บทที่ 33
แก่นทักษะ
พลังถูกผนึกขึ้นอย่างแข็งแกร่งภายในร่างกายหลัวเกาอยู่ในขอบเขตจิตต่อสู้ แน่นอนว่าระดับพลังนั้นไม่ธรรมดา
ทันทีที่ผนึกพลังขึ้นมาภายในร่างกายก็เออล้นไปด้วยกระแสปราณเพียงแค่มองครั้งเดียวก็รู้ได้ในทันทีว่าคนพวกนี้เป็นอัจฉริยะ
เพียงแค่อายุต่างจากเขาประมาณสองปีกับสามารถก้าวเข้าสู่ระดับนี้ได้ในดินแดนโลกเบื้องล่างแห่งนี้ถือว่าหายาก
หลัวเกาผนึกพลังพร้อมกับพุ่งตรงเข้าไปท่าร่างอันรวดเร็วเคลื่อนไหวในพริบตา กระบี่ในมือของคนผู้นั้นรัศมีพลังถูกผนึกขึ้น
ตวัดเหวี่ยงอย่างรวดเร็วเพียงแค่พริบตาเดียวกระบี่นั้นก็เข้ามาประชิดด้านหน้าของจางอี้จางอี้ไม่ได้จะแสดงความแตกตื่นเลยแม้แต่น้อย
ผนึกพลังของตนเองเข้ากระบี่พร้อมกับตั้งรับการโจมตีของคนผู้ทันทีที่กระบี่ทั้งสองปะทะกันเกิดเสียงดังสนั่น
ทว่าเสียงที่มันดังขึ้นมามันกลับไม่ใช่เสียงของเหล็กกระทบกันแต่ว่ามันเป็นเสียงของพลังที่อัดแน่นภายในอากาศและปะทะกันอย่างแข็งแกร่ง
ดวงตาของทุกคนต่างพากันตะลึงลานในตอนนี้ต่างพากันแสดงความสงสัย เหตุใดระดับพลังจึงต้านทานได้อย่างแข็งแกร่งเช่นนั้น
ทุกคนภายในสถานที่แห่งนี้รู้ดีอยู่แล้วหลัวเกาอยู่ในระดับขอบจิตต่อสู้ในขณะเดียวกันขอทานผู้นั้นมากสุดก็อยู่ในระดับขอบเขตปราณ
เมื่อระดับต่างกันทำไมพลังถึงสามารถต้านทานกันได้อาวุโสสองที่ยืนอยู่มือไขว้หลังหรี่ตาเล็กลง ในตอนนี้อาวุโสผู้นี้ไม่ได้จ้องมองอัจฉริยะของอาณาจักรฟ้าคราม
แต่ในตอนนี้ดวงตาคู่นั้นกำลังจ้องมองขอทานน้อยที่ตอนนี้อยู่ในภาพลักษณ์ของลูกศิษย์สำนักแน่นอนว่าอาวุโสผู้นี้ก็เคยได้ยินอยู่
ดวงตาคู่นั้นของอาวุโสกำลังจับจ้องแน่นอนว่ามองเห็นว่าขอบเขตนั้นแตกต่างกัน แต่พลังที่ขอทานผู้นั้นผนึกขึ้นมากับแข็งแกร่งยิ่งกว่า
หลัวเกาถึงกับกัดฟันแน่นหลังจากลองผลักดันกระบี่แน่นอนว่ากระบี่ในมือกลับไม่สามารถผลักดันเข้าไปในขอบเขตกระแสปราณของอีกฝ่ายได้
ในตอนนี้ยิ่งทำให้อัจฉริยะผู้นี้นั้นสับสนความแข็งแกร่งของการโจมตีนี้มันน่าจะอยู่ในระดับที่เหนือกว่าตนเองก็ผนึกพลังเข้าไปถึงเจ็ดส่วนซึ่งนั่นมันเพียงพอกับการทำลายการต้านทานของอีกฝ่ายได้
ในตอนนี้ยิ่งสงสัยในพริบตาที่แววตานั้นทอแววความสลับซับซ้อนกลับมองเห็นรอยยิ้มที่ปรากฏที่มุมปากของจางอี้
จางอี้ปรากฏรอยยิ้มเบาๆที่มุมปากแน่นอนว่าแววตาคู่นั้นไม่ได้แตกตื่นเลยแม้แต่น้อย ยิ่งทำให้หหลัวเการู้สึกสับสน
ในตอนนี้สงสัยท่าทางของผู้ที่อยู่ด้านหน้าที่ต้านทานการโจมตีของตนเหตุใดจึงไม่ได้แสดงท่าทางแตกตื่นเลยแม้แต่นิดเดียว
จางอี้อ้าปากก่อนที่จะพึมพำบางอย่างออกมาทันทีที่ได้ยินคำพูดนั้นหลัวเกากัดฟันแน่น พร้อมกับกระบี่ที่ถอยออกมาและตวัดออกไปอีกครั้ง
คราวนี้กระบี่ของอัจฉริยะผู้นี้ถูกปล่อยออกไปหลายสิบกระบี่ในช่วงพริบตาจางอี้กับตั้งรับพวกมันได้อย่างง่ายดาย
แม้ว่าการโจมตีจะถูกโจมตีมาในมุมที่ไม่สามารถมองเห็นแต่ว่าเขากับสามารถรับพวกมันได้ทั้งหมดด้วยกระบี่ของตนเอง
จางอี้ถือโอกาสในครั้งนี้ทดสอบพลังของตนในตอนนี้ตนเองนั้นทำการบ่มเพาะแล้วก็ฝึกภายในขอบเขตจิตมาเป็นเวลาสักพักเมื่อฝึกมาเวลานานแน่นอนว่าตนเองย่อมจำเป็นจะต้องลองทดสอบพลังของตน
คนภายในสำนักหลายคนมีความสามารถไม่เพียงพอตอนนี้ขอทดสอบกับอัจฉริยะผู้ที่อยู่ด้านหน้าว่าระดับพลังของเขานั้นเพิ่มขึ้นขนาดไหน
การโจมตีนี้ถูกขัดเกลามาอย่างต่อเนื่องจางอี้เองก็รู้สึกว่าการรับมือมันค่อนข้างจะยากถ้าเกิดว่าตนเองไม่ได้ฝึกการต่อสู้ภายในขอบเขตต่อสู้แน่นอนว่าย่อมไม่สามารถรับพวกมันได้อย่างแน่นอน
หลังจากปล่อยการโจมตีหลายสิบจนเกือบจะร้อยกระบวนหลัวเกาเป็นฝ่ายรุกอยู่ฝ่ายเดียวแต่ก็ไม่สามารถสร้างบาดแผลให้อีกฝ่ายได้
จางอี้ได้แต่ตั้งรับโดยที่ไม่โจมตีกลับหลัวเการู้สึกสงสัย คนผู้นี้ตั้งใจจะทำอะไรเอาแต่รับการโจมตีแต่ไม่โจมตีกลับมา
หลังจากโจมตีไปถึงร้อยกระบวนในตอนนี้หลัวเกาผู้ที่ถูกกล่าวขานว่าอัจฉริยะในรุ่นนี้ถึงกับก้าวถอยออกมา
ในตอนนี้คนผู้นี้ออกมาตั้งหลักกระบี่ภายในมือสั่นไหวรัศมีพลังที่ถูกผนึกขึ้นมันเริ่มอ่อนตัวลงหลัวเกาผ่อนลมหายใจเฮือกใหญ่ออกมา
ดวงตาของทุกผู้คนที่กำลังจ้องมองในตอนนี้มีความรู้สึกมากมายปะปนกันไป บางคนรู้สึกสับสนบางคนรู้สึกตกตะลึงส่วนบางคนรู้สึกเลื่อมใส
“ อัจฉริยะแห่งอาณาจักรฟ้าครามชื่อนี้เจ้าถูกยกยอตั้งแต่เข้าสำนัก”
“ หรือว่ากระบี่ของอัจฉริยะจะมีอยู่เพียงแค่นี้” จางอี้กล่าวออกมาพร้อมยั่วยุอีกฝ่าย ฝ่ามือสะบัดไปมาแสดงท่าทางบอกว่ากระบี่เมื่อครู่ยังไม่หนำใจ
หลัวเกาโดนลบหลู่ด้วยถ้อยคำและท่าทางเช่นนั้นแน่นอนว่าคนผู้นี้ไม่ได้มีความอดทนมากขนาดนั้น แม้ว่าตนเองจะเป็นผู้บ่มเพาะแต่ว่าไม่ได้บ่มเพาะจิตใจจนอยู่ในระดับสูง
โดนคำพูดยั่วยุนี่หรือจะไม่ส่งผลแก่จิตใจหลัวเกาเป็นผู้ที่กล่าวขานว่าอัจฉริยะตั้งแต่เข้าสำนัก แน่นอนว่าตัวของมันย่อมยิงธนูในตนเองไม่น้อย
ตอนนี้ยกกระบี่ขึ้นผนึกพลังอย่างแข็งแกร่งดวงตานั้นปรากฏความจริงจัง “ ข้าจะให้เจ้าได้เปิดตา ”
อีกฝ่ายพลังถูกผนึกเข้าไปสู่กระบี่ในมือทันทีที่พลังนั้นถูกผนึกเข้าไปแสงสีเหลืองครามถูกปล่อยออกมาแสงเจิดจ้านั้นเป็นแสงเรืองรองที่ไม่สามารถสยบ
ดวงตาของทุกผู้คนที่กำลังจ้องมองการประลองอยู่พับปิดลงในชั่วพริบตานั้นไม่มีผู้ใดสามารถลืมตามองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้
มีเพียงผู้อาวุโสสองที่ยืนอยู่ชื่นชมทักษะที่ถูกปล่อยออกมา“ แก่นกระบี่ยอดเยี่ยม ”
“ ดูเหมือนว่าจะเป็นทักษะที่มีความสามารถไม่น้อยได้ยินว่าเด็กน้อยผู้นั้นตอนที่เข้าไปภายในถ้ำจิตกระบี่ไม่ถูกเลือก ”
“ ดูเหมือนว่าการเผชิญหน้ากับทักษะเช่นนี้คงจะเป็นเรื่องที่ยากเย็นเกินไป” อาวุโสที่กำลังยืนมือไขว้หลังมองชมการต่อสู้รู้ดีอยู่แก่ใจ
แม้ว่าอีกฝ่ายนั้นจะเป็นอัจฉริยะแต่ถ้าให้เผชิญหน้ากับทักษะที่ทรงพลังแถมคนที่ยังใช้อยู่ยังเป็นคนที่มีระดับขอบเขตเหนือกว่าตนเองยากที่จะรับมือ
“ กระบี่แสงทะลวง ”หลัวเกาย่อกายของตนเองต่ำลงถอยกระบี่ไปด้านหลังเตรียมปล่อยกระบี่ออกไป
กระบี่ยังคงส่องแสงสีเหลืองทองดวงตาทุกคนนั้นยังไม่สามารถลืมตาได้ ในพริบตานั้นการโจมตีของคนผู้นี้ก็ถูกปล่อยออกไป
เสียงดังสนั่นหวั่นไหวบังเกิดขึ้นแรงสั่นสะเทือนที่ไม่สามารถควบคุมได้ร่างกายของทุกคนภายในสถานที่แห่งนี้ต่างสั่นสะท้าน
ผิวหนังสามารถสัมผัสได้ถึงการโจมตีอันแข็งแกร่งที่เสียดสีในอากาศเสียงกรีดอากาศดังขึ้นก่อนที่จะมีเสียงระเบิดจากการโจมตีดังสนั่นหวั่นไหว
ฝุ่นละอองตลกคละคลุ้มไปทั่วทั้งบริเวณผู้คนไม่น้อยดวงตาค่อยๆเบิกกว้างขึ้น ทันทีที่การโจมตีสิ้นสุดลงแสงสีทองนั้นหายไป
ทว่า…มันก็ยิ่งทำให้ผู้คนนั้นตะลึงลานมากขึ้นไปอีกดวงตาของพวกเขาในตอนนี้กำลังเต็มไปด้วยความสับสน
แววตาที่ทอประกายความลึกลับจ้องมองไปยังบนเวทีการประลองผลการต่อสู้ถูกตัดสินออกมาแล้ว
แต่ผู้ที่ล้มนอนลงอยู่บนพื้นเวทีและเต็มไปด้วยเลือดและบาดแผลกลับไม่ใช่ขอทานน้อยผู้นั้น แต่ว่าก็เป็นอัจฉริยะแห่งอาณาจักรฟ้าครามหลัวซินเสี่ยว
ทันทีที่การโจมตีสิ้นสุดลงหลัวเกานอนแน่นิ่งอยู่กับพื้นร่างกายนั้นเต็มไปด้วยคราบโลหิตการโจมตีปริศนากระแทกเข้าใส่ร่างกายอย่างเต็ม
มีเพียงผู้อาวุโสสองที่ดวงตานั้นเบิกขว้างอย่างตกตะลึงจางอี้ที่ยืนอยู่ปัดฝุ่นบนร่างกายร่างที่ไร้ซึ่งบาดแผล “ ประกาศผลได้แล้ว ”
จางอี้แสยะยิ้มที่มุมปากเผยรอยยิ้มของผู้ชนะออกมาอย่างน่าหมั่นไส้มองไปยังผู้อาวุโสที่ก่อนหน้านี้แสดงแววตาดูถูกดูแคลนตนเอง
นี่คือก้าวแรกของขอทานไร้ความสามารถที่เหยียบย่ำอัจฉริยะ
จบเล่ม