โครงการซุส คือหนึ่งในยุทโธปกรณ์ทางการทหารที่ทรงพลังที่สุดของสมาพันธ์นักล่ามังกร อาวุธที่ถูกออกแบบขึ้นภายใต้ยุคสมัยซึ่งมนุษยชาติจำต้องยืนหยัดต่อกรกับเผ่าพันธุ์มังกรอันโหดร้าย มันไม่ใช่เพียงอาวุธธรรมดา แต่เป็นสัญลักษณ์แห่งสติปัญญาของมนุษย์ผู้ไม่ยอมศิโรราบ
รูปลักษณ์ภายนอกของมันดูคล้ายดาวเทียมขนาดมหึมาที่โคจรรอบโลกในวงโคจรเฉพาะ
แผงโครงสร้างเหล็กกล้าเคลือบสารพรางสัญญาณสะท้อนแสงอาทิตย์อย่างเงียบงัน
ภายในกลับบรรจุแท่งทังสเตนขนาดใหญ่จำนวนหนึ่งไว้เป็นแกนหลัก แท่งโลหะเหล่านั้นไม่ได้มีส่วนผสมของวัตถุระเบิด ไม่มีกลไกนิวเคลียร์ ไม่มีระบบกัมมันตรังสีแต่อย่างใด ทว่าเพียงมวลของมันกับความเร็วที่ได้รับ ก็เพียงพอจะทำลายทุกสิ่งที่อยู่ในรัศมีเป้าหมาย
หลักการทำงานของโครงการซุสเรียบง่ายอย่างน่ากลัว มันอาศัยพลังงานจลน์ที่เกิดจากแรงดึงดูดของโลก ปลดปล่อยแท่งทังสเตนจากห้วงชั้นบรรยากาศให้ตกลงสู่พื้นดินด้วยวิถีที่คำนวณอย่างแม่นยำ ความเร็วตกกระทบพุ่งทะยานสู่ระดับเหนือเสียงหลายเท่า
เมื่อแท่งโลหะมหึมาปะทะกับผืนดิน พลังงานจลน์ที่สะสมระหว่างการร่วงหล่นจะระเบิดออกเป็นแรงอัดอากาศและแรงกระแทกมหาศาล
เสียงสะเทือนสะท้านจะฉีกกระชากชั้นอากาศออกเป็นวงกว้าง ทำให้พื้นผิวแตกสลายเป็นหลุมลึกขนาดมหึมา
สิ่งที่ทำให้อาวุธชนิดนี้ถูกยกย่องว่าเป็นสุดยอดเทคโนโลยี เพราะมันไม่มีร่องรอยกัมมันตภาพรังสีตกค้างเลยแม้แต่น้อย
หลังการโจมตี สิ่งที่หลงเหลือคือเพียงเศษซากพังพินาศกับคลื่นฝุ่นทรายที่ยังคงลอยอ้อยอิ่ง ไม่ได้ทิ้งมลพิษที่ยืดเยื้อยาวนานต่อผืนแผ่นดิน
มันคืออาวุธที่สมาพันธ์นักล่ามังกรสร้างขึ้นเพื่อปกป้องอารยธรรมมนุษย์ในโลกที่เต็มไปด้วยเผ่าพันธุ์มังกร
การถือกำเนิดของมันเป็นผลลัพธ์จากความสิ้นหวังและความดื้อรั้นของมนุษย์ที่ไม่ยอมสูญสิ้นต่อสัตว์อสูรที่มีพลังเหนือธรรมชาติ
ทว่าต่อให้จะเป็นเทคโนโลยีที่ยิ่งใหญ่เพียงใด มันก็ยังไม่อาจเทียบชั้นกับเผ่าพันธุ์มังกรระดับเจ็ด หรือแม้แต่นักล่ามังกรระดับเจ็ดที่มีพลังเหนือมนุษย์ขึ้นไปได้ สิ่งมีชีวิตระดับนั้นสามารถทลายภูเขาและฉีกอากาศด้วยพลังวิญญาณเพียงครั้งเดียว โครงการซุสจึงมิอาจก้าวข้ามขีดจำกัดของมันไปได้อีก การพัฒนาถูกหยุดลงเมื่อทุกฝ่ายตระหนักว่าประสิทธิภาพของมันได้เดินทางมาถึงขอบเขตสูงสุดแล้ว
ถึงกระนั้น พลังทำลายล้างของมันก็ยังคงร้ายแรงอย่างยิ่งยวด
ว่ากันว่าเมื่อแท่งทังสเตนขนาดมหึมากระแทกลงสู่ผืนดิน มันจะสร้างแรงอัดอากาศที่กวาดล้างสิ่งปลูกสร้างในรัศมีหลายกิโลเมตร แรงกระแทกจากศูนย์กลางจะสั่นสะเทือนจนโครงสร้างอาคารแตกร้าว เมืองทั้งเมืองอาจพังทลายราบเป็นหน้ากลองภายในเวลาไม่กี่วินาที
ด้วยเหตุนี้เอง สมาพันธ์โลกจึงใช้โครงการซุสในการกำจัดสัตว์อสูรมังกรที่มีพลังระดับต่ำ แต่รวมตัวกันเป็นกองทัพขนาดใหญ่
เพราะแม้มังกรระดับสูงจะต้านทานได้ ทว่ากองทัพอสูรที่กระจายตัวหนาแน่นนั้นยากจะรับมือด้วยกำลังมนุษย์เพียงลำพัง
ตระกูลจินในฐานะตระกูลเก่าแก่ที่มีบทบาทสำคัญทางการทหาร ย่อมมีสิทธิ์ในการเข้าถึงโครงการซุสเช่นเดียวกัน
สิทธิ์นั้นไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย หากเป็นสิทธิ์ที่ต้องผ่านการรับรองจากระดับสูงสุดของสมาพันธ์
ในตอนแรก จินไห่ไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดใช้งานมันโดยลำพัง ระบบปฏิบัติการหลักได้ปฏิเสธคำร้องของเขาอย่างชัดเจน
เพราะโครงการซุสจัดอยู่ในหมวดอาวุธทำลายล้างสูงที่ต้องได้รับการอนุมัติจากผู้มีอำนาจหลายฝ่าย
ทว่าตระกูลจินไม่ได้เป็นเพียงตระกูลธรรมดา เครือข่ายของพวกเขาแผ่ขยายไปถึงเหล่าเทพสงคราม ผู้ซึ่งมีสถานะสูงสุดในโครงสร้างอำนาจของนักล่ามังกร ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น การสนับสนุนทรัพยากร และผลประโยชน์ที่แลกเปลี่ยนกันในอดีต
ทั้งหมดล้วนกลายเป็นเครื่องมือที่เปิดประตูต้องห้ามบานนี้
ภายในห้องควบคุม จินไห่ยืนอยู่เบื้องหน้าจอภาพที่ฉายโครงสร้างของโครงการซุส แผนผังวงโคจรและแท่งทังสเตนถูกเน้นเป็นสีแดงเด่น
สถานะการอนุมัติเปลี่ยนจากไม่ผ่านเป็นพร้อมใช้งาน
จินไห่มองข้อความนั้นด้วยสายตาเปี่ยมชัยชนะ มุมปากยกยิ้มอย่างพอใจ
โครงการซุสถูกปลดล็อกอย่างสมบูรณ์ กลไกในวงโคจรเริ่มเคลื่อนไหวอย่างเงียบงัน
แท่งทังสเตนภายในช่องปล่อยถูกตรึงไว้ด้วยระบบแม่เหล็กแรงสูง วิถีตกกระทบถูกคำนวณใหม่ตามพิกัดล่าสุด ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยไร้เสียงระเบิดใดๆในชั้นบรรยากาศ ไม่มีแสงสว่างวาบวับให้ผู้คนบนพื้นดินรับรู้ มีเพียงกระบวนการที่ดำเนินไปอย่างเยือกเย็นและแม่นยำ
ซึ่งหวงเยี่ยที่กำลังขับพาหนะวิญญาณสองล้ออยู่ก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่ง ลางสังหรณ์บางอย่างกลับกรีดผ่านหัวใจเหมือนคมมีดที่ไร้รูป เส้นประสาททุกเส้นในร่างของนักล่ามังกรตอบสนองพร้อมกันโดยไม่ต้องใช้เหตุผล
ความอันตรายชนิดหนึ่งที่ลึกซึ้งกว่าการเผชิญหน้ากับเผ่าพันธุ์มังกร พลังบางอย่างที่เย็นชาและไร้ชีวิตกำลังจับจ้องมาจากที่ไกลโพ้น
ทำให้จิตใจของหวงเยี่ยต้องสั่นสะท้านโดยไม่รู้ตัว ลมหายใจถึงกับสะดุดไปครู่หนึ่ง
ทันใดนั้นเสียงกรีดร้องแหลมคมของระบบก็ดังขึ้น
【อาวุธหนักมาแล้วคะ รีบใช้จักรพรรดิพงไพรพิฆาตบัญญติดาราเร็วเข้าโฮสต์!】
หวงเยี่ยไม่ลังเลแม้เพียงเสี้ยววินาที
พาหนะวิญญาณถูกเก็บกลับเข้าแหวนมิติอย่างฉับพลัน ร่างของเขาพุ่งลงแตะพื้นทราย ก่อนที่พลังวิญญาณทั้งหมดภายในร่างจะทะลักออกมาราวกับเขื่อนแตก เส้นชีพจรโลหิตทั่วร่างสว่างวาบด้วยแสงสีม่วงทอง พร้อมกับคำบัญชาที่ถูกปลดปล่อยผ่านเจตจำนง
พื้นทรายสั่นสะเทือนในชั่วพริบตา รากไม้สีม่วงทองจำนวนมหาศาลพุ่งทะลุผืนทรายขึ้นมาอย่างดุเดือด
พวกมันพันเกี่ยวกันเป็นชั้นๆซ้อนทับอย่างแน่นหนา กลายเป็นโดมขนาดใหญ่ครอบคลุมอาณาเขตรัศมีหลายสิบเมตร
โครงสร้างรากไม้แข็งแกร่งดั่งโลหะผสม มีลวดลายพลังวิญญาณไหลเวียนอยู่บนผิวสัมผัสราวกับเครือข่ายดวงดาว
เสี้ยววินาทีต่อมา ท้องฟ้าเบื้องบนก็แหวกออกด้วยแสงวาบรุนแรง
ประกายไฟที่ลุกโชนเสียดสีอากาศพุ่งทะยานลงมาดั่งสายฟ้า มันคือแท่งทังสเตนที่ถูกปล่อยจากโครงการซุส วัตถุสีดำทะมึนกำลังเรืองแสงจากแรงเสียดทานชั้นบรรยากาศ ความเร็วของมันเกินกว่าสายตามนุษย์จะติดตามได้ทัน
เมื่อมันกระแทกลงในรัศมีห่างจากหวงเยี่ยไม่ถึงหนึ่งร้อยเมตร ผืนทรายทั้งผืนก็เหมือนถูกทุบด้วยค้อนสวรรค์ เป็นการแตกกระจายของอากาศที่ถูกบีบอัดจนฉีกขาด แรงกระแทกจากพลังงานจลน์ที่สะสมตลอดการร่วงหล่นปลดปล่อยออกมาทันที
“ปังงงงงงงงงงงงงง!”
ทันใดนั้นพื้นดินได้ยุบตัวเป็นหลุมลึก มวลทรายระเบิดขึ้นสู่ฟ้าเป็นกำแพงฝุ่นสูงตระหง่าน คลื่นแรงอัดกวาดผ่านอาณาเขตไปหลายกิโลเมตรอย่างไม่เลือกหน้า เนินทรายที่อยู่ไกลออกไปแตกสลายราวกับถูกฝ่ามือยักษ์กวาดทิ้ง
กำแพงรากไม้สีม่วงทองของหวงเยี่ยสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เสียงแตกร้าวดังแทรกผ่านกระแสลมที่โหมกระหน่ำ เส้นรากบางส่วนปริแตกเป็นชิ้นๆ พลังสะท้อนจากแรงปะทะย้อนกลับเข้าสู่ศูนย์กลางการควบคุม
ภายใต้เจตจำนงแห่งพลังของตนเอง หวงเยี่ยกัดฟันแน่น เลือดลมภายในปั่นป่วนจนแทบควบคุมไม่อยู่
จักรพรรดิพงไพรพิฆาตบัญญติดาราเริ่มแตกหัก
เสียงกรอบแกรบดังชัดเจนราวกับโครงสร้างทั้งหมดยอมจำนนต่อพลังอำนาจที่เกินขีดจำกัด เส้นลวดลายสีทองที่เคยส่องประกายพลันริบหรี่ รากไม้ขนาดใหญ่บางส่วนถูกฉีกขาดปลิวกระเด็น
แรงสะท้อนอันมหาศาลถาโถมเข้าหวงเยี่ยโดยตรง
“อึก…!”
โลหิตคำใหญ่พุ่งออกจากปากอย่างควบคุมไม่อยู่ เส้นเลือดในดวงตาปริแตกจนหยดเลือดไหลซึมลงมาตามหางตา
ร่างกายทั้งร่างสั่นสะท้านเหมือนต้นไม้ที่ถูกพายุพัดกระหน่ำ
แรงอัดอากาศทะลวงผ่านชั้นป้องกันที่เหลืออยู่ กระแทกใส่ร่างเขาอย่างไม่ปรานี ทรายรอบด้านถูกยกขึ้นเป็นกำแพงหมอกหนาทึบ เสียงคำรามของแรงระเบิดยังคงก้องกังวานอยู่ในอากาศแม้เวลาจะผ่านไปเพียงไม่กี่วินาที
“อะ… อาวุธบ้าอะไรกันเนี่ย”
“มันเสี้ยวพริบตาเดียวเท่านั้นก็เกิดแรงระเบิดที่มหาศาลขึ้น!”
มันไร้เจตนา ไร้โทสะ ไร้พลังวิญญาณ ทว่ากลับคร่าชีวิตได้อย่างสมบูรณ์แบบ
สถานการณ์ในขณะนี้ทำให้เขาทั้งตื่นตะลึงและหวาดสะพรึงอย่างแท้จริง ประหนึ่งว่าบนศีรษะของตนเองมีเงามืดแห่งความตายทอดทับอยู่ตลอดเวลา แม้ไม่ได้เห็นรูปทรงของมัน แต่กลับรู้สึกถึงลมหายใจเย็นเฉียบที่คืบคลานเข้ามาใกล้เลยก็ว่าได้