ใจกลางทวีปหยกสวรรค์ ประตูมิติของสุสานลับค่อยๆ ปิดตัวลงช้าๆ คลื่นพลังสีเขียวสะท้อนออกมาอย่างบางเบาก่อนจะจางหายไปกับลม เหลือไว้เพียงรอยแตกร้าวของมิติที่ยังหลงเหลือให้รู้ว่าสถานที่แห่งนี้นั้นเคยมีการต่อสู้ของผู้บ่มเพาะที่ทรงพลังเกิดขึ้น
บนเรือบินของดินแดนศักดิ์สิทธิ์สายน้ำอมตะ ซึ่งลอยอยู่เหนือฟ้า มู่หนานซือนั่งนิ่งอยู่ในห้องพักส่วนตัว บรรยากาศในห้องห้อมล้อมด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ของชาสมุนไพร ด้านหน้าคือหน้าต่างที่เปิดมุมออกให้เห็นท้องฟ้าไกลสุดลูกหูลูกตา
ประตูห้องเลื่อนเปิดออกอย่างเงียบงัน ก่อนที่ชายชุดดำผู้หนึ่งจะก้าวเข้ามาช้าๆ แล้วคุกเข่าลง
“รายงานขอรับ... หน่วยดาบเงาศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดกลับมาแล้ว ยกเว้นผู้เสียชีวิต 3585 คน ขณะนี้พวกเขากำลังสร้างร่างกายใหม่ที่โถงวิญญาณของตระกูลขอรับ”
เขาหยุดหายใจไปวูบหนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อด้วยเสียงแผ่วเบาลง และเต็มไปด้วยความกลัวสุดขีด
“แต่... หานหมิงและศิษย์ทั้งเจ็ดของเขา พวกเขา… พวกเขาเสียชีวิตทั้งหมดแล้วขอรับ เศษจิตวิญญาณในโถงวิญญาณย่อยที่ท่านให้ผูกไว้ ถูกทำลายจนหมด ไม่เหลือสิ่งใดให้ฟื้นคืนได้อีก พวกเขาตายจริงๆ ... ไม่อาจหวนกลับมาได้อีกแล้วขอรับ”
เสียงถ้วยชาที่มู่หนานซือวางลงเบาๆ มันดังยิ่งกว่าเสียงใดที่ชายชุดดำเคยได้ยินในชีวิต มู่หนานซือมองไปที่ชายชุดดำด้วยความเย็นชา ก่อนจะหลับตาลงครู่หนึ่ง แล้วค่อยๆ ลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตาของนางไร้คลื่นอารมณ์ใดๆ ไม่มีความโศกเศร้า ไม่มีความโกรธ มีเพียงความว่างเปล่าที่แผ่ไอเย็นไปทั่วห้องอย่างแผ่วเบาแต่มันกลับกดดันจนแม้แต่ผู้ที่มีระดับบ่มเพาะสูงกว่าก็ยังรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนในจิตวิญญาณ
ชายชุดดำนิ่งเงียบก้มหัวลงต่ำ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง เพราะเขาคือคนที่ได้รับคำสั่งโดยตรงจากนางให้ดูแลหานหมิง ทว่าเขากลับล้มเหลว แม้จะมีตัวจับสัญญาณของหานหมิงติดตามอยู่ตลอด แต่ทุกครั้งที่เขาเข้าใกล้หานหมิง เขาก็จะถูกสัตว์วิญญาณระดับสูงโจมตีจนเสียจังหวะทุกครั้ง และหานหมิงก็เคลื่อนที่ผ่านใต้ดินด้วยทำให้การติดตามเขาเป็นเรื่องที่ยากมากเช่นกัน จนสุดท้ายสัญญาณก็หายไปตอนที่คนของตระกูลโจวปะทะกับชายลึกลับทั้งสอง
มู่หนานซือถอนหายใจเสียงเบาๆ นิ้วเรียวยาวของนางแตะริมถ้วยชาอย่างใจเย็น นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่หนักแน่น
“ข้าอุตส่าห์คาดหวังว่าเขาจะกลายเป็นหนึ่งในดาบของข้าในอนาคตแท้ๆ น่าเสียดายจริงๆ ...”
นางหยุดพูดไปเล็กน้อย ราวกับจะให้เวลาความเงียบกลืนกินทุกคำพูดก่อนหน้านั้น
“แต่ก็ช่างเถอะ... สั่งให้เรือบินกลับไปยังโลกเบื้องบนเดี๋ยวนี้ ตอนนี้ข้ามีเรื่องปวดหัวอีกมากที่ต้องจัดการ หากโชคชะตาบอกว่าเขาตาย... ก็คือตาย ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงมันได้”
แม้น้ำเสียงของนางจะฟังดูเฉยชา แต่คนที่ฟังกลับรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างในคำพูดนั้น บางอย่างที่ไม่อาจอธิบายว่าเป็นความรู้สึกใด
ชายชุดดำที่คุกเข่าอยู่รีบคำนับนางด้วยความเคารพสูงสุดและแปลกใจ “รับทราบขอรับ” ก่อนจะลุกขึ้นอย่างรวดเร็วและออกจากห้องไปทันที ไม่แม้แต่จะเหลียวหลังกลับมา
ท่ามกลางเสียงกลไกของเรือบินที่เริ่มเร่งพลังเพื่อพุ่งขึ้นสู่โลกเบื้องบน มู่หนานซือนั่งนิ่งไม่เคลื่อนไหวใดๆ สายตายังทอดมองออกไปยังขอบฟ้าที่ไม่มีสิ้นสุด เงาของบางสิ่งสะท้อนในดวงตาของนาง
….
….
….
ณ โลกเบื้องล่างที่ 23 แรงสั่นสะเทือนอันรุนแรงแผ่ขยายออกจากใจกลางของสุสานลับแห่งเทพเจ้าสมุนไพร ราวกับโลกทั้งใบกำลังร่ำร้อง เจตจำนงของสถานที่แห่งนั้นกู่ร้องในความเงียบงัน พลังวิญญาณที่อัดแน่นอยู่นานหลายปีปะทุขึ้นอย่างไร้การควบคุม
บนเรือบินหลักของดินแดนศักดิ์สิทธิ์สายน้ำอมตะซึ่งลอยอยู่เหนือชั้นเมฆสีฟ้าอ่อน มู่หนานซือที่กำลังจิบชาอยู่ในห้องรับรองชั้นสูง จู่ๆ ก็ชะงักไปเมื่อสัมผัสได้ถึงพลังที่แผ่กระจายจากเบื้องล่าง นางหันมองไปยังเบื้องหลังหน้าต่างที่เผยให้เห็นภาพของสุสานลับซึ่งกำลังสั่นไหวเหมือนกำลังจะยุบตัวลง
ทันใดนั้นความว่างเปล่าเปิดออกพร้อมกับชายชุดดำที่เดินเข้ามาหานางด้วยความเร่งรีบ
“ท่านปู่... สุสานลับกำลังจะพังทลายลงงั้นหรือ?” น้ำเสียงของนางราบเรียบ แต่ในแววตากลับมีบางอย่างแฝงอยู่ ความคาดหวังที่ดับวูบ ความผิดหวัง หรืออาจเป็นความเสียใจที่ไม่มีใครล่วงรู้
ร่างจริงของชายชราที่พึ่งเดินทางมาถึงนั่งนิ่งข้างนางพร้อมจิบชาอย่างสงบก่อนจะวางถ้วยชาลงแล้วตอบกลับด้วยเสียงเบาๆ
“ก็ไม่น่าแปลกใจ พลังที่ชายชุดดำกับชายชุดทองปลดปล่อยออกมาเมื่อครู่ รวมถึงของคนจากตระกูลโจว มันมากพอจะทำลายโลกเบื้องล่างนี้ได้ทั้งใบอย่างสบายๆ แต่สุสานแห่งนั้นกลับรับพลังของคนเหล่านั้นไว้ได้ทั้งหมด ทั้งๆ ที่ตัวของมันเองก็พังไปแล้ว... ก็นับว่าน่าประหลาดใจพอแล้ว แต่ที่น่าประหลาดใจกว่าคือมันยังใช้งานได้ยังไงดีกว่า เพราะตอนที่ข้าตรวจสอบมันตอนแรกนั้นมันควรจะพังไปแล้วสิ”
มู่หนานซือไม่รู้คำตอบ นางเพียงเหม่อมองภาพเบื้องหน้าที่ยังเต็มไปด้วยพลังแปรปรวน นางเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงแรงกดดัน
“ท่านปู่ ท่านคิดว่าเทพเจ้าแห่งสมุนไพรจะฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ไหม”
ชายชรามีสีหน้าที่ยังเรียบนิ่งแต่ภายในแววตาปรากฏร่องรอยของความมั่นใจ แต่เขาไม่ได้ตอบคำถามของมู่หนานซือ แต่กลับพูดถึงสิ่งที่เขาสัมผัสได้แทน
“เต๋าสวรรค์ลงมือแล้ว...”
ในพริบตา เส้นพลังอักขระโบราณนับพันเส้นปรากฏขึ้นกลางอากาศ วาดทับซ้อนกันอย่างซับซ้อนเหมือนผืนผ้าไหมศักดิ์สิทธิ์ พวกมันพุ่งเข้าไปล้อมรอบสุสานลับของเทพเจ้าแห่งสมุนไพรทันที จากนั้นกลายเป็นค่ายกลแสงที่หมุนวนอย่างรุนแรงก่อนที่สุสานลับจะถูกวาร์ปหายไปทันที
ทุกอย่างสงบลงอย่างช้าๆ ขณะที่ผู้คนมากมายยังไม่ทันได้เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
มู่หนานซือหลับตาลง นางพึมพำเบาๆ กับตัวเอง “ท่านปู่… ดูเหมือนว่าข้าคงจะพลาดแล้วสินะ”
ชายชุดดำหัวเราะออกมาสุดเสียงในขณะที่เรือบินค่อยๆ เคลื่อนตัวลอยหายไปบนฟ้า ทิ้งไว้เพียงคลื่นพลังสั่นสะเทือนบางๆ ที่ยังคงหลงเหลืออยู่... กับความเงียบที่ค่อยๆ กลืนกินทุกสิ่งกลับคืนสู่ความว่างเปล่า
……
……
……
ในความว่างเปล่าอันไร้จุดสิ้นสุดที่ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของแสงหรือเสียง มีเพียงมิติแปลกประหลาดที่ล่องลอยอยู่นอกเหนือขอบเขตของเวลาและกฎแห่งจักรวาล ร่างสองร่างในชุดสีทองและดำกำลังนั่งสมาธิอย่างเงียบงัน ท่ามกลางความนิ่งเงียบของความว่าง
ชายในชุดสีทองลืมตาขึ้นพร้อมกับถอนหายใจยาว เสียงแผ่วเบาที่เต็มไปด้วยความผิดหวังดังขึ้น
“แย่ชะมัด...”
เขานอนเอนหลังพิงกับความว่างเปล่า “ข้านึกว่าตัวเองเป็นผู้ถือหมาก สุดท้ายกลับกลายเป็นหมากตัวหนึ่งไปซะได้”
ชายชุดดำที่นั่งอยู่ไม่ไกลก็ลืมตาขึ้นเช่นกัน ดวงตาของเขาดูไร้อารมณ์ แต่กลับแฝงไว้ด้วยความรู้สึกที่เหนื่อยล้า เขาตอบกลับด้วยเสียงเรียบแต่จริงใจ
“เอาน่า พี่ชาย พลาดก็แค่พลาด อย่างน้อยเราก็ยังทำให้โจวหลัวเฉินเสียเวลาได้... เป้าหมายของเรามันก็แค่นั้น นายท่านเองก็ไม่ได้คาดหวังให้พวกเราฆ่าคนเหล่านั้นได้อยู่แล้วตั้งแต่แรก”
“อ๊า!” ชายชุดทองยกมือปิดหน้าก่อนจะสบถลั่น “แต่มันเจ็บใจโคตร! เราเป็นถึงเทพเจ้าแท้ๆ แต่ต้องมาตายด้วยน้ำมือของผู้บ่มเพาะระดับอมตะแห่งสวรรค์งั้นเรอะ! มีเทพเจ้าองค์ไหนมันเจอเรื่องน่าอับอายแบบนี้บ้าง! ถึงมันจะเป็นแค่ร่างจำแลงก็เถอะ!!”
“เจ้าโดนฆ่าโดยเทพเจ้าแห่งแสงไม่เห็นมีอะไรที่ต้องเสียใจ” ชายชุดดำตอบ
ชายชุดทองพลิกตัวนอนคว่ำหน้า “พวกเราไปรอดักฆ่าเขาตั้งแต่ห้าวันก่อนโดยปลอมตัวเป็นคนของโจวหลัวเฉิน ไม่รู้อะไรทำให้เทพเจ้าแห่งแสงนั้นไม่ขึ้นมาพร้อมกับคนอื่นๆ ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์สายน้ำอมตะกัน จนพวกเราต้องเดินทางไปถึงโลกเบื้องล่างก็ยังโดนพวกตระกูลโจวขัดขวางไว้อีก แถมยังโดนลากเข้าไปในมิติพิเศษอะไรก็ไม่รู้”
ชายชุดดำยังคงนิ่งเงียบ แต่ก็พยักหน้าเบาๆ ยอมรับว่าความล้มเหลวครั้งนี้เกินความคาดหมายไปมาก
“ในข้อมูลที่นายท่านให้มาก็ไม่มีรายละเอียดเรื่องมิติแห่งนั่น... และที่สำคัญที่สุด การบ่มเพาะของเทพเจ้าแห่งแสงมันขึ้นไปถึงอมตะแห่งสวรรค์ได้ยังไงกัน?? ทุกอย่างเริ่มหลุดการควบคุมไปแล้ว”
ชายชุดทองพูดขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้เสียงของเขาลดต่ำลง “เจ้าคิดว่าอนาคตมันเปลี่ยนไปแล้วใช่ไหม?”
“มันเปลี่ยนไปแล้วล่ะ” ชายชุดดำตอบทันที
“ฮ่าฮ่าฮ่า” ชายชุดทองหัวเราะลั่นอีกครั้ง “ไม่แน่ว่าเทพเจ้าแห่งแสงในอนาคต อาจส่งพลังบางอย่างกลับมาปกป้องตัวเองในอดีตก็ได้นะ!”
ขณะนั้นเอง ชายชุดดำที่นั่งนิ่งอยู่ท่ามกลางความว่างก็เอ่ยขึ้นด้วยเสียงเบาๆ “ท่านพี่... นายท่านส่งข้อความมา”
ชายชุดทองที่ยังนอนเหยียดยาวอยู่เด้งตัวขึ้นนั่งทันที ใบหน้าที่ยังเจ็บใจเมื่อครู่แปรเปลี่ยนกลายเป็นความจริงจัง ทั้งสองคนหลับตาพร้อมกันในเวลาเดียวกัน
และแล้ว เสียงหนึ่งที่ไร้ตัวตนและไม่รู้ว่าดังผ่านมาจากทิศทางใดก็ดังขึ้นอย่างเยือกเย็น
“แผนเปลี่ยนไปแล้ว จากนี้ไปให้พวกเจ้าทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับคนที่มีนามสกุลอู๋ทั้งหมด ไม่ต้องสนว่ามันจะเป็นใคร ฆ่าได้ก็ฆ่า ฆ่าไม่ได้ก็ทำให้มันทรมานที่สุด ดีที่สุดก็อย่าปล่อยให้มันหลุดรอดไปแม้แต่คนเดียว”
น้ำเสียงนั้นทรงพลังราวกับคำตัดสินของสวรรค์ มันไม่ได้อธิบายเหตุผล แต่หนักแน่นจนไม่อาจขัดขืน
“พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องสร้างกองกำลังของตนเองอีกต่อไป เป้าหมายหลักของพวกเจ้าต่อจากนี้คือการถ่วงเวลาและก่อกวนคนที่เป็นเป้าหมายของพวกเจ้า อย่าให้พวกมันทะลวงขึ้นเป็นพระเจ้าได้สบายเกินไป จงยื้อเวลาให้มากที่สุด หากมีโอกาสสังหารได้ก็ลงมือ และเมื่อสำเร็จให้รีบถอนตัวทันที”
ชายทั้งสองนิ่งฟังอย่างเงียบงัน ไม่มีคำถาม ไม่มีคำคัดค้าน เพราะสิ่งที่ได้ยินไม่ใช่คำแนะนำ แต่คือคำสั่ง
“จำไว้... หากเป้าหมายของเจ้าทะลวงถึงระดับเทพเจ้าเมื่อใด ให้ถอนตัวทันที ไม่ต้องเสี่ยงชีวิต ถ้าถูกจับได้ให้ฆ่าตัวตายทันทีไม่จำเป็นต้องสนใจอะไร เพราะไม่มีใครในรายชื่อที่ข้ามอบหมายให้พวกเจ้าไป...ที่เป็นคนธรรมดาโดยเฉพาะพวกที่มีชื่อสีแดง”
เสียงนั้นเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตามมาด้วยวาจาสุดท้าย
“ต่อจากนี้... พวกเจ้าทุกคนจะทำงานภายใต้ชื่อของตระกูลอู๋ จงโยนความผิดทุกอย่างที่พวกเจ้าทำให้กับพวกมัน ข้าได้ส่งพลังพิเศษที่มีเพียงคนของตระกูลอู๋เท่านั้นที่ใช้ได้เข้าไปในร่างของพวกเจ้าเรียบร้อยแล้ว”
ทันใดนั้น เสียงนับร้อยดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียง
“พวกเราจะไม่ทำให้นายท่านผิดหวังขอรับ!”
ทุกอย่างเงียบลงอีกครั้ง ทว่าความเงียบนั้น ไม่ใช่สันติ... แต่มันคือจุดเริ่มต้นของหายนะ
ขณะเดียวกัน ชายชุดสีดำและชุดสีทองลืมตาขึ้นพร้อมกันก่อนที่เขาจะพบว่าสุสานลับของเทพเจ้าแห่งสมุนไพรได้มาปรากฏอยู่ตรงหน้าพวกเขาทั้งสองคนอย่างไม่ทันตั้งตัว
“ซวยละ”
ตูมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม!!!