ทั้งสองเที่ยวเล่นเมื่อพอใจแล้วก็เดินทางไปรับรถม้าและเดินทางไปยังบ้านท่านยาย
มู่ไห่เฉินจูงรถม้าค่อย ๆ ส่วนหว่านถิงวิ่งนำหน้าไปเล็กน้อย ท่าทางนางดูร่าเริงกว่าปกติทุกวัน
“สุราจอกเดียวสามารถเปลี่ยนนางได้มากขนาดนี้เลยหรือ คราวหลังต้องระวังให้มาก”
มู่ไห่เฉินคิดว่านางเป็นเช่นนี้ คงเพราะเหตุนี้เป็นแน่ แม้จะผ่านมาพักหนึ่งแล้ว หน้านางยังแดงอยู่เช่นนั้น
“อาจารย์กล่าวว่า หากท่านส่งข้าไปเมืองหลวงแล้ว ท่านจะออกไปท่องโลกกว้างจริงหรือ”
หว่านถิงเดินนำ นางพูดโดยไม่หันกลับมา สองมือเพียงไขว้ไว้ด้านหลัง
“ใช่”
“แล้วท่านรู้หรือยังว่าจะไปที่ใดต่อ”
หว่านถิงถามต่อด้วยความอยากรู้
“ก็ยังไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนนัก แค่เดินทางไปเรื่อย ๆ อยากสัมผัสโลกกว้างใหญ่ใบนี้ให้ได้มากกว่านี้”
“เหมือนเช่นวันนี้ใช่หรือไม่”
หว่านถิงกล่าวพร้อมหันหน้ามาสบหน้ามู่ไห่เฉิน
มู่ไห่เฉินยังคงเห็นใบหน้าแดงก่ำสะท้อนโคมไฟ ดูแล้วหนังตานางจะหนักอึ้งไปเสียหน่อย
“จะพูดเช่นนั้นก็ได้”
หว่านถิงเดินกลับมาเคียงข้างมู่ไห่เฉิน พร้อมก้าวเดินไปด้วยกัน
“ท่านจะกลับไปหาอาจารย์อยู่ไหม”
เสียงของหว่านถิงนั้นค่อยลง
มู่ไห่เฉินครุ่นคิดครู่หนึ่ง เขาเองก็ไม่รู้ว่าการเดินทางจะสิ้นสุดลงเมื่อไร ยิ่งไม่รู้ว่าจะมีชีวิตรอดกลับไปศิษย์พี่ได้อีกไหม
“สักวันหนึ่ง คิดว่าก็คงกลับไปเยี่ยมอาจารย์เจ้าอีกแน่”
“อย่างนั้นหรือ”
หว่านถิงตอบเสียงค่อย ก่อนจะเงียบไปครู่หนึ่ง
บรรยากาศในค่ำคืนเงียบสงบลง เสียงความครึกครื้นก็เริ่มห่างออกไปตามจำนวนก้าวเดินของทั้งสอง
“แล้วท่านจะกลับมาหาข้าอยู่ไหม”
หว่านถิงกล่าวด้วยใบหน้าและน้ำเสียงเรียบเฉย
มู่ไห่เฉินเงียบไปครู่หนึ่ง เพราะในหัวกำลังวิเคราะห์คำถามเมื่อสักครู่อย่างสับสน
“ท่านอย่าคิดมาก หว่านเอ๋อร์ก็ถามไปเช่นนั้น โลกกว้างใหญ่เพียงนี้ คงไม่ง่ายนักจะได้พบกันอีก”
หว่านถิงหันไปพูดด้วยใบหน้ายิ้มระรื่น แต่ก็เก็บซ่อนบางสิ่งไว้
“มีโอกาสข้าต้องไปเยี่ยมเจ้าอยู่แล้ว”
มู่ไห่เฉินกล่าวพร้อมยิ้มตอบรับ ก่อนที่ทั้งคู่จะเงียบลง และจ้องมองเพียงทางเดินที่มืดมิดข้างหน้า
ทั้งสองเดินทางไปถึงบ้านคุณยาย รัวบ้านผุ ๆ ถูกคล้องไว้อย่างเรียบง่าย ดูท่าแล้วคุณยายยังไม่กลับจากงานเทศกาล
มู่ไห่เฉินผูกม้าไว้กับต้นไม้ใหญ่นอกรัวบ้าน ก่อนที่ทั้งสองจะขึ้นไปนั่งบนรถม้าเพื่อรอท่านยายกลับมา
“เจ้าจะได้กลับไปเยี่ยมอาจารย์เจ้าอีกไหม”
ในบรรยากาศที่เงียบสงบ มู่ไห่เฉินจึงได้เริ่มตั้งคำถามขึ้น
“พอถ้าถึงบ้านแล้ว ข้าไม่คิดว่าชีวิตนี้จะได้กลับไปพบอาจารย์อีก เรื่องนี้ข้ากับอาจารย์ต่างก็รู้ดี”
มู่ไห่เฉินพอได้ยิน ก็เห็นใจนางอยู่ไม่น้อย เป็นลูกขุนนางก็มีเรื่องให้ลำบากใจไม่ต่างกัน
“ศิษย์เป็นเช่นไรบ้าง”
คำถามที่ชวนสับสนถูกเอ่ยออกจากปากหว่านถิงอีกครั้ง
มู่ไห่เฉินแม้อยากจะเอ่ยปากชม ว่าเป็นผู้ที่งดงามที่สุดที่เคยพบเจอ แต่เขาก็เงียบไปครู่หนึ่ง เพื่อหาคำที่เหมาะสมกว่าตอบกลับไป
“เจ้าเป็นเด็กดี เป็นคนมากฝีมือที่งดงามมากผู้หนึ่ง”
หว่านถิงพอนางได้ยิน ก็บางเกิดรอยยิ้ม
มู่ไห่เฉินที่เห็นก็อบอุ่นหัวใจอย่างบอกไม่ถูก ตอนนี้เขาค้นพบแล้วว่าสตรีที่นั่งอยู่เคียงข้างนั้น เป็นสตรีที่เขาตกหลุมรักแล้วเป็นแน่
แต่แล้ว ทั้งสองวางมือต้องกันโดยบังเอิญ ต่างก็ยกออกอย่างเขินอาย
ทั้งสองต่างหันไปคนละทาง
“มู่ไห่เฉินนะมู่ไห่เฉิน เจ้าต้องสำรวมมากว่านี้ นั้นหลานศิษย์ ผู้ที่ศิษย์พี่วางใจให้ดูแลไปส่งให้ถึงบ้าน”
ความสับสนในใจยามนี้หนักอึ้ง พร้อมทั้งมีคำถามมากมายที่ยากจะหาคำตอบได้
มู่ไห่เฉินคิดกระทั่งความเป็นไปได้ แต่อย่างไรเสียนางก็เป็นลูกขุนนาง ส่วนตัวเขาเองเป็นเพียงคนพเนจร เรื่องบ้าบอพวกนี้จะต้องหยุดคิดเสียที
แต่แล้วเสียงฝีเท้าที่เชื่องช้าก็เดินเข้ามาใกล้ ที่แท้ท่านป้าก็กลับมาแล้ว
“เข้าไปเถอะ จะทนหนาวอยู่ตรงนี้กันทำไมกันเล่า รัวผุ ๆ นั้นป้องกันสิ่งใดไม่ได้หรอก”
เสียงท่านยายพูดพร้อมกับเดินไปเปิดประตูรัว
หลังจากเข้ากระท่อมน้อย หว่านถิงก็ตรงไปยังที่นอน ยามนี้เหมือนว่าฤทธิ์สุราจะจางลงไปมากแล้ว
นางนอนหันหน้าเข้ากำแพง ในใจนางรู้ดีว่าวันนี้นางพูดมากเกินไป มานึกย้อนตอนนี้ ก็น่าอายนัก
ส่วนมู่ไห่เฉินก็ฟุบหน้าลงหันหลบอีกทาง วันนี้เขาเองก็เข้าใจหัวใจตัวเองแจ่มชัด ว่าปรารถนาสิ่งใดอยู่ เช่นนั้นเขาจะต้องหักห้ามใจให้ได้มากกว่านี้
ในความมืดมิดหลังจากเข้ากระท่อม คืนนี้ทั้งสองก็ไม่แม้จะมีใครเอ่ยวาจาเพิ่มสักคำ
แม้บรรยากาศจะสงบนิ่งเพียงใด แต่ยามนี้ก็ไม่มีผู้ใดขมตาหลับลงได้
จนกระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้น ท่านยายก็ทำโจ๊กมาให้ทั้งสอง หลังจากกินเสร็จมู่ไห่เฉินกับหว่านถิงก็กล่าวอำลา ทั้งสองขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ และก่อนจากกันมู่ไห่เฉินก็มอบเงินให้จำนวนหนึ่ง แม้ท่านยายจะปฎิเสธ แต่สุดท้ายก็ต้องรับไว้
ทั้งสองขึ้นรถม้าและค่อย ๆ ออกเดินทางกันอีกครั้ง บรรยากาศวันนี้เงียบผิดปกติกว่าทุกครั้ง ทั้งสองไม่แม้จะพูดคุย หว่านถิงเองก็ไม่ออกมาจากรถม้าดั่งเช่นเคย
หลายครั้งหว่านถิงก็พยายามถามไถ่ทั่วไป แต่คำตอบมู่ไห่เฉินกลับเย็นชาลงไปมาก บรรยากาศระหว่างทั้งสองจึงอึดอัดขึ้นอย่างบอกไม่ถูก
การเดินทางตลอดทั้งวันก็เป็นเช่นนี้ จนกระทั่งเย็นทั้งสองไปพักที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง หลังจากได้ห้องพัก ทั้งสองคนก็แยกกันไปพักคนละห้อง
ปกติแล้วยามนี้ มู่ไห่เฉินก็จะต้องชวนหว่านถิงออกเดินทั่วหมู่บ้าน แต่ครั้งมู่ไห่เฉินกลับนิ่งเงียบอยู่แต่ภายในห้อง
ความผิดปกติทั้งหมดนี้หว่านถิงล้วนสัมผัสได้ดี นางเริ่มทบทวนกล่าวโทษตัวเองถึงเรื่องเมื่อคืนก่อน แม้นางจะจำได้ไม่แม่นยำนัก แต่ก็พอเข้าใจเรื่องทั้งหมด นางรู้ว่าคืนนั้นนางพูดมากเกินไป บางทีนางอาจจะพูดผิดพลาดบางอย่างไป นั้นเลยทำให้อาจารย์อาของนางนั้นต้องเป็นเช่นนี้
เสียงเคาะห้องวันถัดไป มีเพียงประโยคสั้น ๆ จากมู่ไห่เฉินเท่านั้น
“ไปกันเถอะ ได้เวลาเดินทางแล้ว”
มู่ไห่เฉินพาหว่านถิงลงไปกินมื้อเช้าในโรงเตี๊ยมก่อนจะเริ่มเดินทางต่อทันที
คำพูดของมู่ไห่เฉินดูแข็งกระด้างขึ้น ยิ่งตอกย้ำความเจ็บปวดในใจของหว่านถิง นี่ก็เข้าวันที่สองเข้าไปแล้ว ตลอดทั้งคืนหว่านถิงก็คิดไม่ตกทั้งคืน มาวันนี้ก็ยังเจ็บปวดใจไม่รู้จะทำเช่นไรดี
แต่แล้วอีกหนึ่งวันก็ผ่านพ้นไป บรรยากาศเช่นนี้ทำให้ความสัมพันธ์ทั้งสองแย่ลงอย่างรวดเร็ว นั่นยิ่งสร้างความปวดร้าวในใจหว่านถิง
วันนี้ทั้งสองยังคงเดินทางเช่นเดิม สภาพจิตใจหว่านถิงไม่สู้ดีนัก และมันก็แสดงออกบนใบหน้าของนางอย่างชัดเจน
มู่ไห่เฉินแม้รับรู้ แต่ก็ใจแข็งไม่ถามไถ่ ไม่ห่วงใย เขารู้ดีว่าใจเขาคิดยังไง เขาต้องแข็งใจให้ได้มากกว่านี้ ห้ามใกล้ชิด ความผูกพัน
ในทางหว่านถิงยิ่งปวดร้าว ยิ่งอาจารย์อาห่างเหินไปเท่าไร นางก็ยิ่งรู้สึกผิดมากไปเท่านั้น ความสัมพันธ์กำลังใกล้ไปถึงจุดจบ ที่อาจจะสานกลับมาได้ยากเย็นเกินคณา
เที่ยงวันวันนี้อากาศอบอ้าวแม้ไม่มีแดด มู่ไห่เฉินแวะพักเติมน้ำริมธารแห่งหนึ่ง
มู่ไห่เฉินจอดรถม้าก่อนเดินตรงไปยังสายน้ำ
สายน้ำไหลเอื่อยกระทบก้อนหินดังแผ่วเบา ลมอุ่นพัดผ่านผิวหน้า แต่บรรยากาศกลับรู้สึกหนักอึ้งอย่างบอกไม่ถูก
หลังจากเติมน้ำเสร็จ มู่ไห่เฉินกำลังจะเดินกลับ แต่ทันทีที่หันกลับไป หว่านถิงก็เดินเข้ามาใกล้แล้ว
ใบหน้านางไม่สู้ดีนัก นางล้มเข่าลงโดยไม่สนว่าพื้นตรงนั้นเต็มไปด้วยหินแม่น้ำ สองมือนางผสานเหนือหน้าผาก
“ศิษย์…ศิษย์…ผิด…ไปแล้ว”
น้ำตาของนางเอ้อล้นบนใบหน้า เสียงขาดเป็นช่วง ราวกับถูกบีบรัดคอ นางร้องไห้หนักจนเหมือนแทบจะขาดใจ แต่ละคำที่นางเปล่งออกมาก็ลำบาก ฟังแทบไม่ได้ความ
นางร้องสะอื้น แต่ก็พยายามพูดความในใจออกไป
“อา…จารย์อา ยกโทษให้…หว่านถิง…ด้วยเถอะ หว่านถิงผิดไปแล้ว”
เสียงนั้นแผ่วจนแทบขาดหาย
ยามนี้ในใจมู่ไห่เฉินรู้สึกผิดมหันต์ขึ้นมา เขาไม่คิดเลยว่าการกระทำหลายวันนี้ จะสามารถทำร้ายหว่านถิงได้มากมายถึงเพียงนี้
“อาจารย์อา ศิษย์ผิดไปแล้ว”
หว่านถิงแม้ปากจะพูดความรู้สึกผิดนี่ออกไป แต่จริง ๆ แล้วในใจนางลึก ๆ นางเองก็ไม่รู้ว่านางผิดอะไร แต่นางก็เสียใจมาก ที่อาจารย์อาทำตัวนั้นห่างเหินกับนาง
มู่ไห่เฉินเองแม้ไม่เข้าใจในความผิดของนาง เพราะจริง ๆ แล้วความผิดนี้ ควรเป็นเขา ไม่ใช่ใคร
“ยกโทษให้…หว่านถิง…ด้วยเถอะ…”
ลมหายใจของนางสะดุดเป็นช่วง คำแต่ละคำหลุดออกมาพร้อมเสียงสะอื้นที่กลั้นไม่อยู่
ภาพตรงหน้าทำให้มู่ไห่เฉินรู้สึกเหมือนมีดแทงลึกเข้ามาในอก เจ็บหน่วงไปทั้งร่าง
มู่ไห่เฉินเข้าไปสวมกอดร่างน้อย ๆ ที่น่าสงสารจับใจ ภาพที่หว่านถิงทุกข์ใจขนาดนี้ มู่ไห่เฉินสัญญากับตัวเองว่าจะไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก
แม้จะสวมกอดแล้ว แต่หว่านถิงก็ยังคงร้องไห้ไม่หยุด มู่ไห่เฉินทำได้แต่ลูบหลังให้นางเบา ๆ
“เป็นอาจารย์อาเจ้าไม่ดีเอง อย่าได้กล่าวโทษตัวเองเช่นนี้อีก”
มู่ไห่เฉินพูดไปนัยตาก็แดงก่ำ ไม่รู้เพราะเหตุใด แต่ในใจก็รู้สึกเสียใจที่เหตุการณ์นั้นออกมาเป็นเช่นนี้
หว่านถิงยังคงร้องไห้ไม่หยุด มู่ไห่เฉินเองก็ไม่รู้จะทำเช่นไร ก็ได้แต่สวมกอดนางไว้เช่นนั้น
ผ่านไปหลายนาทีหว่านถิงก็ค่อย ๆ สงบลง แม้จะยังสะอื้นอยู่ แต่ก็ดีขึ้นมามากแล้ว
มู่ไห่เฉินค่อย ๆ คลายอ้อมกอดลง เขาจับไหล่สองข้างหว่านถิงไว้
“ไม่เป็นเช่นนี้อีกแล้วได้หรือไม่ อาจารย์อาเองสัญญาว่าจะดีกับเจ้าให้มากขึ้น ดีหรือไม่”
มู่ไห่เฉินพยายามปลอบโยนด้วยความรู้สึกจากหัวใจ
หว่านถิงเพียงพยักหน้าตอบรับ ใบหน้ายังคงเสียใจ และสะอื้นไม่หยุด
มู่ไห่เฉินจับไหล่พยุงนางขึ้นอย่างช้า ๆ
หลังจากลุกยืนแล้วมู่ไห่เฉินก็ปล่อยตัวนาง และทันทีที่นางจะก้าวเดิน นางก็ล้มฟุบลง แต่ดีที่มู่ไห่เฉินประคองเอาไว้ได้
มู่ไห่เฉินให้หว่านถิงนั่งลง ก่อนจะถอดรองเท้านางออก หลังจากก็ดึงขากางเกงขึ้นถึงหัวเข่า
ที่แท้หัวเข่าก็เขียวช้ำจากการล้มคุกเข่าลงเมื่อสักครู่ ไม่น่าเชื่อเลยว่านางจะเสียใจมากมายขนาดนี้ คิดแล้วมู่ไห่เฉินก็ยังนึกโทษตัวเองอยู่เนื่อง ๆ
“เป็นอย่างไร เจ็บมากไหม”
มู่ไห่เฉินถามด้วยความเป็นห่วง
หว่านถิงเพียงพยักหน้าให้รับรู้ว่านางนั้นเจ็บ
มู่ไห่เฉินถอนหายใจก่อนจะหันหลังให้นางเพื่อให้นางนั้นขี่ขึ้นหลัง
หว่านถิงพอรู้ นางก็ยิ้มออกมาจนได้ นางทิ้งตัวขึ้นหลังมู่ไห่เฉินอย่างมีความสุข ขณะเดียวกันก็ยังคงต้องปาดน้ำตาที่ไหลอยู่บนใบหน้า
หลังจากทั้งสองขึ้นรถม้า หว่านถิงก็กลับมานั่งข้างมู่ไห่เฉินอีกครั้ง
“เดี๋ยวเราจะแวะหมู่บ้านข้างหน้า อย่างน้อยก็หาหมอดูขาเจ้าก่อน คราวหลังอย่าทำเช่นนี้อีกเข้าใจหรือไม่”
มู่ไห่เฉินกล่าวน้ำเสียงออกไปทางตำหนิเล็กน้อย แต่ก็เพียงเท่านั้น นี่เป็นเพียงการแสดงความรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยเท่านั้น
“เจ้าค่ะ”
หว่านถิงเริ่มกลับมาเป็นนางคนเดิมอีกครั้ง
รถม้าเองก็ค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปตามท้องถนน และทั้งสองก็เลือกที่จะไม่พูดถึงเรื่องแย่ ๆ ที่ผ่านมาในสองสามวันนี่อีก
ต่างก็อยากจะทิ้งความเจ็บปวดนั้นไว้เป็นเพียงฝัน และร่วมเดินทางด้วยกันอีกครั้งด้วยความสุขอย่างที่ควรจะเป็น