จอมยุทธ์ซุปตาร์

ตอนที่ 202 เหล่าคนรุ่นใหม่ที่โดดเด่น Re

        “เนื่องจากทั้งคู่มีระดับพลังปราณที่ต่างกัน  ให้ใช้กระบวนท่าเพียงอย่างเดียวห้ามใช้พลังปราณโดยเด็ดขาด” ไป่ฉีประกาศต่อ  ซึ่งทั้งคู่ได้รับการบอกกล่าวด้วยปราณจากเขาแล้ว  ดังนั้นหวังเฉียนจึงพุ่งเข้าไปด้วยกำลังกายของตนเอง


        หวังเฉียนจู่โจมด้วยความดุดันและแข็งกร้าว  ลักษณะของมือนั้นกางออกคล้ายกับกรงเล็บ  แต่ความเร็วนี้เฟิงเทียนหลบมันได้อย่างง่ายดาย


        “โอ้  นั่นเพลงหมัดกรงเล็บมังกรของเส้าหลิน  เป็นการโจมตีที่ดุดันมาก  จี๋หลินเฟิงเทียนทำได้แค่หลบเท่านั้นเหรอคะเนี่ย” พิธีกรสาวเริ่มบรรยาย


        แม้พิธีกรสาวจะเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่สามารถมองเห็นการเคลื่อนไหวได้ดี  แต่เฟิงเทียนนั้นมองเห็นได้มากกว่านั้น  เขาเห็นชัดเจนว่าวิชานี้เป็นเพียงการเคลื่อนไหวหลอก ๆ เท่านั้น  เพราะของจริงคือวิชาจี้สกัดจุดที่เป็นวิชาอีกแขนงหนึ่งที่ขึ้นชื่อของเส้าหลินเช่นกัน  คาดว่าหวังเฉียนคงกะให้เขาตั้งรับการโจมตีโดยจี้สกัดจุดตามจุดต่าง ๆ ไม่ให้เขารู้ตัว  เพื่อให้เกิดอาการชาหรืออัมพาต  จนเกิดการชะงัก  จากนั้นก็แค่ซัดเขาให้ตกสนามประลองไป  เฟิงเทียนจึงไม่คิดจะปะทะกับกระบวนหมัดของหวังเฉียนโดยตรง


        “หวังเฉียนเร่งบุกไม่ให้ได้หายใจกันเลยค่ะ  ประมุขน้อยจี๋หลินเฟิงเทียนเป็นอะไรไป  ทำไมถึงไม่ตอบโต้เลย” พิธีกรสาวบรรยาย


        เฟิงเทียนไม่คิดจะถอยอีกแล้ว  เขาตัดสินใจตั้งกระบวนท่าอย่างรวดเร็ว  ย่อขาลงทั้ง 2 ข้างแล้วโน้มตัวไปข้างหลัง  เพื่อหลบกรงเล็บของหวังเฉียน  ขณะเดียวกันแขนขวาของเขาที่หดเก็บข้างลำตัวก็พุ่งออกไปราวกับหอก  ปลายนิ้วอันแข็งแกร่งของเฟิงเทียนกระแทกเข้าที่ลูกกระเดือกของหวังเฉียนจนหวังเฉียนเสียจังหวะเอามือกุมที่คอ  เฟิงเทียนไม่รอช้าโน้มตัวไปข้างหน้า  ก่อนจะพุ่งไปโดยมีแขนขวาที่เหยียดตรงนำไปราวกับเขาของสัตว์เทพในตำนาน  แทงเข้าที่หน้าอกด้านซ้ายของหวังเฉียน  หากแต่ตอนจะปะทะเข้า  เฟิงเทียนใช้เท้าเหยียบพื้นแล้วโน้มตัวไปข้างหน้าอีกครั้ง  ตอนนี้ตัวของเฟิงเทียนใกล้กับหวังเฉียนมาก  เมื่อปลายนิ้วของเฟิงเทียนกระแทกเข้าที่อก  หวังเฉียนถึงกับกระอักเลือดออกมาทันที


        แต่ยังไม่หมดแค่นั้นเพราะเฟิงเทียนรวบหุบนิ้วมือของเขาให้กลายเป็นกำปั้น  ก่อนจะออกแรงที่เท้าเพื่อถีบพื้น  ส่งผลให้กำปั้นของเขากระแทกซ้ำที่จุดโจมตีเดิมเมื่อครู่  ส่งผลให้หวังเฉียนกระเด็นราวกับว่าวที่สายขาด  ลอยขึ้นและตกลงกลิ้งกระเด็นเหมือนหินที่ถูกเขวี้ยงให้ชิ่งบนผิวน้ำ  ก่อนจะตกกระแทกพื้นนอกสนามประลอง


        “ผู้ชนะ จี๋หลินเฟิงเทียน จากตำหนักเทพกิเลน” ไป่ฉีประกาศผู้ชนะ  ก่อนจะลงไปรักษาอาการบาดเจ็บของหวังเฉียน


        “อะ......ผู้ชนะ  จี๋หลินเฟิงเทียนค่ะ  ไม่คิดเลยว่าเขาจะพลิกกลับมาชนะได้ในชั่วพริบตา” พิธีกรสาวตาค้าง  เธอไม่คิดว่าหวังเฉียนที่ได้เปรีนบจะแพ้ได้


        “สมกับเป็นประมุขน้อยของตำหนักเทพจริง ๆ” เจ้าอาวาสสำนักเส้าหลินกล่าว


        “ราวกับเห็นเงาของกิเลนพุ่งทะยานเข้าใส่หวังเฉียนเลยทีเดียว” ซือไท่แห่งง้อไบ๊กล่าว


        “เวิ่นเทียน  กระบวนท่านั่นใครเป็นผู้คิดค้น  การโจมตีที่สอดประสานและต่อเนื่องนั้นน่าสนใจยิ่งนัก” อดีตประมุขตำหนักเทพกิเลนถาม


        “เห็นเฟิงเทียนบอกว่านำกระบวนท่าเดิมของตระกูลไปปรับและพัฒนาขึ้นน่ะครับ” จี๋หลินเวิ่นเทียนตอบ


        “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ต้องอย่างงี้สิถึงจะเป็นหลานฉัน  ต้องอย่างงี้” อดีตประมุขตำหนักเทพกิเลนดีใจ  ตบที่พักแขนจนแหลกเป็นผุยผง  หัวเราะลั่นด้วยความที่หลานชายที่ตนเพิ่งพบหน้าดูมีพรสวรรค์มากกว่าลูกของเขาเสียอีก


        “ฝีมือร้ายกาจยิ่งนัก  กระบวนท่าต่อเนื่องและทรงพลัง  หลงสุ่ย  พ่อไม่อยู่  ทำไมตำหนักเทพกิเลนถึงพัฒนาวิชาได้ก้าวหน้าขนาดนี้” อดีตประมุขตำหนักเทพมังกรครามถาม


        “ผมได้ข่าวมาว่าจี๋หลินเฟิงเทียนเป็นผู้ปรับปรุงกระบวนท่าเดิมของตำหนักเทพกิเลนครับท่านพ่อ” หลงสุ่ยตอบ


        “กลับไป  ทางเราเองก็ต้องปรับปรุงวิชาของตระกูลเช่นกัน  อย่าให้ล้าหลังจนสู้ตำหนักเทพกิเลนไม่ได้” อดีตประมุขตำหนักเทพมังกรครามกล่าว  ส่วนหลงสุ่ยทำได้แค่พยักหน้าเห็นด้วย


        “หู่หยุน  เด็กนั่นน่าสนใจ  ลองทาบทามมาเป็นคู่หมั้นของเสี่ยวปิงดูไหม” อดีตประมุขตำหนักเทพพยัคฆ์ขาวกล่าว


        “จี๋หลินเฟิงเทียนอายุยังน้อย  เกรงว่าจะใช้แต่อารมณ์ใส่เสี่ยวปิงน่ะสิ” หู่หยุนรู้สึกไม่เห็นด้วย


        “แล้วแกจะรอให้หลานสาวฉันที่อายุปาไป 23 ปี เป็นสาวเทื้องั้นหรือ” อดีตประมุขตำหนักเทพพยัคฆ์ขาวถาม


        “ไม่ครับ  เพียงแต่เสี่ยวปิงยังติดรักอิสระ  ใช่ไหมเสี่ยวปิง” หู่หยุนหันไปถามลูกสาว


        “ใช่ค่ะท่านปู่  เฟิงเทียนยังเป็นแค่เด็กน้อยอยู่เลย  หนูชอบซีโม่ที่เป็นนายแบบมากกว่า  ไม่ก็ไป่ฉีที่กำลังโด่งดังอยู่ในช่วงนี้” หู่เสี่ยวปิงตอบ


        “พวกคนธรรมดาจะสู้ผู้ฝึกยุทธ์อย่างพวกเราได้ยังไง  จะหาคนเป็นคู่ครอง  คนคนนั้นต้องปกป้องเราได้  ไม่ใช่ให้เราปกป้องเขา” อดีตประมุขตำหนักเทพพยัคฆ์ขาวดุหลานสาวทันที


        “ค่ะ คุณปู่” หู่เสี่ยวปิงกล่าวเสียงเบาทันทีที่โดนปู่ของเธอดุ


        ส่วนอดีตประมุขตำหนักเทพเต่ามังกร  ยังคงจ้องจี๋หลินเฟิงเทียนตาไม่กระพริบ  ด้วยเพราะเขากำลังนึกถึงกระบวนท่าเมื่อครู่นี้  หากเป็นเขาก็คงจะได้รับบาดเจ็บบ้าง  ถ้าคู่ต่อสู้มีพลังปราณระดับพอ ๆ กับเขา


        “หลานของเจ้าจี๋หลินทงเทียนเหอ (อดีตประมุขตำหนักเทพกิเลน) ร้ายกาจมาก  กลับไปฉันจะขอทดสอบฝีมือหลานเฟิงจินเสียหน่อย” อดีตประมุขตำหนักเทพวิหคสีชาดกล่าว


        “ได้ครับ  ท่านพ่อ” เฟิงหลงกล่าว  ส่วนเฟิงจินตอนนี้รู้สึกว่าถ้ากลับไปแล้ว  เขาจะต้องโดนเคี่ยวเข็ญอย่างหนักแน่ ๆ


        'ลาก่อนนะ  น้องกิฟ  เชอร์รี่  น้องวาย' เฟิงจินโอดครวญในใจ


        ระหว่างการพูดคุย  การแข่งขันก็ดำเนินมาถึงคู่ของจี๋หลินเต๋อเทียน  ซึ่งเขาต้องปะทะกับคนของสำนักง้อไบ๊  วิชากระบี่บุปผาอันเลื่องชื่อเฉียบคมต่อเนื่อง  แต่จี๋หลินเต๋อเทียนได้ใช้ฝ่ามือทั้ง 2 ประกบเข้ากับใบกระบี่ และบิดฝ่ามือเพื่อให้หญิงสาวที่ถือกระบี่เสียหลักล้มกระแทกพื้น  ก่อนที่ตนเองใช้กระบวนท่าซัดหญิงสาวที่กึ่งนั่งกึ่งลุกให้ออกจากสนามประลองและตกลงสู่พื้นข้างสนามประลอง  อย่างไรความ*ปรานี* (ถ้าใช้ ณ.เณร คือ ปราณี มาจากคำว่า ปราณ เป็นคำนาม หมายถึง ลมหายใจ สัตว์มีชีวิต ชีวิต เมื่อเติมสระ อี ลงไปจะเป็น ปราณี ที่หมายถึงผู้มีชีวิต สัตว์ หรือคนผู้มีลมหายใจ  อ้างอิงจาก อาจารย์ไขสิริ ปราโมช ณ อยุธยา ท่านได้ให้คำอธิบายไว้)


        คู่ถัดมาเป็นของจี๋หลินไท่หยาง  ด้วยเพราะคู่นี้เป็นคู่แรกที่มีพลังปราณเท่ากัน  ทำให้ตอนเริ่มการประลอง  สิ่งที่ทุกคนไม่อยากเชื่อก็ปรากฏขึ้น  ไท่หยางซัดลูกเหล็กจำนวนมากใส่คู่ต่อสู้  แม้จะถูกปัดออกจนหมด  แต่ไท่หยางกลับไม่ได้ดูเคร่งเครียดหรือหงุดหงิด  เพราะเขามีแผนในใจไว้แล้ว


        “หืม  นายเป็นพวกใช้อาวุธลับงั้นเหรอ” คู่ต่อสู้ของไท่หยางที่มาจากสำนัก 5 ขุนเขากระบี่แปลกใจไม่น้อย  ลูกเหล็กนี้ดูเหมือนจะขออนุญาตจากทางสมาคมการค้าแล้ว  แต่มันก็ไม่ได้โจมตีรุนแรงเพราะไม่ได้ผสานปราณมาด้วยตอนซัดมา  ตรงนี้ต่างหากที่เขาอดสงสัยไม่ได้ว่าจี๋หลินไท่หยางคิดจะทำอะไร


        “ไม่ใช่อาวุธลับ  แต่มันทำให้ฉันจัดการนายได้ง่ายขึ้นไงล่ะ” กล่าวจบร่างของไท่หยางก็เปล่งแสงสีน้ำเงินจาง ๆ  มีสายฟ้าหุ้มร่างกายของเขาก่อนที่เพียงพริบตาการเคลื่อนไหวของเขาจะรวดเร็วจนมองเห็นเพียงภาพติดตาเท่านั้น  คู่ต่อสู้ของไท่หยางถูกกระหน่ำโจมตีอย่างต่อเนื่อง  แม้จะพยายามปัดป้อง  แต่ก็ไม่สามารถที่จะตามการโจมตีของไท่หยางทัน  สุดท้ายคู่ต่อสู้ของไท่หยางก็ขอยอมแพ้ไป


        “กิเลนเหิน 1 ในกระบวนท่ากิเลนที่เฟิงเทียนคิดค้นขึ้น  ตอนนี้มีเพียงเฟิงเทียน  ไท่หยางและเต๋อเทียนเท่านั้นที่สามารถใช้พวกมันได้” จี๋หลินเวิ่นเทียนยิ้มอย่างภูมิใจในกระบวนท่าที่ลูกชายของเขาเป็นคนคิดค้นขึ้น


        “ทำไมถึงมีแค่ 3 คนนั้นที่ใช้ได้ล่ะ” อดีตประมุขตำหนักเทพกิเลนถามฃภฃ


        “เพราะผู้ที่จะใช้ได้ต้องเรียนรู้การใช้ปราณธาตุสายฟ้าจนชำนาญก่อนครับ  เคยลองให้พวกเขาสอนผมกับผู้อาวุโสแล้ว  แต่ก็ไม่มีใครสามารถทำได้เลย  พวกรุ่นเยาว์เองก็ไม่มีคนที่มีคุณสมบัติเช่นกัน  ตอนนี้จึงมีแค่ 3 คนเท่านั้นที่ใช้กระบวนท่านี้ได้” จี๋หลินเวิ่นเทียนอธิบาย


        “อืม เช่นนั้นหลังจากนี้พ่อจะลองให้เฟิงเทียนสอนดู  ว่าพ่อจะสามารถใช้ปราณธาตุสายฟ้าได้รึเปล่า” อดีตประมุขตำหนักเทพกิเลนกล่าว


        “ท่านพ่ออย่าคาดหวังมากนะครับ” จี๋หลินเวิ่นเทียนกล่าว  เพราะเขาเองก็เคยคิดว่าตนเองสามารถเรียนกระบวนท่านี้ได้  แต่พอเรียนเข้าจริง ๆ เขาก็ไม่สามารถใช้ปราณสายฟ้าได้  ตอนนั้นรู้สึกเหมือนความภูมิใจของตนมันพังทลายลงมาเลยทีเดียว


        “ชิ  นั่นมันแก ไม่ใช่ฉัน” อดีตประมุขตำหนักเทพกิเลนกล่าว


        ภายในสนาม  การประลองคู่ของไป๋หู่เริ่มขึ้น  เป็นการประลองที่สามารถใช้พลังปราณในการสู้ได้  เพราะคู่ต่อสู้มีระดับปราณเท่ากัน  ไป๋หู่จึงได้ใช้วิชามังกรเพลิงที่เริ่มฝึกจากคัมภีร์ยุทธ์ที่ได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ตั้งแต่ครั้งที่ไป่ฉีไปเยือนตระกูลไป๋  เขาเรียกมังกรเพลิง 2 ตนออกมา  ตัวหนึ่งกลายเป็นออร่าคลุมร่างกาย  อีกตัวนั้นอยู่ที่ฝ่ามือของเขา  คู่ต่อสู้ของไป๋หู่นั้นมาจากตระกูลถังที่ชำนาญด้านพิษเป็นพิเศษ  ดังนั้นเกราะเพลิงของมังกรเพลิงจึงช่วยทำลายผงพิษที่ถูกปล่อยมาทางอากาศ


        “ชิ แข็งอะไรขนาดนั้น  เข็มพิษบวกพลังปราณยังเจาะไม่เข้าเลย” คนของตระกูลถังกล่าวอย่างหงุดหงิด  ตอนแรกที่เริ่มต่อสู้  เขาซัดผงพิษออกไปแล้วใช้ปราณผลักมันให้พุ่งไปหาไป๋หู่  แต่ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะมีวิชาเกราะเพลิงที่สามารถทำลายผงพิษของเขาได้


        “ย่าห์” ไป๋หู่เข้าประชิดตัวก่อนจะต่อยออกไป  ด้านคนตระกูลถังก็รีบถอยห่างออกทันที  แต่สิ่งที่เขาไม่คาดคิดคือ  ถึงจะหลบหมัดได้  ไป๋หู่กลับคลายกำปั้นออก เผยให้เห็นดวงตาดวงเดียวสีฟ้าใสเปล่งประกายที่ฝ่ามือ  ก่อนที่ลำแสงสีส้มเหลืองความร้อนสูงจะพุ่งเข้าใส่เขา


        “อ๊าก ร้อน ๆ ๆ ยอมแพ้  ยอมแพ้แล้ว  ใครก็ได้ดับไฟให้ที” คู่ต่อสู้ของไป๋หู่ลงไปกลิ้งกับพื้น  กลิ่นเสื้อผ้าและกลิ่นเนื้อไหม้ลอยไปทั่ว  ไป่ฉีรีบใช้ของเหลวสีใสเทราดลงบนแผลที่ถูกไฟไหม้  เพียงไม่นานแผลก็ถูกรักษาหายในพริบตา


        “ผู้ชนะ ไป๋หู่ จากตระกูลไป๋” ไป่ฉีประกาศชื่อผู้ชนะ  ไป๋หู่ชูกำปั้นเหมือนกับนักมวยยามได้รับชัยชนะบนสังเวียน


        “วิชาเพลิงลำแสงนั่นรุนแรงมาก  หากพลังปราณสูงกว่านี้  เกรงว่าอีกฝ่ายคงตายแน่” อดีตประมุขตำหนักเทพวิหคสีชาดกล่าว


        “วิชามันก็คล้ายกับกระสุนวิหคเพลิงของเรามากเลยนะครับท่านปู่” เฟิงจินแสดงความเห็น


        “เจ้าหลานโง่  ดูไม่ออกเรอะ  วิชานั้นน่ะดีกว่าวิชากระสุนวิหคเพลิงเสียอีก  กระสุนวิหคเพลิงใช้ปราณควบคุมเพลิงให้ควบแน่นแล้วปล่อยออกไป  แต่วิชาที่เจ้าหนูตระกูลไป๋ใช้นั้น  เป็นการยิงเพลิงที่ควบแน่นยิ่งยวด  ซ้ำยังมีความสม่ำเสมอของพลังที่ปล่อยออกไป  ไม่ว่าจะยิงศัตรูในระยะใดพลังก็จะรุนแรงเท่าเดิม  ผิดกับวิชากระสุนวิหคเพลิงที่เมื่อระยะไกลขึ้น  มันจะยิ่งสร้างความเสียหายได้น้อยลง  วิชานี้แสดงให้เห็นว่าเจ้าหนูไป๋หู่นั่นมีความสามารถในการควบคุมพลังปราณได้ดีมาก” อดีตประมุขตำหนักเทพวิหคสีชาดกล่าว


        “หลานโง่เขลา  หลังจากนี้ขอท่านปู่ชี้แนะด้วย” เฟิงจินกล่าว


        “มันแน่อยู่แล้ว  เจ้าอ่อนแอมากเมื่อเทียบกับจี๋หลินเฟิงเทียน” อดีตประมุขตำหนักเทพวิหคสีชาดกล่าว


        “ท่านผู้ชมคะ  การประลองคู่สุดท้ายของรอบเช้า  หลี่ซีหยาน กับจ้าวเฉิน จากบู๊ตึ๊ง  เนื่องจากจ้าวเฉินมีระดับพลังปราณสูงกว่าหลี่ซีหยานมาก  จึงใช้กฎการต่อสู้ด้วยกระบวนท่าเพียงอย่างเดียวค่ะ” พิธีกรกล่าว


        “ทั้ง 2 คน พร้อมแล้วใช่ไหม” ไป่ฉีถาม  หลี่ซีหยานกับจ้าวเฉินตั้งท่าเตรียมพร้อม  ก่อนจะพยักหน้าให้  เพื่อบอกว่าพวกเขาพร้อมแล้ว


        “เริ่มการประลองได้” ไป่ฉีประกาศเริ่มการประลอง

__________________________________

ฝากเพจนิยายด้วยครับ


คล้ายกับเรื่องจอมยุทธ์ซุปตาร์ ที่คุณอ่าน