สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 บทที่ 152 เมืองวีรบุรุษ

            นอกจาก‘ลิฟท์ (ที่ลอกเขามา)’ แล้ว ยังมีพวกช่างหินของเมืองแซมบอร์ดที่เข้าร่วมในขั้นตอนการปรับปรุงเขาวงกตใต้ดินด้วย

            พวกช่างหินเหล่านี้หลงใหลในตำนานเทพพระเจ้าและชื่นชอบที่จะได้แสดงจินตนาการของตัวเองออกมาอย่างเต็มที่พวกเขาแกะสลักรูปปั้นเสมือนจริงของสัตว์อสูรและเทพเจ้าลงบนกำแพงหินหยาบๆ หรือแม้กระทั่งขั้นบันไดหินทุกขั้นก็สามารถมองเห็นลวดลายทุกสีสันที่สวยงามได้จิตรกรรมฝาผนังที่วาดฉากการต่อสู้ระหว่างเทพและปีศาจในตำนานที่พวกวนิพกเคยเล่าก็ถูกบูรณะขึ้นมาใหม่ แน่นอนว่าในจำนวนนั้น สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือรูปปั้นของพวกอดีตราชาเมืองแซมบอร์ดถึงแม้ว่าซุนเฟยจะเป็นราชาปกครองอาณาจักรได้ไม่ถึงสามเดือนแต่ก็เป็นผู้ที่ฟื้นฟูเมืองแซมบอร์ดให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้งดังนั้นจึงมีรูปปั้นของซุนเฟยมากที่สุด รูปปั้นของซุนเฟยสูงประมาณสามสี่เมตรตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาและมีด้วยกันถึงห้ารูปแต่ละรูปจะแสดงอากัปกิริยาที่แตกต่างกันออกไป ได้แก่ ดีใจ โกรธ เมตตาสงสาร และท่าแกว่งดาบ รูปปั้นทั้งห้ารูปจะวางไว้ที่ตำแหน่งทิศเหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตกและใจกลางเมืองรูปปั้นเหล่านี้มีทั้งความลึกลับและสง่างามอย่างอธิบายไม่ถูก

            สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พวกช่างหินได้รับอิสระในการแสดงฝีมือและไม่ได้คิดจะแกะสลักเพื่อประจบเอาใจราชา

            นอกจากการเปลี่ยนแปลงพวกนี้แล้วยังมีผลงานที่เด่นชัดอีกหนึ่งอย่างก็คือ การปลูกพืชสีเขียวจำนวนมากในเขาวงกตใต้ดิน

            พืชที่สามารถเห็นได้ตามเมืองแซมบอร์ดแทบทั้งหมดตอนนี้ก็สามารถเห็นได้ที่เขาวงกตใต้ดินเช่นกัน และเนื่องจากอุณหภูมิและอากาศที่พิเศษของเขาวงกตใต้ดินแม้ว่ามันจะอยู่ในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงแต่พืชที่ปลูกไว้ในเขาวงกตใต้ดินยังคงสดใหม่ มองไปที่ใดก็ยังคงเขียวขจีผิดกับด้านนอกที่ใบไม้สีเหลืองแห้งเหี่ยวดูเงียบเหงานี่เป็นเพราะว่ามันสมองของซุนเฟย เขาได้ใช้ความรู้ทางชีววิทยาที่มีอยู่น้อยนิดออกแบบระบบการไหลเวียนที่เป็นเอกลักษณ์คล้ายกับเรือนกระจก การมีอยู่ของพืชคลุมดินจะช่วยเพิ่มคุณภาพอากาศในเขาวงกตใต้ดินอีกด้วยและการปรับปรุงคุณภาพอากาศให้ดีขึ้นจะทำให้พืชคลุมดินเหล่านี้สามารถหลุดจากข้อจำกัดการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลของโลกภายนอก และยังเขียวขจีได้ตลอดทั้งปี

            แน่นอนว่า การก่อสร้างและปรับปรุงถ้ำใต้ดินก็ได้รับการช่วยเหลือจาก ‘แขก’ ของโลกDiablo ไม่น้อย

            แม่น้ำใต้ดินได้แม่ชีอาคาร่าลงวงเวทแบบง่ายๆ สองสามวงช่วยผันน้ำไปตามทางน้ำที่พวกช่างหินช่วยกันขุดรอกออกมา ด้วยวงเวทนี้แม่น้ำจะไม่หนาวเย็นอีกต่อไป แต่จะอบอุ่นและเต็มไปด้วยชีวิตชีวาสายน้ำที่ไหลผ่านคลองเล็กๆ นี้จะทำให้สามารถตักน้ำขึ้นมารดพืชคลุมดินได้อย่างง่ายดายแม่ชีอาคาร่าและพวกโร้กสาวต่างพากันกระตือรือร้นที่จะสร้างสิ่งเหล่านี้ถึงขนาดที่สรรหาความคิดที่แหวกแนวอย่างการสร้างน้ำพุเวทมนตร์รูปร่างแปลกๆ และมีขนาดที่แตกต่างกันหลายสิบอันตกแต่งให้เขาวงกตใต้ดินกลายเป็นสรวงสวรรค์ สามารถมองเห็นสายน้ำและพืชพันธุ์ที่เขียวขจีในทุกที่กลายเป็นสถานที่ที่สวยงามราวกับฝัน

            ระบบผันน้ำนี้เป็นแบบอัตโนมัติมีหมอกขาวจางๆ ลอยอยู่เหนือน้ำและมีการปล่อยปลาหางแดงแหวกว่ายไปมา

            เขาวงกตใต้ดินแห่งนี้ไม่ต่างอะไรกับสรวงสวรรค์ จนเกือบจะลืมไปว่าครั้งหนึ่งที่นี่เคยเป็นเรือนจำที่มืดมิดและน่ากลัวมาก่อน

            นี่ยิ่งกว่าที่ซุนเฟยจินตนาการไว้ซะอีก

            “ฝ่าบาท ได้โปรดตั้งชื่อที่นี่ด้วยขอรับ!”

            “ใช่แล้วขอรับฝ่าบาท การปรับปรุงเขาวงกตใต้ดินได้เสร็จสมบูรณ์แล้วถึงเวลาที่จะตั้งชื่อให้กับที่นี่แล้วขอรับ!”

            เหล่าทหารช่างหินและช่างตีเหล็กที่กำลังวุ่นวายเมื่อพวกเขาเห็นองค์ราชาเดินเข้ามาก็พากันกรูเข้าไปล้อมรอบพวกเขาหลายคนตกหลุมรักสรวงสวรรค์แห่งนี้ไม่มีใครเคยคิดเลยว่าตัวเองจะสามารถสร้างสถานที่ที่สวยงามแบบนี้ออกมาได้ใบหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่ภาคภูมิใจและความรู้สึกประสบความสำเร็จ

            ซุนเฟยหัวเราะออกมาเสียงดัง “ฮ่าๆๆ ได้ นับจากวันนี้เป็นต้นไป เขาวงกตใต้ดินแห่งนี้จะกลายเป็นสถานที่ที่ไว้บ่มเพาะผู้มีพรสวรรค์และเป็นฐานทัพลับของเมืองแซมบอร์ดฐานทัพลับแห่งที่สร้างขึ้นมาจากหยาดเหงื่อแรงกายของพวกเจ้าทุกคน ชื่อของมันคือ...” พูดถึงตรงนี้ ซุนเฟยก็สะบัดมือแสงสว่างเจิดจ้าขึ้นก่อนขวานคู่ม่วงเขียวจะปรากฏออกมาท่ามกลางสายตาของทุกคนในเขาวงกตใต้ดินซุนเฟยเดินไปที่ด้านหน้าอนุสาวรีย์หินขนาดใหญ่ที่ตั้งไว้ที่ทางเข้าฐานทัพลับทันใดนั้นเขาก็กระโดดตัวลอย ขวานคู่ม่วงเขียวกลายเป็นสายรุ้งสองสีฉวัดเฉวียนลงบนแผ่นป้ายหินอย่างรวดเร็วสะเก็ดไฟสว่างวูบกระจายไปทั่ว ก่อนที่เศษหินจำนวนมากร่วงตกลงมา “ชื่อของมันคือ เมือง...วีร...บุรุษ”

            เมืองวีรบุรุษ!

            หลังจากที่ซุนเฟยร่อนลงบนพื้นท่ามกลางเศษหินที่กระจายไปทั่ว บนป้ายหินปรากฏตัวอักษรขนาดใหญ่ที่ทรงพลังและแข็งแกร่งทั้งสิบสามตัวต่อสายตาของฝูงชน ตัวอักษรทั้งสิบสามตัวเปี่ยมล้นไปด้วยอำนาจราวกับจะทะลวงออกจากหินทะยานสู่ฟ้า ดูแจ่มชัดและมีชีวิตชีวาจนทำให้คนที่มองรู้สึกตื่นตะลึง

            เสียงโห่ร้องดังกระหึ่มไปทั่วเขาวงกตใต้ดิน

            “เมืองวีรบุรุษ ฮ่าๆ มีสองความหมาย ความหมายแรกเขาวงกตใต้ดินแห่งนี้ได้วีรบุรุษของเมืองแซมบอร์ดอย่างทุกคนช่วยกันทุ่มเทหยาดเหงื่อแรงกายแรงใจสร้างมันขึ้นมาความหมายที่สอง ข้าหวังว่านับจากวันนี้เป็นต้นไปบุรุษที่ออกจากฐานทัพลับแห่งนี้ทุกคนจะกลายเป็นวีรบุรุษที่มีจิตใจเด็ดเดี่ยว แน่วแน่ องอาจ และกล้าหาญ!”

            ทันทีที่ซุนเฟยพูดจบ ทหารและช่างหินบางส่วนก็พลันรู้สึกตื่นเต้นและเลือดเดือดพล่านขึ้นมา ในแผ่นดินนี้จะให้ความสำคัญกับลำดับชั้นมากสำหรับพวกเขาที่มีสถานะทางสังคมต่ำมันเป็นเรื่องง่ายมากที่จะรู้สึกตื่นเต้นเมื่อได้รับคำว่า ‘วีรบุรุษ’ จากองค์ราชา ถือเป็นเกียรติยศต่อตัวเองและวงศ์ตระกูล สามารถนำไปโอ้อวดกับรุ่นลูกรุ่นหลานได้

            ……

            จากนั้นฝูงชนก็ค่อยๆ แยกย้ายกันไปทำงานต่ออย่างแข็งขันเพื่อดำเนินงานส่วนท้ายของ 'เมืองวีรบุรุษ'

            ผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์แปเตอร์แช็ค ได้นำเล่าอัศวินบรอนซ์เซนต์ขึ้นไปป้องกันและลาดตระเวนรอบๆ ต่อ มีเพียงพัศดีโอเลเกร์ที่ถูกซุนเฟยรั้งตัวไว้ชั่วคราวโอเลเกร์เดินตามก้นซุนเฟยไปจนมาถึงห้องพิเศษสำหรับองค์ราชาซุนเฟยกวาดสายตามองชั่วครู่ ก่อนจะพยักหน้าอย่างพอใจ ส่วนใหญ่ในห้องนี้จะมีโต๊ะหินเก้าอี้หิน ตรงกลางห้องยังมีน้ำพุเล็กๆ และยังมีฝูงปลาหางแดงแหวกว่ายในน้ำพุดอกไม่ใบหญ้าสีสันสดใส การตกแต่งไม่ได้หรูหรา แต่ดูสะอาดสดชื่นและเรียบง่ายนี่เป็นรูปแบบที่ซุนเฟยชื่นชอบ

            “เล่ามาการสืบสวนราบรื่นไหม?” ซุนเฟยหยิบอาหารปลาขึ้นมาก่อนจะเดินไปที่หน้าน้ำพุเพื่อโปรยอาหารปลาขณะที่ถามขึ้น

            “ทูลฝ่าบาท ราบรื่นดีขอรับ คนพวกนั้นไม่ได้ทำตัวให้สมกับยศที่สูงส่งสักนิดขี้ขลาดตาขาวเหมือนหนูท่อแค่ดร็อกบาและเพียร์ซมัดผู้คุ้มกันของมันเข้ากับหินแล้วถีบตกลงไปในแม่น้ำจูลี่ คนพวกนั้นก็ตกใจกลัวไม่กล้าขัดขืนใดๆ ยินยอมลงนามในสัญญาค่าปฏิกรรมสงครามแต่โดยดี ตามที่ฝ่าบาทได้สั่งการพวกข้าได้ปล่อยตัวทหารคนสนิทที่สุดของพวกเขาพร้อมสัญญาค่าปฏิกรรมสงครามให้นำกลับไปที่อาณาจักรเพื่อขอค่าชดเชย....” พัศดีโอเลเกร์หยุดเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อไปว่า“พวกข้าได้สอบปากคำองค์ราชาทุกอาณาจักรแยกกันพวกนั้นได้เล่าเหตุผลที่พวกเขากล้าที่จะรวมตัวกันก่อสงครามครั้งนี้ขึ้นมานอกจากไม่เต็มใจที่จะมอบค่าชดเชยตามสัญญาค่าปฏิกรรมสงครามที่พวกองค์ชายลงนามแล้วยังได้รับการส่งเสริมจากชายลึกลับคนหนึ่ง”

            “หือ? ชายลึกลับ?” อาหารปลาในมือซุนเฟยก็ถูกกำจนละเอียดก่อนจะโปรยลงในน้ำแล้วปัดมือ“ชายลึกลับแบบไหน?”

            “ความเป็นมาของคนคนนั้นพวกราชาโง่พวกนี้ก็ไม่แน่ชัดเช่นกันขอรับ รู้ข้อมูลเพียงแค่ผิวเผินว่าเป็นนักเวทแข็งแกร่งที่มาจากเมืองหลวงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เขาไม่ได้ตามมาในสงครามครั้งนี้แต่เขาได้ส่งผู้ใต้บังคับบัญชาตามมากับกองทัพพันธมิตรด้วยคนคนนั้นเป็นนักเวทธาตุลมที่เป็นฝ่ายลงมือโจมตีพวกเราที่สะพานหินเมื่อบ่ายวันนี้ตอนนี้ถูกพวกข้าจับตัวไว้แล้ว แต่ผู้ชายคนนี้เป็นขุนนางเล็กๆ ในตระกูลใหญ่ของราชอาณาจักรมันจึงหยิบยกฐานะตัวเองขึ้นมากล่าวอ้างและจองหองมาก ไม่มีคำสั่งจากฝ่าบาทข้าก็ไม่กล้าลงทัณฑ์ ดังนั้น....” บนใบหน้าของพัศดีโอเลเกร์เต็มไปด้วยความลำบากใจ ชายผู้หยิ่งยโสคนนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับตระกูลชั้นสูงที่มีอำนาจมากในราชอาณาจักรสถานะของชายคนนี้สูงยิ่งกว่าพวกราชาทั้งเก้าอาณาจักรเสียอีกดังนั้นเขาจึงไม่กล้าทำอะไรผลีผลามลงไป ต้องรายงานเรื่องนี้ให้ฝ่าบาททราบเสียก่อน

            “ไอ้ราชาพวกนั้นมันโง่จริงๆ แม้แต่คนที่มีความเป็นมาไม่ชัดเจนยังโดนยุยงจนสูญเสียสติปัญญาในการตัดสินใจไปได้ แถมกล้าที่จะเคลื่อนทัพมาโจมตีเมืองแซมบอร์ดอีก? สมองของมันถูกปลวกแทะกินหมดแล้วหรือไงคนพวกนี้เป็นราชาได้อย่างไรกัน?” ซุนเฟยหัวเราะออกมาก่อนจะส่ายหัว “ไม่ต้องห่วงเรื่องตระกูลขุนนางใหญ่อะไรนั่น ค่าใช้จ่ายทั้งหมดข้าจะเป็นคนรับมันไว้เอง เจ้าทำอย่างไรก็ได้ ขุดความเป็นมาของไอ้ชายลึกลับบัดซบนั่นออกมาให้ได้! เจ้าจงรู้ไว้เมื่อมาอยู่ในห้องมืดของเมืองแซมบอร์ด ไม่ว่ามันจะเป็นใครมันก็ไม่สามารถเชิดหน้าออกไปได้ เมื่อมันกล้าที่จะมาหาเรื่องเมืองแซมบอร์ดนั่นก็เป็นเรื่องสมควรที่จะต้องให้มันลิ้มรสชาติอยู่ไม่สู้ตายข้าจำได้ว่าในอดีตเจ้าไม่ใช่ถูกชาวเมืองแซมบอร์ดเรียกว่า ‘หัตถ์เทพแห่งความตาย’ หรือบุรุษที่เลือดเย็นโหดร้ายคนนั้นที่เพียงได้ยินชื่อก็หน้าเปลี่ยนสี ตอนนี้เจ้าจงใช้วิธีทรมานที่เคยทำใน 'เรือนจำเหล็ก' บีบบังคับมันให้ร่ำไห้และคายทุกอย่างออกมา! จำไว้ ศัตรูน่ะไม่ต้องการความเมตตา การมีอยู่ของห้องมืดมีประโยชน์เพียงอย่างเดียว สิ่งใดที่ข้าอยากรู้ ข้าก็ต้องรู้”

            “น้อมรับพระบัญชา ฝ่าบาท!” คำตอบที่ตัดตะปูแยกเหล็ก1ของซุนเฟย ทำให้พัศดีโอเลเกร์สั่นสะท้านทั่วร่างเขาโค้งกาย

            “เรื่องอื่นพักไว้ชั่วคราวก่อน รีบไปจัดการเรื่องนี้เถอะ!” ซุนเฟยพูดพลางโยนหนังแพะไปให้โอเลเกร์ ซุนเฟยกล่าวต่อไปว่า “สิ่งที่เขียนในนั้นให้เริ่มทำให้ตั้งแต่เดือนนี้” ซุนเฟยไม่อธิบายต่อในความเป็นจริงแล้ว นอกจากพัศดีโอเลเกร์ ผู้นำเมืองแซมบอร์ดทั้งสองอย่างบรู๊คและเบสท์กับคนอื่นๆ ก็ได้รับกระดาษที่คล้ายๆ กัน

            พัศดีโอเลเกร์ชะงักเพียงชั่วครู่ก็เข้าใจความหมายของซุนเฟยจึงพูดอย่างแปลกใจ “ฝ่าบาท ท่าน...ท่านจะออกจากเมืองแซมบอร์ดไปสักพักหรือ?”

            ซุยเฟยพยักหน้า         

            เขาไม่พูดอะไร ซุนเฟยมองผ่านร่างของโอเลเกร์ บุรุษทั้งสองคนที่นั่งอยู่ในห้องต่างพากันเหม่อมองไปยังส่วนลึกที่สุดในเขาวงกตที่นั่น ตรงบานประตูเหล็กยักษ์ที่สูงกว่ายี่สิบเมตรเสียงร้องคำรามประหนึ่งสัตว์ร้ายดังเล็ดลอดออกมาไม่มีใครรู้ว่าด้านหลังประตูเหล็กยักษ์นั่นมีอะไรเป็นเวลากว่าสองร้อยปีที่ราชาเมืองแซมบอร์ดพยายามสำรวจในนั้นแต่นอกจากความสูญเสียมหาศาลแล้วก็ไม่มีใครสามารถสัมผัสถึงความลับที่ซ่อนไว้ในนั้นได้

            “ฝ่าบาท ท่านคงไม่ได้...” โอเลเกร์สบตากับซุนเฟย เพียงครู่เดียวก็เข้าใจถึงความมุ่งมั่นของซุนเฟย “ฝ่าบาทที่นั่นอันตรายมาก...อันตรายมากๆ นะขอรับ!”

            ------------------------

            1 ตัดตะปูแยกเหล็ก อุปมาว่า พูดจาหรือทำการเด็ดเดี่ยว