“...นั่นมันอะไรกัน”
“สิ่งที่นางทำเกินขอบเขตของการปรุงโอสถยุคปัจจุบันไปไม่รู้เท่าใดแล้ว”
เหล่าผู้ชมที่มีสิทธิ์ได้เข้ามาดูใกล้ๆกำลังเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกตกตะลึง โดยเฉพาะกับชายชราสองคนที่มีอายุหน่อยและมีความรู้เกี่ยวกับการปรุงโอสถในระดับสูง พวกเขาเหม่อมองการเคลื่อนไหวของไป่ฟานเซียนในการปรุงโอสถชนิดที่สองและสามโดยไม่อาจจะละสายตาได้
โดยเฉพาะแรงกดดันที่แผ่ออกมาเป็นคลื่นลูกยักษ์ในยามที่โอสถปรุงเสร็จ ต่อให้จะสัมผัสพวกมันเป็นครั้งที่สามแล้วพวกเขาก็ยังขนลุกขนชันไปเสียทุกครั้ง
ไป่ฟานเซียนห่อหุ้มโอสถด้วยพลังปราณของนางเป็นครั้งสุดท้าย แล้วส่งพวกมันที่มีจำนวนหลายสิบเม็ดไปให้เหม่ยอิงที่อยู่ข้างๆช่วยบรรจุลงในขวดกระเบื้องอย่างดีที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้
“...เรียบร้อยแล้ว”
เวลาในการหลอมโอสถของนางทั้งหมดรวมกันยังไม่ถึงห้านาทีที่อู๋เจี่ยกล่าวไว้เลยด้วยซ้ำ คำพูดของนางทำให้เหล่าคนที่อยู่ด้านในคลินิกออกจากภวังค์ พวกเขาจับจ้องมองนางด้วยความรู้สึกราวกับกำลังมองเทพเจ้าที่มาจุติบนโลกมนุษย์
นี่คล้ายคลึงกับเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน การปรุงโอสถของไป่ฟานเซียนสามารถทำให้ผู้คนตกอยู่ในมนต์สะกดได้ทุกครั้ง พวกเขาจะชมมันจนจบราวกับกำลังดูการแสดงของนักแสดงที่มีชื่อเสียง และเพราะรูปลักษณ์ของตัวนางรวมถึงเหล่าลูกศิษย์ในตำหนัก ทำให้สุดท้ายตำหนักของนางก็ถูกเรียกว่า“ตำหนักโอสถเทพธิดา” เรื่อยมา
พูดกันตามตรง ในตอนแรกมีหลายคนที่กังขาในความสามารถของจักรพรรดินีโอสถคนนี้มาก ยิ่งเป็นคนที่ไม่รู้จักโลกของผู้ฝึกตนมาก่อนย่อมไม่เข้าใจในศาสตร์ของ“โอสถ” ที่พวกเขาคิดว่ามันเป็นเพียงแค่ยาที่มีไว้ส่งเสริมการรักษาเท่านั้น ดังนั้นที่พวกเขามาที่นี่นั้นจึงเป็นเพราะชื่อเสียงของ“หมอเทวดา” เสียมากกว่า
แต่พอได้มาเห็นการหลอมโอสถต่อหน้าที่ราวกับเป็นปาฏิหาริย์เข้าไปหลายรอบ พวกเขาก็เริ่มรู้สึกว่าโอสถเหล่านั้นอาจจะสามารถช่วยรักษาโรคของพวกเขาได้จริงๆก็ได้
ดังนั้นชื่อเสียงของไป่ฟานเซียนในหมู่คนธรรมดาที่กำลังประสบกับโรคภัยไข้เจ็บจึงค่อยๆเผยแพร่ออกไปเงียบๆ มันก็เหมือนกับการที่บางคนมีความเชื่อกับหมอพื้นบ้าน แต่นี่อีกฝ่ายเล่นแสดงพลังออกมาต่อหน้าต่อตา ทั้งยังเต็มไปด้วยความกดดันที่ทำให้รู้ว่าโอสถเหล่านั้นปรุงมาจากของล้ำค่าจริงไม่ใช่เรื่องหลอกลวง
ที่เหลือก็เพียงแค่พวกมันจะใช้รักษาชายหนุ่มที่ดูเหมือนคนใกล้ตายตรงนั้นได้หรือเปล่าเท่านั้น
หลิวเยี่ยนเฟยกำลังหลับตาอยู่เงียบๆเขาสัมผัสได้ถึงกระแสพลังที่พลุ่งพล่านออกมาเป็นช่วงจากบริเวณใกล้ตัวก็เผยรอยยิ้มบางๆ ความเชื่อมั่นที่เขามีต่อหญิงสาวคนนั้นมันเพิ่มขึ้นทุกวันตั้งแต่ที่เขามาอาศัยอยู่ที่นี่
เขาเชื่อว่าโอสถของนางจะรักษาเขาได้
“...เริ่มลงมือเถอะ”
น้ำเสียงใสกระจ่างของไป่ฟานเซียนทำให้ชายหนุ่มลืมตาขึ้นมา เขาเห็นว่านางนั้นกำลังยืนอยู่ต่อหน้าเขาพร้อมกับถาดของโอสถหลายชนิดที่อยู่ข้างตัว อู๋เจี่ยจับชีพจรของหลิวเยี่ยนเฟยแล้วพยักหน้าให้
“ถ้าอย่างนั้นฉันจะเริ่มแล้วนะ”
หมอหนุ่มหยิบเอายาเม็ดฟื้นฟูระดับหกที่เขาไม่รู้จักแม้แต่ชื่อขึ้นมา ทันทีที่ปลายนิ้วของเขาขูดเอาเปลือกนอกของมันออกไปบางๆ กระแสพลังชีวิตที่อัดแน่นอยู่ภายในก็ล้นทะลักออกมาจนเขาตกใจ
“...กินนี่เข้าไปก่อน”
อู๋เจี่ยใช้ลมปราณส่งเม็ดยาที่มีขนาดประมาณลูกแก้วเข้าไปในปากของหลิวเยี่ยนเฟย ชายหนุ่มไม่แสดงท่าทีขัดขืน วินาทีที่เขากลืนมันลงคอ เหล่าผู้ชมต่างกลืนน้ำลายด้วยความตื่นเต้นและอยากรู้ถึงผลลัพธ์ของมัน
วิ้ง!
ร่างของชายหนุ่มสั่นสะท้านเบาๆ ก่อนที่รอบตัวเขาจะปรากฏแสงสีข่าวส่องประกายขึ้นมาปรากฏการณ์นี้ยังส่งกลิ่นหอมที่มอบความรู้สึกสดชื่นให้ผู้ที่สูดดม คลื่นกระแสพลังอันรุนแรงกำลังจะพุ่งทะยานออกไปทุกทิศทาง แต่ไป่ฟานเซียนกำมือทีหนึ่งก็ปรากฏเขตแดนขึ้นมารอบคลินิก นางวางมันเอาไว้ตั้งแต่เมื่อคืนมันคล้ายคลึงกับเขตแดนของบ้านแต่จะไม่ขัดขวางไม่ให้คนเข้ามา นางกางมันไว้เพื่อรับมือเผื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น หากในอนาคตนางปรุงโอสถระดับเจ็ดหรือแปดขึ้นมาที่นี่จริงๆจะได้ไม่มีผู้คนตกใจไปทั้งภูมิภาคเพราะพลังที่แผ่กระจายออกไป
คนแก่หลายคนที่อยู่ด้านในคลินิกเหมือนกับจะได้รับผลประโยชน์ไปเต็มๆ พวกเขาสัมผัสได้ถึงพลังงานในร่างกายราวกับว่าตนเองหนุ่มลงไปปีสองปี นอกจากนี้พวกเขายังรู้สึกกระฉับกระเฉงขึ้นด้วย
แม้แต่จูเจินหมิงเองก็สัมผัสได้เขาจ้องมองโอสถที่เหมือนกับของวิเศษพวกนั้นด้วยสายตาสั่นระริก
หลิวเยี่ยนเฟยแน่นอนว่าเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์ที่สุด เขาหลับตาลงอีกครั้งแล้วสัมผัสถึงกระแสพลังที่กำลังหมุนวนอยู่ในร่าง พวกมันกำลังฟื้นฟูความเสียหายสู้กับความเร็วการกัดกินของบาดแผลได้อย่างเท่าเทียม เขาผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆแล้วลืมตาขึ้น
“...นี่มันยิ่งกว่าที่ผมคิดอีกนะครับ”
“อย่าพึ่งพูดน่าของจริงมันหลังจากนี้”
อู๋เจี่ยดุไปทีหนึ่ง เขาใช้ลมปราณหยิบเอาเม็ดยาเม็ดที่สองขึ้นมา มันเป็นเม็ดยาที่มีฤทธิ์ในการกัดกร่อน ขั้นตอนนี้อันตรายอย่างยิ่งเพราะอู๋เจี่ยต้องใช้พลังปราณของตนเองชักนำโอสถให้ส่งผลเฉพาะบริเวณบาดแผลเท่านั้น เพื่อที่จะได้กำจัดส่วนที่เป็นเนื้อร้ายทิ้งไปและใช้ฤทธิ์ของโอสถฟื้นฟูก่อนหน้านี้รักษาในทันที
หมอหนุ่มรวบรวมสมาธิ เขาส่งโอสถเข้าปากหลิวเยี่ยนเฟย ซึ่งชายหนุ่มก็ไม่ลังเลแล้วกลืนเข้าไปทั้งเม็ด คราวนี้มันไม่มีปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติอะไรขึ้นมาให้คนดูที่คาดหวัง แต่ว่าหลังจากผ่านไปห้าวินาทีหลิวเยี่ยนเฟยก็สั่นสะท้านแล้วกระอักเอาเลือดออกมากองหนึ่ง
อู๋เจี่ยรีบส่งปราณของตนเองเข้าไปในร่างของชายหนุ่ม เขาสัมผัสถึงกระแสพลังที่รุนแรงกำลังเคลื่อนที่อย่างมั่วซั่วอยู่ในร่างกาย เขากัดฟันแน่น ลมปราณในร่างถูกส่งออกไปไม่หยุด แต่ไม่ว่าเขาจะใช้พลังเท่าใดก็ไม่สามารถจะควบคุมให้กระแสพลังที่เชี่ยวกรากนั้นสงบลงได้สักนิดเดียว
ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยเหงื่อ ทันใดนั้นเขากลับสัมผัสได้ถึงพลังปราณอีกสายหนึ่งที่ทั้งบริสุทธิ์และทรงพลังที่สุดที่เขาเคยเห็น มันตรงเข้าไปสัมผัสกระแสพลังของโอสถที่กำลังบ้าคลั่ง แค่เพียงเสี้ยวพริบตาเดียวพวกมันก็หยุดนิ่งราวกับเด็กน้อยที่ถูกดุ มันไหลเวียนเอื่อยๆอยู่ภายใต้การควบคุมของลมปราณบริสุทธิ์สายนั้น
หมอหนุ่มหันกลับมา เขาพบว่านิ้วของไป่ฟานเซียนกำลังแตะเบาๆอยู่ที่กึ่งกลางหน้าอกของหลิวเยี่ยนเฟย ใบหน้าของชายหนุ่มกลับมาเป็นปกติ อู๋เจี่ยรู้ได้ทันทีว่าลมปราณสายนั้นแท้จริงแล้วเป็นของใคร
“ทำสมาธิเสีย...ข้าจะมอบการควบคุมให้เจ้า”
ไป่ฟานเซียนพูดเบาๆ ทำให้เขาต้องรีบหลับตา ทันใดนั้นลมปราณของเขาก็ตรงเข้าไปผลานกับปราณบริสุทธิ์ของไป่ฟานเซียน เขารู้สึกว่าตนเองสามารถควบคุมมันได้อย่างอิสระภายใต้ร่างกายของหลิวเยี่ยนเฟย เขาไม่รีรอรีบใช้ความคิดสั่งการให้มันควบคุมกระแสโอสถตรงเข้าไปกัดกร่อนบาดแผลที่เป้นเนื้อร้ายเหล่านั้นทีละส่วน
กระบวนการนี้กินเวลามากกว่ายี่สิบนาที ไป่ฟานเซียนยังคงยืนอย่างสงบแล้วปล่อยให้อู๋เจี่ยใช้พลังของนางเพื่อควบคุมฤทธิ์ของโอสถ นางเกือบจะลืมไปว่าโอสถที่นางปรุงนั้นเป็นโอสถระดับหก นอกจากนี้มันยังได้รับพลังปราณของนางและหม้อใบนั้นเข้าไป ทำให้มันค่อนข้างจะพยศรุนแรงเกินกว่าที่ตัวตนระดับปรมาจารย์จะเข้าไปควบคุมมันได้ ไป่ฟานเซียนจึงถือโอกาสเรียนรู้ไปด้วย
ถ้าปล่อยให้มันทำงานไปเองเหมือนโอสถฟื้นฟูนั้นคงไม่เป็นไร แต่เพราะว่าอู๋เจี่ยจำเป็นต้องใช้เพื่อกัดกร่อนบาดแผลเฉพาะจุด ถ้าไม่มีคนคอยควบคุมแน่นอนว่ามันได้กัดกินไปทั้งร่างกายของหลิวเยี่ยนเฟยแน่ๆ
ใบหน้าของหลิวเยี่ยนเฟยเดี๋ยวทรมาณเดี๋ยวผ่อนคลาย เพราะโอสถทั้งสองกำลังทำหน้าที่ของพวกมันอย่างขันแข็ง ทันทีที่ทำลายเนื้อร้ายออกไปโอสถฟื้นฟูก็จะฟื้นฟูตามมา ทำให้ประสบการณ์ของหลิวเยี่ยนเฟยตอนนี้นั้นเหมือนกับดิ่งลงนรกแล้วก็กลับขึ้นไปบนสวรรค์ วนเวียนซ้ำไปซ้ำมาจนในที่สุดก็สำเร็จ
“ฟู่ว..เหลือแค่โอสถชำระล้าง”
โอสถสีขาวบริสุทธิ์เม็ดสุดท้ายถูกส่งเข้าไป ทันทีที่มันละลายในท้องร่างกายของหลิวเยี่ยนเฟยก็ส่องแสงสีขาวออกมาจนสว่างจ้า มันตรงเข้าไปขับพลังภายนอกที่ตกค้างอยู่ในบาดแผลของเขาออกมาจนหมด ควันสีดำแปลกประหลาดปรากฏขึ้นแล้วก็สลายหายไป หลังจากนั้นไม่ถึงหนึ่งนาทีลมหายใจของหลิวเยี่ยนเฟยก็กลับมาเป็นปกติ สีหน้าของเขาผ่อนคลายและรู้สึกว่าร่างกายของตนเองเบาโหวงเหมือนเกิดใหม่
“..สำเร็จแล้ว”
อู๋เจี่ยถอนหายใจออกมา เขาประเมินผิดไป บาดแผลของหลิวเยี่ยนเฟยนั้นอันตรายเสียยิ่งกว่าที่เขาคิด ถ้าวันนี้ไม่มีไป่ฟานเซียนอยู่ที่นี่เขาก็ไม่รู้ว่าจะมีใครบนโลกรักษาให้ชายคนนี้ได้อีกหรือไม่
แต่ก่อนที่เขาจะถอนพลังปราณของตัวเองกลับมา เขากลับพบว่าพลังปราณบริสุทธิ์ของไป่ฟานเซียนได้ตัดการเชื่อมต่อกับเขาไปอย่างไม่ใยดี ใบหน้าของหญิงสาวยังคงเงียบสงบขณะที่นางกำลังเริ่มดำเนินการบางอย่าง
“...ถือเป็นของขวัญที่หายดีจากข้าแล้วกัน”
ไม่มีใครเข้าใจความหมายที่นางพูด แต่ไป่ฟานเซียนใช้มืออีกข้างจี้ไปยังกึ่งกลางหน้าผากของหลิวเยี่ยนเฟย ทันใดนั้นชายหนุ่มพลันลืมตาโพลงขึ้นพร้อมกับแสงสีขาวที่สาดส่องออกมารอบตัว วิชาที่เขาฝึกอยู่ๆก็เคลื่อนไหวด้วยตนเอง ใบหน้าของเขาเหม่อลอยในขณะที่ผู้คนเริ่มสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของอากาศที่กำลังกรีดร้องเบาๆรอบตัว
“ต้องบอกว่าการโคจรลมปราณเพื่อสะกดอาการบาดเจ็บของเจ้ามาหลายปีช่วยส่งเสริมเจ้าจริงๆ...”
ไป่ฟานเซียนพูดออกมาอีกประโยค ผู้คนยังคงสับสน แต่ประโยคถัดมากลับสามารถทำให้พวกเขาเบิกตากว้าง
“ประตูของบรรพจารย์...เจ้าจะเปิดมันออกมาได้ไหมนะ?”
เจิ้งเหรินอี้และจางเซียนหยวนที่เป็นปรมาจารย์ขั้นเก้านั้นรีบเข้ามาดูใกล้ๆ พวกเขาคือผู้ที่อยู่ใกล้กับขอบเขตต่อไปมากที่สุดมาสักพัก ดังนั้นถ้าสิ่งที่ไป่ฟานเซียนพูดเป็นความจริง ทั้งสองคนย่อมอยากรู้อยากเห็นมากที่สุด
หลิวเยี่ยนเฟยนั้นยังคงสงบ เขาเหมือนกับไม่ได้ยินเสียงของสรรพสิ่งภายนอก โอสถทั้งสามเม็ดกำลังจะหมดฤทธิ์ไปทีละอย่าง แต่เมื่อถึงคราวของโอสถชำระล้าง ไป่ฟานเซียนกลับใช้พลังของนางผสานเข้าไปจนพลังของมันพุ่งทะยานขึ้นจนใกล้เตียงกับระดับเจ็ดแล้ว!
วิ้ง!
ร่างของหลิวเยี่ยนเฟยเปล่งประกายออกมาจนคนธรรมดาต้องยกมือขึ้นปิดตา แต่สำหรับผู้ฝึกตนนั้นพวกเขากำลังตื่นตะลึงกับพลังที่ค่อยๆพุ่งทะยานขึ้นไปเรื่อยๆของชายหนุ่ม
พวกมันเหมือนกับจะอัดอั้นมานาน ความเร็วในการเพิ่มขึ้นนั้นยังคงรุนแรงไม่มีตก พวกมันทะลวงผ่านขั้นเก้าไปสู่ขั้นสิบของปรมาจารย์โดยไม่มีสิ่งใดติดขัด วินาทีที่พวกมันไปถึงขั้นสูงสุดนั้นเหลือเพียงก้าวเดียวหลิวเยี่ยนเฟยก็ได้สติขึ้นมา!
บึ้ม!
กระแสพลังของชายหนุ่มระเบิดออกมารอบตัว นอกจากนี้ยังปรากฏเสาแสงบางๆทะลวงขึ้นสู่ท้องฟ้า ไป่ฟานเซียนแอบยิ้มมุมปากขณะที่ปลดเขตแดนออก ทำให้ไม่ว่าจะเป็นใครถ้าอยู่ในเมืองนี้ล้วนสามารถรับรู้ถึงพลังที่ผ่านร่างตัวเองไปเหมือนคลื่นหอบใหญ่นั่นได้อย่างชัดเจน
การก้าวเข้าสู่เขตแดนต่อไปของคนของนางจะต้องยิ่งใหญ่!
ให้พลังที่แผ่ออกไปนั้นเป็นตัวป่าวประกาศถึงความสำเร็จของพวกเขา!
ทั้งยังเป็นการกลั่นแกล้งหาเรื่องวุ่นวายเล็กๆให้พวกเขาด้วย ไป่ฟานเซียนรู้สึกว่าตนเองเริ่มแสดงความซุกซนเหมือนเด็กๆออกมาบ่อยขึ้น บางทีมันอาจจะเป็นการชดเชยช่วงเวลาในวัยเด็กของนางที่ไม่เคยสนุกกับอะไรแบบนี้เหมือนที่เด็กทั่วไปทำกัน
ชายหนุ่มกู่ร้องออกมาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่กระแสพลังนั้นจะย้อนรวมเข้าไปในตัวของเขาแล้วระเบิดออกมา คราวนี้มันทั้งทรงพลังและเต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ ผู้คนรู้สึกเหมือนว่าสิ่งสกปรกในร่างกายถูกพัดปลิวไปพร้อมกับการระเบิดนั้น จางเซียนหยวนที่คุ้นเคยกับกระแสพลังของหลิวเยี่ยนเฟยที่สุดตัวสั่นเบาๆเมื่อรับรู้ถึงพลังปราณที่กำลังอ้อยอิ่งอยู่กลางอากาศ
“...ระดับ...บรรพจารย์?”
คำพูดนั้นทำให้ทุกคนได้สติ ตอนนี้หลิวเยี่ยนเฟยกำลังยืนนิ่งอยู่กลางห้องในสภาพเปลือยท่อนบน รังสีบางๆที่เปล่งประกายนั้นทำให้คนที่อยู่ใกล้รู้สึกเหมือนจิตใจผ่อนคลาย หลายคนมีความรู้สึกราวกับว่าชายหนุ่มนั้นจะเด็กลงไปอีกหลายปีจากการมองแค่ภายนอก
“...เจตจำนงแห่งการชำระล้าง...เป็นเจตจำนงที่ดี”
ไป่ฟานเซียนพยักหน้าให้อย่างพอใจ หลิวเยี่ยนเฟยที่กำลังดื่มด่ำกับพลังในร่างรู้สึกตัวขึ้น เขาหันมาหาไป่ฟานเซียนแล้วก้มหัวลงด้วยความรู้สึกที่ท่วมท้นอยู่ในหัวใจ
“ขอบคุณมากครับ...ผมเป็นหนี้บุญคุณคุณจริงๆ”
“อืม...”
ไป่ฟานเซียนไม่ปฏิเสธ ทันใดนั้นชายหนุ่มก็เงยหน้าขึ้นมาเหมือนจะตัดสินใจบางอย่างได้ เขาคิดถึงเรื่องนี้มานานตั้งแต่ตอนที่มาอยู่บ้านหลังนี้แล้ว
หลิวเยี่ยนเฟยเกาแก้มตัวเองอย่างเขินๆแล้วถามไป่ฟานเซียนว่า
“ผมมีอีกเรื่องอยากจะขอร้องครับ”
หญิงสาวเลิกคิ้ว แม้นางจะรู้สึกสงสัยแต่นางก็ยังไม่ได้รีบปฏิเสธ
“...ว่ามาสิ”
“...ขอผมเรียกคุณว่านายหญิงเหมือนคนอื่นได้ไหมครับ?”
“...”