ณ บริเวณป่าที่อยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวงของอาณาจักรมนุษย์
“นายท่าน พวกเราต้องเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์หรือไม่เจ้าค่ะ ?” ฉิงเหม่ยกล่าวถามในทันทีที่นางปรากฏตัวขึ้นข้างหวังเหว่ย
“ไม่ต้องหรอกพวกเราเพียงแค่ปรับลดระดับเลเวลลงเหลือ41ก็พอแล้ว”
“เจ้าค่ะนายท่าน”
หลังจากกล่าวจบทั้งสองคนได้ปรับลดระดับเลเวลลงเหลือ41 และเริ่มเดินทางเข้าเมืองหลวงของอาณาจักรมนุษย์ในทันที
เมืองหลวงของอาณาจักรมนุษย์เป็นเมืองขนาดใหญ่ที่มีความเจริญรุ่งเรืองรองลงมาจากเมืองหลวงของอาณาจักรเทพวิหก ถนนภายในเมืองถูกปูด้วยหินแกรนิตสีเทา มีร้านค้า โรงเตี้ยมรวมถึงร้านอาหารอยู่มากมายภายในเมือง ทางสัญจรคับคั่งไปด้วยผู้คนและรถม้าที่เบียดเสียดกัน
เวลาผ่านไปสามสิบนาที หลังจากที่ทั้งสองเดินเที่ยวชมดูเมืองจนพอใจ ฉิงเหม่ยได้กล่าวขึ้นว่า “พวกเราจะไปที่ไหนกันดีเจ้าค่ะ ?”
“อืม... ข้าว่าจะหาซื้อร้านอาหารที่กำลังจะปิดกิจการสักร้านหนึ่งมาเปิดต่อ พวกเราจะได้ไม่ต้องเหนื่อยจัดเตรียมอะไรกันมากนัก”
“ภายในเมืองหลวงที่มีผู้คนมากมายเช่นนี้จะมีร้านอาหารที่อยากปิดกิจการด้วยหรือเจ้าค่ะ !?”
“อ่า... นั่นสิ ข้าลืมนึกถึงเรื่องนี้ไปเลย หรือเราควรจะไปทำให้ร้านไหนหายไปสักร้านดีล่ะ !”
“นายท่านอย่าทำตัวเป็นเด็กไม่ดีนะเจ้าค่ะ ไม่งั้นข้าจะเอาเรื่องที่นายท่านชอบไปวิ่งเล่นไล่จับกับกระต่ายไปบอกกับทุกคนเจ้าค่ะ !” ฉิงเหม่ยทำแก้มของนางพองขึ้นเล็กน้อยขณะกล่าว
“โอ้! ร้านอาหารร้านนั้นดูเงียบเหงาน่าดู บางทีเราอาจจะพอติดต่อขอซื้อจากเขาได้” หวังเหว่ยรีบเปลี่ยนเรื่องพูดคุยโดยการชี้ไปที่ร้านอาหารร้านหนึ่งที่ดู... เงียบเชียบผิดปกติ
“จริงด้วยเจ้าค่ะ หรือร้านนี้จะมีสิ่งลี้ลับบางอย่างที่ทำให้ผู้คนกลัวเจ้าค่ะ !” ฉิงเหม่ยกล่าวด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยสู้ดี
“ฮ่าๆ บางทีอาจจะมีเรื่องน่าสนใจก็ได้นะ พวกเราลองเข้าไปถามเจ้าของร้านดูดีกว่า” หวังเหว่ยกล่าวขณะเดินเข้าไปภายในร้านอาหารที่ดูเงียบเหงา
หญิงวัยกลางคนที่เป็นเจ้าของร้านได้ลุกจากเก้าอี้ของนางและเดินเข้ามาต้อนรับหวังเหว่ยและฉิงเหม่ยในทันทีที่เห็นทั้งสองเดินเข้ามาภายในร้าน “เอ่อ คือ... ข้าต้องขออภัยท่านทั้งสองด้วยเจ้าค่ะ ร้านอาหารของเรากำลังจะปิดบริการเนื่องจากขาดแคลนวัตถุดิบมาใช้ประกอบอาหารเจ้าค่ะ”
“ขาดแคลนวัตถุดิบ! เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ ?” หวังเหว่ยกล่าวถาม
หญิงวัยกลางคนได้มีสีหน้าเศร้าหมองลงหลังจากได้ยินคำถามของหวังเหว่ย “ตั้งแต่เผ่าพันธุ์วิหคประกาศสงครามกับเผ่าพันธุ์มังกร เหล่านักล่าสัตว์ก็เริ่มออกไปล่าสัตว์กันน้อยลง ทำให้วัตถุดิบต่างๆมีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งการขนส่งสินค้าเช่นปลาทะเลและเนื้อสัตว์หายาก ที่ต้องขนส่งมาจากต่างเมืองก็ยังถูกดักปล้นโดยเหล่าโจรภูเขา ทำให้ในตอนนี้ร้านอาหารภายในเมืองต่างพากันเริ่มปิดกิจการเนื่องจากไม่สามารถสรรหาวัตถุดิบมาใช้ประกอบอาหารได้ตามที่ต้องการเจ้าค่ะ”
"อืม ผู้คนคงหวาดกลัวเผ่าพันธุ์วิหคและชาวเผ่าพันธุ์มังกรหันมาระบายโทสะใส่พวกเขากันสินะถึงได้ไม่ยอมออกไปจากเมืองกัน ส่วนเรื่องของกลุ่มโจรภูเขา... หลังจากสงครามจบลง ก็คงจะได้เวลาที่ข้าจะสะสางปัญหาเรื่องของพวกเขาให้เสร็จสิ้นเสียที" หวังเหว่ยคิดในใจ
“ขอบคุณที่เล่าให้ข้าฟังขอรับ เช่นนั้นข้าขอซื้อร้านอาหารแห่งนี้ได้หรือไม่ขอรับ ?” หวังเหว่ยกล่าวถามด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“ซื้อร้านของข้า! คุณชายท่านแน่ใจแล้วหรือ ?”
หวังเหว่ยพยักหน้าตอบรับคำกล่าว “ข้าแน่ใจขอรับ หากท่านต้องการจะขายร้านของท่าน ท่านสามารถกำหนดราคามาได้เลยขอรับ”
“ตกลง ข้าตกลงขายร้านของข้า! ส่วนเรื่องราคา... หากเป็นเวลาปกติร้านของข้าจะมีราคาประมาณสามแสนเหรียญทอง แต่ในตอนนี้ข้าขายให้ท่านเพียงสองแสนเหรียญทองเท่านั้นเจ้าค่ะ... ”
“สามแสนเหรียญทองก็ได้ขอรับ ราคานี้ข้าจ่ายไหว” หลังจากกล่าวจบหวังเหว่ยได้นำแหวนมิติที่บรรจุเหรียญทองเอาไว้สามแสนเหรียญออกมามอบให้กับหญิงวัยกลางคน
“คะ คุณชายโปรดรอข้าสักครู่ข้าจะไปนำใบกรรมสิทธิ์ที่ดินมามอบให้กับท่าน” หลังจากกล่าวจบ หญิงวัยกลางคนได้รีบวิ่งเข้าไปทางด้านหลังร้านในทันที“นายท่านอยากเปิดร้านอาหารจริงๆหรือเจ้าค่ะ ?” ฉิงเหม่ยกล่าวถาม หลังจากหญิงวัยกลางคนเดินเข้าไปหลังร้านแล้ว
“ฮ่าๆ เจ้าเองก็รู้ว่าพวกเรามีวัตถุดิบมากมายเช่นสัตว์ป่า ปลา พืชผักและผลไม้นานาชนิดอยู่ภายในมิติแดนอสูรของพวกเรา ยกเว้นกระต่ายนะพวกมันเป็นเพื่อนข้า !” หวังเหว่ยกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
ฉิงเหม่ยได้ยิ้มออกมาหลังจากได้เห็นท่าทางของหวังเหว่ย “ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ เช่นนั้นข้าจะช่วยนายท่านดูแลร้านอาหารเองเจ้าค่ะ”
“ฮ่าๆ ต้องแบบนี้สิถึงสมกับเป็นเจ้า ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ข้าอยากจะทำ ข้าอยากจะลองสร้างอุปกรณ์วิเศษที่ใช้เคลื่อนย้ายวัตถุสิ่งของต่างๆ ไปยังสถานที่ต่างๆได้อย่างรวดเร็วผ่านทางห้วงมิติ แต่ในตอนนี้ข้ายังคิดไม่ออกว่าจะสร้างอะไรดี”
“อืม... เช่นนั้นนายท่านลองประยุกต์สิ่งที่นายท่านคิดรวมเข้ากับอุปกรณ์วิเศษกระจกสื่อสารระยะไกลดีหรือไม่เจ้าค่ะ นอกจากจะสื่อสารกันได้แล้วยังสามารถใช้เคลื่อนย้ายวัตถุสิ่งของได้อีกเจ้าค่ะ !” ฉิงเหม่ยกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“โอ้! นี่เป็นความคิดที่ดีมาก ขอบใจเจ้ามากฉิงเหม่ย หลังจากกลับเข้าไปภายในมิติแดนอสูรข้าจะลองสร้างสิ่งนี้ดู !”
“ข้าดีใจที่สามารถช่วยเหลือนายท่านได้เจ้าค่ะ”
เวลาผ่านไปห้านาที หญิงวัยกลางคนได้เดินออกมาจากข้างหลังร้าน
“นี่คือใบกรรมสิทธิ์ที่ดินเจ้าค่ะ ได้โปรดเก็บรักษาเอาไว้ให้ดีด้วยนะเจ้าค่ะ” หญิงวัยกลางคนกล่าวขณะมอบกล่องขนาดเล็กที่บรรจุใบกรรมสิทธิ์ที่ดินเอาไว้ให้กับหวังเหว่ย
“ข้าเข้าใจแล้วขอรับ” หลังจากกล่าวจบหวังเหว่ยได้มอบแหวนมิติที่บรรจุเหรียญทองเอาไว้สามแสนเหรียญให้กับหญิงวัยกลางคน
หลังจากแลกเปลี่ยนและตรวจดูสิ่งของกันเสร็จเรียบร้อยหญิงวัยกลางคนได้กล่าวขึ้นว่า “ในเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้ว ข้าขออวยพรให้คุณชายประสบความสำเร็จในการค้าขายนะเจ้าค่ะ”
“ขอบคุณสำหรับคำอวยพรขอรับ” หวังเหว่ยกล่าวขณะมองหญิงวัยกลางคนเดินออกไปจากร้าน
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง หลังจากหญิงวัยกลางคนออกไปจากร้านแล้วหวังเหว่ยได้เรียกกลุ่มนักสู้หญิงงามทั้ง84คน และเหล่าสัตว์อสูรหญิงร่างมนุษย์100คน ออกมาจากมิติแดนอสูร
“นายท่าน” กลุ่มนักสู้หญิงงามรวมถึงเหล่าสัตว์อสูรหญิงร่างมนุษย์ กล่าวทักทายหวังเหว่ย
“อืม ข้าจะให้พวกเจ้ามาทำงานที่ร้านอาหารแห่งนี้ โดยสลับกันมาทำงานกลุ่มละหนึ่งถึงสองวัน และหลังจากนี้เป็นต้นไปร้านอาหารแห่งนี้จะมีชื่อว่าร้านอาหารหญิงงาม และนี่คือสูตรอาหารที่ข้ายังพอจำได้ สำหรับวัตถุดิบให้พวกเจ้านำออกมาจากมิติแดนอสูร... นอกจากกระต่ายแล้ว พวกเจ้าสามารถใช้วัตถุดิบอื่นได้ทุกชนิด”
“รับทราบเจ้าค่ะนายท่าน” เหล่าหญิงสาวที่งดงามกล่าวขณะรับสมุดจดสูตรอาหารนับร้อยชนิดไปจากมือของหวังเหว่ย จากนั้นพวกนางได้แยกย้ายกันไปทำตามคำสั่งในทันที
เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วโมง ป้ายชื่อของร้านอาหารได้ถูกเปลี่ยนเป็นร้านอาหารหญิงงามเป็นที่เรียบร้อย รวมถึงวัตถุดิบต่างๆก็ได้ถูกนำมาจากมิติแดนอสูรเรียบร้อยแล้วเช่นกัน
“ทุกอย่างพร้อมแล้วเจ้าค่ะนายท่าน” จินฟางกล่าวกับหวังเหว่ย
“โอ้! พวกเจ้าช่างทำงานกันได้รวดเร็วนัก เอาล่ะ นี่ก็ใกล้จะถึงช่วงบ่ายแล้วพวกเรามาเริ่มเปิดร้านกันเลยดีกว่า กุ้ยถิง เจ้าแบ่งกำลังคนออกไปโปรโมทร้านอาหารของเราด้วย”
“รับทราบเจ้าค่ะนายท่าน หลังจากกล่าวจบกุ้ยถิงได้นำทีมพาเหล่าหญิงสาวที่งดงามหลายสิบคนออกตระเวนป่าวประกาศเรื่องร้านอาหารหญิงงามไปทั่วทั้งเมือง ทำให้เหล่าผู้คนมากมายได้มารวมตัวกันที่หน้าร้านอาหารกันอย่างคับคั่ง เนื่องจากเมนูอาหารที่แปลกใหม่และค่าอาหารที่ถูก อีกทั้งยังมีหญิงสาวที่งดงามมากมายทำหน้าที่เสิร์ฟอาหารภายในร้านอีกด้วย !”
“เชิญนั่งก่อนเจ้าค่ะ นี่คือใบเมนูอาหารเชิญสั่งอาหารตามที่ต้องการได้เลยเจ้าค่ะ” ฉิงเหม่ยกล่าวขณะวิ่งวุ่นจนหัวหมุนเพื่อต้อนรับลูกค้าที่เข้ามาทานอาหารจนเนืองแน่นเต็มร้าน หวังเหว่ยได้แสดงสีหน้าพึงพอใจออกมา หลังจากได้เห็นใบหน้าที่อิ่มเอมของผู้ที่มาทานอาหารภายในร้าน
“พี่สาวคนสวยข้าขอสั่งข้าวกระเพราไก่ไข่ดาวจานหนึ่งขอรับ” เด็กชายตัวน้อยกล่าว
“ของข้าขอเป็นส้มตำไก่ย่างและข้าวเหนียวหนึ่งกระติบเจ้าค่ะ” หญิงสาวอีกโต๊ะหนึ่งกล่าว
“พี่สาวคนสวยข้าขอสั่งต้มยำกุ้งน้ำข้นและข้าวสวยร้อนๆขอรับ” ชายหนุ่มคนหนึ่งกล่าวอย่างกระตือรือร้น
“น้องสาวของข้าขอเป็นไส้อั่วย่าง น้ำพริกอ่อง แคบหมู และน้ำพริกปลาทูนะ” ชายวัยกลางคนอีกโต๊ะหนึ่งกล่าว
“สาวๆ เจ้ขอลาบหมูคั่วและชุดผักสดนะ ขอข้าวเหนียวหนึ่งกระติบด้วย” หญิงสาวอีกโต๊ะหนึ่งกล่าว
เวลาผ่านไปสามชั่วโมง วัตถุดิบที่ถูกเตรียมเอาไว้ ได้หายไปจนเกลี้ยงตู้เก็บวัตถุดิบ หวังเหว่ยและฉิงเหม่ยได้มีสีหน้าตกตะลึงเล็กน้อยหลังจากได้เห็นภาพดังกล่าว
“จินฟาง เจ้าไปแจ้งกับลูกค้าว่าในวันนี้ร้านของเราปิดแล้ว เนื่องจากวัตถุดิบหมดและจะเปิดในวันพรุ่งนี้ตามปกติอีกครั้ง”
“รับทราบเจ้าค่ะนายท่าน” หลังจากกล่าวจบจินฟางได้เดินออกจากทางด้านหลังร้านเพื่อไปแจ้งกับเหล่าลูกค้าที่กำลังรอทานอาหารอยู่ในร้าน
“นายท่านเจ้าค่ะ หากเป็นเช่นนี้ต่อไปถึงแม้พวกเราจะมีวัตถุดิบมากมายก็คงจะไม่เพียงพอแน่เจ้าค่ะ... ” ฉิงเหม่ยกล่าว
“อืม... หากวัตถุดิบเหลือน้อยพวกเราค่อยให้เหล่าพวกพ้องของเราไปหาจับมาเพิ่ม อาณาจักรมนุษย์เป็นอาณาจักรที่อุดมสมบูรณ์เรื่องนี้ไม่เป็นปัญหาสำหรับพวกเราแน่นอน”
ฉิงเหม่ยพยักหน้าเห็นด้วย “จริงด้วยเจ้าค่ะ อาณาจักรมนุษย์มีทรัพยากรทางธรรมชาติอยู่มากมาย เรื่องการออกไปหาจับสัตว์ป่าไม่ใช่ปัญหาสำหรับพวกเราอยู่แล้ว”
ณ เมืองหลวงของอาณาจักรเทพวิหค
ในทันทีที่เหล่าสัตว์อสูรของหวังเหว่ยได้ป่าวประกาศสรรพคุณของเม็ดยาสมุนไพรทั้งสามชนิด เหล่าเผ่าพันธุ์วิหคได้พากันเข้ามาทดลองซื้อเม็ดยาสมุนไพรเพื่อนำไปทดลองใช้ และได้ผลตรงตามที่เหล่าสัตว์อสูรของหวังเหว่ยป่าวประกาศทุกประการ ทำให้ร้านค้าวิหคสีขาวโด่งดังไปทั่วเมืองหลวงของอาณาจักรเทพวิหคอย่างรวดเร็ว
ณ สถานที่พักส่วนตัวของจักรพรรดิวิหค
“เจ้าพบอะไรผิดปกติในเม็ดยาสมุนไพรหรือไม่ ?” จักรพรรดิวิหคเคอร์ริแกนกล่าวถามวิหคนักปรุงเม็ดยาสมุนไพรมือหนึ่งของอาณาจักรเทพวิหค
“ทุกอย่างปกติดีขอรับองค์จักรพรรดิ” วิหคนักปรุงเม็ดยาสมุนไพรกล่าว
“เจ้าตรวจสอบทุกอย่างดีแล้วรึ? หากเกิดข้อผิดพลาดกองทัพของเราอาจล่มสลายได้เลย เจ้าเข้าใจเรื่องนี้ดีใช่หรือไม่ ?” ขุนพลวิหคเจ็ตต์กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“ขะ ข้าตรวจสอบดีแล้วขอรับ สำหรับเรื่องที่พวกเขาใช้คนจากเผ่าพันธุ์มนุษย์เป็นคนขายเม็ดยาสมุนไพร ข้าคิดว่าเป็นเรื่องปกติที่นักปรุงเม็ดยาสมุนไพรมากฝีมือเช่นนี้จะมีทาสสักร้อยสองร้อยคนขอรับ” วิหคนักปรุงเม็ดยาสมุนไพรกล่าวตอบ
“เอาล่ะ เจ้าไม่ต้องขู่เข็ญเขาแล้วเจ็ตต์ หากเขายังตรวจไม่พบสิ่งผิดปกติ ก็คงไม่มีใครตรวจพบได้แล้วล่ะ” จักรพรรดิวิหคเคอร์ริแกนกล่าว
“เช่นนั้นเราควรทำเช่นไรขอรับองค์จักรพรรดิ ?” ขุนพลวิหคเจ็ตต์กล่าวถาม
“อืม เราจะปล่อยให้สายลับของเผ่าพันธุ์มังกรมากว้านซื้อเม็ดยาสมุนไพรทั้งหมดไปก่อนเราไม่ได้พวกเจ้ารีบส่งคนไปซื้อเม็ดยาสมุนไพรทั้งหมดที่ภายในร้านค้านั้นมี และหากจำเป็นพวกเราจะเริ่มใช้เม็ดยาสมุนไพรเหล่านี้เพื่อพิชิตอาณาจักรเทพมังกรในทันที !”
“รับทราบขอรับองค์จักรพรรดิ” หลังจากกล่าวจบขุนพลวิหคเจ็ตต์ได้ออกกว้านซื้อเม็ดยาสมุนไพรทั้งหมดภายในร้านค้าวิหคสีขาวในทันที
ณ สถานที่พักส่วนตัวของจักรพรรดิมนุษย์
ในขณะที่จักรพรรดิเสวี่ยซงกำลังตรวจงานเอกสารต่างๆอยู่ พลอยใสได้ปรากฏตัวขึ้นด้านข้างเขา “นายท่านข้าสัมผัสได้ถึงพลังปราณอสูรของคนๆนั้น เป็นไปได้ว่าเขาอาจจะมาถึงเมืองนี้แล้วเจ้าค่ะ !”
จักรพรรดิเสวี่ยซงได้วางเอกสารลงพร้อมกับกล่าวถามพลอยใส “เจ้าแน่ใจแล้วรึ เช่นนั้นเขาอยู่ที่ใด ?”
พลอยใสได้ส่ายหน้าของนางเล็กน้อย “เรื่องนี้ข้ายังไม่แน่ใจเจ้าค่ะ มีของวิเศษบางอย่างที่ช่วยปิดบังตัวตนของเขาเอาไว้ ข้าจึงยังไม่สามารถรับรู้ได้ว่าเขาอยู่ที่ใดเจ้าค่ะ”
“อืม... หวังว่าข้าจะได้พบเจอกับเขาในเร็ววันนี้” จักรพรรดิเสวี่ยซงกล่าวขณะมองไกลออกไป