หลังจากรัชทายาทเข้ามาสอบสวนคดีลอบวางเพลิงเรือนดอกเหมยและหอชายงามใหม่ ก็มีมือลึกลับส่งหลักฐานที่อัครเสนาบดีฉินสั่งให้คนไปทำลายหลักฐานและจัดการกับศพชายหญิงที่ถูกวางยาเสียชีวิตในคุกของกรมอาญามาให้ทั้งหมด รวมถึงความผิดที่อัครเสนาบดีฉินทำในรอบหลายปีที่ผ่านมาทำให้อัครเสนาบดีฉินถูกสั่งปลดจากทุกตำแหน่งทันที เนื่องจากเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงแต่ใช้อำนาจแทรกแซงหน่วยงานอื่น จนทำให้กระบวนการยุติธรรมของแคว้นขาดความน่าเชื่อถือ
อัครเสนาบดีฉินทนรับความสูญเสียนี้ไม่ไหวจึงปลิดชีพตนเอง เมื่อสิ้นอัครเสนาบดีฉิน พวกพ้องทั้งหมดก็แตกกระจาย บ้างก็ลาออกเพราะกลัวตนเองจะถูกตรวจสอบ แต่ส่วนใหญ่กลับใช้โอกาสนี้กลับตัวกลับใจและหันมาทำหน้าที่ของตนอย่างซื่อสัตย์สุจริต
ส่วนรองเจ้ากรมอาญาฟู่เต๋อหย่งกลับรอดพ้นจากคดีนี้มาได้อย่างน่าแปลกใจ เพราะทุกความผิดที่เกิดขึ้นในกรมอาญา หลักฐานทุกอย่างชี้ไปที่ตัวเจ้ากรมอาญาทั้งหมด ดังนั้นโทษของฟู่เต๋อหย่งจึงเป็นเพียงการสั่งพักงานและปรับลดเบี้ยหวัดเป็นเวลาหนึ่งปีเท่านั้น
“เจ้าบอกพ่อมาว่าเจ้าไปเอาหลักฐานพวกนั้นมาจากไหน” ฟู่เต๋อหย่งถามบุตรชาย
“เจ้ากรมอาญาแอบเก็บหลักฐานที่อัครเสนาบดีฉินเข้าช่วยเหลือเขากับท่านปกปิดคดีของเรือนดอกเหมยเอาไว้ เขาคิดจะส่งหลักฐานเหล่านั้นให้รัชทายาท แต่คนของข้าชิงหลักฐานนั้นมาได้ก่อน ข้าก็เลยเปลี่ยนแปลงหลักฐานบางส่วนให้ชี้ความผิดไปที่อัครเสนาบดีฉินเพียงคนเดียวขอรับ”
“ความจริงเรื่องที่เรือนดอกเหมยและหอชายงามมีต้นเหตุมาจากฉินซีหลาง ทำไมเจ้าไม่เปลี่ยนหลักฐานให้เอาผิดฉินซีหลางด้วย”
“ถ้าหลักฐานความผิดชี้ไปที่ฉินซีหลาง ด้วยความฉลาดของรัชทายาทก็คงจะสาวมาถึงตัวข้าและสกุลหลี่ด้วยขอรับ เพราะเรือนดอกเหมยเป็นเรือนที่ท่านลุงสร้างขึ้นมาให้ฉินซีหลางโดยเฉพาะ และข้าก็เป็นคนจัดหาหญิงสาวไปไว้ที่เรือนหลังนั้น”
“เหตุผลเท่านี้เองหรือ” ฟู่เต๋อหย่งถามบุตรชายอย่างไม่หายสงสัย
“ความจริงแล้วที่เรือนดอกเหมยไม่ใช่แค่เรือนพักของฉินซีหลางเท่านั้น แต่เขาได้ซ่อนคนสำคัญไว้ผู้หนึ่ง คนผู้นั้นบอกกับข้าว่าเขาไม่ได้มีความต้องการที่จะช่วยอัครเสนาบดีฉินก่อกบฏ เขาก็เลยเสนอกับข้าว่าจะช่วยให้ครอบครัวของเราขึ้นเป็นใหญ่ในแคว้นด้วยการทำการค้า ซึ่งข้ามาคิดทบทวนดูแล้วก็เห็นด้วย” ฟู่วั่งเสียนหันไปมองบิดา “ท่านพ่อ ข้าเห็นด้วยกับข้อเสนอของเขา เพราะข้าไม่คิดที่จะเอาครอบครัวของเราเข้าไปเสี่ยงกับโทษประหารร่วมกับคนตระกูลฉิน
รัชทายาทกับอ๋องฉีจะยอมให้อัครเสนาบดีฉินชิงบัลลังก์ได้ง่ายเพียงนั้นหรือขอรับ เราอาศัยโอกาสนี้ทำให้ตระกูลฉินล่มสลายแล้วหันมาทำงานที่เราถนัดดีกว่า อย่าน้อยตระกูลหลี่ของท่านแม่ก็มีการค้าอยู่ในมือมากมาย คนๆ นั้นช่วยเราในเรื่องนี้ได้”
“เจ้าไม่อยากทำงานในราชสำนักแล้วหรือ”
“ถึงเวลานี้ข้าคิดได้แล้วขอรับ ทำงานในราชสำนักมีดีอะไร นานวันเข้าก็ต้องเลือกฝั่งเลือกข้างอยู่ดี ข้าอยากร่ำรวยมากกว่า เมื่อเรามีเงิน มันก็ไม่ยากที่จะมีคนเข้ามาหาเราเอง”
“ทำไมอยู่ดีๆ เจ้าก็มีความคิดนี้”
“เพราะข้าไม่อยากแพ้ให้กับฟู่ซีซวนและจูจื้อโหยวไปตลอด ในเมื่อพวกเขาทำการค้าจนทำให้จวนอ๋องรุ่งเรืองได้ ข้าก็จะทำการค้าให้จวนของเรารุ่งเรืองไม่แพ้พวกเขาเหมือนกัน”
ฟู่เต๋อหย่งถอนหายใจ “เจ้าบอกพ่อมาว่าความจริงแล้วที่เจ้าอยากถอนตัวจากตระกูลฉินเพราะอะไร”
“เพราะข้าไม่อยากถูกคนใช้ประโยชน์และพร้อมที่จะตัดเราทิ้งได้ทุกเมื่อ”
ฟู่วั่งเสียนไม่ตอบความจริงกับบิดา เขาจะบอกบิดาได้อย่างไรว่าเขาถูกฉินซีหลางกระทำกับเขาเช่นใดบ้าง เกิดเป็นลูกผู้ชายทั้งทีจะยอมให้ใครมาหยามเกียรติด้วยการตบหน้า ด่าทอ หรือแม้แต่ใช้ให้ไปทำเรื่องสกปรกต่างๆ ให้ได้อย่างไร ฟู่วั่งเสียนรู้ตัวเองดีว่าตนเองไม่ใช่คนเก่งกาจและมีความสามารถ แต่ศักดิ์ศรีในความเป็นลูกผู้ชายของตนก็ยังมีอยู่
อีกเหตุผลหนึ่งที่ฟู่วั่งเสียนมีความมั่นใจที่จะแตกหักกับฉินซีหลางก็เพราะบุคคลคนนั้นพูดถึงแนวคิดทางการค้าที่แปลกใหม่มากมาย ในเมื่อท่านพ่อของเขามีอำนาจเป็นถึงรองเจ้ากรมอาญาอยู่แล้ว เส้นทางขุนนางเขาก็ไม่จำเป็นต้องเดินไป เส้นทางการค้าและความร่ำรวยต่างหากที่จะเสริมความแข็งแกร่งของครอบครัวเขาได้ และเขาก็เชื่อว่าบุคคลคนนั้นจะช่วยให้เขาประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอน
ฟู่เต๋อหย่งมองหน้าบุตรชายอย่างเข้าใจ ความจริงแล้วก่อนที่จะมีการตัดสินความผิดของอัครเสนาบดีฉิน เขารู้มาแล้วว่าอัครเสนาบดีฉินคิดจะปล่อยให้เขารับความผิดเรื่องนี้ทั้งหมด
“ความจริงแล้วเรื่องแย่งชิงอำนาจพ่อก็เหนื่อยเต็มที ในเมื่อเจ้ามั่นใจเจ้าก็ทำในสิ่งที่เจ้าต้องการ พ่อจะคอยสนับสนุนเจ้าเอง”
“ท่านพ่อไม่กลัวว่าข้าจะล้ำหน้าฟู่ซีซวนหรือขอรับ”
“ตั้งแต่วันที่เขาอยากตัดสัมพันธ์กับข้า เขาก็ไม่ใช่ลูกชายของข้าอีกต่อไปแล้ว ลูกชายของข้าคือเจ้าเพียงคนเดียว หวังว่าเจ้าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง”
“ขอรับท่านพ่อ ข้าจะไม่ทำให้ท่านพ่อผิดหวังอย่างแน่นอน”
“เจ้าทำอย่างนี้หมายความว่ายังไง! พอเห็นว่าท่านพ่อของข้าไม่อยู่ก็คิดจะแข็งข้ออย่างนั้นหรือ” ฉินซีหลางถามฟู่วั่งเสียนอย่างโมโห “เคยเป็นแค่ลูกไล่ของข้า มาวันนี้กลับอยากขึ้นมายืนตีเสมอกับข้า เจ้าอย่าฝันไปหน่อยเลย”
“เห็นแก่มิตรภาพที่ผ่านมา วันนี้ข้าไม่ได้มาขอร้องเจ้า แต่ข้าต้องการมาบอกกับเจ้าด้วยตัวเองว่าต่อไปนี้จวนฟู่กับจวนสกุลหลี่ของพวกข้าจะไม่ทำงานร่วมกับเจ้าอีกแล้ว” ฟู่วั่งเสียนตอบ
“ลูกน้องที่จงรักภักดีกับท่านพ่อของข้ายังมีอีกมากมาย เจ้าคิดว่าพอเจ้าตัดขาดกับข้าแล้วข้าจะจัดการกับเจ้าไม่ได้อย่างนั้นหรือ ขอแค่ข้าออกคำสั่ง ครอบครัวของเจ้าก็จะต้องตายกันหมด”
“ถ้าคนพวกนั้นยังมีอยู่จริง ทำไมป่านนี้พวกเขาไม่มาหาเจ้าเลยเล่า ดูจวนของเจ้าเวลานี้สิ แม้แต่บ่าวรับใช้ก็แทบจะไม่เหลือแล้ว”
ฉินซีหลางพูดไม่ออก เพราะสิ่งที่ฟู่วั่งเสียนพูดมาเป็นความจริงทั้งสิ้น เวลานี้จวนของเขาไม่ต่างจากจวนร้างเลยแม้แต่น้อย
“หวังว่าเจ้าจะไม่เสียใจกับการตัดสินใจของตัวเอง” ฉินซีหลางกัดฟันพูด “แล้วคนๆ นั้นอยู่ที่ไหน”
“เขาก็จะไม่ทำงานให้เจ้าแล้วเหมือนกัน เพราะตอนนี้ข้ากับเขาตกลงความร่วมมือกันเรียบร้อยแล้ว”
“ไม่จริง! เจ้าไปเรียกเขาให้มาพบข้าเดี๋ยวนี้ หรือไม่ก็ไปเรียกกองกำลังของเขามา”
“เขาไม่อยากพบเจ้าหรอก และกองกำลังอะไรนั่นก็เป็นเรื่องโกหกทั้งนั้น หลี่หยางไม่เคยมีความคิดที่จะก่อกบฏร่วมกับพวกเจ้า”
“ไม่มีใจก่อกบฏ ไม่มีกองกำลัง สิ่งเหล่านี้คือเรื่องโกหกอย่างนั้นหรือ เจ้ากำลังจะบอกว่าข้าเสียเวลาเลี้ยงคนไร้ประโยชน์คนหนึ่งไว้ใช่ไหม” ฉินซีหลางทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างไร้เรี่ยวแรง
“ข้าไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้เขากับเจ้าตกลงกันไว้ว่ายังไง แต่ตอนนี้เขาแค่ฝากข้ามาบอกกับเจ้าว่าเขาไม่คิดจะทำงานร่วมกับตระกูลฉินของเจ้าแล้ว” ฟู่วั่งเสียนพูดจบก็เดินออกจากจวนสกุลฉินไป
“พี่ใหญ่ ท่านเป็นอะไร ทำไมถึงได้หน้าซีดอย่างนั้นเล่า หรือว่าท่านไม่สบาย” ฉินซีหลินเดินเข้ามาถามพี่ชาย “เมื่อครู่บ่าวรับใช้บอกว่าฟู่วั่งเสียนมาพบท่านไม่ใช่หรือ แล้วตอนนี้เขาอยู่ไหนหรือเจ้าคะ ข้าอยากถามเขาเรื่องฟู่เซียงหรูสักหน่อย หลายวันแล้วที่ข้าไม่ได้พบนาง”
“ต่อไปเจ้าไม่ต้องไปติดต่อคนสกุลฟู่อีก พวกมันเป็นพวกเลี้ยงไม่เชื่อง พอเห็นว่าเราขาดท่านพ่อพวกมันก็คิดจะตีตัวจาก”
“ท่านหมายความว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ” ฉินซีหลินยังไม่เข้าใจ
“แค่จำเอาไว้ว่าต่อไปนี้เจ้าไม่ต้องไปติดต่อกับคนของสกุลฟู่อีก” ฉินซีหลางพูดจบก็สั่งให้บ่าวรับใช้พาเขาไปส่งยังสถานที่หนึ่งทันที
“นมอัดเม็ด ซีเรียลบาร์ เบเกอรี” ชายคนหนึ่งนั่งเคาะโต๊ะอยู่อย่างใช้ความคิด “หรือว่าเจ้าของโรงน้ำชานั่นเป็นคนที่มาจากยุคเดียวกับเรา ได้ข่าวว่าเจ้าของโรงน้ำชาแห่งนั้นเป็นคนคิดค้นสูตรขนมพวกนี้ขึ้นมาเองด้วย”
หลี่หยางทะลุมิติมาจากโลกอนาคต เขาทะลุมิติมาอยู่ในร่างของชายหนุ่มที่ชื่อหลี่หยางเช่นเดียวกัน เขาจำได้ว่าก่อนที่เขาจะทะลุมิติมา เขากำลังจะเข้าพิธีแต่งงานกับคนรักอย่างมีความสุข ถ้าไม่ใช่เพราะคนรักเก่าของเขาตั้งใจจะมาอาละวาดในงานแต่ง แต่ผู้หญิงคนนั้นกลับมาหมดสติและเสียชีวิตในงานแต่งของเขาเสียก่อน ญาติของว่าที่ภรรยาเขาไม่พอใจที่เกิดโศกนาฏกรรมขึ้น ครอบครัวของว่าที่ภรรยาจึงล้มเลิกพิธีแต่งงาน และญาติๆ ผู้โหดร้ายพวกนั้นก็รุมทำร้ายเขาจนเสียชีวิต ทำให้เขาย้อนเวลากลับมาในยุคนี้
“เป็นเพราะนังจูจื้อโหยวนั่นคนเดียวที่มาทำลายงานแต่งของฉัน อย่าให้ฉันได้เจอเธออีกเลยนะนังชั่ว ฉันจะทำให้ชีวิตเธอตกต่ำที่สุดเหมือนที่ฉันเคยเจอ” แต่หลี่หยางก็ต้องถอนหายใจ “แล้วเราจะไปทำอะไรเธอได้วะ ป่านนี้นังนั่นคงตกนรกขุมไหนไปแล้วมั้ง มีแต่ฉันนี่ล่ะที่มาติดอยู่ในยุคโบราณคร่ำครึแห่งนี้”
จูจื้อโหยวจามออกมาหนึ่งครั้ง ‘ทำไมฉันรู้สึกว่าเหมือนมีคนพูดถึงฉันอยู่กันนะ’