ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

    เล่มที่ 3 บทที่ 69 ราชาศิษย์ใหม่วายุจักรพรรดิ

            “สวยงาม ชนะหกครั้งรวด!”

            “ยินดีกับศิษย์พี่เฉินอวี้ที่ชนะหกครั้งรวดด้วย!”

            ...

            นับตั้งแต่กำราบเฮ่อเสี่ยนได้เป็นต้นมาก็รวมเป็นชนะหกครั้งรวดแล้วนารีใช่จะอ่อนแอกว่าชายชาญ ชัยชนะหกครั้งรวดทำให้ผู้คนนับไม่ถ้วนถอนใจด้วยอึ้งในตัวนาง

            เสียงปรบมือดังกระหึ่มไปทั้งลานโดยเฉพาะศิษย์ใหม่สำนักมหาหัสดีที่ดีใจกับผลงานอันสมบูรณ์แบบของอวี๋เฉินอวี้เป็นที่สุด

            อวี๋เฉินอวี้ยืนอยู่บนสังเวียน เจิดจรัสวับวาวดุจดวงดาวพร่างพรายบนปลายฟ้า

            ดวงตาคู่งามเหลียวมองเขตอัฒจันทร์ของสำนักดาราสวรรค์เจือแววยิ้ม

            “มองข้า มองข้าสิ ฮะฮ่า คุณหนูเฉินอวี้มองข้าด้วย...”มู่เฟิงโบกไม้โบกมือสุขใจพร้อมกระดิกเท้าไปด้วย

            หลี่ฮุยเย่ส่ายหัวระอาสุดกำลัง “เฮ้อ คิดเองเออเองก็เป็นโรคอย่างหนึ่งเหมือนกัน!”

            พอเห็นแววตาพึงใจของอวี๋เฉินอวี้ที่ส่งมาให้แล้ว ฉู่เหินก็ยกยิ้มบางๆสองเดือนมานี้พลังของนางก้าวหน้าเป็นอย่างมาก

            ฉู่เหินดีใจแทนนางด้วยไม่มากก็น้อย

            ...

            “พลังของศิษย์น้องเฉินอวี้ล้ำเลิศนักผู้น้อยหลิงชางขอศิษย์น้องให้การชี้แนะอย่างกว้างขวางด้วย!”

            เสียงอันเพลิดเพลินและเหลาะแหละดังมาจากสำนักแรดวิญญาณผู้คนในลานต่างก็อึ้ง เบนสายตาไปมองร่างหนุ่มแน่นที่เดินขึ้นอัฒจันทร์ไป

            ร่างกำยำสูงใหญ่ หน้าตาติดจะธรรมดาแต่กลับอวลกลิ่นอายแกล้วกล้าทั่วทั้งตัว

            “สำนักแรดวิญญาณอดไม่ไหวต้องลงมือจนได้”

            “พลังของหลิงชางไม่ใช่ธรรมดาเลยสถิติชนะต่อเนื่องของอวี๋เฉินอวี้คงจบลงเพียงเท่านี้”

            “ไม่น่าลุ้นเลย”

            ...

            ยามหลิงชางปรากฏกาย บรรยากาศทั้งสนามก็คึกคักขึ้นทันตาเห็น

            บรรดาศิษย์ใหม่สำนักมหาหัสดีอดกังวลใจแทนอวี๋เฉินอวี้อย่างลับๆ ไม่ได้

            ท่ามกลางสายตาที่จับจ้อง หลิงชางเดินขึ้นสังเวียนไปปลดปล่อยพลังไร้ตัวตนออกมาจากกาย ฝุ่นดินข้างเท้าปลิวว่อนขึ้นมาทันใด

            “ศิษย์น้องเฉินอวี้ เชิญ!”หลิงชางยกแขนซ้ายเล็กน้อยเป็นท่าทางเชื้อเชิญ

            กระนั้น อวี๋เฉินอวี้กลับไม่คิดจะลงมือ นางเลิกคิ้วคู่สวยแล้วส่ายหน้าเอื้อนเอ่ย“ไม่สู้แล้ว ข้าเหนื่อยจวนจะตายอยู่รอมร่อ ท่านชนะ”

            เพียงวาจาถูกเอื้อนเอ่ย ผู้คนก็เอะอะ

            ถูกต้องแล้ว ชนะติดต่อกันหกครั้งรวด คู่ต่อสู้แต่ละคนล้วนแล้วแต่มีระดับพลังที่ไม่ด้อยไปกว่าตนเองเลยพลังหยวนแท้ในกายของอวี๋เฉินอวี้คงเหือดแห้งหมดสิ้นแล้ว

            นับประสาอะไรกับหลิงชางที่พลังแกร่งกว่านางเล่า

            ต่อให้เปลี่ยนเป็นคู่ต่อกรที่พลังด้อยกว่านางก็ตามทีอวี๋เฉินอวี้ก็ไม่คิดจะรับคำท้าอีกต่อไปแล้ว

            จากนั้น อวี๋เฉินอวี้จึงเคลื่อนกายวูบหนึ่งลงมาจากสังเวียนประลองอย่างปราดเปรียวแล้วกลับไปยังอัฒจันทร์สำนักมหาหัสดี

            ไม่มีผู้ใดคิดว่าอวี๋เฉินอวี้ทำการไม่เหมาะสมกลับกันความชาญฉลาดและไม่ยึดติดกับชัยชนะของนางนั้นยังน่าชมเชยยิ่งนัก

            “ในเมื่อศิษย์น้องเฉินอวี้เลือกจะสละสิทธิ์เช่นนั้นผู้ใดยินดีจะขึ้นมาประลองกับข้าบ้าง?”

            สละสิทธิ์ ยินดี...

            หลิงชางใช้ถ้อยคำถ่อมตน แต่น้ำเสียงกลับหาได้เป็นเช่นนั้นไม่สีหน้าแววตาหยิ่งทระนงเต็มที่ ดูเหมือนวางตนต่ำแต่แท้จริงนั้นท้าทายอย่างยโส

            สายตานับคู่ไม่ถ้วนมองไปยังศิษย์ฟ้าประทานอย่างพวกเหรินชง หยางอวี่ไท่ซูเสวี่ยโหรว เฮ่อเฉา เป็นต้น

            ผู้นำศิษย์ใหม่จากสำนักแรดวิญญาณอย่างหลิงชางจะมีพลังเท่าใดคงไม่ต้องเน้นให้มากความผู้ที่จะทัดเทียมกับเขาได้ก็มีเพียงแต่อัจฉริยะชั้นยอดของสำนักยุทธขั้นสูงอันเลื่องชื่อที่สุดอีกสี่สำนักที่เหลือเท่านั้น

            “เหอะๆ สู้เล็กสู้น้อยกันมานานนม ได้ฤกษ์เก็บงานเสียที”เสียงหัวเราะแผ่วเบาแสนนิ่งดังมาจากอัฒจันทร์สำนักวายุจักรพรรดิทะลุโสตประสาททุกผู้ทุกนามดวงตาทุกคู่เป็นประกายโดยไม่ได้นัดหมาย

            “ศิษย์พี่เหรินชง!”

            “รอมาตั้งนาน ในที่สุดเขาก็ออกโรงเสียที”

            “ต่อจากนี้แหละคือช่วงเวลาอัศจรรย์อย่างแท้จริง”

            ...

            ราชาศิษย์ใหม่สำนักวายุจักรพรรดิ เหรินชง!

            เพียงวาจานั้นถูกเอื้อนเอ่ยออกมา บรรยากาศทั้งงานก็เสมือนเกิดคลื่นคลั่ง

            นี่ต่างหากคือผู้โด่งดังและมีชื่อเสียงเด็ดขาดที่สุด

            ท่ามกลางเสียงกู่ร้องยินดีของผู้คน เหรินชงเหยียบย่างขึ้นสังเวียนประลองหว่างคิ้วเต็มไปด้วยความเหลาะแหละและเพลิดเพลิน เขากระทบกระเทียบดูแคลนว่า“เจ้าอยากลงไปด้วยตนเองตอนนี้เลยหรือจะรอให้ข้าส่งเจ้าลงไปดี?”

            เป็นการท้าทายเช่นกัน ทว่าน้ำคำกลับโอหังบ้าคลั่งเป็นนักหนา

            มาตรแม้นเป็นเช่นนั้น ผู้ชมก็ไม่ได้รู้สึกว่าเหรินชงทำอะไรผิด

            หากทอดตามองไป ทั้งงานประชุมใหญ่ดาวชิงดวงนี้ผู้มีสิทธิ์ให้เหรินชงตาต่อตาฟันต่อฟันได้เห็นจะมีเพียงหยางอวี่ไท่และซูเสวี่ยโหรวแห่งสำนักยุทธจักรพรรดิเท่านั้น

            หลิงชางสัมผัสถึงแรงกดดันไร้ตัวตนที่แผ่ออกมาจากกายของเหรินชงได้ เขาหน้าเคร่งเล็กน้อยพลันเอ่ยกลั้วหัวเราะ “ฮะ ยากจะหาโอกาสได้ประชันสังเวียนร่วมกับศิษย์พี่เหรินชงโอกาสงามๆ เช่นนี้ข้าจะพลาดได้อย่างไร?”

            “เพราะอย่างนั้น?” เหรินชงยังคงรื่นรมย์เช่นเคย

            “เพราะอย่างนั้น...ขอศิษย์พี่เหรินชงโปรดชี้แนะด้วย”

            กึง!

            สิ้นเสียง ดาบศึกสีดำก็เผยโฉมในมือหลิงชาง ตัวดาบยาวเกินสามฉื่อคมดาบดุจอาภาแผ่กลิ่นอายเบ็ดเสร็จน่าพรั่นพรึง

            พร้อมกันนั้นเอง ที่หลิงชางระเบิดรังสีพลานุภาพแกร่งกล้าจากในกาย

            พลานุภาพบ้าคลั่งเกรี้ยวกราดมาดสัตว์ร้าย

            “ศิษย์พี่เหรินชง ระวังตัวด้วย!”

            หลิงชางตวาด เปลวปราณโหมกระหน่ำถาโถมไปหาเหรินชง ยามอยู่ห่างไม่ถึงห้าเมตรหลิงชางก็โผทะยานขึ้น สองมือกำด้ามดาบแน่น เงื้อสูงเหนือหัวผ่าลงที่หัวเหรินชงชนิดผ่ากลางภูเขา

            ครืน

            เสียงสั่นไหวของคลื่นปราณระลอกแล้วระลอกเล่าแว่วดังพลังหยวนแท้เข้มข้นหลั่งล้นจากร่างหลิงชาง รวมตัวยังตัวดาบเร็วรี่

            แสงสีดำชัดเจนเห็นได้ด้วยตาดุจคลื่นอ่อนโยนบนผิวน้ำพันรอบดาบ

            หลิงชางจู่โจมด้วยเปลวปราณน่าตกใจที่พร้อมจะฟันร่างเหรินชงให้ขาดเป็นสองท่อน

            “เหรินชงหนีไม่รอดแล้ว ศิษย์พี่หลิงชางได้โอกาสบุกก่อน”ศิษย์ฟ้าประทานสำนักแรดวิญญาณกำหมัดแน่นด้วยหน้าตาตื่นเต้น

            “เจ้าแพ้แล้ว!” ดวงตาหลิงชางเรืองรองดุร้าย

            “เหอะๆ ก็ไม่แน่นะ”

            เหรินชงยกมุมปากเป็นยิ้มไม่ยี่หระ วินาทีที่การบุกของหลิงชางจะเข้าถึงตัวเขาโซ่ตรวนที่ปกคลุมด้วยแสงสีทองก็ผุดออกมาจากชายเสื้อของเหรินชงในทันที

            ผ่าง

            โซ่เหล็กหยาบรูปร่างเหมือนแขนกางออกในอากาศ ดูราวกับสะพานเหล็กข้ามแม่น้ำมากางกั้นอยู่ตรงหน้าหลิงชาง

            ตูม!

            ดาบศึกในมือหลิงชางฟันลงบนตรวนเหล็กนั้นเข้าอย่างจัง เกิดประกายไฟแสบตาน่านฟ้าเหนือสังเวียนสัประยุทธ์สั่นไหวเล็กน้อย พลังอันน่าพรั่นพรึงกระแทกกระทั้นจนเกิดระเบิดสนั่นไหว

            ดาบศึกกับตรวนเหล็กปะทะกันเกิดเป็นคลื่นปราณควบแน่น แผ่วงกว้างราวคลื่นน้ำ

            ลมแรงกล้าปั่นป่วน หินทรายปลิวว่อนเต็มพื้นสังเวียน

            และแล้วอานุภาพอันเบ็ดเสร็จเกรี้ยวกราดของหลิงชางก็ถูกตรวนเหล็กที่กั้นตรงหน้าขวางไว้ได้อย่างสิ้นเชิงตรวนเหล็กสั่นสะท้านรุนแรงไม่หยุด ดุจงูพิษที่บิดเบี้ยวก็มิปาน

            “นี่หรือ ‘กายสัประยุทธ์ตรวนวิญญาณ’ ที่ตระกูลเหรินสืบทอดกันมา เลอเลิศสมคำร่ำลือ!”เสียงอุทานหนึ่งจากฝูงชนบนอัฒจันทร์

            กายสัประยุทธ์ตรวนวิญญาณ นามเต็มว่า ‘กายตรวนตรึงวิญญาณ' เป็นขีดจำกัดสายเลือดที่ตระกูลเหรินสืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นขีดจำกัดสายเลือดนี้พร้อมสรรพทั้งบุกและรับ เปลี่ยนแปลงได้ทุกสถานการณ์สู้ระยะประชิดก็ได้ โจมตีระยะไกลก็ย่อมได้อีก

            เหรินชงพึ่งพาพลังกายสัประยุทธ์ตรวนวิญญาณจนเคยท้าสู้กับคู่ต่อกรที่พลังเหนือกว่าตนเองแล้วไม่พ่ายมาก่อน

            ...

            ผ่าง!

            ไม่ทันให้ทุกคนในที่นั้นได้ฟื้นจากความตื่นตกใจเหรินชงก็ผุดยิ้มดูเบาและเหยียดหยามอีกหน สิ้นคลื่นพลังรุนแรงยิ่งกว่า โซ่เหล็กสีทองอีกเส้นก็ผุดออกมาจากแขนเสื้อข้างซ้ายของเหรินชง

            โซ่เหล็กแข็งแกร่งโลดแล่นได้ปราดเปรียวราวอสรพิษบุกโจมตีมันวูบวาบออกไปฟาดฟันใส่หลิงชาง

            หลิงชางผู้อยู่กลางอากาศไม่มีที่ให้เรียกแรง โซ่เหล็กก็ขวางอยู่ข้างหน้าถอยก็ไม่ได้ไปก็ไม่ถึง

            นับประสาอะไรกับการที่เหรินชงไม่ให้เวลาเขาได้ตอบสนองอันใดทั้งสิ้น

            ปึง!

            ตรวนเหล็กเย็นเฉียบแข็งแรงฟาดเข้าที่หน้าอกเขาอย่างจัง แรงกระแทกเหมือนภูเขากระแทกลงมาทั้งลูกหลิงชางตัวสั่นเทิ้มรุนแรง เลือดลมตีขึ้นหน้า พ่นเลือดอึกโตออกมา

            อะไร?

            ผู้ชมใต้สังเวียนหน้าเปลี่ยนสีกันเป็นแถบโดยเฉพาะศิษย์สำนักแรดวิญญาณที่ตาโตเป็นไข่ห่าน

            หลิงชางรับการโจมตีครั้งเดียวของเหรินชงไม่ได้ด้วยซ้ำหรือ?

            ตรวนเหล็กสีทองสะบัดร่างหลิงชางออกไปในทันใด ถึงแม้ว่าจะได้ชัยอยู่ในกำมืออย่างเด่นชัดแน่แล้วแต่เหรินชงก็ยังไร้ทีท่าจะหยุดยั้ง เขาชูมือทั้งสองขึ้นสูงควบคุมโซ่เหล็กทั้งสองเส้นให้ไล่ล่าตามไป

            ฟิ้ว

            โซ่เหล็กสองเส้นกางออกในอากาศ ยืดยาวห้าหกเมตรปิดทางหนีของหลิงชางทั้งหน้าและหลัง

            โซ่เหล็กพาดยาว จะก้าวล้ำหรือถอยร่นก็ไม่ได้ทั้งนั้น!

            นี่คือสถานการณ์ที่หลิงชางต้องเผชิญ

            “ฮะๆ ท้าทายข้า ก็ต้องจ่ายราคาเสียหน่อย” เหรินชงยิ้มพิลึกด้วยย่ามใจ

            หลิงชางหรี่นัยน์ตาฉับพลัน หน้าซีดขาวทันตาเห็น “ไม่!”

            ปึ้ง

            สองเสียงดังพร้อมเพรียงกัน โซ่เหล็กทองทุบเข้าที่อกและแผ่นหลังของหลิงชาง

            พลังจู่โจมน่าหวาดกลัวตีประกบจากทั้งสองฝั่ง กระดูกอกของหลิงชางแหลกเละป่นปี้อวัยวะภายในเคลื่อนจากที่

            ตุบ

            ท่ามกลางสายตาตื่นตระหนกนับคู่ไม่ถ้วนหลิงชางฟุบลงกับพื้นไม่ต่างจากดินโคลน พ่นโลหิตแดงฉานออกจากปากไม่หยุดเบิกตานอนพังพาบอยู่กับพื้น ตัวสั่นงันงก หน้าม่วงช้ำดำเขียว เส้นเลือดระเบิดออกมา

            เพียงเหตุการณ์นี้อุบัติขึ้น ทุกผู้ทุกนามก็ใจหายวาบ

            ดวงตาที่มองเหรินชงเต็มไปด้วยความยำเกรงและหวาดระแวง

            ฝีไม้ลายมือโหดเหี้ยมเผ็ดร้อนยิ่งนัก

            ดูจากอาการของหลิงชางแล้วน่ากลัวว่าครึ่งปีก็คงไม่หาย

            เหรินชงผู้นี้เป็น ‘ดาวมรณะ’ โดยแท้ ให้ดีอย่าท้าทายเขาเลยจะดีกว่า

            บุกรวมสามครั้ง หลิงชางก็พ่ายหมดรูปในเงื้อมมือของเหรินชง ฝีมืออำมหิตเฉียบขาดดลให้หยางอวี่ไท่และซูเสวี่ยโหรวแห่งสำนักยุทธจักรพรรดิอดขมวดคิ้วลับๆ ไม่ได้

            ส่วนฝั่งสำนักวายุจักรพรรดินั้นกู่ร้องก้องดังไปทั่ว

            ดูจากสถานการณ์เบื้องหน้าแล้ว ประชุมใหญ่ดาวชิงดวงปีนี้สำนักวายุจักรพรรดิคงเอาชัยในฐานะที่หนึ่งมาได้แน่

            เคร้ง

            พลันนั้น ในห้วงเวลาที่ทุกคนตกตะลึง เหรินชงก็เริ่มเคลื่อนไหว

            ปลายโซ่เกี่ยวเข้าที่ดาบศึกของหลิงชางที่ตกลงบนพื้นสังเวียนทุกชีวิตหนาวใจ เห็นโซ่เหล็กนั้นลอยขึ้นส่งดาบศึกพุ่งปลิวออกไป

            ดาบศึกพุ่งปลาบไปหาเขตหัวมุมไกลปืนเที่ยงที่สุดเขตนั้นคือทิศทางที่สำนักดาราสวรรค์ประจำที่อยู่นั่นเอง

            ตุบ!

            ดาบคมผ่าอากาศทิ่มแทงโต๊ะแล้วปักลงบนนั้น

            ศิษย์สำนักดาราสวรรค์ทั้งหลายถอยร่นไปเบื้องหลังด้วยอารามตกใจ มีเพียงฉู่เหินเท่านั้นที่ยังคงนั่งนิ่งสงบอยู่กับเก้าอี้ใบหน้าหล่อเหลารูปงามไร้แววอารมณ์ใด

            เหรินชงเพ่งเล็งฉู่เหินหรือ? ผู้ชมอึ้งอีกครั้ง

            ทันใดนั้น เหรินชงก็ชี้ฉู่เหินเฉกเช่นผู้สูงส่งกว่าลั่นวาจาดูถูกเต็มรูปแบบ “นั่นผู้ใด เสนอหน้าขึ้นมาเดี๋ยวนี้”

     

             …………………………