ย้อนอดีตกับระบบ Ai

    บทที่ 4 : เมืองโคลเวอร์

    เมืองโคลเวอร์
    หน้าประตูเมืองโคลเวอร์ รถกระบะยี่ห้อมาสด้าเก่าๆสีเทา ได้วิ่งเข้าไปในเมืองด้วยความเร็วมาตราฐาน ไม่นานรถก็จอดลงข้างๆฟุตบาทแห่งหนึ่ง
    ทันทีที่รถจอด...ชายชราที่ชื่อปู่จางดับรถ และเปิดประตูลงมาจากรถ เขาเดินตรงมาด้านหลังของรถ “เซี่ยวเซี่ยว หลิงหลิง ปู่คงมาส่งได้เท่านี้”
    “ขอบคุณค่ะปู่จาง” ลู่เซี่ยวเซี่ยวและลู่หลิงหลิงพยักหน้าขอบคุณปู่จาง จากนั้นพวกเธอก็ถือกระเป๋าใบใหญ่เตรียมลงจากหลังรถ
    ปู่จางช่วยรับกระเป๋าใบใหญ่จากพวกเธอมาวางไว้ที่พื้นให้
    “พ่อหนุ่มถึงเมืองโคลเวอร์แล้ว” เมื่อช่วยสองพี่น้องเอากระเป๋าลงจากหลังรถแล้ว ปู่จางก็ปลุกฉิงเฉินที่หลับไปตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ขึ้นมา
    “ขอบคุณมากครับลุง” ฉิงเฉินลืมตาขึ้น เขาหาวออกมา ก่อนจะกระโดดลงจากหลังรถ และพูดขอบคุณปู่จาง
    ชายชราพยักหน้า เป็นเวลาเดียวกับที่สองพี่น้องลงมาจากหลังรถแล้วพอดี “จากนี้ดูแลตัวเองด้วยนะ”
    “ขอบคุณที่ช่วยดูแลพวกเราตลอดมาค่ะปู่จาง” ทั้งลู่เซี่ยวเซี่ยวและลู่หลิงหลิง ดวงตาแดงกร่ำเล็กน้อยและที่หางตาของพวกเธอก็มีหยดน้ำตาคลอ
    “อืม” ปู่จางพยักหน้าก่อนจะกลับขึ้นรถ เขาสตาร์ทเครื่องยนต์และขับรถออกไป ส่วนหญิงชราที่เรียกว่าย่าจ้าวนั้น ไม่ลงมาจากรถเลยตั้งแต่ต้นจนจบ
    เมื่อรถของปู่จางขับไปไกล สายตาของสองพี่น้องก็มาตกที่ร่างสูงของชายหนุ่มที่ยืนอยู่ เขาใส่ชุดสูทสีดำที่ทันสมัย แต่มันเก่าและเต็มไปด้วยฝุ่นอย่างน่าประหลาด หลังของเขาสะพายกระเป๋าสีดำเก่าๆใบหนึ่ง ใบหน้าของเขาซูบผอมเล็กน้อย และเต็มไปด้วยความธรรมดาสามัญ
    อาจจะเพราะความมืดตลอดทางที่ผ่านมา ทำให้พวกเธอสองพี่น้องมองไม่เห็นหน้าของเขาชัด แต่ตอนนี้รอบด้านมีแสงไฟจากหลอดไฟที่ติดอยู่ทุกมุม จึงทำให้พวกเธอมองเห็นใบหน้าของเขาชัดแล้ว
    “ธรรมดามาก” สองพี่น้องคิดขึ้นในใจเกี่ยวกับฉิงเฉิน ไม่ว่าจะมองมุมไหนเขาก็มีแต่ความธรรมดา ใบหน้าของเขาไม่หล่อและไม่ได้แย่ แต่กลับให้ความรู้สึกที่ธรรมดาและคล้ายคนซื่อ ให้ความรู้สึกได้ถึงหากจะมีคนชั่วอยู่ในโลกนี้ มันจะไม่มีทางเป็นเขาแน่นอน
    เมื่อเห็นสองพี่น้องมองมา ฉิงเฉินเองก็มองไปที่พวกเธอเช่นกัน ในตอนนี้เขามองเห็นใบหน้าของพวกเธอได้ชัดเจน
    ด้านหน้าของเขามีหญิงสาวยืนอยู่ เธอน่าจะอายุประมาณ 18-19 ปี ใบหน้าสวยงามของเธอให้ความรู้สึกที่อ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ ผิวสีแทนของเธอเป็นตัวบ่งบอกว่าเธอเป็นคนขยันขันแข็ง และสู้ทำงานกับแดดที่ร้อนแรงมา รูปร่างบอบบางของเธอให้ความรู้สึกต่อคนที่พบเห็น จนอยากที่จะปกป้องเธอ
    ดวงตาคู่สีดำสดใสของเธอ เหมือนจะมีเงาของความเศร้าจางๆอยู่ภายใน เธอใส่เสื้อยืดสีขาวและกางเกงยืนต์สีดำที่ค่อนข้างจะเก่า หน้าอกของเธอนั้นจัดอยู่ในคัพ C สายลมอ่อนๆพัดมาทำให้ผมสีดำยาวประบ่าของเธอปลิวขึ้น ทำให้เธอดูมีเสน่ห์น่าดึงดูดเป็นอย่างมาก
    ข้างๆเธอเป็นเด็กผู้หญิงอายุ 12 ปี เธอสูงเพียงช่วงเอวของพี่สาวเธอ ใส่ชุดกระโปรงสีชมพูที่น่ารักเหมาะสมสำหรับช่วงวัยของเธอ ผมของเธอถูกมัดไว้เป็นทรงโพนี่เทล ใบหน้าที่ขาวอมชมพู และขอบตาสีแดงจางๆจากการร้องไห้ ทำให้เธอดูน่ารักขึ้นมาก
    ฉิงเฉินมองลู่เซี่ยวเซี่ยวและลู่หลิงหลิงอยู่ชั่วครู่หนึ่ง เขาลอบถอนหายใจภายในใจของตัวเอง ให้กับโชคชะตาของสองพี่น้องที่น่าสงสาร จากนั้นเขาก็พูดกับพวกเธอ “ขอให้โชคดีนะ ผมคงต้องไปก่อน”
    “ดะ...เดี๋ยวก่อนค่ะ” แต่ก่อนที่ฉิงเฉินจะได้หันหลังจากไป เขาก็ถูกหยุดโดยเสียงของลู่เซี่ยวเซี่ยว
    “มีอะไรเหรอครับ?” ฉิงเฉินอดไม่ได้ที่จะถามออกมาอย่างสงสัย เขามองไปที่ลู่เซี่ยวเซี่ยวและขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย
    “คุณต้องการให้ฉันเป็นแม่บ้านของคุณจริงๆ” ลู่เซี่ยวเซี่ยวลังเลเล็กน้อย ก่อนจะถามออกมา ความจริงเธอไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับคนที่ถามซื้อร่างกายของเธอแบบน่าด้านๆคนนี้ แต่ในตอนที่พบเห็นใบหน้าซื่อๆของเขา เธอก็เกิดเปลี่ยนใจขึ้นมาอย่างกะทันหัน
    ในความคิดของเธอชายหนุ่มคนนี้ อาจจะไม่ได้ต้องการร่างกายของเธอจริงๆก็ได้ ไม่ใช่เพียงแค่เธอที่คิดแบบนี้ ลู่หลิงหลิงน้องสาวของเธอก็กำมือแน่น คิดว่าพี่ชายคนนี้น่าจะเป็นคนดี
    “ครับมันเป็นแบบนั้น ผมพึ่งกลับมาจากต่างประเทศและต้องการแม่บ้านสำหรับดูแลเรื่องอาหารการกิน รวมไปถึงงานบ้านต่างๆ ผมมีที่พักและเงินเดือนให้ 1 หมื่นหยวน คุณสนใจไหม?” ฉิงเฉินเลือกที่จะโกหกว่าพึ่งจะกลับมาจากต่างประเทศ
    “มะ...หมื่นหยวน!” ลู่เซี่ยวเซี่ยวและลู่หลิงหลิงร้องออกมาอย่างตกใจ หลังจากที่ได้ยินเงินเดือนที่ฉิงเฉินจะให้ เงินจำนวนหมื่นหยวนนั้น นับว่าเพียงพอที่จะให้พวกเธอใช้ได้ไปถึง 3-4 เดือน
    “นี่คุณไม่ได้โกหกใช่ไหม?” ลู่เซี่ยวเซี่ยวสูดลมหายใจเข้าลึก เธอมองไปที่ดวงตาของเขาว่าเขากำลังโกหกหรือไม่?
    เพราะเธอต้องการงานที่ได้เงินเยอะแบบนี้อย่างมาก และมันก็ไม่ใช่งานขายตัว แต่เป็นงานแม่บ้าน เงินเดือนจำนวนนี้มันไม่เพียงจะเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตของเธอ แต่จะเป็นค่าเรียนหนังสือของน้องสาวเธอด้วย
    “ผมไม่ได้โกหก แต่คุณจะเชื่อหรือไม่นั้น มันขึ้นอยู่กับคุณ” ฉิงเฉินพูดอย่างสบายๆ แต่ในใจก็รู้สึกดีไม่น้อย ที่จะได้ช่วยสองพี่น้องจากชะตากรรมที่น่าสงสาร
    “พี่เซี่ยว...” ลู่หลิงหลิงกระตุกมือของพี่สาวตัวเองเบาๆ เธอมองไปที่ฉิงเฉินด้วยดวงตาที่เป็นประกาย ความรู้สึกของเธอบอกว่าพี่ชายตรงหน้ามีค่าพอที่จะให้เชื่อถือ ในสิ่งที่เขาพูดมันจะต้องเป็นความจริงแน่นอน
    ลู่เซี่ยวเซี่ยวลังเล เธอมองไม่เห็นความโกหกในดวงตาของเขา จากนั้นเธอก็พยักหน้า “ตกลงค่ะ ฉันจะทำงานเป็นแม่บ้านให้คุณ”
    “คุณคิดถูกแล้ว” รอยยิ้มอันเป็นมิตรปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่ธรรมดาของฉิงเฉิน เขามองไปรอบๆอยู่ครู่หนึ่ง พบเห็นอาคารมากมายที่ถูกสร้างอยู่โดยรอบ และบนถนนรถก็วิ่งสัญจรสวนทางกันไปมาจากเลนทั้งสองฝั่ง
    “เรย์เรียฉันต้องการขายทองคำแท่ง แถวนี้พอจะมีร้านที่รับซื้ออยู่ไหม?”
    ด้วยความที่ไม่รู้จักเส้นทางในอดีต ฉิงเฉินต้องถามจากเรย์เรียในวามคิด
    ผ่านไปไม่กี่นาทีลิเลียก็ตอบกลับมา
    [หมายเลข 9 ต้องเดินไปทางทิศตะวันตกประมาณ 10 เมตร และคุณจะพบในสิ่งที่คุณกำลังหา]
    จบบทที่ 4