึงไม่ได้รับผลกระทบจากพลังของทวยเทพมากนัก แต่เพราะมันอ่อนแอ ทำให้กว่าที่มันจะฟื้นตัวหลุดออกจากผนึกได้เวลาก็ผ่านพ้นไปนับหมื่น ๆ ปี


                    หลังจากที่เจ้าทากะอธิบายอย่างยืดยาวก็พอจะทำให้จงลั่วเข้าใจสถานการณ์ได้ในระดับหนึ่ง ทำให้เขาสรุปความสัมพันธ์ของวิญญาณในร่างได้ดังนี้ จงลั่วเปรียบเทียบตัวเองนั้นเป็นกรรไกร ซึ่งมีพลังอยู่ตรงกลางของวิญญาณทั้งสาม ส่วนมาโอนั้น จงลั่วคาดว่ามันต้องเป็นอสูรที่มีพลังมากสุด ๆ เพราะถึงขนาดที่ทำให้อสูรมายาแวมไพร์กระหายเลือดยอมศิโรราบแต่โดยดี จงลั่วจึงให้มาโอนั้นมีสภาพเป็นค้อน ที่ตัวเขาเองนั้นไม่อาจเปรียบเทียบได้ หากพลั้งเผลออาจถูกเจ้ามาโอกลืนกินได้ทุกเมื่อ ส่วนสิ่งมีชีวิตสุดท้าย คือทากะเจ้าตึ๋งหนืดสีดำ ที่จงลั่วมองว่าเป็นไพ่ตายของตัวเอง เพราะด้วยความโชคดีที่จงลั่วได้รับพลังในการกลืนกินของทากะมาใส่ในช่องทักษะว่างเปล่า ทำให้เขานั้นกลายเป็นผู้ที่ควบคุมเจ้าอสูรตนนี้แทนที่มันจะเป็นฝ่ายกลืนกินเขา และจากพลังในการกลืนกินผนึกของมาโอได้อย่างง่ายดาย ทำให้จงลั่วมองว่าพลังในการ...แดก...ขั้นเทพ...ของเจ้าทากะนั้นเป็นดาวข่มของอสูรทั้งหมดในโลกไกอา เพราะดูจากที่มาโอนั้นติดอยู่ในร่างของทากะมาแสนนาน นั้นก็ทำให้จงลั่วพอจะเดาความสูงส่งในการกลืนกินของเจ้าทากะออก ว่าทรงพลังขนาดไหน


                    แต่ที่มาโอยังคงติดอยู่กับเจ้าทากะแบบนี้ และยังไม่ถูกเจ้าทากะย่อยสลายไปนั้นจงลั่วเองก็ไม่เข้าใจในตอนนี้ แต่เขาหวังว่าตัวเองจะรับรู้สาเหตุที่แท้จริงในอนาคต


    .


    .


                    "กลืนกิน" จงลั่วทดลองเรียกใช้พลังของทักษะกลืนกิน ร่างของเขาก็ถูกออร่าสีดำปกคลุม ก่อนที่สถานะในหน้าต่างแสดงผลจะเปลี่ยนจากมนุษย์ กลายเป็นสัตว์อสูรระดับกลาง พลังต่าง ๆ ก็กลับคนมาเช่นเดิม


                    "ยกเลิกทักษะกลืนกิน" เมื่อทักษะถูกยกเลิก จงลั่วก็กลับมาสู่ร่างของเด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดปีอีกครั้ง


     


                    ดวงจันทร์ส่องแสงสว่างสะท้อนเด่นอยู่กลางบึงน้ำใส ที่ขอบบึงจงลั่วมองดูรูปลักษณ์ที่เติบโตขึ้นของตัวเอง ดวงตาใสที่ดูอ่อนล้า แต่กลับมามีตาขาวเช่นมนุษย์อีกครั้ง แก้มทั้งสองซูบตอบ ผิวกายแม้ไม่ขาว แต่ก็ไม่ถึงกับเข้มนัก ผมสีดำของเขายุ่งเหยิงไม่มีทรง ร่างกายผอมแห้ง แต่ยังคงมีเรี่ยวแรงที่เต็มเปี่ยม เมื่อคะเนจากความสูงที่เพิ่มขึ้นมามากกว่าครั้งแรกที่เขามาสู้โลกใหม่ จงลั่วก็พอจะคะเนได้ว่า ตอนนี้เขาคงสูงราว ๆ 175 เซนติเมตรได้ เพราะความสูงในตอนนี้ของเขาใกล้เคียงกับร่างของตัวเองในอีกโลกหนึ่ง...เมื่อพิจารณาโดยรวม แม้ร่างใหม่นี้จะไม่หล่อเหลาเฉกเช่นเซบาสเตียน แต่หากได้บำรุงร่างกายจนมีน้ำมีนวลแล้ว ก็น่าจะดูดีในระดับหนึ่ง