่นี้พี่ใหญ่ของนางดูประหลาดไปจากยามปกติ
เซียนเวยนั่งตบก้นเฉิงเอ๋อร์ สายตาก็มองพี่ใหญ่ผู้ทำอาหารด้วยอากัปกิริยาราวธาตุไฟเข้าแทรกอยู่หลังครัวไปพลางสรุปกับตนเองในใจ
...ความจริงนิสัยก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็หลังมือั้แ่หลายวันก่อนแล้ว แต่สามวันนี้กลับดู...ประหลาดมาก นางไม่รู้จะอธิบายว่าอย่างไรดี
ยามกลางดึกที่ผ่านมา อากาศเย็นยามราตรีแผ่ปกคลุมทั่วเรือนซอมซ่อ เซียนเวยในชุดนอนตัวยาวสีขาวมัดหน้าม้าเป็จุกกระชับผ้าห่มแน่นขึ้นไปอีก พลันนั้นเสียงราวสะอื้นไห้ก็ลอยมาพร้อมกับลมหนาว เด็กหญิงน้อยขนลุกซู่ สะดุ้งลุกขึ้นนั่งบนเสื่อ อารมณ์ขวัญหนีดีฝ่อ
เซียนเวยพลิกตัวยื่นมือไปพื้นที่ด้านข้างอย่างหาที่พึ่ง กลับพบว่าที่นอนของพี่ใหญ่นั้นว่างเปล่า
เสียงสะอื้นนั้นยังคงดังเป็ระลอก เซียนเวยตัดสินใจทำใจกล้าลุกขึ้นยืน เดินคลำความมืดไปจุดเทียนในตะเกียงที่วางพื้นอยู่ไม่ไกล ถือไฟดวงน้อยเดินตามเสียงไปเรื่อยๆ จึงมาหยุดอยู่ที่หน้าครัวหลังเรือน
ภาพที่เห็นถึงกับทำให้เด็กน้อยผงะ
ร่างของสตรีนางหนึ่งนั่งกอดเข่าอยู่ข้างครกหิน ผมยาวสยายปกคลุมไปทั่วตัวจนมองไม่เห็นใบหน้า ไม่นานมานี้เซียนเวยเคยได้ยินป้าๆ แถวนี้ซุบซิบกันว่ามีเด็กสาวนางหนึ่งถูกชายคนรักผิดคำมั่นไปแต่งกับสตรีนางอื่น จึงคิดสั้นไปแขวนคอตายใต้ต้นมะม่วงสุดปลายตรอกนี้ ทุกค่ำคืนผู้ที่เดินผ่านไปมาแถวนั้นมักจะได้ยินเสียงสะอื้นไห้จนขวัญผวา ไม่กล้าเดินผ่านยามดึกดื่นอีก
หรือว่า...
เซียนเวยรู้สึกเหน็บหนาวไปทั้งสรรพางค์กาย ใบหน้ามนไร้สีเื อยากเปิดปากร้องเรียกหาพี่ใหญ่แต่กลับไร้สุ้มเสียงออกมา ขณะที่นางกำลังจะใจนแข้งขาอ่อนนั้นเอง ผีสาวนางนั้นก็หันมาทางร่างเล็ก เสียงอันคุ้นเคยติดพร่าเล็กน้อยดังมา
“เวยเอ๋อร์?”
ใบหน้ามนของเด็กน้อยจึงเริ่มมีสีเืกลับคืนมา
“พี่ใหญ่หรือเ้าคะ”
ผีสาว (?) พยักหน้า “อื้อ พี่ใหญ่ทำเ้าตื่นรึ ขอโทษด้วยนะ”
เซียนเวยกะพริบตาปริบๆ เดินเข้าไปนั่งจุ้มปุ๊กข้างๆ กัน นางวางตะเกียงลง แล้วจึงหันไปกอดแขนพี่ใหญ่อย่างสนิทชิดเชื้อ ใบหน้าน้อยเกยคางบนแขนพี่สาวพลางแหงนมองด้วยท่าทีน่ารักน่าเอ็นดู แสงเทียนส่องกระทบจนเกิดเป็เงาใต้แพขนตางอน
“พี่ใหญ่เป็อะไรหรือ เวยเอ๋อร์ช่วยได้รึเปล่า”
เด็กสาวที่ร่างสูงกว่าครึ่งหนึ่งสูดจมูก “ไม่มีอะไรหรอกเวยเอ๋อร์ พี่ใหญ่แค่อยากกินหมาล่าเสียบไม้น่ะ”
แต่วัตถุดิบมีไม่พอ
…ทำให้นางยิ่งคิดถึงครอบครัวในภพก่อนที่มักจะหาเวลาทำอาหารกินร่วมกันเข้าไปอีก พอรวมกับอารมณ์อ่อนไหวยามรอบเดือนมา จึงกลายมาเป็แบบนี้
เด็กน้อยเอียงคอสงสัย “หมาล่าเสียบไม้หรือเ้าคะ”
ผู้เป็พี่ใหญ่พยักหน้า สูดจมูกทั้งที่ใบหน้ายังคงเรียบนิ่งราวกับน้ำที่หางตาไม่ใช่ของนาง
“อือ เครื่องปรุงหมาล่าใช้ทำอาหารได้หลายอย่าง หากทำเป็ปิ้งย่างเนื้อวัว เนื้อสันคออร่อยที่สุด หั่นไปตามลายของเนื้อ แบบนี้ถึงจะกักเก็บน้ำในเนื้อไว้ได้ เนื้อจะไม่เหนียว นุ่มลิ้นเคี้ยวง่าย นำไปเสียบใส่ไม้แล้วย่างบนเตา ย่างจนมีน้ำมันผุดซึมออกมา กรุบนอกนุ่มใน กลิ่นเนื้อย่างผสมกับกลิ่นเครื่องเทศที่โรยลงไป ก็ทำให้คนที่ได้กลิ่นมีความสุขจนตายได้เดี๋ยวนั้น...”
เด็กสาวจ้องกำแพงตรงหน้าราวกับเห็นภาพบางอย่าง เอ่ยต่อราวละเมอ
“หมาล่าเสียบไม้หม้อไฟก็อร่อยไม่แพ้กัน พี่ใหญ่ชอบเอาซี่โครงหมู ปีกไก่ ขาไก่ เนื้อวัวมาหั่นเป็ชิ้น แล้วเติมด้วยเกลือ ผงชูรส น้ำตาลทรายขาว เหล้า น้ำมันหอย ซีอิ๊ว พริกหูเจียวป่น พริกล่าเจียวป่น ผงฮวาเจียว แล้วใช้ตะเกียบคลุกเคล้าให้เข้ากัน นำทั้งเนื้อและผักเสียบใส่ไม้ ต้มน้ำแกงด้วยเครื่องปรุงหม้อไฟจนร้อนได้ที่ น้ำแกงจะมีสีขุ่นออกน้ำตาลแดงเดือดปุดๆ ค่อยนำเนื้อกับผักเสียบไม้ทั้งหมดจุ่มลงหม้อต้มจนสุก ค่อยๆ หยิบมากินทีละไม้ อืม...”
เซียนเวยกลืนน้ำลายอึก แม้จะมีหลายคำที่นางฟังไม่เข้าใจ แต่จินตนาการตามแล้วดูน่าอร่อยมาก
ครืด...คราด...
ครืด...คราด...
เสียงท้องร้องจากสองพี่น้องดังประสาน เซียนอินของภพนี้หันไปสบตากับน้องน้อยที่ยิ้มแหะมองนาง ทั้งสองพลันหัวเราะคิกคักออกมาพร้อมกัน
คนทำน้องตื่นรวบผมไปด้านหลัง นิ่งคิดครู่หนึ่งแล้วจึงบอกเซียนเวยว่า “ยามนี้ดึกแล้วกินของหนักจะไม่ดี เดี๋ยวพี่ใหญ่ทำถั่วเขียวต้มน้ำตาลให้กินนะ”
ร่างบางเดินไปทางครัว เทถั่วเขียวใส่กะละมังไม้ ใส่น้ำลงไปแล้วคนล้างถั่วจนสะอาด ถั่วที่ไม่มีคุณภาพเพราะถูกแมลงเจาะลอยขึ้นมาห้าหกเม็ด มือขาวหยิบแยกออกมา แล้วจึงนำถั่วที่ใช้ได้ลงต้มในหม้อแบบไม่ต้องแช่ก่อน
ข้อดีของการแช่ถั่วก่อนนั้นก็คือไม่ต้องใช้เวลาต้มนาน ทว่าสำหรับนางแล้วกลับชมชอบแบบไม่ต้องแช่มากกว่า เพราะถั่วที่ออกมาจะไม่เละเกินไป รสชาติก็อร่อยกำลังดี
ผ่านไปราวสองเค่อถั่วเขียวก็นิ่มจนได้ที่ นางช้อนฟองบนผิวน้ำออก เอื้อมแขนไปตักน้ำตาลทรายแดงที่เหลืออยู่หยิบมือใส่ลงไป คนจนน้ำตาลละลาย กลิ่นหอมของถั่วเขียวและน้ำตาลตลบอบอวลไปทั้งครัว
เมื่อเซียนอินยกชามถั่วเขียวต้มน้ำตาลกลับเข้ามาในเรือน จึงพบว่าไม่ได้มีเพียงเซียนเวยที่นั่งรออยู่แล้ว ก้อนแป้งน้อยแก้มกลมอีกคนก็มานั่งจุ้มปุ๊กอยู่ข้างๆ เซียนเวยด้วย เมื่อเด็กชายตัวน้อยเห็นพี่ใหญ่เดินมา ก็ยิ้มหวานลุกขึ้นวิ่งเตาะแตะมาหา เกาะชายเสื้อของนางเอาไว้แล้วเดินตามมาด้วยกัน
่นี้เซียนอินไม่ค่อยอยู่บ้าน เ้าก้อนแป้งน้อยจึงชอบเอาตัวติดนางแจทุกครั้งที่กลับบ้านให้หายคิดถึง เด็กสาววางชามลงบนโต๊ะเล็ก เอื้อมมือไปลูบหัวเฉิงเอ๋อร์แ่เบา ก่อนจะกลับไปตักเพิ่มอีกชามมาให้เฉิงเอ๋อร์กินด้วย
“ฮื่อ อร่อยจัง” เซียนเวยพริ้มตาลิ้มรสหวานปนรสถั่วในปาก
เฉิงเอ๋อร์กลืนของว่างลงท้องพลางกัดปากยิ้มตาหยีมองซ้ายมองขวาไปที่พี่สาวทั้งสอง หัวเราะคิกคักอารมณ์ดี เซียนอินเอื้อมมือไปเช็ดถั่วที่ติดอยู่มุมปากออกให้ ช่าง...น่ารักน่าหยิกดีจริงๆ
แสงเทียนกลางตะเกียงเพียงหนึ่งเดียวในเรือนส่องสว่างท่ามกลางความมืด เงาร่างทั้งสามตักถั่วเขียวต้มน้ำตาลกินด้วยกัน รสหวานติดลิ้นซึมซาบไปทั่วสรรพางค์กาย ไออุ่นร้อนไหลผ่านลำคอลงอบอวลอยู่กลางท้อง ค่ำคืนที่ควรหนาวเหน็บเงียบเหงา พลันดูอบอุ่นขึ้นมาชั่วพริบตา
ชี้แจง : เื่นี้จะเน้นเล่ายุคโบราณเป็หลัก แล้วค่อย ๆ แง้มเื่ราวของจื่อลั่วสมัยอยู่ยุคปัจจุบันเรื่อย ๆ นะคะ โดยส่วนใหญ่แล้วจะเอามาเสริมกับเนื้อเื่ยุคโบราณให้เห็นพื้นเพของน้องชัดเจนขึ้น และใช้เปิดตัวตัวละครบางตัว ดังนั้นน้องที่โดนเชฟเฉินดักรอจะเป็ยังไงต่อไป รออีกนิดเดี๋ยวจะได้รู้กันนะค้าบ