บทที่ 8.5
บทเพลงที่ผ่านกาลเวลา
“นายมาสายอีกแล้วนะ...ที่บ้านไม่นาฬิกาหรือไง” เสียงหนึ่งเลือนลาง
“นี่ๆ นายจำเพลงนี้ไว้นะฉันชอบเพลงนี้มากที่สุด” เสียงหนึ่งดังขึ้นในความทรงจำ
“เมโลดี้นี้มันผสมมากับเสียงจากกล่องดนตรีนะรู้ไหมฉันชอบ...ถ้าถึงวันที่ฉันโกรธนายเปิดเพลงนี้ง้อฉันนะ”เสียงนั้นแจ่มชัด
“หายใจมีแต่เธอ...แม้เธอไม่มีอยู่...”เสียงร้องและท่วงทำนองคุ้นหูลอยมาเบาๆ
“จะลองไขว่คว้าหาคำตอบ...ฝันคงจริงสักครั้ง
จะมีความรักให้เธออย่างหาใครมาเปรียบเหมือน...แม้ถ้ามีเธออยู่
ในคืนเราสองรักกันอยู่ข้างเคียงกันเสมอ...ในใจลืมเพ้อละเมอตื่น
ฝันยังคอยหลอกหลอนหายใจมีแต่เธอ...แม้เธอไม่มีอยู่”
เสียงบทเพลงเก่าเล่นผ่านไฟล์จากระบบปฏิบัติการยุคใหม่บทเพลงซึ่งข้ามผ่านกาลเวลาและยุคสมัยเปิดคลอกับบรรยากาศยามเช้าของร้านเล็กๆมุมหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ช่วงสายของวันอาทิตย์การจราจรและผู้คนไม่มากมายอะไรนักชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่ในร้านเครื่องดื่มที่ตกแต่งร้านย้อนกลับไปสู่ยุคเมื่อหลายสิบปีก่อนช่วงที่เทคโนโลยียังไม่ได้ก้าวกระโดดจนทำให้จิตใจโอบอ้อมอารีของผู้คนลดน้อยถอยลงไปมันเป็นยุคของบทเพลงรักที่ขับขาน เพื่อให้คนเชื่อว่าความรักอันบริสุทธิ์นั้นมีอยู่จริง...
สายฝนบางตาโปรยตัวลงมาจากท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยเมฆหมอกและฝุ่นควันเดือนนี้ยังไม่ถึงฤดูที่เคยเรียกว่าฤดูฝน แต่ในปัจุบันฤดูต่างๆ ไม่ได้เป็นเช่นในอดีตอากาศปัจจุบันแปรปรวน ร้อน ฝน หนาว ผู้คนไม่รู้เลยว่าวันรุ่งขึ้นหรืออาทิตย์ต่อไปจะเป็นฤดูใดเมื่อปีก่อนหิมะก็โปรยตัวลงมาครั้งหนึ่งมันเป็นวันที่กรุงเทพมีหิมะเป็นครั้งที่สองหลังจากครั้งแรกเกิดขึ้นคือเมื่อสี่ปีก่อน
มหานครในตอนนี้น่าจะก้าวเดินอย่างเชื่องช้าในวันหยุดไอเย็นแผ่ออกมาจากแก้วเครื่องดื่มที่วางอยู่ตรงหน้าของชายหนุ่มคนหนึ่ง เขาสวมเสื้อยืดแขนสั้นสีขาวกับกางเกงยีนส์ขาดสองสามรอยชายคนนั้นนั่งอยู่ในมุมหนึ่งของร้าน เขากำลังรอเวลา...รอให้เข็มยาวของนาฬิกาที่ติดอยู่บนผนังทาบทับไปบนเลขสิบสอง
ในช่วงชีวิตปกติที่ดำเนินไปอย่างรีบเร่งผู้คนมักไม่สนใจกับเวลาที่เคลื่อนผ่านเวลามักจะหมดไปอย่างรวดเร็วเมื่อเราไม่สนใจมัน แต่ในทางกลับกัน หากว่าเรากำลังรอคอยกว่าเวลาจะผ่านไปนั้นช่างยาวนาน ชายที่นั่งพิงหลังกับเก้าอี้ไม้สีอ่อนกำลังรอให้เวลาที่ว่าผ่านไปอีกราว20 นาที เขากำลังรอให้เป็นเวลา 10 นาฬิกาเวลาที่เขานัดหมายกับหญิงสาวคนหนึ่งเอาไว้
เข็มวินาทีขยับตัวก้าวกระโดดจากขีดเล็กๆบนหน้าปัด มันกระโดดจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งในจังหวะสม่ำเสมอ เข็มนาฬิกาเคลื่อนตัวเป็นวงกลมอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยความเย็นจากเครื่องปรับอากาศสัมผัสผิวกาย ความชื้นจากด้านนอกทำให้อุณหภูมิลดลงมากกว่าที่เป็นชายหนุ่มหยิบเสื้อแขนยาวที่มีขลิบสีน้ำเงินบนเนื้อผ้ายืดสีขาวมาสวมใส่
เขามองดูนาฬิกาเป็นครั้งที่เท่าไรแล้วตัวเขาเองก็จำไม่ได้แต่ก็ยังไม่ถึงเวลาที่เขารอคอย เขาเลื่อนสายตาไปยังเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่นั่งอยู่โต๊ะไกลออกไปเด็กหนุ่มคนนั้นกำลังนั่งอ่านหนังสืออะไรสักอย่างที่ผู้มองไม่ได้สนใจ แต่ดูเหมือนว่าเขาไม่น่าจะอ่านมันรู้เรื่องเพราะสายตาของเด็กหนุ่มคนนั้นมองไปยังโต๊ะที่อยู่เยื้องไปทางด้านหลังของชายหนุ่มที่กำลังเพ่งมองเขาอยู่
เด็กชายคนนั้นนั่งแอบมองเด็กสาวที่อยู่โต๊ะถัดจากโต๊ะที่แทนไทยนั่งอยู่เขาแอบมองเธออยู่หลายสิบรอบแทนซึ่งกำลังนั่งรอเวลาอยู่และไม่มีอะไรทำนั่งสังเกตอยู่นานจนในที่สุดเขาก็ทนไม่ไหว แทนเอ่ยปากขึ้นในทันที
“เอ้ย...! น้อง!” แทนโบกมือทักออกไปแต่ดูเหมือนเด็กชายคนนั้นจะไม่รู้ว่าเขากำลังถูกเรียกโดยชายแปลกหน้า “จะแอบมองอีกนานไหม”
เมื่อได้ยินคำนี้เด็กชายคนที่ว่าลดหนังสือลงจากระดับสายตาเหมือนกับเป็นปฏิกริยาตอบรับเขาหันมองทางต้นเสียงทันที
“ผม?”เด็กหนุ่มคนนั้นใช้มือที่ไม่ได้ถือหนังสือชี้มาที่ตัวเอง ซึ่งแทนก็พยักหน้ารับ
“ใช่...มานี่ดิ” เขาขวักมือเรียก
“ไม่ดีกว่าพี่” เด็กหนุ่มเบ้หน้าปฏิเสธ
แทนย่นคิ้วเข้าหากันทันทีที่ได้ยินคำตอบนั้นเมื่อจ้องมองอยู่ครู่หนึ่งเขาจึงพูดขึ้น “ถ้าไม่มาจะบอกน้องคนนั้นว่าแกแอบมอง” พูดจบก็สะบัดหน้าไปทางเด็กสาวที่อยู่ไกลออกไป
เมื่อได้ยินดังนั้นเด็กชายคนที่ว่าก็ยอมลุกมาทิ้งตัวนั่งตรงหน้าของแทนเขากอดอกแล้วทำตาขวางใส่ก่อนจะพูดออกมา
“พี่มีไร...” เด็กชายว่า เสียงเขาไม่พอใจนัก
“ชอบเขาก็เข้าไปดิวะแอบมองรออะไรกัน...เทพธิดาไม่มาโปรดพวกใจปลาซิวหรอกนะ”แทนพูดออกไป
“แล้วพี่เกี่ยวไรด้วย” เด็กชายคนนั้นถามกลับ
คนถูกถามถอนหายใจก่อนจะตอบออกไป “ไม่เกี่ยวแต่รำคาญ” เขาว่า
“พูดก็ง่ายดิพี่” เด็กชายคนนั้นส่ายหัวไปมาขณะที่พูดออกมา เขาดูประหม่าและตื่นเต้น
“ชอบเขาแล้วบอกว่าชอบมันผิดตรงไหน”แทนพูดต่อ เขามองหน้าเด็กหนุ่มที่นั่งตรงข้ามแล้วหันไปมองเด็กสาวที่อยู่ไกลออกไป“ไม่ได้เรียนที่เดียวกันล่ะสิ เพิ่งเจอหน้าก็รักแรกพบเลยว่างั้น”
เด็กชายตรงหน้าทำหน้าตกใจ “พี่รู้ได้ไงน่ะ!” เขาถามเสียงตื่น
“อาการมันฟ้อง” แทนว่า “เออๆ เรื่องนั้นช่างมันก่อนงี้แปลว่าไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหนล่ะสิ”
“ไม่รู้อ่ะ” เสียงเอื่อยตอบกลับมา
“แล้วทำไมถึงชอบ” แทนถามพร้อมกับกอดอกพิงหลังไปที่พนักพิงปล่อยให้น้ำแข็งในกาแฟของเขาค่อยๆ ละลายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เด็กชายทำหน้าคิดอยู่ครู่หนึ่งจนในที่สุดก็ตอบออกมาจนได้ “ไม่รู้พี่...มันชอบน่ะ บอกไม่ถูก” เขาทำหน้าบอกไม่ถูกตามคำพูดของตัวเอง
แทนดันตัวลุกขึ้นนั่งทันที จากนั้นก็ดีดนิ้วให้เกิดเสียง“นั่นล่ะ!” เขาทำเสียงเข้ม “ถ้างั้นฟังพี่...ถ้าแกเข้าไปคุยกับเธอแล้วเธอไม่คุยด้วยแกก็มีทางเลืกสองทาง หนึ่ง...” แทนชูนิ้วชี้ขึ้น “ตื๊อ...และสอง...” เขาเพิ่มจำนวนนิ้วที่ชูขึ้นมา “รีบออกจากร้านนี้ ซึ่ง...”คราวนี้แทนลดมือลงแล้ววางสองมือไว้บนโต๊ะ “มันไม่มีอะไรเสียเลยสักกะอย่างแต่...ถ้าเธอคุยกับแกมันก็ถือว่าเป็นอะไรที่ไม่มีขาดทุน...ว่าป่ะล่ะ” ชายหนุ่มว่า
เด็กหนุ่มตรงหน้าของเขาทำท่าลำบากใจแทนมองแล้วถอนหายใจอีกครั้ง “เฮ้ย...” เขาเรียกก่อนจะสะบัดหน้าไปทางซ้ายมือ“เห็นไอ้ผู้ชายกลุ่มสามคนที่มันเพิ่งเข้ามาเมื่อกี้มะ” แทนพูดถึงเด็กกลุ่มหนึ่งที่นั่งอยู่อีกมุมของร้านและเมื่อเด็กชายตรงหน้าหันไปมองตามแล้วพยักหน้ารับรู้แทนก็พูดต่อ “ไอ้คนหน้าตาหล่อหน่อยๆ นั่นน่ะ มันกำลังทำท่าจะเข้าไปจีบเหมือนกันนะ”
เด็กหนุ่มตรงหน้าแทนทำตาโตก่อนจะหันไปมองกลุ่มคนที่แทนพูดถึงแล้วหันไปมองหญิงสาวที่เขาแอบมองอยู่ ตามด้วยเลื่อนมามองหน้าแทนตามด้วยทำท่าเลิกลัก“เอาไงดีล่ะพี่!”เขามีท่าทีร้อนลนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“เออ...ทีนี้ร้อนขึ้นมาเลยนะหึ...ก็ถ้าแกไม่เข้าไปคุยเดี๋ยวไอ้นั่นมันก็เข้าไป ลองคิดดูเองก็แล้วกัน”
“ผมไม่หล่อน่ะพี่”
“คนหล่ออาจจะได้เปรียบแต่คนกล้าเท่านั้นล่ะที่จะได้รับโอกาสก่อนใคร”แทนพูดออกไปด้วยสีหน้าจริงจัง
เด็กหนุ่มทำตาโตก่อนจะพูดอย่างชื่อชม“เท่ห์อ่ะพี่...ว่าแต่ทำไมพี่ช่วยผมล่ะ”
“ดูท่าแล้วไอ้นั่นมันเชี่ยวน่ะ จีบไปเดี๋ยวมันก็ทิ้ง สงสารผู้หญิง” แทนตอบกลับไป
“แล้วผมจะพูดว่าอะไรดี”
“เวร...” แทนเสียงสูง “แล้วแกคิดยังไงกับเธอล่ะ”
“อยากรู้จักอ่ะพี่” เสียงตอบกลับมา
“เออ...อยากรู้จักแล้วมาบอกฉันมีประโยชน์ไหม นู่น...ไปบอกเธอสิ”แทนพูดก่อนจะหยิบกาแฟของเขาที่รสชาติจืดลงมากแล้วขึ้นดื่ม
เด็กหนุ่มคนนั้นยังทำท่ากล้าๆกลัวๆ จนแทนเริ่มหงุดหงิด “เอ้ย! ไปดิ!” เขาเร่งเสียงดัง
“เอาวะพี่!” เด็กหนุ่มคนนั้นลุกขึ้นยืนทันที เขากำมือแน่น สูดหายใจเข้าก่อนผ่อนลมหายใจออกแล้วทำท่าขึงขังเดินตรงไปที่โต๊ะที่เด็กหญิงคนที่เขาแอบมองนั่งอยู่
แทนยิ้มที่มุมปากก่อนจะเปลี่ยนมานั่งอารมณ์ดีเมื่อเห็นเด็กหนุ่มกล้าเดินเข้าไปหาเด็กหญิงคนที่เขาแอบมอง“ชอบก็ต้องบอกสิ ใครเขาจะมารู้ใจแกวะ” เขาพูดเบาๆ “แห้วก็เสมอตัว แต่ถ้าสำเร็จอาจได้คนที่จะรักกันไปตลอดก็ได้นะ คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้มถึงโอกาสจะคบกันนานขนาดนั้นจะมีน้อยก็เถอะ แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มี...” เขาพูดก่อนจะเหลือบไปดูนาฬิกาซึ่งใกล้เวลาที่เขารออยู่เต็มทน
“ให้มันเป็นเพลง บนทางเดินเคียง
ที่จะมีเพียงเสียงเธอกับฉันอยู่ด้วยกันตราบนานๆ
ดังในใจความบอกในกวี...ว่าตราบใดที่มีรักย่อมมีหวัง
คือทุกครั้งที่รักของเธอส่องใจ...ฉันมีปลายทาง...”
เสียงเพลงเก่าแก่แต่กลับคุ้นหูของแทนเป็นอย่างดีดังออกมาเขาได้แต่แตะยิ้มบางๆ เมื่อได้คำร้องของเพลงนี้มันเป็นเพลงที่ผู้หญิงคนที่เขารอชอบมาก เธอมักจะร้องท่อนหนึ่งของเพลงนี้อยู่เสมอ
“ว่าถ้าชีวิตคือทำนองและเธอก็เป็นดังคำร้องที่เพราะและซึ้งจับใจ...”เขาเผลอตัวร้องตามไปกับเพลง “ให้มันเป็นเพลงบนทางเดินเคียง ที่จะมีเพียงเสียงเธอกับฉัน อยู่ด้วยกันตราบนานๆ”
เมื่อมาถึงคำนี้รถโฟล์คโบราณสีเขียวอ่อนก็ค่อยๆ เข้ามาจอดที่หน้าร้านหญิงสาวคนหนึ่งลงมาจากรถด้วยชุดกระโปรงสั้นสีเขียวอ่อนและเสื้อแขนกุดสีขาว เธอสะพายเป้ที่สานจากต้นกกและเมื่อเธอลงมาแล้วก็รีบวิ่งหลบฝนเข้ามาในร้านทันที
หลังจากแทนเห็นภาพที่ว่าก็รีบจัดท่านั่งและขยับนู่นนี่บนโต๊ะให้เข้าที่เมื่อหญิงสาวผมสั้นผิวขาวคนนั้นเดินเข้ามาก็มองหาคนที่นัดหมายกับเธอไว้และเมื่อเธอมองเห็นแทนก็ทำหน้าประหลาดใจ เธอก้าวเท้าเดินตรงมาที่เขาและเมื่อมาถึงโต๊ะที่แทนนั่งอยู่ หญิงสาวคนนั้นก็นั่งลงพร้อมกับพูดออกมา
“นายมาก่อนเวลานี่เองมิน่าฝนถึงตก” เธอว่า
“ก็มาก่อนเธอบ้าง” ชายหนุ่มตอบกลับพร้อมกับรอยยิ้ม ส่วนคู่สนทนาพยักหน้ารับ
“คิดถึงเพลงนี้นะ” เธอพูดถึงเพลงที่กำลังเปิดคลออยู่ในร้าน
“เธอชอบร้องนี่” แทนพูด แล้วหญิงสาวตรงหน้าก็ขยับยิ้มตอบรับ แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา
“ลูกสาวคนเดียวเจ้าของสายการบินขับรถเก่าอย่างนี้น่ะนะ” ชายหนุ่มพูดถึงรถที่เธอขับมา
“ฉันชอบ” เนตตอบสั้นๆ
“หิวรึยัง” แทนถามอีกครั้ง
“หิวแล้วล่ะ” หญิงสาวตอบออกมา “อยากกินอาหารทะเล”
ชายหนุ่มเลิกคิ้วสูงทันทีที่ได้ยิน“ตอนนี้น่ะนะ?” แทนถามเพราะในตอนนี้เพิ่งจะเป็นเวลาสิบโมงเช้า
“อือใช่...ขับรถพาฉันไปหน่อย” เธอยืนยัน
“เอาสิ...ไปไหนดีละ”
“ไปกินที่ชายทะเลไปพัทยาก็ได้ใกล้ๆ” เธอตอบออกไป
“งั้นรอแปบ...ฉันโทร.เรียกคนขับรถก่อน” แทนทำท่าจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
“ฉันอยากให้นายขับไปให้” เนตพูดด้วยเสียงจริงจัง
แทนลดโทรศัพท์ลงก่อนจะหันไปพูดกับหญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงหน้า“เธอก็รู้ว่าฉันไม่ขับรถไปต่างจังหวัด งั้นไปกินร้านอื่นก็ได้ฉันรู้จักร้านดีๆ” เขาตอบออกไป
เมื่อเนตได้ยินคำตอบที่ว่าเธอก็ลุกขึ้นทันที“งั้นฉันกลับล่ะนะ” เธอบอกกับแทนก่อนจะเดินออกจากโต๊ะไป
แทนยืนนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งในที่สุดเขาก็เงยหน้าขึ้นแล้วพูดออกมาเสียงดัง “ได้! เราไปด้วยกัน แต่เธอต้องสัญญาว่าจะเลิกโกรธฉัน!” เขาพูดออกไปมันทำให้คนหลายคนในร้านหันมามอง
เนตนิ่งคิดก่อนจะตอบ“มันไม่เกี่ยวกันนะ เรื่องนั้นนายสมควรจะโดนโกรธ แต่เรื่องนี้ก็แค่ฉันอยากให้นายขับรถพาฉันไปกินข้าวเท่านั้นถ้าไม่อยากไปก็ไม่เป็นไร” เธอตอบกลับไป แต่ดูเหมือนคำตอบจะไม่ได้อย่างใจแทนสักเท่าไดนัก
“ได้ๆไปก็ไป ไม่หายโกรธก็ไม่หาย อย่างน้อยฉันก็ยังมีโอกาสพูดแก้ตัวบ้าง” แทนพูดก่อนจะเดินตรงไปยังเคาน์เตอร์ชำระเงิน แต่ก่อนที่เขาจะเดินออกจากร้านเด็กชายคนที่เคยคุยกับเขาก็วิ่งมาหาด้วยใบหน้าที่แสดงความดีใจอย่างมาก
“พี่!ขอบคุณนะพี่...เธอคุยกับผมด้วยพี่!” เด็กชายคนนั้นทำเสียงร่าเริงก่อนจะถามต่อ“นั่นแฟนพี่เหรอ แจ่มเลยนะพี่!”
แทนยิ้มก่อนจะตอบกลับไป“เออ...ดีใจด้วย มีอะไรอยากจะทำอย่ามัวรอ คนเรามันไม่ได้มีเวลามากมายอะไรนักหรอก” เขาตอบกลับก่อนจะยกมือบอกลาแล้วเดินออกจากร้าน
“ใครน่ะ” เนตที่สะพายกระเป๋าไว้ด้านหลังถามขึ้น
แทนหันไปมองผ่านกระจกเมื่อเขาเห็นโต๊ะของเด็กสาวมีเด็กหนุ่มคนเมื่อครู่เดินไปนั่งร่วมโต๊ะก็ยิ้มออกมา “เด็กใจไม่กล้าน่ะ” เขาตอบก่อนจะยืนอมยิ้ม
เนตขมวดคิ้วประหลาดใจแต่หลังจากนั้นเธอก็ยิ้มออกมา “หึ...ใครเขาจะไปใจกล้าหน้าด้านแบบนายกันเพื่อนฉันอยู่ด้วยเป็นสิบคนยังจะกล้าเดินมาคุยกับฉันอีก”หญิงสาวพูด
“ก็เห็นแล้วรู้ว่าชอบก็ต้องเข้าไปไม่งั้นก็ไม่รู้จักเธอน่ะสิ แต่ฉันดีใจนะที่วันนั้นตัดสินใจแบบนั้น” แทนตอบเสียงนิ่งเรียบ
เนตขยับคิ้วเล็กน้อยก่อนจะมองคนพูดที่มีสีหน้าจริงจัง“อื้อ...รู้แล้วล่ะ ว่าแต่วันนี้ไปรถนายก็แล้วกัน”เธอพูดก่อนจะเดินไปที่เฟอร์รารีสีแดงของแทน ซึ่งวันนี้มันปิดประทุนเพราะฝนที่โปรยลงมา
แทนทำท่าประหลาดใจเมื่อได้ยินคำพูดนั้น“เธอไปรถฉันเนี่ยนะ!? มิน่าล่ะฝนถึงตกปกติให้ฉันขับแต่รถกระป๋องของเธอ”เขาพูดก่อนจะหันไปมองรถเต่าโบราณสีเขียวอ่อนของเนต
“ให้นายใช้รถที่มั่นใจที่สุดพาฉันไปไงพาฉันออกนอกเมือง”หญิงสาวพูดก่อนจะวิ่งฝ่าละอองฝนไปที่รถของแทน ก่อนจะเข้าไปนั่งในที่นั่งผู้โดยสาร
แทนยืนนิ่งอยู่พักใหญ่เขากังวลใจกับเรื่องที่จะต้องทำต่อจากนี้มาก มือของเขาสั่นเล็กน้อยริมฝีปากเริ่มแห้ง ชายหนุ่มเลื่อนมือขวามาบีบไปที่แขนซ้ายของตัวเองเขายืนบีบจนความรู้สึกปวดแล่นไปทั่ว แต่ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจเดินตรงไปที่รถของตัวเอง...
บรรยากาศในรถเงียบสนิทยิ่งเมื่อกำลังจะออกจากเขตกรุงเทพแทนยิ่งมีสีหน้าไม่สู้ดีนักเขากำลังอยู่ในทางพิเศษซึ่งเชื่อมต่อกรุงเทพไปยังจังหวัดชลบุรี เมื่อพ้นเขตเมืองหลวงและปริมณฑลออกมาแล้วเม็ดเหงื่อก็เริ่มซึมออกมาทั้งๆ ที่เครื่องปรับอากาศในรถยังคงส่งความเย็นออกมาเท่าเดิม