รู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress

    ของขวัญที่หายดีจากข้า (จบเล่มสี่ ยุคสมัยของเหล่าผู้ฝึกตน)

            “...นั่นมันอะไรกัน”

             

            “สิ่งที่นางทำเกินขอบเขตของการปรุงโอสถยุคปัจจุบันไปไม่รู้เท่าใดแล้ว”

             

            เหล่าผู้ชมที่มีสิทธิ์ได้เข้ามาดูใกล้ๆกำลังเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกตกตะลึง โดยเฉพาะกับชายชราสองคนที่มีอายุหน่อยและมีความรู้เกี่ยวกับการปรุงโอสถในระดับสูง พวกเขาเหม่อมองการเคลื่อนไหวของไป่ฟานเซียนในการปรุงโอสถชนิดที่สองและสามโดยไม่อาจจะละสายตาได้

             

            โดยเฉพาะแรงกดดันที่แผ่ออกมาเป็นคลื่นลูกยักษ์ในยามที่โอสถปรุงเสร็จ  ต่อให้จะสัมผัสพวกมันเป็นครั้งที่สามแล้วพวกเขาก็ยังขนลุกขนชันไปเสียทุกครั้ง

             

            ไป่ฟานเซียนห่อหุ้มโอสถด้วยพลังปราณของนางเป็นครั้งสุดท้าย  แล้วส่งพวกมันที่มีจำนวนหลายสิบเม็ดไปให้เหม่ยอิงที่อยู่ข้างๆช่วยบรรจุลงในขวดกระเบื้องอย่างดีที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้

             

            “...เรียบร้อยแล้ว”

             

            เวลาในการหลอมโอสถของนางทั้งหมดรวมกันยังไม่ถึงห้านาทีที่อู๋เจี่ยกล่าวไว้เลยด้วยซ้ำ  คำพูดของนางทำให้เหล่าคนที่อยู่ด้านในคลินิกออกจากภวังค์ พวกเขาจับจ้องมองนางด้วยความรู้สึกราวกับกำลังมองเทพเจ้าที่มาจุติบนโลกมนุษย์

             

            นี่คล้ายคลึงกับเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน  การปรุงโอสถของไป่ฟานเซียนสามารถทำให้ผู้คนตกอยู่ในมนต์สะกดได้ทุกครั้ง  พวกเขาจะชมมันจนจบราวกับกำลังดูการแสดงของนักแสดงที่มีชื่อเสียง  และเพราะรูปลักษณ์ของตัวนางรวมถึงเหล่าลูกศิษย์ในตำหนัก  ทำให้สุดท้ายตำหนักของนางก็ถูกเรียกว่า“ตำหนักโอสถเทพธิดา” เรื่อยมา

             

            พูดกันตามตรง  ในตอนแรกมีหลายคนที่กังขาในความสามารถของจักรพรรดินีโอสถคนนี้มาก  ยิ่งเป็นคนที่ไม่รู้จักโลกของผู้ฝึกตนมาก่อนย่อมไม่เข้าใจในศาสตร์ของ“โอสถ” ที่พวกเขาคิดว่ามันเป็นเพียงแค่ยาที่มีไว้ส่งเสริมการรักษาเท่านั้น  ดังนั้นที่พวกเขามาที่นี่นั้นจึงเป็นเพราะชื่อเสียงของ“หมอเทวดา” เสียมากกว่า

     

            แต่พอได้มาเห็นการหลอมโอสถต่อหน้าที่ราวกับเป็นปาฏิหาริย์เข้าไปหลายรอบ  พวกเขาก็เริ่มรู้สึกว่าโอสถเหล่านั้นอาจจะสามารถช่วยรักษาโรคของพวกเขาได้จริงๆก็ได้

             

            ดังนั้นชื่อเสียงของไป่ฟานเซียนในหมู่คนธรรมดาที่กำลังประสบกับโรคภัยไข้เจ็บจึงค่อยๆเผยแพร่ออกไปเงียบๆ  มันก็เหมือนกับการที่บางคนมีความเชื่อกับหมอพื้นบ้าน แต่นี่อีกฝ่ายเล่นแสดงพลังออกมาต่อหน้าต่อตา  ทั้งยังเต็มไปด้วยความกดดันที่ทำให้รู้ว่าโอสถเหล่านั้นปรุงมาจากของล้ำค่าจริงไม่ใช่เรื่องหลอกลวง

             

            ที่เหลือก็เพียงแค่พวกมันจะใช้รักษาชายหนุ่มที่ดูเหมือนคนใกล้ตายตรงนั้นได้หรือเปล่าเท่านั้น

             

            หลิวเยี่ยนเฟยกำลังหลับตาอยู่เงียบๆเขาสัมผัสได้ถึงกระแสพลังที่พลุ่งพล่านออกมาเป็นช่วงจากบริเวณใกล้ตัวก็เผยรอยยิ้มบางๆ ความเชื่อมั่นที่เขามีต่อหญิงสาวคนนั้นมันเพิ่มขึ้นทุกวันตั้งแต่ที่เขามาอาศัยอยู่ที่นี่

             

            เขาเชื่อว่าโอสถของนางจะรักษาเขาได้

             

            “...เริ่มลงมือเถอะ”

             

            น้ำเสียงใสกระจ่างของไป่ฟานเซียนทำให้ชายหนุ่มลืมตาขึ้นมา  เขาเห็นว่านางนั้นกำลังยืนอยู่ต่อหน้าเขาพร้อมกับถาดของโอสถหลายชนิดที่อยู่ข้างตัว  อู๋เจี่ยจับชีพจรของหลิวเยี่ยนเฟยแล้วพยักหน้าให้

             

            “ถ้าอย่างนั้นฉันจะเริ่มแล้วนะ”

             

            หมอหนุ่มหยิบเอายาเม็ดฟื้นฟูระดับหกที่เขาไม่รู้จักแม้แต่ชื่อขึ้นมา  ทันทีที่ปลายนิ้วของเขาขูดเอาเปลือกนอกของมันออกไปบางๆ กระแสพลังชีวิตที่อัดแน่นอยู่ภายในก็ล้นทะลักออกมาจนเขาตกใจ

             

            “...กินนี่เข้าไปก่อน”

             

            อู๋เจี่ยใช้ลมปราณส่งเม็ดยาที่มีขนาดประมาณลูกแก้วเข้าไปในปากของหลิวเยี่ยนเฟย  ชายหนุ่มไม่แสดงท่าทีขัดขืน  วินาทีที่เขากลืนมันลงคอ  เหล่าผู้ชมต่างกลืนน้ำลายด้วยความตื่นเต้นและอยากรู้ถึงผลลัพธ์ของมัน

             

            วิ้ง!

             

            ร่างของชายหนุ่มสั่นสะท้านเบาๆ ก่อนที่รอบตัวเขาจะปรากฏแสงสีข่าวส่องประกายขึ้นมาปรากฏการณ์นี้ยังส่งกลิ่นหอมที่มอบความรู้สึกสดชื่นให้ผู้ที่สูดดม  คลื่นกระแสพลังอันรุนแรงกำลังจะพุ่งทะยานออกไปทุกทิศทาง  แต่ไป่ฟานเซียนกำมือทีหนึ่งก็ปรากฏเขตแดนขึ้นมารอบคลินิก  นางวางมันเอาไว้ตั้งแต่เมื่อคืนมันคล้ายคลึงกับเขตแดนของบ้านแต่จะไม่ขัดขวางไม่ให้คนเข้ามา  นางกางมันไว้เพื่อรับมือเผื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น  หากในอนาคตนางปรุงโอสถระดับเจ็ดหรือแปดขึ้นมาที่นี่จริงๆจะได้ไม่มีผู้คนตกใจไปทั้งภูมิภาคเพราะพลังที่แผ่กระจายออกไป

             

            คนแก่หลายคนที่อยู่ด้านในคลินิกเหมือนกับจะได้รับผลประโยชน์ไปเต็มๆ  พวกเขาสัมผัสได้ถึงพลังงานในร่างกายราวกับว่าตนเองหนุ่มลงไปปีสองปี  นอกจากนี้พวกเขายังรู้สึกกระฉับกระเฉงขึ้นด้วย

             

            แม้แต่จูเจินหมิงเองก็สัมผัสได้เขาจ้องมองโอสถที่เหมือนกับของวิเศษพวกนั้นด้วยสายตาสั่นระริก

             

            หลิวเยี่ยนเฟยแน่นอนว่าเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์ที่สุด  เขาหลับตาลงอีกครั้งแล้วสัมผัสถึงกระแสพลังที่กำลังหมุนวนอยู่ในร่าง พวกมันกำลังฟื้นฟูความเสียหายสู้กับความเร็วการกัดกินของบาดแผลได้อย่างเท่าเทียม  เขาผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆแล้วลืมตาขึ้น

             

            “...นี่มันยิ่งกว่าที่ผมคิดอีกนะครับ”

             

            “อย่าพึ่งพูดน่าของจริงมันหลังจากนี้”

             

            อู๋เจี่ยดุไปทีหนึ่ง เขาใช้ลมปราณหยิบเอาเม็ดยาเม็ดที่สองขึ้นมา  มันเป็นเม็ดยาที่มีฤทธิ์ในการกัดกร่อน ขั้นตอนนี้อันตรายอย่างยิ่งเพราะอู๋เจี่ยต้องใช้พลังปราณของตนเองชักนำโอสถให้ส่งผลเฉพาะบริเวณบาดแผลเท่านั้น  เพื่อที่จะได้กำจัดส่วนที่เป็นเนื้อร้ายทิ้งไปและใช้ฤทธิ์ของโอสถฟื้นฟูก่อนหน้านี้รักษาในทันที

             

            หมอหนุ่มรวบรวมสมาธิ  เขาส่งโอสถเข้าปากหลิวเยี่ยนเฟย ซึ่งชายหนุ่มก็ไม่ลังเลแล้วกลืนเข้าไปทั้งเม็ด คราวนี้มันไม่มีปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติอะไรขึ้นมาให้คนดูที่คาดหวัง แต่ว่าหลังจากผ่านไปห้าวินาทีหลิวเยี่ยนเฟยก็สั่นสะท้านแล้วกระอักเอาเลือดออกมากองหนึ่ง

             

            อู๋เจี่ยรีบส่งปราณของตนเองเข้าไปในร่างของชายหนุ่ม  เขาสัมผัสถึงกระแสพลังที่รุนแรงกำลังเคลื่อนที่อย่างมั่วซั่วอยู่ในร่างกาย  เขากัดฟันแน่น ลมปราณในร่างถูกส่งออกไปไม่หยุด แต่ไม่ว่าเขาจะใช้พลังเท่าใดก็ไม่สามารถจะควบคุมให้กระแสพลังที่เชี่ยวกรากนั้นสงบลงได้สักนิดเดียว

             

            ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยเหงื่อ  ทันใดนั้นเขากลับสัมผัสได้ถึงพลังปราณอีกสายหนึ่งที่ทั้งบริสุทธิ์และทรงพลังที่สุดที่เขาเคยเห็น  มันตรงเข้าไปสัมผัสกระแสพลังของโอสถที่กำลังบ้าคลั่ง แค่เพียงเสี้ยวพริบตาเดียวพวกมันก็หยุดนิ่งราวกับเด็กน้อยที่ถูกดุ มันไหลเวียนเอื่อยๆอยู่ภายใต้การควบคุมของลมปราณบริสุทธิ์สายนั้น

             

            หมอหนุ่มหันกลับมา  เขาพบว่านิ้วของไป่ฟานเซียนกำลังแตะเบาๆอยู่ที่กึ่งกลางหน้าอกของหลิวเยี่ยนเฟย  ใบหน้าของชายหนุ่มกลับมาเป็นปกติ อู๋เจี่ยรู้ได้ทันทีว่าลมปราณสายนั้นแท้จริงแล้วเป็นของใคร

             

            “ทำสมาธิเสีย...ข้าจะมอบการควบคุมให้เจ้า”

             

            ไป่ฟานเซียนพูดเบาๆ  ทำให้เขาต้องรีบหลับตา ทันใดนั้นลมปราณของเขาก็ตรงเข้าไปผลานกับปราณบริสุทธิ์ของไป่ฟานเซียน เขารู้สึกว่าตนเองสามารถควบคุมมันได้อย่างอิสระภายใต้ร่างกายของหลิวเยี่ยนเฟย  เขาไม่รีรอรีบใช้ความคิดสั่งการให้มันควบคุมกระแสโอสถตรงเข้าไปกัดกร่อนบาดแผลที่เป้นเนื้อร้ายเหล่านั้นทีละส่วน

             

            กระบวนการนี้กินเวลามากกว่ายี่สิบนาที  ไป่ฟานเซียนยังคงยืนอย่างสงบแล้วปล่อยให้อู๋เจี่ยใช้พลังของนางเพื่อควบคุมฤทธิ์ของโอสถ   นางเกือบจะลืมไปว่าโอสถที่นางปรุงนั้นเป็นโอสถระดับหก  นอกจากนี้มันยังได้รับพลังปราณของนางและหม้อใบนั้นเข้าไป  ทำให้มันค่อนข้างจะพยศรุนแรงเกินกว่าที่ตัวตนระดับปรมาจารย์จะเข้าไปควบคุมมันได้  ไป่ฟานเซียนจึงถือโอกาสเรียนรู้ไปด้วย

             

            ถ้าปล่อยให้มันทำงานไปเองเหมือนโอสถฟื้นฟูนั้นคงไม่เป็นไร  แต่เพราะว่าอู๋เจี่ยจำเป็นต้องใช้เพื่อกัดกร่อนบาดแผลเฉพาะจุด  ถ้าไม่มีคนคอยควบคุมแน่นอนว่ามันได้กัดกินไปทั้งร่างกายของหลิวเยี่ยนเฟยแน่ๆ

             

            ใบหน้าของหลิวเยี่ยนเฟยเดี๋ยวทรมาณเดี๋ยวผ่อนคลาย เพราะโอสถทั้งสองกำลังทำหน้าที่ของพวกมันอย่างขันแข็ง  ทันทีที่ทำลายเนื้อร้ายออกไปโอสถฟื้นฟูก็จะฟื้นฟูตามมา ทำให้ประสบการณ์ของหลิวเยี่ยนเฟยตอนนี้นั้นเหมือนกับดิ่งลงนรกแล้วก็กลับขึ้นไปบนสวรรค์  วนเวียนซ้ำไปซ้ำมาจนในที่สุดก็สำเร็จ

             

            “ฟู่ว..เหลือแค่โอสถชำระล้าง”

             

            โอสถสีขาวบริสุทธิ์เม็ดสุดท้ายถูกส่งเข้าไป   ทันทีที่มันละลายในท้องร่างกายของหลิวเยี่ยนเฟยก็ส่องแสงสีขาวออกมาจนสว่างจ้า  มันตรงเข้าไปขับพลังภายนอกที่ตกค้างอยู่ในบาดแผลของเขาออกมาจนหมด  ควันสีดำแปลกประหลาดปรากฏขึ้นแล้วก็สลายหายไป หลังจากนั้นไม่ถึงหนึ่งนาทีลมหายใจของหลิวเยี่ยนเฟยก็กลับมาเป็นปกติ  สีหน้าของเขาผ่อนคลายและรู้สึกว่าร่างกายของตนเองเบาโหวงเหมือนเกิดใหม่

             

            “..สำเร็จแล้ว”

             

            อู๋เจี่ยถอนหายใจออกมา  เขาประเมินผิดไป บาดแผลของหลิวเยี่ยนเฟยนั้นอันตรายเสียยิ่งกว่าที่เขาคิด ถ้าวันนี้ไม่มีไป่ฟานเซียนอยู่ที่นี่เขาก็ไม่รู้ว่าจะมีใครบนโลกรักษาให้ชายคนนี้ได้อีกหรือไม่

             

            แต่ก่อนที่เขาจะถอนพลังปราณของตัวเองกลับมา  เขากลับพบว่าพลังปราณบริสุทธิ์ของไป่ฟานเซียนได้ตัดการเชื่อมต่อกับเขาไปอย่างไม่ใยดี ใบหน้าของหญิงสาวยังคงเงียบสงบขณะที่นางกำลังเริ่มดำเนินการบางอย่าง

             

            “...ถือเป็นของขวัญที่หายดีจากข้าแล้วกัน”

             

            ไม่มีใครเข้าใจความหมายที่นางพูด  แต่ไป่ฟานเซียนใช้มืออีกข้างจี้ไปยังกึ่งกลางหน้าผากของหลิวเยี่ยนเฟย  ทันใดนั้นชายหนุ่มพลันลืมตาโพลงขึ้นพร้อมกับแสงสีขาวที่สาดส่องออกมารอบตัว  วิชาที่เขาฝึกอยู่ๆก็เคลื่อนไหวด้วยตนเอง   ใบหน้าของเขาเหม่อลอยในขณะที่ผู้คนเริ่มสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของอากาศที่กำลังกรีดร้องเบาๆรอบตัว

             

            “ต้องบอกว่าการโคจรลมปราณเพื่อสะกดอาการบาดเจ็บของเจ้ามาหลายปีช่วยส่งเสริมเจ้าจริงๆ...”

             

            ไป่ฟานเซียนพูดออกมาอีกประโยค  ผู้คนยังคงสับสน  แต่ประโยคถัดมากลับสามารถทำให้พวกเขาเบิกตากว้าง

             

            “ประตูของบรรพจารย์...เจ้าจะเปิดมันออกมาได้ไหมนะ?”

             

            เจิ้งเหรินอี้และจางเซียนหยวนที่เป็นปรมาจารย์ขั้นเก้านั้นรีบเข้ามาดูใกล้ๆ พวกเขาคือผู้ที่อยู่ใกล้กับขอบเขตต่อไปมากที่สุดมาสักพัก ดังนั้นถ้าสิ่งที่ไป่ฟานเซียนพูดเป็นความจริง  ทั้งสองคนย่อมอยากรู้อยากเห็นมากที่สุด

             

            หลิวเยี่ยนเฟยนั้นยังคงสงบ  เขาเหมือนกับไม่ได้ยินเสียงของสรรพสิ่งภายนอก  โอสถทั้งสามเม็ดกำลังจะหมดฤทธิ์ไปทีละอย่าง  แต่เมื่อถึงคราวของโอสถชำระล้าง ไป่ฟานเซียนกลับใช้พลังของนางผสานเข้าไปจนพลังของมันพุ่งทะยานขึ้นจนใกล้เตียงกับระดับเจ็ดแล้ว!

             

            วิ้ง!

             

            ร่างของหลิวเยี่ยนเฟยเปล่งประกายออกมาจนคนธรรมดาต้องยกมือขึ้นปิดตา  แต่สำหรับผู้ฝึกตนนั้นพวกเขากำลังตื่นตะลึงกับพลังที่ค่อยๆพุ่งทะยานขึ้นไปเรื่อยๆของชายหนุ่ม

             

            พวกมันเหมือนกับจะอัดอั้นมานาน ความเร็วในการเพิ่มขึ้นนั้นยังคงรุนแรงไม่มีตก  พวกมันทะลวงผ่านขั้นเก้าไปสู่ขั้นสิบของปรมาจารย์โดยไม่มีสิ่งใดติดขัด  วินาทีที่พวกมันไปถึงขั้นสูงสุดนั้นเหลือเพียงก้าวเดียวหลิวเยี่ยนเฟยก็ได้สติขึ้นมา!

             

            บึ้ม!

             

            กระแสพลังของชายหนุ่มระเบิดออกมารอบตัว นอกจากนี้ยังปรากฏเสาแสงบางๆทะลวงขึ้นสู่ท้องฟ้า  ไป่ฟานเซียนแอบยิ้มมุมปากขณะที่ปลดเขตแดนออก  ทำให้ไม่ว่าจะเป็นใครถ้าอยู่ในเมืองนี้ล้วนสามารถรับรู้ถึงพลังที่ผ่านร่างตัวเองไปเหมือนคลื่นหอบใหญ่นั่นได้อย่างชัดเจน

             

            การก้าวเข้าสู่เขตแดนต่อไปของคนของนางจะต้องยิ่งใหญ่! 

             

            ให้พลังที่แผ่ออกไปนั้นเป็นตัวป่าวประกาศถึงความสำเร็จของพวกเขา!

             

            ทั้งยังเป็นการกลั่นแกล้งหาเรื่องวุ่นวายเล็กๆให้พวกเขาด้วย  ไป่ฟานเซียนรู้สึกว่าตนเองเริ่มแสดงความซุกซนเหมือนเด็กๆออกมาบ่อยขึ้น บางทีมันอาจจะเป็นการชดเชยช่วงเวลาในวัยเด็กของนางที่ไม่เคยสนุกกับอะไรแบบนี้เหมือนที่เด็กทั่วไปทำกัน

             

            ชายหนุ่มกู่ร้องออกมาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่กระแสพลังนั้นจะย้อนรวมเข้าไปในตัวของเขาแล้วระเบิดออกมา  คราวนี้มันทั้งทรงพลังและเต็มไปด้วยความบริสุทธิ์  ผู้คนรู้สึกเหมือนว่าสิ่งสกปรกในร่างกายถูกพัดปลิวไปพร้อมกับการระเบิดนั้น  จางเซียนหยวนที่คุ้นเคยกับกระแสพลังของหลิวเยี่ยนเฟยที่สุดตัวสั่นเบาๆเมื่อรับรู้ถึงพลังปราณที่กำลังอ้อยอิ่งอยู่กลางอากาศ

             

            “...ระดับ...บรรพจารย์?”

             

            คำพูดนั้นทำให้ทุกคนได้สติ  ตอนนี้หลิวเยี่ยนเฟยกำลังยืนนิ่งอยู่กลางห้องในสภาพเปลือยท่อนบน รังสีบางๆที่เปล่งประกายนั้นทำให้คนที่อยู่ใกล้รู้สึกเหมือนจิตใจผ่อนคลาย หลายคนมีความรู้สึกราวกับว่าชายหนุ่มนั้นจะเด็กลงไปอีกหลายปีจากการมองแค่ภายนอก

             

            “...เจตจำนงแห่งการชำระล้าง...เป็นเจตจำนงที่ดี”

             

            ไป่ฟานเซียนพยักหน้าให้อย่างพอใจ หลิวเยี่ยนเฟยที่กำลังดื่มด่ำกับพลังในร่างรู้สึกตัวขึ้น  เขาหันมาหาไป่ฟานเซียนแล้วก้มหัวลงด้วยความรู้สึกที่ท่วมท้นอยู่ในหัวใจ

             

            “ขอบคุณมากครับ...ผมเป็นหนี้บุญคุณคุณจริงๆ”

             

            “อืม...”

             

            ไป่ฟานเซียนไม่ปฏิเสธ ทันใดนั้นชายหนุ่มก็เงยหน้าขึ้นมาเหมือนจะตัดสินใจบางอย่างได้  เขาคิดถึงเรื่องนี้มานานตั้งแต่ตอนที่มาอยู่บ้านหลังนี้แล้ว

             

            หลิวเยี่ยนเฟยเกาแก้มตัวเองอย่างเขินๆแล้วถามไป่ฟานเซียนว่า

             

            “ผมมีอีกเรื่องอยากจะขอร้องครับ”

             

            หญิงสาวเลิกคิ้ว  แม้นางจะรู้สึกสงสัยแต่นางก็ยังไม่ได้รีบปฏิเสธ

             

            “...ว่ามาสิ”

             

            “...ขอผมเรียกคุณว่านายหญิงเหมือนคนอื่นได้ไหมครับ?”

             

            “...”

             

    คล้ายกับเรื่องรู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress ที่คุณอ่าน