จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    เล่มที่ 1 ตอนที่ 25 คู่หูประหลาด

            ให้ตายเถอะ ชายผู้สูงเจ็ดฉื่อรูปร่างสูงใหญ่กว่าคนปกติทั่วไป คนที่มีใบหน้าดุดันโหดเหี้ยมเรียกคนอายุสิบห้าปีคนหนึ่งว่าพี่ใหญ่หรือ?

            คงจะไม่มีใครที่จะรู้สึกเฉยๆ กับเรื่องนี้ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง...การยกย่องให้เป็นพี่ใหญ่...

            อย่างไรก็ตาม ฉินอวี่ก็ไม่ใช่คนธรรมดาไม่นานเขาก็สงบนิ่งลง และมองสำรวจไปทั่วกายของสยงท่าเทียน พร้อมถามอย่างสงสัย“สยงท่าเทียน เจ้าอายุเท่าไรหรือ?”

            “ข้าขอนับก่อนนะ ข้าอยู่บ้านมาได้หนึ่งร้อยสิบปีและออกจากตระกูลมาเป็นเวลาเกือบสองปีแล้ว พี่ใหญ่ข้ายังอายุไม่ถึงสิบเอ็ดปีครึ่งเลย” สยงท่าเทียนยกนิ้วขึ้นนับ

            ขณะที่ฉินอวี่กำลังตกตะลึงเสียงอันเย็นชาก็ดังขึ้น

            “การนับอายุของเขาแตกต่างจากพวกเราเวลาสิบปีของพวกเขาถูกนับเป็นหนึ่งขวบปี!”

            ฉินอวี่เงยหน้าขึ้นมอง แต่กลับเห็นชายหนุ่มในชุดขาวอายุประมาณสิบสี่สิบห้าปียืนอยู่ตรงหน้าใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งชายหนุ่มคนนั้นร่างผอมบาง ใบหน้าหล่อเหลา เส้นผมยาวสลวยมองดูแล้วมีกิริยางดงามสูงสง่า สิ่งที่แปลกคือม่านตาทั้งสองข้างของเขาที่ดูเหมือนจะลึกล้ำซับซ้อนดวงตาข้างหนึ่งมีสีเข้ม ดวงตาอีกข้างหนึ่งมีสีอ่อนกว่า สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้ม่านตาของเขามีสีดำเข้ม และดูใหญ่โตกว่าคนทั่วไป

            “พี่ใหญ่ ท่านยังไม่ได้บอกข้าเลยว่าท่านชื่ออะไร?” สยงท่าเทียนพูดเสียงใหญ่หลังจากออกมาได้สองปี เขาก็พยายามประกาศว่าตนเองเป็นคนตระกูลขวงสยงแต่มีไม่กี่คนที่เคยได้ยินชื่อนี้ ซึ่งเป็นสิ่งทำให้เขาไม่มีชอบใจอย่างยิ่งในเวลานี้ เมื่อฉินอวี่รู้จักตัวตนของเขา มันทำให้เขามีความสุขเป็นพิเศษดังที่มีบันทึกไว้ในตำราโบราณเล่มนั้น ตระกูลขวงสยงที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะจะมีความคิดอ่านที่เรียบง่ายเหมือนเด็กคนหนึ่ง

            “ข้าชื่อฉินอวี่ อ้อ จริงสิเรียกข้าว่าพี่ฉินก็ได้” ฉินอวี่จ้องไปยังสยงท่าเทียน แล้วหันไปทางหลี่เทียนจีเขารู้สึกเพียงว่าการรวมตัวกันของชายสองคนนี้ดูแปลกเกินไปหน่อยดังนั้นเขาจึงชำเลืองไปดูม่านตาของหลี่เทียนจีอยู่หลายครั้ง

            “ตกลง พี่ฉิน” สยงท่าเทียนพูดอย่างมีความสุขและเขาก็ไม่ลืมที่จะหันมามองหลี่เทียนจีทันทีหลังจากพูดจบราวกับกำลังจะบอกว่าเจ้าดูสิ นอกจากเจ้าแล้วยังมีคนรู้จักข้า จากนั้นสยงท่าเทียนก็เหมือนจะคิดอะไรขึ้นมาได้ และพูดขึ้นมา “หลี่เทียนจีเจ้ารีบบอกมาเดี๋ยวนี้ ว่าคนที่เจ้าพูดถึงคือพี่ฉินใช่หรือไม่”

            หลี่เทียนจีมองไปทางฉินอวี่อย่างระมัดระวังและส่ายหน้า

            ใบหน้าที่ดุร้ายของสยงท่าเทียนเผยความรู้สึกผิดหวังและอาการที่ดูจะหมดความอดทนออกมาทันทีพร้อมพูดขึ้น “ไม่ว่าจะใช่หรือไม่ใช่ แต่พี่ใหญ่ฉินก็ต้องไปกับพวกเรา ไปกันเถอะไม่ต้องรอแล้ว พวกเรารีบเข้าไปกันเถอะ”

            ในขณะนี้ แผ่นดินก็สั่นสะเทือนทันทีสยงท่าเทียนหันศีรษะของเขาอย่างจริงจังมองไปทางป่าเบื้องหน้าดวงตาของเขาจ้องมองอย่างดุเดือดและพูดอย่างโกรธเคือง “เสี่ยวเฮย เจ้ายังคิดจะหลบหนีอีกหรือ? เดี๋ยวข้าจะตีเจ้าให้ตายเลยทีเดียว”พูดจบ เขาก็รีบพุ่งตรงเข้าไปในป่าทันที

            เมื่อเห็นสยงท่าเทียนวิ่งออกไปฉินอวี่ก็ถอนหายใจ สยงท่าเทียนคนนี้ดูดุร้ายและแข็งแกร่งแต่จิตใจของเขายังดูเหมือนเด็กๆ ดูเหมือนว่าบันทึกในตำราโบราณจะเป็นเรื่องจริง!

            หลี่เทียนจีชำเลืองตาไปทางฉินอวี่ใบหน้าที่หล่อเหลาของเขาเต็มไปด้วยความเย็นชา และหันหลังเข้าป่าไปอย่างเงียบๆ

            “ช่างโอหังเหลือเกิน”ฉินอวี่มองไปที่แผ่นหลังของหลี่เทียนจี และพึมพำอยู่ในใจหลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ฉินอวี่ก็เดินตามเข้าไป

            เมื่อเดินเข้าไปในป่า สีหน้าของฉินอวี่ก็ผงะเขาตะลึงกับฉากที่อยู่ข้างหน้าเขาในระยะหลายสิบจ้าง

            ภาพที่เห็นคืออสูรร้ายตัวใหญ่สูงสิบจ้าง ไม่สิ น่าจะเป็นอสูรอำมหิตอสูรอำมหิตตัวนี้เป็นเหมือนภูเขาขนาดใหญ่ที่กำลังเคลื่อนที่อยู่เบื้องหน้า ร่างกายที่ใหญ่โตของมันปกคลุมไปด้วยเกล็ดสีดำขนาดเท่าฝ่ามือและลากหางที่เป็นก้อนหนา สยงท่าเทียนโจมตีต้นขาของอสูรอำมหิตอย่างบ้าคลั่งพลางพูดอย่างโกรธเคือง “วิ่งอีกสิ วิ่งอีกสิ! ถ้ายังคิดจะวิ่งหนีอีกข้าจะตีขาเจ้าให้หัก!”

            “โฮก...” อสูรอำมหิตคร่ำครวญด้วยความเจ็บปวด

            เมื่อเห็นฉากนี้ ฉินอวี่ไม่เพียงยิ้มอย่างขมขื่นแต่ยังคาดเดาได้ว่าสาเหตุที่ไม่มีอสูรร้ายในบริเวณโดยรอบก็คงเป็นเพราะอสูรอำมหิตตัวนี้ และตลอดทางที่สยงท่าเทียนพุ่งเข้ามาเขาได้ทารุณอสูรอำมหิตตัวนี้ไปไม่น้อย และด้วยเสียงร้องคำรามของอสูรอำมหิตทำให้อสูรร้ายระดับต่ำโดยรอบต่างเกรงกลัวจนกระจัดกระจายออกไปและหนีเข้าไปยังส่วนกลางของสุสานอสูรแห่งนี้ด้วยความหวาดกลัว

            เมื่อสังเกตอสูรอำมหิตตัวนี้อย่างรอบคอบฉินอวี่จดจำได้อย่างละเอียด คำพูดแต่ละบทในตำราก็ปรากฏขึ้นในใจของเขา

            กิ้งก่าทองยมโลกอาศัยอยู่ใต้เหวลึก มีขนาดใหญ่แขนขาสั้นหนา มีความปราดเปรียว มีความระแวดระวังสูง มีส่วนหางที่ทรงพลังตอนยังไม่โตเต็มวัย กิ้งก่าทองยมโลกจะมีเกล็ดเป็นสีดำสนิทแต่เมื่อเติบโตเต็มวัยเกล็ดของกิ้งก่าทองยมโลกจะเปลี่ยนเป็นสีทองและอาจจะมีพละกำลังถึงระดับสูงสุดของเขตแดนวิญญาณ

            “กิ้งก่าทองยมโลกที่ยังโตไม่เต็มวัย? สยงท่าเทียนไปจับมาจากไหน?” ฉินอวี่ตกใจ แม้ว่านี่จะเป็นกิ้งก่าทองยมโลกตัวหนึ่ง แต่ความแข็งแกร่งของมันเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามครั้งนี้มันยังน่าจะเป็นอสูรอำมหิตระดับสอง ความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับผู้ฝึกตนในขั้นปราณเสถียรแต่ก็คงเป็นเรื่องยากที่จะมีคนในขั้นปราณเสถียรสามารถเอาชนะกิ้งก่าทองยมโลกตัวนี้ได้

            “เจ้าแค่มานอนนิ่งๆ อย่างเชื่อฟังอยู่ตรงนี้รอให้พลังของข้าเหนือกว่าเจ้าก่อน จากนั้นเจ้าก็ไสหัวไปได้แล้ว”สยงท่าเทียนกระแทกหมัดลงไปบนขาที่หนาของกิ้งก่าทองยมโลก และส่งเสียงเตือนออกไปจากนั้นเขาก็มองมาทางฉินอวี่และพูดเสียงดัง “พี่ฉิน ท่านจะยืนทำอะไรอยู่ตรงนั้น? มานี่สิ”

            สีหน้าของฉินอวี่กระตุกและยืนนิ่งเป็นเวลานานสยงท่าเทียนคนนี้กำลังใช้กิ้งก่าสีทองยมโลกตัวนี้เพื่อฝึกความแข็งแกร่งของตนเองหลังจากเหม่อลอยไปครู่หนึ่ง ดวงตาของฉินอวี่ก็เปล่งประกายขึ้นเล็กน้อย ถ้าเขาได้รับเลือดจากกิ้งก่าทองยมโลกตัวนี้เขาอาจจะพัฒนาพลังปราณของตัวเองขึ้นได้ ทันใดนั้น ฉินอวี่ก็เดินไปพลางพูดว่า“สยงท่าเทียน พวกเจ้ากำลังรออะไรกันอยู่หรือ”

            “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน หลี่เทียนจีเจ้าช่วยบอกพี่ฉินหน่อยสิว่าพวกเรากำลังรออะไรกันอยู่ เป้าหมายของข้าคือเลือดของวานรบรรพกาลที่อยู่ข้างในแต่ข้าต้องมามัวเสียเวลาอยู่ที่นี่” สยงท่าเทียนมองหลี่เทียนจีและกล่าวอย่างหมดความอดทน

            หลี่เทียนจีนั่งลงบนพื้น หลับตาเล็กน้อยและไม่ตอบอะไร สิ่งนี้ทำให้ดวงตาของสยงท่าเทียนลุกเป็นไฟ ก้าวไปทางหลี่เทียนจียกกำปั้นขึ้นเพื่อเตรียมชกหลี่เทียนจี แต่เมื่อเห็นฉากนี้ฉินอวี่ก็รีบพูดห้ามเอาไว้ทันที “สยงท่าเทียน รออยู่ตรงนี้ก่อนเถอะ”

            “พี่ฉิน ท่านไม่รู้หรอกหลี่เทียนจีคนนี้เป็นพวกพูดน้อยยากคาดเดา ข้าเห็นเขาดูไม่ค่อยสบอารมณ์อยู่นานแล้ว ฮึถ้าไม่ใช่เพราะเขาเคยช่วยชีวิตข้าไว้นะ ข้าจะไม่อยู่ติดตามเขานานถึงสองปีเช่นนี้หรอกเขาเป็นพวกชอบโกหก หลอกข้าว่าที่แห่งนี้มีเลือดของวานรบรรพกาล... เมื่อข้ามาถึงที่นี่จึงได้รู้ว่าเขากำลังมารอใครบางคน!”สยงท่าเทียนพูดพล่ามอย่างไม่หยุดหายใจ หัวใจเต้นแรงด้วยความโกรธ และหันไปต่อยกิ้งก่าทองยมโลกหนึ่งหมัดเพื่อระบายความโกรธ

            “โฮก...”กิ้งก่าทองยมโลกส่งเสียงคำรามอย่างคร่ำครวญด้วยความเจ็บปวด

            เมื่อเห็นภาพนี้ฉินอวี่จึงนิ่งทื่อเป็นหินไปอย่างสมบูรณ์

            “สหายหลี่ ไม่ทราบว่าเจ้ากำลังรอคอยผู้ใดอยู่หรือ? ทำไมพวกเราไม่ลองเริ่มตามหาเขาดูล่ะ”ฉินอวี่จ้องมองไปที่สยงท่าเทียนที่เกือบจะคลั่งจากนั้นจึงเหลือบมองไปทางหลี่เทียนจีทันที ก่อนจะถามออกไป

            หลี่เทียนจียังคงหลับตาและนิ่งเงียบไม่พูดจา

            เมื่อเห็นภาพนี้ สยงท่าเทียนก็อดไม่ได้และพูดออกไปอย่างโกรธเคือง“พี่ฉิน ท่านอย่าได้ถูกเขาหลอกเลย เขาบอกว่าเขาเห็นความลับสวรรค์ได้ครั้งล่าสุดเขาบอกว่าเขามีลางสังหรณ์ว่ามีของวิเศษกำเนิดขึ้นพวกเราก็มุ่งหน้าไปที่นั่น ท่านรู้หรือไม่ว่าพบกับอะไร?พวกเราต้องเจอกับกลุ่มผู้หญิงที่กำลังอาบน้ำอยู่... ที่แห่งนั้นคือภูเขาด้านหลังของสำนักเกือบต้องตายอยู่ตรงนั้นแล้ว แต่ดีที่ข้าคว้าเขาไว้ได้และวิ่งหนีออกมาอย่างไม่คิดชีวิต พวกเราจึงรอดมาได้แต่พวกนางก็ไล่ตามหลังมาตลอดทางนั่นล่ะ”

            ฉินอวี่ตกตะลึง หรี่ตามองหลี่เทียนจีที่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่แต่กลับพบว่ากล้ามเนื้อของใบหน้าที่หล่อเหลานั้นแข็งทื่อและใบหน้าของเขาก็แดงก่ำมากยิ่งขึ้น

            “ยังมีอีกครั้งหนึ่งเขาสามารถทำนายได้ว่ามีของวิเศษเกิดขึ้นในอีกสถานที่หนึ่ง แต่เมื่อไปถึงที่นั่นยังไม่ทันจะเห็นของวิเศษอะไรเลย แต่กลับต้องพบกับฝูงหมาป่าระดับสามฝูงหนึ่งถ้าไม่ใช่เพราะเสี่ยวเฮยนะ พวกเราคงถูกฝูงหมาป่านั่นกัดตายไปแล้ว แล้วเจ้าดูสิ... ตอนนี้เขายังทำนายอีกว่ามีสหายคนหนึ่งถูกกำหนดให้มาที่นี่พวกเราจึงรออยู่ตรงนี้มาครึ่งเดือนแล้ว” สยงท่าเทียนพูดอย่างโกรธเคืองพูดจบก็ต่อยเสี่ยวเฮยไปหนึ่งหมัด

            ใบหน้าที่หล่อเหลาของหลี่เทียนจีเปลี่ยนเป็นสีแดงเขาหลับตาลงแล้วพูดว่า “เอาล่ะ พวกเราจะรออีกสามวัน เขาจะมาภายในสามวันแน่นอนถ้าไม่มา เราจะไปกันต่อ พอใจหรือยัง”

            “ได้ เช่นนั้นก็รออีกสามวัน ถ้าในสามวันยังไม่มาต่อไปก็ไม่ต้องมาพูดกับข้าอีกว่าเจ้ามองเห็นความลับสวรรค์อะไรนั่นไม่เช่นนั้นถ้าได้ยินหนึ่งครั้งก็จะทุบเจ้าหนึ่งที”สยงท่าเทียนพูดเสียงดังราวกับระฆัง

            กล้ามเนื้อบนใบหน้าของหลี่เทียนจีกระตุกฉินอวี่ก็มองไปที่หลี่เทียนจีอย่างสงสัยคนผู้นี้สามารถล่วงรู้ความลับสวรรค์ได้จริงหรือ? ทุบให้ตายฉินอวี่ก็ไม่เชื่อหลี่เทียนจีคนนี้ยังมีระดับการฝึกฝนไม่มากไปกว่าขั้นปราณเสถียรระดับต้นระดับฝึกฝนเท่านี้จะล่วงรู้ความลับสวรรค์ได้อย่างไร?

            “จริงสิ พี่ฉิน ท่านอยากจะเข้าไปก่อนหรือไม่ พวกข้าจะรออีกสามวันหลังจากสามวันพวกข้าจะตามท่านไป แล้วเข้าไปต่อด้วยกัน เป็นอย่างไร?” สยงท่าเทียนถามพลางมองไปทางฉินอวี่

            ฉินอวี่ครุ่นคิดครู่หนึ่ง ส่ายศีรษะพลางพูดว่า“ไม่เป็นไร ข้าเองก็อยากจะนั่งพักทำสมาธิสักหน่อยเหมือนกัน” พูดจบฉินอวี่ก็หรี่ตาลงมองเสี่ยวเฮย และคิดอยู่ในใจว่าจะออกปากอย่างไรเพื่อให้ได้เลือดมันมา

            สามวันผ่านไปในพริบตา

            ทั้งสามคนรออยู่ที่นี่เป็นเวลาสามวันเต็มและสภาพแวดล้อมโดยรอบก็เงียบสงบ อย่าว่าแต่ผู้คนเลยตอนนี้แม้แต่อสูรร้ายสักตัวก็ยังไม่เห็น

            หลี่เทียนจีลืมตาขึ้นอย่างสงสัย หูของเขากระดิกกวาดสายตาสำรวจบริเวณโดยรอบด้วยความสงสัย และฟังอย่างระมัดระวัง

            “ไหนล่ะ? เขาคนนั้นล่ะ? คนนั้นอยู่ที่ไหน? ข้าเหลืออดกับเจ้าจริงๆ หลี่เทียนจี!” เมื่อถึงเวลาสยงท่าเทียนทุบกำปั้นลงไปยังเสี่ยวเฮย ดวงตาของเขาเบิกกว้างและตะโกนอย่างโกรธเคือง

            เมื่อได้ยินคำพูดของสยงท่าเทียนใบหน้าของหลี่เทียนจีก็เปลี่ยนเป็นสีแดง เขาแทบจะขุดหลุมแล้วมุดเข้าไปเสียให้พ้นดวงตาของเขามองไปรอบๆ และในที่สุดก็หยุดมองไปทางฉินอวี่“เจ้าแน่ใจหรือว่าเจ้ากำลังใช้ชื่อจริงของเจ้า”

            ฉินอวี่ตกตะลึงและพูดอย่างใจเย็น “แน่นอนข้าคือฉินอวี่ บุตรชายคนที่สามของตระกูลฉินในเมืองหลักเทียนอู่แห่งแคว้นอู่ถ้าเจ้าไม่เชื่อข้า เจ้าลองไปสอบถามดูก็ได้”

            สยงท่าเทียนจ้องหลี่เทียนจีอย่างโกรธจัดใบหน้าของหลี่เทียนจีก็แดงขึ้น และพูดว่า “แต่... บางที... คนคนนั้นอาจมีเหตุให้ต้องล่าช้า...”

            “เจ้ากำลังจะบอกว่ายังต้องรออยู่ที่นี่อีกหรือ? หลี่เทียนจี เจ้าค่อยๆรอไปก็แล้วกัน พี่ฉิน พวกเราไปกันเถอะ” สยงท่าเทียนตะโกนอย่างโกรธจัดด้วยอารมณ์ไม่พอใจของเขา การรอสามวันมาถึงขีดจำกัดแล้วเขาพูดจบก็ตบเสี่ยวเฮยไปครั้งหนึ่ง และก้าวไปสู่ส่วนลึกของสุสานอสูร

            ฉินอวี่พยายามอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้ตนเองหัวเราะออกมาใบหน้าของเขากระตุก “สหายหลี่ เจ้ารอไปก่อนนะ บางทีเขาอาจจะมาก็ได้พวกข้าจะเข้าไปก่อน ไม่ว่าเจ้าจะได้พบเขาหรือไม่ถึงตอนนั้นก็ตามพวกข้าเข้าไปได้นะ” พูดจบฉินอวี่ก็รีบตามสยงท่าเทียนไปอย่างรวดเร็ว และทิ้งหลี่เทียนจีที่ยังคงไม่ยอมแพ้เอาไว้ลำพัง

            “ไม่ใช่สิ คนผู้นั้นจะต้องมาแล้วสิ... หรือว่าท่านอาจารย์ก็ทำนายผิดพลาด?” หลี่เทียนจีมองไปรอบๆอย่างสงสัย และพึมพำกับตัวเอง

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】 ที่คุณอ่าน