"เ้ารอง!" ปู่ใหญ่เอ่ยปรามเสียงเข้ม
คนผู้นี้เป็รุ่นหลานลำดับที่สอง ลำดับนับจากอายุว่าใครเกิดก่อนเกิดหลัง พี่รองผู้นี้อายุสิบแปดถือเป็อัจฉริยะผู้หนึ่งของตระกูล
“ท่านปู่ใหญ่เลี้ยงนางไว้มีแต่จะสิ้นเปลือง เงินทองนางก็หาไม่ได้ ใช้งานอะไรก็ไม่ได้ ปู่ใหญ่จะเก็บนางไว้ทำไมขอรับ” พี่รองเอ่ยก่อนจะปรายตามองร่างเล็กอย่างเหยียดหยาม
“เ้ารอง เ้าอย่าลืมว่าอาเก้าของเ้าทำประโยชน์ให้ตระกูลมากมาย การจะเลี้ยงลูกเขาไว้สักคนมันยากนักหรือ” ผู้เฒ่าพูดด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย
“ข้า...”
“ไม่ต้องพูดแล้ว สิบเจ็ดเป็น้องสาวของเ้าคนหนึ่ง จำไว้” เสียงของผู้เฒ่าบ่งบอกว่าเริ่มมีน้ำโหแล้ว
“หากท่านปู่ใหญ่จะเลี้ยงนาง ข้าจะไม่ทำงานให้ตระกูลอีก”
“ตระกูลหลิวเลี้ยงดูเ้าอย่างดี ที่เ้าเติบโตได้เช่นนี้มิใช่เพราะอาเก้าของเ้าหรอกหรือ ลำพังบิดาเ้าไหนจะหาโอสถชั้นดีมาให้เ้าใช้อย่างสิ้นเปลืองได้ ไม่สำนึกบุญคุณอาเก้าก็ช่างเถอะ แต่กับเด็กเล็กคนหนึ่ง เ้าถึงกับแล้งน้ำใจเช่นนี้เชียวรึ” ผู้เฒ่าใหญ่ร่ายยืดยาวเสร็จก็หายใจหอบแรงด้วยความเหนื่อย
เขาอายุมากแล้วจริง ๆ
“เ้ามันตัวไร้ประโยชน์ บ่าวไพร่ยังมีประโยชน์กว่าเ้า”
อี้โยวก้มหน้างุด แต่ดวงตาเป็ประกายวาววับ
ใครดีต่อนาง นางย่อมจดจำ ใครไม่ดีต่อนาง นางจะจดจำไว้เช่นกัน
“เช่นนั้น เช่นนั้นให้สิบเจ็ดทำงานเช่นบ่าวไพร่ได้หรือไม่เ้าคะ สิบเจ็ดทำความสะอาดได้ สิบเจ็ดกวาดถูพื้นได้” ร่างเล็กเอ่ยน้ำเสียงตะกุกตะกัก
ตอนนี้นางยังไม่สามารถออกไปใช้ชีวิตด้วยตนเองข้างนอกได้ และนางยังมีจุดประสงค์ในการเข้าถึงตำราให้มากที่สุดด้วย นางจะได้มีข้อมูลมาประเมินสถานการณ์ว่าจะทำสิ่งใดได้บ้างในโลกใบนี้
เผื่อถูกไล่ออกจากตระกูลในวันหน้าจะได้หาเลี้ยงตนเองได้
“เหอะ” พี่รองสะบัดตัวทีหนึ่งอย่างไม่พอใจ ดูเหมือนเขาจะเกลียดนางมาก
ใช่แล้ว เพราะเขาถูกสั่งสอนมาเช่นนี้
คุณชายเก้า บิดาของอี้โยวเป็อัจฉริยะผู้หนึ่งของโลกใบนี้ และเมื่อมีอัจฉริยะเกิดขึ้นในตระกูล พวกเขาย่อมทุมเททรัพยากรให้สุดกำลัง ทำให้บิดาของอี้โยวยิ่งโดดเด่นมากขึ้น แต่ผู้โดดเด่นก็มักกลายเป็ที่อิจฉาของผู้คน ไม่เว้นแม้พี่น้องของตนเองบางคน
เมื่อคุณชายเก้าเติบโตยิ่งขึ้น ตระกูลหลิวก็เติบโตไปด้วย ดังนั้นจึงไม่มีคนใดในตระกูลกล้าขวางทางเขา บิดาของอี้โยวในวัยยี่สิบจึงเป็ที่หมายปองของตระกูลใหญ่หลายตระกูลที่อยากได้เขาไปเป็บุตรเขย แต่เขากลับเลือกแต่งงานกับหญิงไร้ที่มาที่ไป อย่างมารดาของอี้โยว
นี่จึงเป็จุดเริ่มต้นของความเกลียดชังอย่างรุนแรงจากผู้คนกว่าครึ่งตระกูล
“เช่นนั้นเ้าก็ไปกวาดถูพื้นในหอโอสถกับหอตำราแล้วกัน” ผู้เฒ่าพูดอย่างเหนื่อยหน่าย โบกมือเป็สัญญาณให้ทุกคนออกไปได้แล้ว
จะให้เด็กห้าขวบทำประโยชน์ให้ตระกูล ข้าอยากย้อนถามจริง ๆ ว่า ยามพวกเ้าห้าขวบ สามารถทำประโยชน์อันใดให้ตระกูลได้บ้าง
ผู้เฒ่าหรี่ตามองแผ่นหลังของหนุ่มวัยสิบแปดที่เดินออกจากห้องไปอย่างฉุนเฉียว
“ท่านพ่อ” ลุงหกเอ่ยขึ้นอย่างลังเล “หากท่านให้สิบเจ็ดทำความสะอาดหอตำรา มิใช่พวกเขาจะยิ่งหาเื่นางเพิ่มขึ้นหรือขอรับ”
เพียงอี้โยวทำตำราเสียหายก็เป็ข้ออ้างขับไล่นางออกจากตระกูลได้แล้ว
“ห้ามคนอื่นเข้าออกหอตำราก็แล้วกัน ส่วนหอโอสถคงไม่มีสิ่งใดให้นางทำเสียหายได้” ผู้เฒ่ากำชับประโยคหนึ่ง
“ขอรับท่านพ่อ” ว่าแล้วลุงหกก็หันมามองร่างเล็กที่นั่งก้มหน้าอยู่ เอื้อมมือไปลูบหัวนางอย่างแ่เบา “พ่อเ้าเพียงสูญหายมิได้ตายจากไป อาจมีสักวันที่เขาจะกลับมาหาเ้า”
ลุงหกเอ่ยปลอบนางมาคำหนึ่งก่อนเงยหน้ามองบิดาอีกครั้งแล้วกล่าวว่า
“ท่านพ่อ กล่องใบนี้ควรจะให้นังหนูสิบเจ็ดเก็บไว้เองหรือขอรับ หากคนพวกนั้นมาแย่งไป…”
“เฮ้อ ของพวกนี้เป็ของที่คนพวกนั้นไม่สนใจแล้ว ของดี ๆ ที่น้องเก้าของเ้าทิ้งไว้ล้วนถูกนำไปใช้หมดแล้ว นี่เป็เพียงของดูต่างหน้าที่หาประโยชน์ใดไม่ได้” ผู้เฒ่ากล่าวั์ตาเป็ประกายไม่พอใจ
“เช่นนั้นข้าขอตัว” ลุงหกประสานมือแล้วหันมาชวนร่างเล็กให้ลุกตามไป
“สิบเจ็ดลาเ้าค่ะท่านปู่ใหญ่” เด็กหญิงย่อกายน่ารักก่อนถูกลุงหกจูงมือออกจากห้องไป กระนั้นก็มีเสียงปู่ใหญ่ตามมาว่า
“เ้าหก เ้าพานังหนูสิบเจ็ดไปพบปู่ของนางสักครั้งเถอะ”
“ขอรับ”
สองลุงหลานเดินผ่านเรือนต่าง ๆ ไปจนถึงเรือนหลังไม่ใหญ่มากหลังหนึ่ง
“สิบเจ็ด อย่างไรก็เข้าไปคารวะปู่ของเ้าเสียหน่อยเถิด” ลุงหกพูดพลางเปิดประตูให้อี้โยวเข้าไปในเรือนที่มีบุรุษวัยกลางคนนอนหลับใหลอยู่บนเตียง
หน้าตาที่ซีดเซียวบ่งบอกชัดเจนว่าคนผู้นี้ป่วยหนัก อี้โยวเอียงหน้ามองลุงหกทีหนึ่งแล้วถาม
“ท่านปู่เป็อะไรหรือเ้าคะ”
“สองปีก่อนท่านปู่ห้าได้ข่าวพ่อของเ้า จึงออกตามหา หลายเดือนผ่านไปเห็นเขาอีกครั้งที่หน้าจวนในสภาพนี้ เขานอนไม่ตื่นมาสองปีแล้ว”
“แล้วหมอว่าอย่างไรบ้างเ้าคะ”
“ดูเหมือนจุดเดินลมปราณจะเสียหาย”
อี้โยวพยักหน้ารับทราบ ไม่รอถามใครอีก นางสแกนร่างของปู่ห้าทันที และนั่นก็ทำให้นางตกตะลึง
พลังชีวิตเหือดแห้งจนสิ้น ซ้ำจุดลมปราณทั้งร้อยแปดจุดไม่มีจุดไหนเปิดเลย เมื่อไม่สามารถเดินพลังปราณในร่างได้จึงเป็ผลให้ร่างกายแทบไร้พลังชีวิต ที่อยู่มาได้ถึงสองปีถือว่าเก่งมากแล้ว
แต่หากปล่อยไปเช่นนี้ ไม่นานปู่ห้าจะต้องจากไปจริง ๆ ร่างเล็กหันมาเงยหน้ามองลุงหกอีกครั้ง
“ลุงหกเ้าคะ สิบเจ็ดขอมาเช็ดตัวให้ท่านปู่ทุกวันได้ไหมเ้าคะ”
ชายหนุ่มเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนพยักหน้าช้า ๆ
“ที่เรือนนี้มีบ่าวรับใช้ดูแลอยู่สองคน หากเ้ามีอะไรให้ช่วยก็เรียกใช้พวกเขาได้”
เด็กหญิงพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย
“เอาละ เราไปที่หอตำรากันเถิด” ว่าแล้วก็จูงมือพาออกไป
อี้โยวหันไปมองร่างที่นอนอยู่บนเตียงด้วยแววตาซับซ้อน นางไม่รู้ว่าตนเองควรจะรู้สึกเช่นไร
แต่นี่คือปู่แท้ ๆ ของนาง
ระหว่างทางเดินมาหอตำรา นางพบพี่น้องหลายคน บางคนยิ้มให้นางอย่างอ่อนโยน บางคนมองนางด้วยแววตาสงสารปนเวทนา แต่ก็มีหลายคนที่มองนางอย่างรังเกียจชัดเจน หากอี้โยวล้วนไม่สนใจ
ใครจะมองนางเช่นไรไม่สำคัญ แค่ไม่สร้างปัญหาให้นางก็พอ
“นังหนู นังหนูสิบเจ็ด” เสียงคุ้นหูดังขึ้น ทำให้นางหันไปมองตามเสียง
“ท่านปู่สาม” สองลุงหลานคารวะผู้เฒ่าสามพร้อมกัน
“เอ่อ นังหนูสิบเจ็ด เ้ามีขนมนั้นอีกหรือไม่”
ลุงหก “…”
อี้โยว “…”
ท่านปู่สาม ท่านใช่ถือคติด้านได้อายอดหรือไม่
“อี้โยวไปเบิกของที่ครัวไม่ได้แล้วเ้าค่ะปู่สาม” นางว่า
“อ้อ” ผู้เฒ่าพยักหน้า “งั้นเ้าต้องใช้สิ่งใดบ้าง ข้าจะไปหามาให้”
“มันเทศ เกลือ น้ำตาล นมสดเ้าค่ะ”
“ได้ ข้าจะนำไปรอเ้าที่เรือน” ว่าแล้วปู่สามก็หันหลังไปอย่างรวดเร็ว
มาแค่นี้?
ลุงหกก้มมองเด็กหญิง “เ้าทำขนมอะไรไปหลอกล่อปู่สาม”
“…” ข้าเปล่า
หลังจากพาอี้โยวไปหอตำรากับหอโอสถแล้วแนะนำอีกคำสองคำ ลุงหกก็พาอี้โยวกลับมาส่งที่เรือนพร้อมกล่องไม้ใบนั้นในมือ
ในกล่องไม้มีจดหมายหลายฉบับ เป็จดหมายรักที่บิดาเขียนถึงมารดา อี้โยวค่อย ๆ อ่านจดหมายเ่าั้ทุกฉบับ นางรู้สึกได้ว่า บิดามีความรักอย่างลึกซึ้งต่อมารดาของนางจนนางชักจะอิจฉา เพราะในโลกเดิม นางไม่เคยมีความรักมาก่อน
คนพิการเช่นนาง จะหวังให้ใครมาเป็คนรักได้
อี้โยวอ่านไปยิ้มไปจนครบทุกฉบับแล้วพับเก็บที่เดิม ส่วนข้าวของอื่น ๆ ล้วนไม่มีค่าอะไร นอกจากเป็ของแทนใจระหว่างบิดากับมารดานางเท่านั้น ทว่าในของจำนวนนั้นมีชิ้นหนึ่งค่อนข้างแปลก ไม่รู้รอดหูรอดตาผู้คนในตระกูลนี้มาได้เช่นไร อี้โยวมองซ้ายมองขวา
ไม่ว่าจะมองอย่างไร มันก็คือ “ไข่”
ดูเหมือนเป็ไข่ฟองหนึ่ง จะกินได้หรือไม่นะ นางหยิบมาแนบติดหู เมื่อฟังแล้วไม่มีเสียงใด ๆ จึงลองเขย่าดู
“หยุดเดี๋ยวนี้นะนังหน้าเหม็น!”
!!!???