เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 บทที่ 107 ตบ?

            เมื่อหลินเฟิงได้ยินประโยคนี้ ดวงตาของเขาก็พลันเย็นชาขึ้นเขาไม่เคยคิดเลยว่าแค่การพูดจำเป็นต้องมีคุณสมบัติด้วยเช่นกัน

            ผู้หญิงคนนี้เอาแต่พล่ามบอกว่าคนอื่นไม่มีคุณสมบัติจะพูดแบบนั้นกล่าวแบบนี้ แล้วตัวนางล่ะ? มีคุณสมบัติอะไรมาฟาดแส้ใส่คนอื่นเขา???

            ผู้หญิงคนนี้กระชากแส้ของนางออกจากมือของหลินเฟิงจากนั้นก็สะบัดข้อมืออีกครั้ง แส้ที่อ่อนนุ่มก็พลันเปลี่ยนเป็นเส้นตรงพุ่งทะยานไปที่หน้าของหลินเฟิงประหนึ่งมังกรพิษ

            “ผู้หญิงคนนี้โหดร้ายจริงๆ แม้ว่านางจะงดงามแต่พฤติกรรมของนางช่างน่ารังเกียจ”

            หลินเฟิงรู้สึกโมโหเป็นอย่างมาก พวกเขาและนางไม่เคยมีความแค้นต่อกันกระทั่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่นางกลับฟาดแส้ใส่หน้าจิ้งหยุนเพียงเพราะว่าจิ้งหยุนยอกย้อนคำพูดของนาง???

            หลินเฟิงปัดป้องการโจมตีของผู้หญิงคนนั้นในเมื่อนางลงมือทำร้ายพวกเขาอย่างไม่เกรงใจ งั้นก็อย่าหาว่าข้าเหี้ยมโหด!!!

            หรือนางคิดว่าตัวนางสามารถแย้งคนอื่นได้แต่คนอื่นไม่สามารถแย้งความคิดของนางได้? นี่มันหลักการไร้สมองประเภทไหนกัน?

            “รนหาที่ตาย!” หญิงสาวตะโกนอย่างโกรธเกรี้ยว เสียงแส้เสียดสีในอากาศจนดังแสบแก้วหู

            “เพียงแค่ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 1 เท่านั้นแต่กลับไม่เห็นคนอื่นอยู่ในสายตา”

            หลินเฟิงนึกในใจอย่างเหยียดหยาม เขาพลิกฝ่ามือขึ้นมาแล้วตบออกไปอย่างรวดเร็วทันใดนั้นฝ่ามือทั้ง 6 ก็พุ่งทะยานออกไปหานางไม่จำเป็นต้องใช้แปดฝ่ามือพิฆาตระดับสูงกลิ่นอายที่แผ่ออกมาก็แข็งแกร่งจนไร้ผู้ต่อต้านแล้ว!

            พลังโจมตีที่น่าหวาดกลัวพุ่งตรงไปยังหญิงสาว หกฝ่ามือนี้แข็งแกร่งมากจนแส้ของนางไม่อาจต้านทานมันได้เลย

            “คุณหนูระวัง!” ชายสองคนที่ยืนอยู่ด้านหลังของหญิงสาวคนนี้ก็ก้าวเท้าขึ้นมาขณะเดียวกันก็ลงมือทำลายหกฝ่ามือที่พุ่งเข้ามา จนเกิดเสียงระเบิดดังสนั่นพร้อมกับสายลมกระโชกส่วนฝูงชนที่อยู่รอบๆ ก็รีบหลบฉากทันที

            “ดูเหมือนว่าสถานะของคนเหล่านี้จะไม่ธรรมดาเลยอายุไม่มากแต่กลับสามารถบรรลุขอบเขตแห่งจิตวิญญาณได้แล้ว”

            ฝูงชนรู้สึกประหลาดใจที่เห็นเด็กเหล่านี้ต่างบรรลุขอบเขตแห่งจิตวิญญาณแล้วถึงแม้ว่าเมืองที่อยู่นอกเมืองหลวงแห่งนี้ ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณจะไม่ถือว่าแข็งแกร่งอะไรมากแต่อย่างไรก็ตามเมื่อนึกถึงอายุของเด็กพวกนี้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นผู้คุ้มกันทั้งสองคนหรือแม้แต่ตัวหลินเฟิงกับเด็กสาวที่ก้าวร้าวคนนั้น อายุของพวกเขาก็ไม่น่าจะเกิน 16 – 17 ปีแน่ๆพรสวรรค์ของพวกเขาช่างน่าทึ่งมาก

            “เจ้ากล้าดีอย่างไรมาโจมตีข้า?!” หญิงสาวคนนั้นถูกฝ่ามือของหลินเฟิงกดดันจนต้องก้าวถอยหลังสีหน้าของนางดูย่ำแย่ขณะจ้องมองไปที่หลินเฟิงอย่างดุร้าย

            หลินเฟิงส่งเสียงหึ! ออกมา ก่อนจะลุกขึ้นยืนและก้าวเท้าไปหานาง ลมปราณอันทรงพลังก็แพร่กระจายไปทั่วร้านอาหาร

            “เจ้าต้องการเอาชีวิตข้า แล้วคิดว่าข้าจะยืนโง่ๆ ให้เจ้าทำอย่างนั้นหรือ?”

            หลินเฟิงรู้สึกขำมาก คนเหล่านี้เกิดมาเพื่อคิดว่ามีแค่พวกเขาเท่านั้นที่สามารถดูถูกคนอื่นได้แต่คนอื่นไม่สามารถดูถูกพวกเขาได้? เขาต้องปล่อยให้นางดูถูกโดยที่ไม่ตอบโต้อะไรเนี่ยนะ??? มันไร้สาระมาก

            ผู้คุ้มกันทั้งสองของนางจ้องมองหลินเฟิงอย่างระมัดระวังพวกเขาสามารถสัมผัสได้ว่าหลินเฟิงเป็นตัวอันตรายอย่างแท้จริง

            “ถ้ายังอยากมีชีวิตอยู่ จงตบปากของตัวเองแล้วไสหัวไปซะ” หญิงสาวคนนั้นแผดเสียงออกมาอย่างโมโห

            ใบหน้าของหญิงสาวบิดเบี้ยวออกมา นางไม่เคยคิดว่าจะได้รับความอัปยศที่นอกเมืองหลวงเช่นนี้

            “ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย”

            หลินเฟิงแสยะยิ้มอย่างเย็นชา และก้าวเท้าไปหานางอีกหนึ่งก้าว ทันใดนั้นลมปราณที่แข็งแกร่งก็พุ่งเข้าไปหานาง

            “เจ้าบอกว่าข้าไม่มีสิทธิ์ที่จะเปิดปากพูดถ้างั้นข้าขอถามเจ้าหน่อยว่า ขยะไร้ค่าอย่างเจ้ามีคุณสมบัติอะไรมาดูถูกคนอื่นเจ้าจะตบปากตัวเองไหม?”

            สิ้นเสียงของหลินเฟิง เขาก็ฟาดฝ่ามือออกไปแปดฝ่ามือพิฆาตทะยานออกมาโจมตีพวกเขาอีกครั้ง คราวนี้หลินเฟิงใช้ 7 ฝ่ามือ ความรุนแรงของมันไร้ที่เปรียบ!!!

            “นี่เจ้ากล้า!!!” สีหน้าของสองผู้คุ้มกันพลันเปลี่ยนไปลมปราณในร่างของพวกเขาถูกปลดปล่อยออกมาจนถึงขีดสุดแล้วชกออกไปต้านทานฝ่ามือที่พุ่งเข้ามา

            เสียงระเบิดดังกึกก้องไปทั่วอากาศ ทุกสายตาต่างจับจ้องมาที่พวกเขาเหล่าฝูงชนแอบคิดในใจว่า เด็กหนุ่มคนนี้แข็งแกร่งเกินไปอันธพาลสาวคนนี้ต้องแย่แน่ๆ ที่ยั่วยุเขา โดยไม่คิดถึงผลที่จะตามมา

            “ไสหัวไป!”

            หลินเฟิงตะคอกอย่างเกรี้ยวกราด เขาก้าวเท้าไปข้างหน้าอีกครั้ง ทันใดนั้นแปดฝ่ามือพิฆาตก็ปกคลุมไปทั่วอากาศลมปราณที่แผ่ออกมาช่างไร้เทียมทาน

            “ตูม!!! ตูม!!!”

            ร่างของผู้คุ้มกันทั้ง 2 คนกระเด็นไปในอากาศก่อนจะตกลงมากระแทกกับพื้นอย่างรุนแรง ทำให้ผู้คนต่างตกตะลึงเด็กหนุ่มคนนี้เป็นเพียงผู้เยาว์ที่อายุแค่ 16 - 17 ปีเท่านั้น แต่พลังของเขากลับแข็งแกร่งมากกล่าวได้ว่าเด็กคนนี้ก็คืออัจฉริยะ ดูเหมือนว่านอกเมืองหลวงก็เต็มไปด้วยเสือซุ่มมังกรซ่อน

            หญิงสาวจ้องมองไปยังผู้คุ้มกันที่นอนกองอยู่บนพื้นด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ

            “นี่เจ้า...” นางชี้นิ้วไปทางหลินเฟิงก่อนจะพบว่าหลินเฟิงได้เดินเข้ามาใกล้นางแล้ว ด้วยความกลัวนางจึงกลืนคำพูดของตัวเองลงคอ

            “ตอบคำถามของข้าเจ้าบอกว่าข้าไม่มีคุณสมบัติที่จะพูด แล้วตัวเจ้าล่ะมีไหม?”

             หลินเฟิงถามผู้หญิงคนนั้นเสียงเข้ม ในขณะที่ดวงตาก็ฉายแววเย็นชาออกมาเขาไม่ชอบรังแกคนอื่น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทนให้คนอื่นมาดูถูกเขา

            หลินเฟิงรู้ว่าดีว่าผู้หญิงอันธพาลที่ไร้มารยาทเช่นนางแล้วใช้เหตุผลอะไรมาอธิบายก็คงจะไม่ได้ หากเขาถอย นางก็จะยิ่งดูถูกข่มเหงเขามากขึ้นอยากจะให้เขาตบปากตัวเอง? อยากจะทำร้ายใบหน้าของจิ้งหยุนให้เสียโฉม??? คิดว่าหลินเฟิงจะปล่อยไปง่ายๆ ขนาดนั้นหรือ???

            ในเมื่อมันไม่ถูกต้องก็ต้องลุกขึ้นมาต่อต้าน

            หลินเฟิงไม่ใช่คนที่ใครจะเข้ามากลั่นแกล้งได้ง่ายๆ เขาพร้อมที่จะต่อต้านทุกคนหากว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม

            “เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร?”

            หญิงสาวคนนั้นถูกลมปราณของหลินเฟิงกดข่ม จนต้องก้าวถอยหลังไปทีละก้าวในใจของนางแอบเกลียดชังตัวเองที่ไม่พาผู้คุ้มกันที่เก่งกว่านี้มา

            แน่นอนว่านั่นก็เป็นเพราะนางไม่คิดว่าจะมีใครกล้าต่อต้านนางเหมือนกับหลินเฟิง

            “เจ้าจะเป็นใครแล้วมันเกี่ยวอะไรกับข้า?” หลินเฟิงยิ้มอย่างเย็นชา “ก็แค่สวะที่อาศัยบารมีของครอบครัวมาข่มเหงรังแกคนอื่นเจ้าชี้หน้าด่าคนอื่นว่าไม่มีคุณสมบัติที่จะพูด แล้วยังคิดที่จะตบคนอื่นแต่กลับไม่รู้ว่าถ้าพยายามที่จะตบหน้าใครบางคนที่เจ้าไม่รู้จักเจ้าก็อาจจะถูกตบกลับมาได้”

            “ตบหน้าข้า? เรื่องตลกอะไรกัน ไม่มีใครกล้าที่จะตบหน้าข้า”หญิงสาวกล่าวอย่างเย็นชา

            “จริงเหรอ?” หลินเฟิงแสยะยิ้มอย่างชั่วร้าย “เช่นนั้นคงเป็นเกียรติที่ข้าจะได้ตบหน้าเจ้าเป็นคนแรก”

            “เจ้ากล้า?” หญิงสาวจ้องมองด้วยความโกรธและกล่าวต่อไปว่า“ถ้าเจ้ากล้าสัมผัสข้า เจ้าไม่ตายดีแน่”

            “บางคำพูดก็ไม่สามารถพูดออกมาได้และในเมื่อพูดออกมาแล้วก็มีราคาที่ต้องจ่าย เจ้าคงไม่ลืมประโยคที่เพิ่งพูดออกมาเมื่อกี้หรอกนะ?” สีหน้าของหลินเฟิงยังคงเย็นชาขณะก้าวเท้าไปหานางอีกก้าว “เรื่องบางอย่างก็เป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำและในเมื่อได้ทำมันแล้ว ก็ต้องแบกรับผลที่จะตามมา เจ้าอยากให้ข้าตบปากคัวเองงั้นข้าก็จะตบปากเจ้า”

            “เจ้ากล้า?” หญิงสาวคนนั้นถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา

            “ทำไมจะไม่กล้า?” ในที่สุดหลินเฟิงก็เดินมาถึงตัวของหญิงสาวเขาเงื้อมือขึ้นในอากาศ

            “หยุดมือ”

            ทันในนั้นก็มีเสียงใสๆ ดังแทรกขึ้นมา

            ผู้คนต่างหันไปมองทางต้นเสียง บนชั้นสามมีสตรีที่งดงามผู้หนึ่งกำลังเยื้องย่างลงมาอย่างสง่างามนางสวมชุดกระโปรงสีฟ้าสดใส และในอ้อมกอดก็ยังถือพิณกู่ฉินเอาไว้ท่าทางสูงส่งของนางทำให้ผู้คนไม่กล้าดูหมิ่น

            หลายคนต่างจับจ้องไปที่นาง ในใจก็นึกตกตะลึงขึ้นมา นางคือเจ้าของร้านอาหารชิงซินแห่งนี้ช่างสมชื่อจริงๆ ความงดงามของนางทำให้จิตใจของพวกเขารู้สึกสงบ

            หญิงสาวคนนี้ดูหยิ่งทะนงและยังเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ในแบบผู้ใหญ่ทำให้ชายใดไม่อาจละสายตาไปจากนางได้เลย

            “ดูเหมือนว่าการต่อสู้จะยังไม่เกิดขึ้น”

            หลายๆ คนแอบคิดในใจอยู่เงียบๆ ว่า สาวงามนางนี้กำลังออกหน้าช่วยเหลือหญิงสาวผู้หยิ่งยโสคนนั้นอยู่แม้ว่าฝูงชนจะไม่ชอบนาง แต่เมื่อนึกถึงสถานะของหญิงสาวจอมยโสคนนี้กับชิงซินที่ปรากฏตัวขึ้นมาแล้ว พวกเขาจึงได้แต่เงียบ

            ในตอนนั้นเองหลินเฟิงก็หันกลับไปมองชิงซิน นางอายุราวๆ 20 ปี เป็นสตรีที่มากไปด้วยเสน่ห์ในแบบผู้ใหญ่

            แต่ดวงตาของหลินเฟิงก็ไม่แสดงความหวั่นไหวออกมาเลยสักนิดแม้ว่าชิงซินจะงดงามมาก แต่ถ้าเทียบกับเมิ่งฉิงแล้วยังด้อยกว่าอยู่ดี ประกอบกับหลินเฟิงอยู่กับเมิ่งฉิงมาหลายวันแล้วดังนั้นภูมิต้านทานสาวงามของเขาจึงสูงมาก

            “มีปัญหาอะไรหรือ?” หลินเฟิงถามอย่างเย็นชาราวกับไม่แยแสในความงามของนาง

            ชิงซินเห็นดวงตาเฉยเมยของหลินเฟิงก็แอบแปลกใจอยู่เล็กน้อยไม่ว่าใครก็ตามที่เห็นนาง ล้วนแล้วแต่ตกตะลึงทั้งนั้นน้อยครั้งมาที่จะมีคนเฉยชาแบบเขาปรากฏตัว

            “เจ้าไม่ควรแตะต้องนาง”

            หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและอ่อนโยน แต่ในน้ำเสียงที่อ่อนโยนกลับแฝงไปด้วยความหยิ่งทระนงราวกับว่าเพียงแค่นางเอ่ยปากหลินเฟิงก็ต้องยอมตกลง

            “นั่นคือคำสั่ง?” หลินเฟิงขมวดคิ้วและกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นยิ่งกว่าเก่า

            เมื่อชิงซินได้ยินที่หลินเฟิงพูด มันทำให้นางประหลาดใจแต่ทันใดนั้นนางก็ยิ้มและกล่าว “ไม่ มันไม่ใช่คำสั่ง”

            “อย่างน้อยก็เห็นแก่หน้าข้าเรื่องนี้จบลงแต่เพียงเท่านี้เถอะ ได้ไหม?”

            “ข้าเข้าใจ” หลินเฟิงกระตุกยิ้มที่มุมปาก จากนั้นก็ถามต่อไปว่า“พวกเรารู้จักกันไหม?”

            “หืม?” ชิงซินจ้องมองไปที่หลินเฟิง จากนั้นก็ยิ้มอย่างอ่อนโยนและกล่าวว่า“พวกเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่…”

             “ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน” หลินเฟิงกล่าวแทรกชิงซิน “ในเมื่อไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แล้วทำไมข้าต้องเห็นแก่หน้าเจ้าด้วย?”

            คำพูดของหลินเฟิงทำให้ผู้คนตกตะลึง ชายหนุ่มคนนี้ก้าวร้าวเกินไปแล้ว!เขาพูดอย่างนั้นกับชิงซินได้อย่างไร? ทั้งๆ ที่นางงดงามขนาดนี้

            เห็นได้ชัดว่าหลินเฟิงไม่รู้ว่าทุกคนกำลังคิดอะไรอยู่ และกล่าวต่อไปว่า “ตอนที่นางลงมือทำร้ายสหายของข้า ก็ไม่เห็นว่าเจ้าปรากฏตัวออกมาเลยนี่ถูกไหม?”

            “ตอนที่นางสั่งให้คนอื่นตบปากตัวเองแม้กระทั่งสั่งให้ข้าตบปากของตัวเอง เจ้าก็ไม่ออกมาเช่นกันใช่ไหม?” หลินเฟิงถามต่อไปอีกทำให้ชิงซินพูดไม่ออก

            “ตอนที่นางหยิ่งผยอง ดูถูกคนอื่นและยังคิดที่จะตบพวกเรา เจ้าไปอยู่ไหน??? แต่พอพวกเราตอบโต้กลับไปบ้างเจ้าก็ปรากฏตัวขึ้นมา เมื่อเป็นแบบนี้แล้วเจ้ายังจะให้ข้าเห็นแก่หน้าเจ้าอยู่อีกไหม?”

            คำพูดของหลินเฟิงดังไปทั่วร้านอาหาร ทำให้ทุกคนอึ้งจนพูดไม่ออก แต่ในใจก็คิดตามคำพูดของหลินเฟิงเมื่อสักครู่พวกเขามัวแต่หลงใหลในความงามของนางจนลืมสิ่งที่เกิดขึ้นไปอีกทั้งคำพูดที่หลินเฟิงกล่าวพวกเขาก็เองหาอะไรมาปฏิเสธมันไม่ได้

            ทำไมนางถึงเพิ่งออกมาตอนนี้? ทำไมนางไม่ออกมาตอนที่หญิงสาวผู้หยิ่งยโสคนนั้นกลั่นแกล้งผู้คน?

            คำพูดของหลินเฟิงราวกับเป็นการตบหน้าชิงซิน

            “มนุษย์ต้องมีชีวิตอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี!”

            หลินเฟิงกวาดสายตามองไปที่ฝูงชน แล้วเผยรอยยิ้มอย่างภาคภูมิขึ้นมาก่อนจะหันไปตวัดฝ่ามือตบหน้าหญิงสาวผู้ยโสคนนั้น

            เพียะ!

            ช่างเป็นเสียงตบที่เฉียบขาดมาก!