สาวน้อยชาวนากับระบบยาพิศวง

    ตอนที่ 36 หาคนในหมู่บ้านไปเก็บสมุนไพร (1/2)



            นอกจากนางหลี่ลู่แล้ว ไม่มีใครสนใจความไม่สบายใจของหลี่เถาฮวาอีกเลย แต่ถึงแม้ว่านางหลี่ลู่จะรักหลี่เถาฮวามากเพียงใด แต่นางก็เชื่อฟังคำของลูกชายมากยิ่งกว่า เรื่องภายในบ้าน ตราบใดที่หลี่ฮุยเอ่ยปาก พวกเขาก็จะไม่ปฏิเสธ

     

            ส่วนหลี่เหอ ความจริงแล้วเขาเป็นคนไม่ค่อยฉลาด เขายืนอยู่ห่าง ๆ มองดูและเฝ้ารอสกุลโจวอธิบาย ตอนนี้บุตรชายของเขาเป็นคนเปิดปากพูดแล้ว ดังนั้นเขาเองก็จะรอผลลัพธ์การเจรจาจากหลี่ฮุย


            เดิมทีโจวซวี่เองก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรกับหลี่ฮุย และไม่รู้ว่าจะเกลี้ยกล่อมคนจากสกุลหลี่อย่างไรดี แต่ในที่สุดบุรุษทั้งสองก็ทำข้อตกลงกัน หลี่เถาฮวาจะแต่งเข้าสกุลโจวในฐานะอนุ แต่สกุลโจวต้องจ่ายให้บ้านหลี่สามสิบตำลึง แน่นอนว่านี่เป็นแค่ข้อตกลงบังหน้า ส่วนลับหลังนั้นเป็นเช่นไรมีเพียงพวกเขาสองคนที่รู้


            สามวันให้หลัง คนในหมู่บ้านสกุลหลี่จึงเห็นหลี่เถาฮวาถูกนำตัวขึ้นเกี้ยวคันเล็กไป หลังจากนั้นพวกเขาถึงได้รู้ว่านางถูกพาตัวไปที่หมู่บ้านสกุลโจว เพื่อไปเป็นอนุของโจวซิ่วไฉ่ เมื่อคนในหมู่บ้านสกุลหลี่รู้เรื่องนี้ก็โมโหขึ้นมาทันที แต่ในเมื่อคนถูกพาตัวไปที่สกุลโจวแล้ว พวกเขาเองก็หมดหนทาง ทำได้เพียงมองดูสกุลโจวด้วยสายตาดังเดิมแต่ไม่ขออยู่ใกล้

            .

            .


            วันที่หลี่หมิงเยว่เริ่มเตรียมตัวสร้างบ้านใหม่ ผู้ดูแลหลิวส่งคนมารับนางเข้าไปในเมือง หลังจากที่นางได้เห็นจานอาหารขึ้นโต๊ะของหอหรูอี้ ดวงตาสดใสก็ยิ่งมั่นใจยิ่งขึ้น นอกจากจะให้สูตรเนื้อตุ๋นกับผู้ดูแลหลิวแล้ว นางยังให้สูตรปลาต้มกะหล่ำดอกกับเขาอีกหนึ่งสูตรด้วย และตกลงกันว่านางจะสอนพ่อครัวของหอหรูอี้ให้ปรุงอาหารจานใหม่สองจานทุก ๆ เดือน ถึงอย่างไรอาหารดี ๆ ก็ไม่อาจนำออกมาขายพร้อมกันได้ทั้งหมดในคราวเดียว จำเป็นต้องค่อย ๆ เปิดตัวจึงจะเป็นกลยุทธ์ที่ดี


            ในขณะที่นางกำลังยุ่งอยู่กับการสร้างบ้าน ผู้ดูแลหลิวก็มารับยาห้ามเลือด นอกจากนี้ หลี่หมิงเยว่ยังให้เขานำยาที่ใช้ประจำบางส่วนไปให้ซือถูชิงเฉินด้วย ยาเหล่านี้เป็นตำรับยาจากโลกก่อน ซึ่งแน่นอนว่ามีประสิทธิภาพดีกว่ายาที่พวกเขาใช้ในตอนนี้มากนัก


            “พี่สี่ พี่รีบมาดูไก่ของพวกเราออกไข่สิ” ก้อนแป้งหลี่หมิงจูและหลี่หมิงเสียต่างถือไข่เอาไว้ในมือ และตะโกนเรียกหลี่หมิงเยว่อย่างตื่นเต้น


            ตั้งแต่ซื้อลูกไก่มา เด็กน้อยสองคนนี้ก็เฝ้าดูแลพวกมันมาโดยตลอด ปกติแล้วพวกนางจะไปขุดหาไส้เดือนมาให้ไก่กิน หลังจากหลี่อวิ๋นห้าวได้ยินได้ฟังเกี่ยวกับเรื่องของ ‘การเลี้ยงไส้เดือน’ มา เขาก็เริ่มเลี้ยงไส้เดือนเอาไว้ในกระถางแตก ๆ จนมีจำนวนไม่น้อยแล้ว แต่เพราะรู้ว่าพวกหลี่หมิงเยว่ไม่ชอบเห็นไส้เดือนพวกนี้ พวกน้อง ๆ จึงเลี้ยงมันไว้ใกล้ ๆ เล้าหมู ที่นั่นไม่ได้เลี้ยงหมูแล้ว ดังนั้นจึงมีที่ว่างไว้วางกองฟืนกองใหญ่


            “อ๊ะ! ออกไข่แล้วจริง ๆ ด้วย นี่แค่ไม่กี่ตัวงั้นหรือ?” หลี่หมิงเยว่เองก็ดีใจเช่นกัน นี่เป็นไก่ที่พวกนางเลี้ยงเองเลยนะ! ไม่เสียแรงเปล่าที่พวกนางต้องคอยทำความสะอาดเล้าไก่อยู่ทุกวัน


            “ยังมีอีกนะ พี่สี่ วันนี้พวกเรากินไข่ตุ๋นกันได้หรือไม่!” หลี่หมิงจูมองไข่ในมือพลางสูดน้ำลายถาม


            “แน่นอนจ้ะ เย็นนี้พี่จะนึ่งไข่ตุ๋นให้ทุกคนกินเอง ไปกันเถอะ พวกเราไปเก็บไข่กัน” พูดจบ นางก็ถือตะกร้าเล็ก ๆ เดินไปที่เล้าไก่


            “ท่านแม่มาดูเร็วเข้า ไก่ของพวกเราให้ผลผลิตแล้ว วันนี้ข้าเก็บไข่ได้ตั้งสิบฟองเชียวนะ!” หลี่หมิงเยว่ถือไข่ไก่เข้าไปในครัว และพูดกับนางซูด้วยเสียงสดใส


            นางซูที่เพิ่งลงไปเดินรอบ ๆ แล้วกลับมาเอนกายลงบนเตียงเตา เมื่อได้ยินเสียงของบุตรสาว จึงยันกายขึ้นและมองนางด้วยรอยยิ้ม “หมิงเยว่ ไข่ที่ไก่ออกเป็นชุดแรกมีประโยชน์ที่สุด อีกเดี๋ยวเจ้าให้ลุงเหวินนำกลับไปด้วยบางส่วน ไม่กี่วันก่อน เจ้าบอกแม่ว่าซือเหนียงของเจ้าฟื้นแล้วไม่ใช่หรือ? เจ้าทำไข่ตุ๋นกินพอดี ไปฆ่าไก่มาสักตัว แล้วเอาไปตุ๋นสิ พอเจ้าตุ๋นเสร็จแล้วจะได้นำไปให้ซือเหนียงของเจ้าบำรุงร่างกาย”


            หลี่หมิงเยว่วางไข่ไก่ลง จากนั้นจึงส่ายหัวแล้วพูดว่า “ท่านแม่ ตอนที่พวกเราซื้อไก่มายี่สิบห้าตัว มีไก่ตัวผู้สิบตัว ข้าว่าจะเก็บไว้ใช้ตอนที่พวกเราย้ายบ้าน ส่วนไก่สำหรับตุ๋นน้ำแกง พรุ่งนี้ข้าจะไปสอบถามป้า ๆ ในหมู่บ้านว่ามีใครขายไก่ตัวเมียหรือไม่”


            นางอธิบายแผนของตัวเองออกไป หลี่หมิงหัวที่ได้ยินบทสนทนาของน้องสาวและมารดาด้วยเช่นกันจึงก้มหน้าคิด ก่อนจะถามขึ้น “น้องสี่ ข้าคิดว่าพวกเราซื้อไก่ตัวเมียมาหลาย ๆ ตัวดีหรือไม่ ตอนที่ท่านแม่คลอดจะได้เอาแม่ไก่แก่มาต้มบำรุงร่างกาย พวกเราซื้อมาตอนนี้แล้วเลี้ยงพวกมันไว้สักระยะหนึ่งก็น่าจะใช้ได้แล้ว”


            หลี่หมิงเยว่พยักหน้าโดยไม่รอให้นางซูคัดค้าน “ดี งั้นเอาเช่นนี้ก็แล้วกัน พรุ่งนี้ข้าจะขอพวกป้า ๆ น้า ๆ ช่วยถามให้”


            นางซูที่ได้ยินคำพูดเป็นห่วงเป็นใยจากบุตรสาวทั้งสองคนก็ตาแดงระเรื่อขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ นางโชคดีจริง ๆ ที่มีลูกที่รู้ความเช่นนี้


            หลี่หมิงเสียเห็นว่ามารดาร้องไห้จึงยื่นมือเล็ก ๆ ไปเช็ดน้ำตาให้ “ท่านแม่อย่าร้องไห้ ไม่ร้องนะ ท่านแม่ร้องไห้แล้วหมิงเสียปวดใจ”


            หลี่หมิงจูเองก็ปีนขึ้นไปบนเตียงเตาและเข้าไปคลอเคลียนางซู พร้อมกับพูดเสียงแผ่ว “ท่านแม่ไม่ร้องนะ ข้าจะให้พี่หญิงใหญ่กับพี่สี่ทำขนมอร่อย ๆ มาให้ท่านกิน ท่านป้าบ้านปู่ผู้นำตระกูลบอกว่า หากใจรู้สึกหวานแล้วก็จะไม่รู้สึกทุกข์อีก กินขนมหวาน ๆ จะได้ไม่ร้องไห้ แล้วท่านแม่จะมีความสุขนะ”


            คำพูดของคนตัวเล็กสองคนทำให้คนในห้องต้องหลุดหัวเราะพร้อมกัน หลี่หมิงหัวยิ้มพลางจิ้มจมูกน้อย ๆ ของพวกนาง “ได้สิ พี่หญิงใหญ่จะทำขนมให้พวกเจ้ากินเอง เช่นนั้นน้องเจ็ด น้องแปด พวกเจ้าพักผ่อนเป็นเพื่อนท่านแม่ได้หรือไม่”


            “ได้สิ พวกข้าจะอยู่เป็นเพื่อนคุยกับท่านแม่เอง” คนตัวเล็กทั้งสองพูดเป็นเสียงเดียวกัน


            สองพี่น้องออกมาจากห้องพร้อมกัน เป็นเวลาพอดีกับที่เด็กชายทั้งสี่สะพายตะกร้ากลับเข้ามาพอดี ในอ้อมแขนของทุกคนยังแบกฟืนกองเล็ก ๆ กลับมาด้วย ส่วนลุงเหวินนั้นสุดยอดกว่า เขาแบกหมูป่าตัวใหญ่ไว้บนไหล่เดินตามมา


            “หมิงเยว่ รีบไปต้มน้ำเร็วเข้า ข้าจะจัดการกับหมูป่านี่ก่อน ไม่กี่วันก่อนเจ้าไม่ได้บอกว่าอยากจะทำไส้กรอกหรอกหรือ? ข้าจะทำความสะอาดมันให้ เจ้าอยากให้ทำอย่างไรก็บอกมาได้เลย ข้าจะช่วยเอง”


            ทันทีที่หลี่หมิงเยว่เห็นหมูป่าก็คิดถึงไส้กรอกเป็นสิ่งแรก “ว้าว!  ไปกันเถอะ พี่หญิงใหญ่ พี่ไปต้มน้ำก่อนนะ วันนี้พวกเราฆ่าหมูป่ากันก่อน พรุ่งนี้จะได้ทำไส้กรอกกัน อีกอย่าง พี่ใหญ่ พี่วางสมุนไพรลงก่อน แล้วไปหาคนขายเนื้อซื้อไส้หมูมา อะ จริงสิเกือบลืมไปเลย บอกเขาว่าเหลือหัวหมูกับเครื่องในไว้ให้พวกเราด้วยนะ แล้วเอามาส่งให้เราพรุ่งนี้เช้า”


            หลี่อวิ๋นห้าวพยักหน้า รับเหรียญทองแดงที่น้องสาวส่งให้ แล้วก้าวยาว ๆ ไปที่บ้านของคนขายเนื้อ ส่วนหลี่อวิ๋นซู่นำสัตว์ป่าที่ล่ามาได้ที่ยังมีชีวิตอยู่ไปขังไว้ในกรง ก่อนวางสัตว์ที่ตายไว้อีกด้าน รอให้ลุงเหวินเอาไปส่งหอหรูอี้ให้


            หลังอาหารเย็น ทุกคนต่างมานั่งคัดแยกสมุนไพรกันอยู่ในห้องโถงหลัก เมื่อคิดขึ้นมาได้ว่าภูเขาเสี่ยวชิงนั้นกว้างใหญ่มาก เกรงว่าลำพังมีเพียงพวกเขาคงจะเก็บสมุนไพรมาได้ไม่มากนัก และนึกถึงพวกจ้าวจื้อเฉียงที่มาช่วยเขาเก็บสมุนไพร ก่อนจะนึกถึงสถานการณ์ภายในบ้านจ้าวที่ไม่ค่อยดีนัก ดังนั้นจึงอยากจะช่วยเหลือพวกเขา แต่ถ้าทำเช่นนั้นก็จำต้องถามความเห็นของน้องสี่เสียก่อน


            หลี่อวิ๋นห้าวครุ่นคิดอยู่นานก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาถามหลี่หมิงเยว่ “น้องสี่ ข้ามีเรื่องที่อยากจะถามความเห็นของเจ้า”


            หลี่หมิงเยว่เงยหน้าขึ้นมองพี่ชายคนโตอย่างสงสัย และเอ่ยถามขึ้นโดยไม่หยุดมือ “พี่ใหญ่มีเรื่องอะไรก็พูดมาเถิด พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน ไม่มีอะไรที่พูดไม่ได้หรอก”


            หลี่อวิ๋นห้าวกับหลี่อวิ๋นซู่สบตากัน พวกเขาได้ปรึกษากันมาก่อนหน้านี้แล้ว หากหลี่หมิงเยว่เห็นด้วย พวกเขาถึงจะทำ ถึงอย่างไรตอนนี้พวกเขาเองก็มีชีวิตที่ดีขึ้นเพียงเล็กน้อย และหากจะทำตามความคิดของพวกเขาแล้วล่ะก็ น้องสี่ก็จะมีเรื่องให้ทำเพิ่มขึ้นอีก เพราะการทำยาในปริมาณที่มากมายเช่นนั้นก็เป็นเรื่องที่เหน็ดเหนื่อยมากอยู่แล้ว

            .

            .

            .


    คล้ายกับเรื่องสาวน้อยชาวนากับระบบยาพิศวง ที่คุณอ่าน