หลังจากตกแต่ง
ทำความสะอาดบ้านเพื่อย้ายเข้าอยู่เป็นที่เรียบร้อยแล้วปัญหาหนักใจต่อมาก่อนจะย้ายเข้าบ้านใหม่ได้ก็คือเฟอร์นิเจอร์ไม้เนื้อดีแถมผีหลายชิ้นที่สุกัญญาส่งมอบเอาไว้ให้พร้อมกับบ้าน
เครื่องเรือนที่มีผีติดอยู่พวกนี้ภานุวัฒน์ถอนอาคมที่เจ้าของบ้านคนเก่าทำเอาไว้จนหมดสิ้นแล้วพวกผีจึงไม่ได้มีอันตรายใดๆ และไม่มีพลังมากพอที่จะไปทำร้ายใครได้
แต่สำหรับคนที่มองเห็นผีอย่างเขาและลูกพลับแล้วถึงผีจะไม่ได้มีอันตรายแต่หน้าตามันก็ไม่ได้น่ามองเพราะฉะนั้นไตเติ้ลจึงไม่คิดอยากจะเก็บมันเอาไว้เลยแม้แต่น้อย
แต่ประเด็นก็คือพวกมันเป็นเฟอร์นิเจอร์ไม้เนื้อดีที่มีความแข็งแรงทนทานและมีน้ำหนัก…
มีน้ำ'หนัก' ที่หนักมากจริง ๆ มากจนเกินกว่าที่ภาณุวัฒน์จะเอาใส่ซาเล้งของวัดเพื่อเอามันไปถวายไว้ที่วัดได้ถ้าขืนทำอย่างนั้นซาเล้งของวัดคงจะพัง ส่วนต่อพ่วงคงจะหักตั้งแต่ที่ยังไม่ทันได้สตาร์ทรถอย่างแน่นอน
ด้วยเหตุนี้มันจึงได้กลายเป็นปัญหา'หนัก'หลายตันเพราะว่าเขาไม่รู้จะขนมันไปไว้ที่ไหนอย่างไรดี
ตอนที่ปรึกษากับสุกัญญาเจ้าของบ้านเผื่อว่าหญิงสาวจะอยากได้ความทรงจำอันเก่าแก่จากบ้านของเจ้าคุณพ่อไปเก็บไว้ที่บ้านปัจจุบันที่เธออยู่อาศัยบ้างก็กลับกลายเป็นว่าเครื่องเรือนพวกนั้นมันใหญ่เทอะทะ ดูเกะกะ และเชยมากไม่เป็นที่ถูกใจสาวสมัยใหม่ที่แต่งตัวย้อนยุคอย่างสุกัญญาเธอจึงอนุญาตให้คุณวัฒน์จัดการกับเครื่องเรือนพวกนั้นอย่างไรก็ได้ตามสะดวก
แหม่….ก็พูดไปได้นะว่าจัดการตามสะดวกก็เพราะว่ามันไม่สะดวกจะจัดการนี่แหละถึงได้คิดไม่ตกอยู่อย่างนี้
ไตเติ้ลพยายามคิดว่าจะทำอย่างไรดี เพราะขืนเก็บเอาไว้อยู่แบบนี้หลังจากย้ายเข้ามาแล้วลูกพลับคงเดินสะดุ้งได้ทั้งวันผ่านโต๊ะตัวนู้นก็สะดุ้งทีเพราะมีผีติดอยู่ผ่านตู้หลังนั้นก็สะดุ้งไปอีกทีเพราะเจอผีที่ในตู้
คิดดูแล้วยังไงก็เก็บเอาไว้ไม่ได้เด็ดขาดไม่อย่างนั้นลูกชายของเขาคงจะโตมากลายเป็นเด็กจิตอ่อนเป็นแชมป์ขวัญผวาแห่งชาติอย่างแน่นอนแค่ทุกวันนี้ก็กลัวผีมากจนเกินความจำเป็นอยู่แล้ว
"ก็ดีเนอะ คนเดี๋ยวนี้ของดี ๆ ล่ะไม่ค่อยจะเอามาไว้วัดเดี๋ยวก็ไม้ฝาโลงบ้าง เดี๋ยวก็โต๊ะ ตู้ ติดผีบ้าง"
ตอนไปปรึกษากับหลวงตาแช่มไตเติ้ลก็ถูกพระบ่นใส่มาเสียอย่างนั้น
เพราะหลวงตาแช่มเป็นพระอุปัชฌาย์ที่ดูแลทิดวัฒน์มาตั้งแต่สมัยที่ยังบวชและสร้างอภินิหารให้หลวงตาปวดหัวได้ไม่เว้นแต่ละวันทั้งยังต้องพึ่งหลวงตาให้ประกอบพิธีฌาปนกิจแปลก ๆ เป็นต้นว่าสวดบังสุกุลทำศพให้กรอบประตูไม้เมื่อวันก่อนไตเติ้ลจึงไม่คิดจะปิดบังความจริงเกี่ยวกับความสามารถพิเศษในการมองเห็นภูต ผีของเขาซึ่งหลวงตาก็เข้าใจเพียงแค่ว่าภานุวัฒน์ได้ความสามารถนี้มาในคืนที่ฟื้นกลับคืนจากความตายมาเพียงเท่านั้น
"ท่านสมภารพูดก็ถูกแต่พวกนี้ผมจัดการจนผีแทบจะไม่เหลือแล้วนะครับ" ภานุวัฒน์แก้ตัว
"แต่มันรกวัดเอามาแล้วได้ใช้ประโยชน์หลวงตาจะไม่ห้าม แล้วเจ้ามะพลับกุกกัก ๆ อะไรอยู่"
หลวงตากำลังเตรียมจะตั้งกัณฑ์เทศน์ให้กับคนพ่อก็สังเกตเห็นลูกพลับล้วงมือเข้าไปในถุงย่ามเหมือนจะหยิบอะไรสักอย่างออกมาแต่ก็ผลุบกลับเข้าไปใหม่โดยที่หลวงตายังไม่ทันเห็นว่าเป็นอะไรเป็นอย่างนี้มาได้สักพักแล้ว
"อุ่ย เกือบลืม" ไตเติ้ลเห็นหลวงตาทักก็นึกขึ้นมาได้
"ลูกพลับมาใกล้ ๆ ป๊ะป๋าครับ เอาถุงอันนั้นมาด้วย"
หันไปบอกกับลูกชายทันทีลูกพลับก็รวบปากถุงย่ามปิดเอาไว้มิด แล้วก็เอาไปซ่อนไว้ข้างหลังตัวเอง
"ไม่อายสิครับ มานี่ม๊ะ" ไตเติ้ลเรียกย้ำอีกครั้ง
อันที่จริงแล้วลูกพลับนั่งใกล้เขาจนแค่ยื่นมือไปก็คว้าตัวดึงมาได้แต่จากคู่มือเลี้ยงเด็กที่ไม่เคยอ่านมาในโลกยุค 256X บอกเอาไว้ว่าอะไรก็ตามที่เด็กไม่ต้องการเราก็ไม่ควรฝืนใจดังนั้นชายหนุ่มจึงทำเพียงแค่บอกแล้วก็ดูความสมัครใจของลูกพลับว่าจะตัดสินใจอย่างไร
"ลูกพลับไม่ได้อายนะครับ"
เด็กชายก้มหน้ายังคงซ่อนถุงย่ามใบใหญ่กว่าตัวเอาไว้ข้างหลังอย่างไม่มิดแต่ถึงอย่างนั้นก็ยอมคลานเข่ามานั่งบนตักให้ป๊ะป๋ากอดแต่โดยดี
"ไม่ได้อายแล้วซ่อนถุงทำไมครับ" ไตเติ้ลซัก
"ก…ก็หลวงตาบอกว่า… ของดี ๆ คนไม่เอามาไว้วัด…"เด็กชายพูดเสียงอ้อมแอ้ม
"แล้วของของลูกพลับไม่ดีเหรอครับ?" ภานุวัฒน์ซัก
มาถึงตรงนี้หลวงตาก็รู้แล้วว่าเจ้าตัวเปี๊ยกจะต้องมีของมาฝากตนแน่ๆ มีอายไม่กล้าให้ด้วยอีกแน่ะ น่ารักน่าเอ็นดูดีจริง ๆ
"ของดีครับ แต่ลูกพลับได้มาฟรี…" ลูกพลับส่ายหน้าไปมา
"ของฟรีไม่ได้แปลว่าของไม่ดีนะไม่อย่างนั้นพระทั้งวัดก็ใช้ของไม่ดี ฉันอาหารไม่ดีกันหมดแล้วเพราะทั้งหมดล้วนเป็นของฟรีที่ชาวบ้านทำบุญให้ทานมา" หลวงตาบอกกับเจ้าตัวเล็ก
"และของของลูกพลับก็ไม่ใช่ว่าได้มาฟรีด้วยลูกพลับใช้ความพยายามหนักมากเลยใช่ไหมครับ กว่าจะได้มันมา"
ไตเติ้ลซัก ชี้นำให้เด็กชายรู้สึกมีความมั่นใจซึ่งพอป๊ะป๋าพูดแบบนี้ก็ทำให้ลูกพลับอารมณ์ดีขึ้นมาได้ทันที
"ลูกพลับเหนื่อยมากเลยล่ะครับ"
เด็กชายบอกกับพ่อทำเป็นยกมือปาดหน้าผากประกอบคำพูดแต่ใบหน้ากลับยิ้มแฉ่ง ดูไม่เหมือนคนเหนื่อยเลยสักนิด
"แหม่… ทำหลวงตาตื่นเต้นนะชักอยากรู้แล้วสิว่ามีอะไรจะให้หลวงตากัน" หลวงตาแช่มทำทีสนอกสนใจ
เจ้าตัวเล็กพอเห็นอย่างนั้นก็เริ่มใจกล้ามากขึ้นยอมเปิดถุงย่ามหยิบเอากล่องสี่เหลี่ยมสีแดงกล่องใหญ่ออกมาส่งให้หลวงตาแช่มทั้งใบหน้ายิ้มแป้น
"คุณลุงเฮียฮั้วชวนลูกพลับเล่นเกมครับให้ลูกพลับคีบถั่วจากจานหนึ่งไปอีกจานหนึ่งให้หมดถ้าลูกพลับชนะก็จะได้ขนมเปี๊ยะเป็นรางวัลลูกพลับอยากเอาขนมเปี๊ยะมาให้หลวงตาก็เลยตั้งใจคีบถั่วจนชนะเลยล่ะครับ"
เด็กชายเล่าในตอนที่หลวงตาเปิดกล่องขนมเปี๊ยะออกดู
"เออ ดี ๆ ของดีนะเนี่ยหลวงตาจะได้เอาไว้กินกับชาตอนเช้า ๆ” หลวงตาแช่มทำหน้าดีใจ
“ลูกพลับจำได้ว่าหลวงตาชอบขนมเปี๊ยะลูกพลับอยากให้หลวงตาดีใจครับ” พอเห็นหลวงตาหน้าตายิ้มแย้มเหมือนดีใจลูกพลับก็ยิ่งอารมณ์ดีพูดคุยมากขึ้น
“เจ้าหนูมะพลับนี่เก่งนะเนี่ยจำได้ด้วยว่าหลวงตาชอบกินอะไร” ท่านสมภารหยอดลูกชมเข้าให้อีกตอนนี้เด็กชายก็เลยยิ้มหน้าบานจนหุบไม่ลงไปแล้ว
สำหรับลูกพลับแล้วหลวงตาใจดีมาก ๆ คอยเลี้ยงและดูแลป๊ะป๋ากับลูกพลับมาตลอดลูกพลับรักหลวงตาเป็นอันดับสองรองจากป๊ะป๋าเลยเพราะฉะนั้นถ้าหลวงตาดีใจลูกพลับก็จะดีใจถ้าหลวงตามีความสุขลูกพลับก็จะมีความสุขไปด้วย
“ส่วนเรื่องโต๊ะตู้อะไรนั่นนะ โยมก็เอาไปขายซะเถอะเจ้าของเก่าเขาไม่ว่านี่ ของมีราคาถ้าเราไม่เอาก็เอาไปทำให้มันเป็นเงินมาซะจะได้งอกเงย”
หลวงตากลับเข้าเรื่องบอกภานุวัฒน์ในขณะที่เอื้อมตัวเอาขนมเปี๊ยะไปเก็บไว้บนชั้นใกล้ ๆ
อันที่จริงก็อยากจะหยิบมีดมาผ่ากินให้เด็กมันดูสักหน่อยเจ้ามะพลับจะได้ดีใจ ติดที่ตอนนี้เป็นเวลาหลังเที่ยงวันไปแล้วพระจึงไม่สามารถฉันอาหารอื่น ๆ ได้ ก็ต้องเก็บไว้ฉันกับชาในตอนเช้าจริง ๆ นั่นแหละ
“ก็คงจะต้องอย่างนั้นแหละขอรับของชิ้นใหญ่แบบนี้จะเอาไปให้ใครก็ไม่ใช่ว่าทุกบ้านจะมีพื้นที่สำหรับเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ๆ เสียด้วย” ไตเติ้ลคอตก
ชายหนุ่มพาลูกพลับกราบลาหลวงตาแล้วเดินออกจากวัดมาอย่างที่เจ้าตัวเล็กมีหน้าตายิ้มแย้มเต็มไปด้วยความสุข เดินไปก็กระโดดโลดเต้นไปด้วย ในขณะที่คนเป็นพ่อยังหน้าเครียดคิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไร
กับเฟอร์นิเจอร์แถมผีพวกนั้นดี.