ใช้ชีวิตสงบสุขนานถึงแปดเดือน ในที่สุดก็จะถึงเวลาที่นางรอคอยแล้ว บอกจือเหลียงและสองสาวใช้ให้จัดเตรียมข้าวของเอาไว้ให้เรียบร้อย แต่ยังมิได้บอกผู้ใดอื่นอีก ไม่คาดว่าจะได้จดหมายอย่างไม่คาดคิด
“นายหญิงเว่ยมีจดหมายผูกลูกธนูยิงเข้ามาในป่าส่งถึงท่านเจ้าค่ะ” เพราะก่อนหน้านี้มีคำสั่งว่าหากมีธนูยิงเข้ามาแล้วมีข้อความว่าคิดถึงต้องส่งให้ถึงมือนายหญิงเว่ย จึงได้เก็บมาส่งให้นายหญิงอย่างไม่รอช้า
ซูเจินเลิกคิ้วก่อนจะรับเอาลูกธนูกับกระดาษมา “ขอบใจ”
เมื่อส่งให้ถึงมือแล้วนางก็ล่าถอยไป
ซูเจินเปิดออกดูเห็นกระดาษซ้อนกันมาสองแผ่น แผ่นแรกเป็นเหมือนเทียบเชิญหรือจดหมายแนะนำ หรือใบสมัครอะไรสักอย่าง ส่วนอีกใบเป็นข้อความที่เขียนด้วยลายมือสวยงามหนักแน่นเป็นระเบียบ
คิดถึง
ไม่ทราบว่าแม่นางยังจำข้าได้หรือไม่? ครั้งนั้นต้องขอบคุณเจ้าที่ให้ความช่วยเหลือ น้องชายข้าปลอดภัยดี ปีนี้สำนักสวรรค์จะทำการสมัครสอบที่เมืองหลวงแคว้นหนานเจียง เห็นเจ้าอายุยังน้อยไม่รู้ว่าเจ้าสนใจหรือไม่ หากสนใจก็ใช้เทียบเชิญที่ข้าส่งไปให้ การสมัครเข้มงวดมากหากใช้เทียบเชิญนี้ในการสมัครจะสามารถลดขั้นตอนได้หลายอย่าง
ฮุ่ยเว่ย
ซูเจินเห็นเขาเขียนคำว่าคิดถึงตัวเล็กจ้อยทั้งยังอยู่ซะมุมกระดาษก็อดขำไม่ได้ ตัวเล็กเพียงนี้ดีนะที่คนของนางสามารถมองเห็นได้ มิเช่นนั้นก็คงไม่มาถึงมือนางแน่ คงคิดว่าเป็นรหัสกระมังจึงจำใจเขียนมา
พลิกดูกระดาษใบนั้นอีกครั้งก็พบว่าเป็นเทียบเชิญจริงๆ ตอนแรกนางตั้งใจจะไปสมัครแบบธรรมดา แต่เขาอุตส่าห์มีน้ำใจหาเทียบเชิญมาให้ก็ต้องใช้อยู่แล้ว
สำนักสวรรค์เป็นสำนักศึกษาใหญ่ที่มีมาตั้งแต่ตอนที่ซูซูยังมีชีวิตอยู่ จนตอนนี้ก็ก่อตั้งมาพันกว่าปี เป็นสำนักฝึกฝนวิชาทั้งยุทธ์และเวท นอกจากนั้นยังมีสาขาปรุงยาอีกด้วย รับสมัครผู้มีพรสวรรค์ตั้งแต่อายุสิบขวบจนถึงยี่สิบปี มีเงื่อนไขอยู่ข้อเดียวก็คือจะต้องเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับสีเหลืองขั้นต่ำขึ้นไป และผู้ฝึกเวทต้องไม่ต่ำกว่าระดับสามขั้นต่ำ
การจะบ่มเพาะพลังจนถึงขั้นนั้นก่อนอายุยี่สิบนับว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์อย่างยิ่ง การสอบของสำนักสวรรค์ได้ยินว่าเข้มงวดมาก แต่ละปีมีผู้สอบผ่านน้อยมากๆ และยังมีผู้เสียชีวิตระหว่างการสอบจำนวนไม่น้อย ส่วนการสอบสาขาปรุงยานั้นค่อนข้างพิเศษกว่าสาขาอื่น และยังดูปลอดภัยกว่ามาก ไม่เคยได้ยินว่ามีคนตาย แต่มีผู้ไม่ผ่านคุณสมบัติมากมาย
ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะผู้ปรุงยาเป็นทรัพยากรที่มีค่ามาก จึงไม่อยากให้เสี่ยงอันตรายมากนัก กลัวจะสูญเสียผู้มีพรสวรรค์โดยเปล่าประโยชน์
แม้จะเข้ายากแต่ก็ได้รับผลประโยชน์มากมายหากสามารถเข้าไปได้ ที่นางอยากจะสอบเข้าสำนักศึกษาแห่งนี้ ก็เพราะว่าความทรงจำของซูเจินนั้นเคยมีความปรารถนาจะสอบเข้าเป็นศิษย์ที่นี่ แต่ก็ต้องพลาดหวังเมื่อต้องสวมเกาะเข้าสู่สนามรบแทน
เสมือนมีบางอย่างติดค้างอยู่ในใจ สลัดอย่างไรก็มิออก ดังนั้นนางจึงตัดสินใจที่ที่จะทำตามความตั้งใจเดิมให้ลุล่วง อย่างไรตอนนี้นางก็เพิ่งจะครบสิบหกปีเต็ม ชีวิตยังอีกยาวไกล อีกทั้งหมดห่วงเรื่องของซูซูแล้ว นางก็สามารถเริ่มต้นใช้ชีวิตของตนเองได้
เทียบเชิญของสำนักสวรรค์จะส่งมอบให้แก่ผู้ที่มีพรสวรรค์ล้ำเลิศจากทั้งห้าแคว้น ส่วนมากจะตกอยู่ในมือของเชื้อพระวงศ์ ครอบครัวขุนนางและเหล่าเศรษฐีที่มีทรัพยากรในการบ่มเพาะมากกว่า น้อยนักจะถึงมือของชาวบ้านธรรมดา นอกเสียจากว่ามีฝีมือจนเป็นที่โจษจันจริงๆ
แต่อย่างว่าขนาดชนชั้นสูงพวกนั้นก็ยังมีโอกาสน้อยนิดและต้องใช้ความพยายามอย่างมากกว่าจะได้มา คนธรรมดาก็ได้แต่ฝันแล้ว
สำนักสวรรค์ไม่ใช่สำนักศึกษาแห่งเดียวในทวีปนี้ แต่เป็นสำนักศึกษาที่ใหญ่ที่สุด จึงไม่แปลกที่มีแต่ผู้ต้องการเข้าสำนักนี้มากที่สุด
ของเช่นนี้ก็ยังหามามอบให้นางได้ สมแล้วที่เป็นถึงชินอ๋องแคว้นหนานเจียง นางต้องการเปิดสำนักข่าว แน่นอนว่าข่าวแรกๆที่นางสั่งให้สืบคือชายที่ชื่อฮุ่ยเว่ยผู้นั้น ฮุ่ยเว่ยที่มีความจำเป็นต้องใช้ยาถอนพิษเก้าจันทรา ทั่วทั้งห้าแคว้นมีเพียง ‘เจิ้นฮุ่ยเว่ย’ ชินอ๋องผู้นั้นผู้เดียว
และแน่นอนว่าน้องชายผู้ถูกพิษที่นางขออุ้มนั้นก็คือ ฮ่องเต้เจิ้นเจี่ยเจิง แห่งแคว้นหนานเจียง มิน่าเล่าวันนั้นเขาถึงทำหน้าตาประหลาดนักตอนนางขออุ้มน้องชายสักครั้ง
น่าขายหน้าจริงๆ
“จือเหลียงปีนี้เจ้าอายุเท่าไหร่?”
จือเหลียงเงยหน้าขึ้นมองนายหญิง “ปีนี้ย่างยี่สิบขอรับ”
“หืม เจ้ายังไม่ยี่สิบปีเต็มหรือ”
“ขอรับ มีอันใดหรือขอรับ?” จือเหลียงถามกลับอย่างงุนงง
“เปล่า ข้านึกว่าเจ้าจะอายุมากกว่านี้” ซูเจินตอบตามความจริง นางมองจือเหลียงอย่างพิจารณา “จือเหลียง เจ้าสอบเข้าสำนักพร้อมกับข้าดีหรือไม่?”
“ให้ข้าเข้าไปในฐานะบ่าวคอยรับใช้ท่านดีกว่าขอรับ” แม้เขาจะซาบซึ้งในน้ำใจของนายหญิง แต่คิดว่าคอยรับใช้นายหญิงจะดีกว่า
“เจ้าก็อย่าตัดโอกาสตนเองนักเลย เข้าไปในฐานะศิษย์คนหนึ่งก็สามารถรับใช้ข้าได้เช่นกัน เอาไว้เจ้าสอบไม่ผ่านแล้วค่อยเข้าไปในฐานะบ่าวทีหลังก็ได้ไม่ใช่หรือ?” ซูเจินเห็นจือเหลียงทำหน้าคิดหนักก็เอ่ยต่อ “ลองดูก็ไม่เสียหายนะ เจ้าลองคิดดูว่าฐานะบ่าวกับศิษย์คนหนึ่งของสำนัก ฐานะใดสามารถปกป้องคุ้มครองให้ความช่วยเหลือข้าได้มากกว่ากัน”
จือเหลียงคิดไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งก็เห็นด้วยกับนายหญิงกล่าว หากเกิดเหตุไม่คาดฝันตึงมือเกิดขึ้นจริงๆ ฐานะของศิษย์ย่อมมีน้ำหนักมากกว่า อีกทั้งยังสามารถนับทรัพยากรส่วนของตนมอบให้กับนายหญิงได้หากนายหญิงต้องการอีกด้วย
“เช่นนั้นข้าจะลองเข้าสอบดูขอรับ”
“ดีมาก” ผู้เป็นนายยิ้มกว้าง แล้วหันไปหาสองสาวใช้อีกด้าน “พวกเจ้าสองคนก็เข้าสอบด้วยกันเสียเลยก็แล้วกัน”
หนิงจูกับเสวี่ยซูมองหน้ากันด้วยตาเป็นประกาย “พวกข้าด้วยหรือเจ้าคะ”
“ถูกต้อง ไปสอบด้วยกันทั้งสี่คนนี่แหละ พวกเจ้าต่างผ่านเงื่อนไขเรื่องวรยุทธ์อยู่แล้วมิใช่หรือ เหลือเพียงสอบให้ผ่านเท่านั้น ไม่น่ามีปัญหาอันใดนี่”
“เจ้าค่ะ/เจ้าค่ะ” พวกนางทั้งคู่มีวรยุทธ์ขั้นสูงสีเหลือง ผ่านเงื่อนไขอย่างสบาย แต่ที่พวกนางถามซ้ำก็เพราะไม่คิดว่าพวกนางจะได้เข้าสอบด้วยจริงๆ แม้จะแอบมีความหวังนิดๆตอนที่นายหญิงคุยกับท่านจือเหลียงเมื่อกี้ก็เถอะ
สองสาวใช้รีบยิ้มประจบ เข้ามาบีบนวดซ้ายขวาไม่ห่าง
ตกบ่ายนายหญิงก็เรียกทุกคนในหมู่บ้านมารวมกัน นายหญิงเว่ยกับนายหญิงเฉินพูดคุยกันสองคนอยู่นานจึงออกมาที่ลาน นายหญิงเฉินเดินตามหลังมาด้วยสีหน้างอง้ำ คาดว่าคงเป็นเพราะไม่อาจห้ามปราบนายหญิงเว่ยได้เช่นเดิม
ซูเจินชี้แจงให้ทุกคนในหมู่บ้านทราบเรื่องการสอบของสำนักศึกษาสวรรค์ หากผู้ใดถึงเกณฑ์ผ่านเงื่อนไขการสมัคร และมีความต้องการจะเข้าร่วมการสอบนางก็อนุญาต
แต่อยู่ในเงื่อนไขคือครอบครัวจะต้องอนุญาต และต้องกินยาพิษสองตัว ตัวที่หนึ่งเป็นยารักษาสัจจะ ห้ามแพร่งพรายเรื่องเกี่ยวกับหมู่บ้านโดยเด็ดขาด หากฝ่าฝืนจะถูกพิษเล่นงานตายทันที ตัวที่สองคือยาปิดกั้นวิญญาณ ป้องกันการถูกเวทบังคับล้วงข้อมูลจากความทรงจำ ยานี้มีผลกระทบคือหากไม่ได้ยาเสริมบางชนิดในเวลาที่กำหนด ความทรงจำจะถูกบิดเบือนไปจากเดิมถาวร
ดังนั้นจึงจำเป็นต้องกลับมาเอายาที่หมู่บ้านทุกปี หากตัดสินใจจะอยู่ที่หมู่บ้านดังเดิมนางก็จะมอบยาถอนพิษทั้งคู่ให้
แน่นอนว่าหากต้องการเข้าสำนักอื่นก็ได้ หรืออยากจะทำอย่างอื่นก็ได้ แต่ให้สิทธิ์ผู้เยาว์ในเงื่อนไขเดียวกับการสอบเท่านั้น นอกจากนี้ผู้ที่ต้องออกจากหมู่บ้านไม่ว่าด้วยเหตุอันใดก็ต้องกินยาพิษสองตัวนี้เช่นกัน หากเสร็จสิ้นภารกิจแล้วต้องกลับเข้าหมู่บ้านทันที ข้อนี้แตกต่างจากกลุ่มแรก หากต้องการย้ายออกก็ให้ใช้กฎเดิมคือต้องกินยาลืมเลือน
หากผู้ใดต้องการจะออกไปให้เตรียมตัวแล้วมาเจอกันที่ลานวันพรุ่งนี้ในยามเฉิน ออกเดินทางพร้อมกันกับพวกนาง
ซูเจินสั่งให้เฮยหลงเข้าร่วมการสอบครั้งนี้ด้วย และให้เขาเลือกในจำนวนพี่น้องออกมาอีกเก้าคน ให้กระจายเข้าสอบตามสำนักมีชื่ออื่นๆ จุดมุ่งหมายที่แท้จริงของนางก็คือต้องการให้พวกเขาแทรกซึมเข้าไปให้ทั่ว แบบนี้จะสามารถสืบข่าวและสร้างเครือข่ายได้กว้างขวางและครอบคลุม
ซูเจินกล่าวทิ้งท้ายก่อนจะสั่งให้แยกย้าย “ใต้หล้ากว้างใหญ่นัก ไปเปิดหูเปิดตาเสียบ้างอย่าเอาแต่ขดตัวอยู่ในหมู่บ้านเช่นนี้ เด็กๆยังมีชีวิตอีกยาวไกล ให้พวกเขาได้เรียนรู้โลกภายนอกและได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่”