ตอนนี้ทั้งเซี่ยซีหานและถางเทียนเจี๋ย พวกเขาต่างช่วยกันประคองเคอซวนในการเดินไปที่ประตู ซึ่งด้านหน้ายังมีดวงวิญญาณนางเงือกลอยละล่องอยู่
การที่เซี่ยซีหานและถางเทียนเจี๋ยเดินได้ช้า จนแทบจะต้องทรุดตัวคุกเข่าไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะนี่คือความต่างที่เรียกว่า 'ชนชั้น' ที่มากจนเกินไป
โดยทั่วไปคนของอาณาจักรหมีขาวแดนเหนือ เรียกดวงวิญญาณเงือกขาวว่า 'เทพธิดา' ซึ่งเป็นนามของเทพสตรี มันก็เป็นการอุปมากลายๆ อยู่แล้วว่า สำหรับผู้วิเศษระดับต่ำและชนชั้นนักรบในอาณาจักรชั้นหนึ่งทั้งหลายรอบบริเวณนี้ ต่างมองอำนาจของนางเงือกขาวดุจเทพ
มีช่องว่างที่ใหญ่โตเมื่อผู้วิเศษหรือแม้แต่นักรบที่แข็งแกร่งพบเจอนาง มันราวกับเป็นขุนเขาที่มนุษย์ไม่มีทางข้ามได้
ในผู้แข็งแกร่งระดับสูง เมื่อเขาพบเจอกับตัวตนระดับต่ำ เพียงแค่การจ้องมองก็สามารถฆ่าตัวตนที่มีชนชั้นต่ำกว่ามากได้ ดังนั้นมันจึงมีคำกล่าวที่ว่า 'อย่าจ้องมองเทพ' ในทุกคัมภีร์ของโลกใบนี้
และทั้งเซี่ยซีหานและถางเทียนเจี๋ย ก็ได้รับผลกระทบความต่างของชนชั้นอยู่ สิ่งที่จะทำให้ทั้งสองก้าวข้ามตัวตนแบบนี้ได้มีเพียง การก้าวไปบนเส้นทางของตัวเอง อย่างน้อยๆ ก็ต้องก้าวไปในระดับใกล้เคียง พวกเขาถึงจะสามารถจ้องมองดวงวิญญาณเงือกขาวได้อย่างไม่สั่นกลัว 'อาณาจักรแห่งวิญญาณ' คือเงื่อนไขขั้นต่ำสุดของเส้นทางผู้วิเศษ
ขอบเขต 'ทะเลปราณ' คือเงื่อนไขของนักรบ
แต่ทั้งหมดสองเส้นทางมีจุดยกเว้น หากพวกเขามีศักยภาพด้านจิตใจที่สูงส่ง ใช่แล้วมันคือ 'จิตแห่งราชัน' หากทั้งสองมีมันอย่างแท้จริง ต่อให้เทพปรากฏตรงหน้าทั้งสอง ก็จะไม่ถูกกดข่มจากอำนาจแห่งชนชั้น เซี่ยซีหานและถางเทียนเจี๋ยมีมัน แต่ยังไม่ใช่ระดับที่สูงมากพอจนเรียกว่าจิตแห่งราชันได้
ตอนนี้ทั้งสามเดินมาสัมผัสกายวิญญาณของนางเงือกขาวแล้ว ดูเหมือนนางจะรับรู้ได้ แม้นางจะฮัมเพลง แต่สายตาที่ปิดสนิทเปิดเพียงชั่วครู่เพื่อจดจ้องทั้งสาม ก่อนหลับตาต่อ
นั่นเป็นเพราะมือของเซี่ยซีหานที่สั่นระริก และทั้งถางเทียนเจี๋ยและเคอซวนที่ไม่ต่างกัน ทั้งสามต่างชูเทวรูป 'เทพเจ้าแห่งโชคชะตา' ดวงตาของนางเงือกขาวนางจดมองเทวรูป 'เทพเจ้าแห่งโชคชะตา นางจึงหลับตาไม่สนใจทั้งสามอย่างรวดเร็ว'
แต่อยู่ๆ นางหยุดฮัมเพลง คล้ายกับว่าคิดอะไรได้ นางลืมตาขึ้น ก่อนหันมองทั้งสามอีกครั้ง
'เชี้ย...' เซี่ยซีหานร่ำร้องในใจ ส่วนอีกสองคนก็ไม่ต่างกัน ทั้งสองสบถคำที่คุ้นปากของตัวเอง แต่ละคนต่างกลัวความผิดพลาด ในดินแดนที่หนาวเหน็บแห่งนี้ แต่ตอนนี้ทั้งสามต่างเหงื่อแตกไปทั่วแผ่นหลังของตัวเอง
นางเงือกขาวจดจ้องเทวรูป ก่อนมองจ้องทั้งสาม มืออันใหญ่โตของนางคล้ายพยายามจะแตะสัมผัสรูปปั้น ดวงตามีแววแห่งความเทิดทูนอย่างลึกซึ้ง
ก่อนริมฝีปากของนางจะค่อยๆ ยกยิ้ม
'เชี้ย...' เซี่ยซีหานร่ำร้องอีกครั้ง ด้านหน้า ปากที่ยกยิ้มของนางเงือกขาว นางเผยให้เห็นซีกฟันแหลมที่เรียงตัวกันอย่างไม่เป็นระเบียบ ด้วยใบหน้าราวเทพสร้าง ฟันอันน่ากลัวของนางเงือกขาว ทำใบหน้างดงามแห่งเทพีกลายเป็นภาพสยองขวัญในพริบตา
เคอซวนขาสั่นระริกไม่หยุดอยู่คนเดียว เสียงหัวใจของเคอซวนเต้นดังมาก ตอนที่ดวงวิญญาณเงือกขาวยิ้ม โชคดีที่นางทำแบบนี้ไม่นาน ก่อนที่นางจะม้วนตัวและเริ่มฮัมเพลงอีกครั้ง
การที่นางเงือกขาวเป็นเช่นนี้เพราะในสภาวะวิญญาณที่ถูกปลุก ความทรงจำของนางไม่สมบูรณ์ นางไม่ได้คิดจะหยอกล้อเซี่ยซีหานและเหล่าสหาย แต่เป็นเพราะนางกำลังค่อยๆ ฟื้นความทรงจำที่พร่าเลือนของตัวเอง หลังจากเห็นเทวรูป 'เทพเจ้าแห่งโชคชะตา' ที่น่าคุ้นเคย
...
ภายนอกช่วงเวลาใกล้ๆ กัน
ด้วยระยะทางไม่กี่กิโลเมตร การวิ่งมา ณ จุดใจกลางของหมอกขาว สำหรับนักรบหกดาบ และผู้วิเศษที่แท้จริงอย่างต้าซิน มันย่อมไม่ใช่ปัญหา มันใช้เวลาไม่กี่สิบอึดใจเท่านั้น
แต่เมื่อพวกเขาวิ่งมาใกล้ถึงจัตุรัส อันเป็นจุดศูนย์กลางของแท่งเสาหมอกสีขาว ซึ่งคาดว่าเป็นจุดศูนย์กลางของต้นตอปัญหา
ต้าซินนักบวชลึกลับ ติงฉีผู้นำกองกำลังหมาล่าเนื้อและพี่น้องของเขา ต่างหยุดวิ่งและแขนขาแข็ง
"เสียงฮัมเพลงของเทพธิดาหายไป..." ติงฉีพูดขึ้น ในใจเขาแทบจะกรีดร้อง ตัวเขาจะตายแบบนี้เหรอ... แต่เมื่อเวลาผ่านไปยี่สิบถึงสามสิบอึดใจ เสียงฮัมเพลงที่ไพเราะก็ปรากฏอีกครั้ง พร้อมแท่งเสาแห่งหมอกควันสีขาว มองเห็นร่างดวงวิญญาณของเงือกขาวตัวใหญ่ ที่ละล่องขึ้นสู่ท้องฟ้าราวกับร่ายรำ วนเวียนไปมารอบเสาสายหมอกขาว
"งดงามนัก" ติงกังชายผู้แข็งแกร่งอันดับสองของกองกำลังหมาล่าเนื้อพูดขึ้น
มันคือชายที่ชั่วช้าที่กระหายในร่างกายของหญิงงามเป็นที่สุด ในหัวของติงกังเมื่อเขาได้เห็นร่างวิญญาณของเงือกขาวที่งดงามเป็นครั้งแรก แม้นางจะเป็นครึ่งปลา แต่ติงกังก็คิดปรารถนาจะร่วมรักกับนางสักครั้ง
และในระหว่างนั้น แม้จะห่างกันในระยะที่ไกลมาก ดวงวิญญาณเงือกขาวมองจ้องมาทางติงฉีและคณะพอดี
"!บัดซบ" ติงฉีแผดเสียงเบาๆ ในลำคอ พร้อมขาที่สั่นระริกไปด้วยความหวาดกลัว เขารู้สึกราวถูกสัตว์ร้ายที่น่าหวาดกลัวจ้องมอง ตอนนี้ติงฉีรับรู้ได้แล้วว่า เรื่องราวในตำนานของ 'เทพธิดาสีขาวแห่งความตาย' ไม่ใช่เพียงเรื่องเล่า
เพียงแค่นางมองโดยที่ยังไม่ได้ทำอะไร ติงฉีก็รู้สึกเหมือนกับก้าวเท้าไปสู่ความตายแล้วครึ่งก้าว
ด้านหลังติงฉี ติงกังผู้กระหายร่างกายสตรี ร่างมันทรุดและล้มขาพับ พร้อมหมาป่าตัวใหญ่ที่มันขี่อยู่ ใจที่หยาบช้าของมันแทบจะหายไปจนหมด เหลือแต่เพียงความสั่นกลัว
"นะ... นั่นคือเทพธิดาสีขาวแห่งความตายงั้นรึ" เสียงนักบวชลึกลับต้าซินพูดด้วยน้ำเสียงสั่นไหว
โดยที่ต้าซินและติงฉีไม่ต้องพูด พวกเขาก็รู้ว่าตอนนี้สถานการณ์เลวร้ายมาก ไม่มีใครคิดว่าจะเอาตัวรอดจากดวงวิญญาณเทพธิดาสีขาวแห่งความตายได้
ดังนั้นสิ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุดในตอนนี้คือ... การครอบครอง 'สัญลักษณ์แห่งการเอาชีวิตรอด'
โดยที่เซี่ยซีหานไม่รู้ ในวันที่ปิ๋งเสิ่งผู้วิเศษแห่งความหนาวเหน็บตาย ในเสื้อของปิ๋งเสิ่งเขามีเหรียญทองอันเป็นสัญลักษณ์ของ 'วีรบุรุษผู้สังหารเทพ' อยู่ด้วย แต่เซี่ยซีหานไม่รู้ว่าสิ่งนี้คือสัญลักษณ์ของ 'วีรบุรุษผู้สังหารเทพ'
เขาเอามันไปหลอมเป็นแร่ ช่างเป็นเรื่องน่าตลกเหลือเกิน แต่ก็ช่างเถอะถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ปัญหาของเซี่ยซีหานแล้วในปัจจุบัน เขาหาสิ่งทดแทนได้ แต่มันออกจะเปราะบางไปสักหน่อยก็เท่านั้น เพราะเทวรูปทำจากหินแกร่งธรรมดาที่สร้างจะพลังวิเศษ
!ปัง เสียงคล้ายประตูไม้ระเบิดดัง ร่างชายสามคนกลิ้งออกมาจากเสาแห่งหมอก ที่นางเงือกขาวที่แสนงดงามกำลังแหวกว่ายขึ้นสูงราวกับร่ายรำ
ชายทั้งสามกลิ้งออกมาอย่างทุลักทุเล
...
เซี่ยซีหานตอนนี้ตั้งหลักค้ำยันตัวได้ เขามองไปรอบตัว หางตาก็กระตุกไหวไม่หยุด จำนวนนักรบฉกรรจ์ของกองกำลังหมาล่าเนื้อมองไปรอบๆ มันน่าจะมีเกินครึ่งพันแน่นอน
"!!!บัดซบ" เคอซวนผู้วิเศษมากประสบการณ์ที่ใบหน้าแก่หงำ เขาแผดเสียงอย่างหงุดหงิด ทุกอย่างผิดพลาดไปหมด จากที่ตกลงกัน ทันทีที่ทำพิธีกรรมอาบเลือดให้รูปปั้นนางเงือกขาว พวกเขาจะรีบหนีกันในทันที
แต่เอาเข้าจริงๆ ใครจะรู้ว่าดวงวิญญาณเงือกขาวจะน่ากลัวขนาดนี้ แม้พวกเขาอยากจะวิ่งหนีดุจมีขานับร้อย แต่เพียงการมองไปที่นาง หรือถูกดวงวิญญาณของนางเงือกขาวมองจ้องมา พวกเขาก็ร่างสั่นสะท้านจนคล้ายจะใกล้ตาย และนั่นก็ทำให้พวกเขาเสียเวลาที่ดีที่สุดในการหลบหนีไป
"ท่านผู้อาวุโสนี่ไม่ใช่เวลาที่พวกเราจะมาบ่นกันนะขอรับ" ถางเทียนเจี๋ยที่ตั้งหลักได้เร็วที่สุด ด้วยเพราะเขามีจิตนักรบที่แข็งแกร่งมากที่สุดในบรรดาทั้งสามคน เขายืนและรีบจับดาบคู่กายอย่างกล้าหาญ ก่อนจะมองไปที่ 'ติงฉี' นักรบหกดาบผู้เป็นหัวหน้ากองกำลังหมาล่าเนื้อ
ถางเทียนเจี๋ยราวกับรับรู้ว่า ศัตรูที่แท้จริงของเขาคือใครได้ในทันที
ติงอิ้นมองถางเทียนเจี๋ย และเขาจำถางเทียนเจี๋ยได้ในทันที แม้เขาจะเห็นเพียงแค่รูปร่างภายนอกที่สวมใส่หน้ากากปกปิด แต่ดาบคู่อันเป็นเอกลักษณ์ติดกายถางเทียนเจี๋ยนั้น ติงอิ้นไม่มีวันลืม เพราะดาบคู่นี้ของถางเทียนเจี๋ยที่ฟาดฟันใส่ตัวเขาเกือบตาย ติงอิ้นแผดเสียงบอกพี่ชายของตัวเองว่า ถางเทียนเจี๋ยคือชายที่เอาชนะเขา ณ ป้อมปราการยุทธภัณฑ์
"เป็นเจ้าที่ชักนำหายนะนี้มาให้ข้า" ติงฉีกัดฟันพูดอย่างโกรธเกรี้ยว เขารีบมองสำรวจตัวถางเทียนเจี๋ยและคณะ
ติงฉีสังเกตเห็นเทวรูปที่ทั้งสามห้อยเอวเอาไว้ที่เอวเหมือนๆ กัน
ในเวลาแบบนี้สัญชาตญาณและสติปัญญาของติงฉียังเฉียบแหลม เขามองออกว่าสิ่งใดสำคัญที่สุดในตอนนี้ "สิ่งนั้นน่าจะเป็น 'สัญลักษณ์แห่งการเอาชีวิตรอด' พวกเจ้าทั้งหมดมีมันเหมือนกัน" ติงฉีพูดพร้อมเอามือชี้ไปที่เอวของถางเทียนเจี๋ย
สายตาของต้าซินนักบวชลึกลับจ้องไปที่เทวรูปจากการชี้นำของติงฉี จากนั้นเขาก็ยิ้ม "พวกนั้นมีกันสามคน เสียงเรไรฮัมเพลงแห่งเทพธิดาเงือกขาวดูเหมือนจะยังไม่จบง่ายๆ พวกเรายังมีเวลาเหลืออีกมาก แต่ดูเหมือนว่า ตั๋วที่ใช้สำหรับรอดชีวิตมีเพียงแค่สามที่ ท่านติงฉี โปรดอย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ"
ต้าซินพูดแบบนี้เขามองไปด้านหลังติงฉี เขาบอกใบ้เป็นนัยว่า หาก 'สัญลักษณ์แห่งการเอาชีวิตรอด' ช่วยชีวิตได้เพียงแค่คนเดียว ตัวเขาจะไม่ลังเลที่จะยื้อแย่ง แม้จะต้องฆ่าพี่น้องของท่าน
ติงฉีเข้าใจได้ในทันที แต่เขาก็ไม่ได้คิดมากนัก ในความคิดของเขา 'สัญลักษณ์แห่งการเอาชีวิตรอด' นั้น อาจจะช่วยชีวิตได้มากกว่าหนึ่งคนก็ได้
แต่ถ้าหากมันช่วยได้เพียงแค่คนเดียวจริงๆ...
ติงฉีก็ไม่ได้เสียดายมากนัก ถ้าหากคนที่เขาเรียกว่าน้องชายจะตาย...
