สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 51 ความโกรธของสวรรค์

            ในใจของซุนเฟยทั้งซาบซึ้งทั้งร้อนรน

            ขวานยักษ์ในมือตวัดฟันคลื่นพลังที่ไหลเวียนอยู่ในอากาศและรับดาบที่แทงเข้ามาของนักรบสามดาวแรนดุ๊กซุนเฟยตะโกนอย่างโมโหว่า “เพียร์ซ ข้าสั่งเจ้าในฐานะราชารีบพาเหล่านักรบของข้ากลับเมืองแซมบอร์ด ไม่อนุญาตให้ขัดคำสั่ง...พวกเจ้าวางใจเถอะข้ามีวิธีกลับไปได้”

            เพียร์ซก้มหน้าลง หลบสายตาของซุนเฟย

            ในฐานะที่เป็นทหารองค์รักษ์รักษาพระองค์แล้วเขามีหมื่นพันเหตุผลที่จะอยู่ต่อสู้เคียงข้างองค์ราชาและตอนนี้องค์ราชาก็ไม่ได้ไร้เทียมทานเหมือนก่อนหน้านี้แล้วจริงอยู่ว่าต่อให้พวกเขาถอนตัวออกไปก็ไม่มีใครกล่าวว่าเพราะมันเป็นคำสั่งของราชาแต่พวกเขาทุกคนดูออกว่าหลังจากที่ยอดฝีมือสามดาวปรากฏตัว องค์ราชาอเล็กซานเดอร์ก็ไม่สามารถบุกไปข้างหน้าได้อย่างง่ายๆเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว ฝีมือการต่อสู้ของทั้งสองคนสูสีกันมากไม่มีใครช่วยอะไรได้เลย หากตอนนี้พวกเขาถอนตัว มันไม่เท่ากับว่าทิ้งให้องค์ราชาอยู่ท่ามกลางอันตรายเพียงลำพังหรือ...พวกเขาจะขอใช้เลือดเนื้อของตัวเองสู้ตายในสงครามนี้และจะไม่ทิ้งให้องค์ราชาต้องอยู่ในอันตราย

            พวกเขาหลบสายตาของซุนเฟย เพียร์ซดร็อกบาและคนอื่นพากันดื่มน้ำในถุงอย่างเงียบๆ ไม่รอให้บาดแผลสมานกันดีก็รวมตัวจัดขบวนทัพเป็นรูปกรวยโดยที่เพียร์ซอยู่ด้านหน้าสุดพร้อมที่จะเริ่มเปิดฉากโจมตี

            “ฝ่าบาทบันไดยึดเมืองและเครื่องยิงหินก็ถูกทำลายหมดแล้ว พวกเราจะอยู่รั้งท้ายเอง ได้โปรดท่านกลับไปที่เมืองเถอะขอรับ”

            ซุนเฟยเห็นแบบนั้นก็นิ่งเงียบไม่ตอบอะไรอีก

            เขารู้ว่าภายใต้สถานการณ์แบบนี้แม้ว่าตัวเองจะใช้อำนาจของราชาออกคำสั่งก็ไม่สามารถทำให้เหล่านักรบกลุ่มนี้ยอมกลับไปที่เมืองได้แน่ๆขวานยักษ์ในมือก็เปลี่ยนรูปแบบการต่อสู้ เขาไม่ป้องกันอีกต่อไป เขาใช้รูปแบบการต่อสู้แบบตายหรือพินาศไปด้วยกันขวานยักษ์ฟาดฟันนักรบสามดาวแรนดุ๊ก...

            “พวกสุนัขจนตรอก...ฮ่าๆๆๆไม่มีประโยชน์หรอก วันนี้พวกเจ้าจะไม่มีใครรอดไปได้!”

            นักรบสามดาวแรนดุ๊กหัวเราะออกมาอย่างสะใจเขามองเห็นความหวังในการชนะแล้ว ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องเร่งรีบสู้แตกหักกับซุนเฟยแค่ยืดเวลาให้ข้าศึกพวกนี้อยู่บนสะพานนานอีกหน่อยอาศัยข้อได้เปรียบด้านจำนวนคนที่มีมากกว่า ไม่ช้าก็สามารถจัดการพวกมันได้

            ซุนเฟยเองก็มองแผนการของแรนดุ๊กออก

            มองเห็นแม้กระทั่งอีกฝั่งหนึ่งของสะพานที่อยู่ไกลออกไปมีขบวนทหารเกราะดำกระจ่างอีกจำนวนหนึ่งกำลังเดินขึ้นมาบนสะพานทหารกลุ่มนี้แต่ละคนสะพายกระบอกลูกธนูขนาดใหญ่ไว้ด้านหลังและถือคันธนูยาวไว้ตรงเอวถึงแม้จะอยู่ห่างกันเป็นพันเมตร แต่สัญชาตญาณเฉียบแหลมของคนเถื่อนร้องบอกซุนเฟยว่าธนูยาวนั่นจะต้องแข็งแกร่งมากเป็นแน่

            นอกจากนี้ ซุนเฟยยังรู้สึกถึงภัยคุกคามยิ่งกว่าพลธนูเหล่านั้นที่อยู่ห่างออกไปอีกทันใดนั้นจิตใจของเขาก็เต็มไปด้วยความรู้สึกบางอย่าง นั่นก็คือความรู้สึกกลัวเหมือนกับว่ามีอสรพิษที่มีพิษร้ายแรงกำลังเลื้อยเข้ามาใกล้ตัวเองอย่างเชื่องช้าและเงียบงัน

            ไม่ช้า ดวงตาของซุนเฟยก็เป็นประกายและสัมผัสได้ถึงแหล่งที่มาของอันตราย

            ตรงปลายสะพานหินมีกลุ่มหมอกหนาสีดำกำลังเคลื่อนใกล้เข้ามาอย่างช้าๆในหมอกหนานั่นมีเงาร่างสีดำสลัวๆ อยู่ด้านในความผันผวนของพลังเวทมนตร์ที่รุนแรงแผ่ออกมา ทันทีที่ซุนเฟยเปลี่ยนเป็น ‘โหมดจอมเวท’ ยิ่งทำให้เขาเข้าใจความผันผวนของพลังเวทได้อย่างชัดเจนรู้สึกถึงพลังเวทที่แผ่ออกมาอย่างเห็นได้ชัด ความผันผวนของพลังที่อยู่ไกลๆ นั้นเกินกว่าที่เขาจินตนาการไว้แม้แต่ตอนที่ต้องเผชิญหน้ากับบอสเมืองทริสแทรมอย่างกริสวอลด์ในโลก Diablo เขายังไม่รู้สึกว่าเป็นภัยคุกคามตัวเองอย่างใหญ่หลวงเท่าตอนนี้เลย...

            “นั่นเป็นนักเวทชั้นสูง...น่าจะมีพลังเกินระดับสามดาว”

            ในใจของซุนเฟยพลันสั่นไหว

            ชั่วพริบตา เขาก็รู้ว่าอันตรายที่แท้จริงกำลังเอื้อมใกล้เข้ามา

            คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าจะมีบอสที่แข็งแกร่งมากขนาดนี้ซ่อนในทัพฝ่ายข้าศึกสถานการณ์เลวร้ายอย่างมาก และไม่ใช่แค่นั้น นักเวทที่มีหมอกดำปกคลุมรอบๆกายกำลังเดินเข้ามาในรัศมีสามเมตรแล้ว คาดว่าเมื่อมันมาถึง ทั้งตนเองและเหล่านักรบทั้งยี่สิบเอ็ดคนที่อยู่ด้านหลังคงไม่อาจมีชีวิตรอดได้แน่นอน

            และที่น่ากลัวยิ่งไปกว่านั้นคือการมีอยู่ของยอดฝีมือผู้นี้มันทำให้ความพยายามทั้งหมดก่อนหน้านี้ของตนเองนั้นต้องเสียเปล่า เพราะนักเวทที่มีระดับมากกว่าสามดาวคนหนึ่งก็มีอำนาจมากพอจะทำลายเมืองแซมบอร์ดแล้วอันตรายยิ่งกว่าเครื่องยิงหินทั้งหกเครื่องนั่นยี่สิบเท่าเลย

            “จะต้องคิดหาวิธีกำจัดไอ้นักเวทนั่นก่อน!”ซุนเฟยคิดวกวนไปมาในหัว

            แต่ด้วยพลังของซุนเฟยในตอนนี้ แค่ต้องปะทะกับนักรบระดับสามดาวก็ว่ายากลำบากแล้วหากคิดจะจัดการกับนักเวทที่มีระดับมากกว่าสามดาวที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของเหล่าทหารเกราะดำมันยากยิ่งกว่าปีนป่ายขึ้นสวรรค์เสียอีก เขารับมือกับแรนดุ๊กไปพลางในใจก็ครุ่นคิดหาวิธีไปพลาง แต่ตอนนี้เขาคิดอะไรไม่ออก คิดไปคิดมา ดูเหมือนว่าแม้จะมีพลังของ‘โหมดคนเถื่อน’ ‘โหมดพาลาดิน’และ ‘โหมดนักเวท’ แต่มันคงไม่พอที่จะต่อกรกับนักเวทที่มีระดับมากกว่าสามดาวคนนี้ได้แน่

            ชั่วพริบตา เพียร์ซและดร็อกบากับคนอื่นๆก็เริ่มพุ่งเข้าไปเพื่อจะขวางหน้าระหว่างซุนเฟยและนักรบสามดาวแรนดุ๊กด้วยหวังจะให้ซุนเฟยได้มีโอกาสพักบ้าง

            “จะช้าไม่ได้แล้ว!”

            ในใจของซุนเฟยเต้นอย่างตื่นตระหนก

            เขารู้ดีว่าเวลาเริ่มกระชั้นชิดเข้ามาแล้วหากยังยืดเวลาไปอีก นักรบของเขาทั้งหมดจะต้องพ่ายแพ้ย่อยยับแน่ๆ

            ซุนเฟยพลันตะโกนออกมาเขาใช้งานทักษะ ‘คำราม’ อีกครั้งคลื่นพลังความกลัวอย่างไม่มีที่สิ้นสุดก็แพร่กระจายออกไป ทหารเกราะดำที่อยู่ด้านหน้าก็พากันร้องโวยวายหนีไปจากนั้นซุนเฟยก็เหวี่ยงขวานอีกครั้งเพื่อหลบออกห่างจากแรนดุ๊กทันใดนั้นซุนเฟยก็กระโดดขึ้นไปในอากาศ สองมือกำขวานแน่นแล้วฟันลงไปแนวตั้งด้วยแรงมหาศาลประหนึ่งภูเขาไท่ซานกดทับลงมา

            พลังที่แผ่ออกมาจากขวานนี้เหมือนกับอุกกาบาตตกใบขวานเสียดทานกับอากาศจนเกิดเป็นประกายไฟขึ้นมาฉับพลันการไหลเวียนของอากาศก็เกิดการแปรปรวน

            ในใจแรนดุ๊กตื่นกลัวพลังแบบนี้เขาไม่กล้ารับไว้ตรงๆ

            ตูม!

            ซุนเฟยเหวี่ยงขวานฟันลงบนสะพานหินอย่างรุนแรง

            เศษหินพลันแตกกระจายไปทั่วพลังที่สะเทือนฟ้าสะท้านดินจนทำให้ผู้คนรู้สึกตื่นกลัวทั้งสะพานหินเองก็ถูกขวานของซุนเฟยฟันจนเกิดแรงสั่นไหว หินขนาดใหญ่ที่อยู่ใต้สะพานถูกแรงฟันจนสั่นสะเทือนล่วงลงไปน้ำในแม่น้ำเองก็เกิดการกระเซ็นขึ้น

            “ฮ่าๆๆๆ ไอ้ขี้ขลาด มีพลังนักรบสามดาวแท้ๆแต่กลับไม่กล้ารับพลังขวานข้าตรงๆ อย่างงั้นหรือ?”

            ซุนเฟยยืนบนสะพานและเริ่มส่งเสียงหัวเราะดวงตาฉายแววเหยียดหยามพลางชี้ใบขวานไปที่หน้าของนักรบสามดาวแรนดุ๊กร่างกายยืดตัวตรง เขาทำเหมือนไม่มีคนยืนอยู่ตรงนั้นส่วนกองทัพนับพันที่ตั้งมั่นอยู่ด้านหลัง พลันรู้สึกได้ว่าพลังที่ร้ายกาจขนาดนี้เป็นพลังเฉพาะที่ทำให้กองทัพทหารเกราะดำที่กำลังเคลื่อนไหวก็เกิดความรู้สึกครั่นคร้ามขึ้นมาทันที

            “ถอยกลับไป!”

            ซุนเฟยฉีกยิ้มกว้างสีหน้าแปรเปลี่ยนไปในทันที แขนทั้งสองข้างขยับเคลื่อนไหว

            พลังมหาศาลแผ่ออกมาจากแขนทั้งสองข้างด้านหลังของซุนเฟย เพียร์ซและคนอื่นที่พุ่งเข้ามาจะช่วยซุนเฟยก็พากันถอยหลังออกไปยามที่เผชิญหน้ากับพละกำลังที่น่าเกรงขามของคนเถื่อนเหล่านักรบก็เหมือนได้เจอกับกำแพงเมืองยักษ์ที่ตั้งตระหง่าน แต่ละคนเซถอยหลังไป

            จากนั้นไม่รอให้อีกฝ่ายได้มีปฏิกิริยาตอบสนองเขาก็กระโดดขึ้นไปในอากาศเหมือนเมื่อครู่แล้วรวบรวมพลังทั้งร่าง ก่อนจะฟันขวานออกไปอย่างรุนแรง

            ภายใต้แรงเสียดทานความเร็วสูงใบขวานเสียดสีกับอากาศอีกครั้งก่อนจะกลายเป็นเปลวไฟสีแดงกลิ่นอายอันร้อนระอุตัดผ่าอากาศ ฟันมาที่นักรบสามดาวแรนดุ๊ก

            พลังที่ไร้เทียมทาน

            ขณะที่ลอยอยู่กลางอากาศซุนเฟยก็หัวเราะออกมาเสียงดัง “ฮ่าๆๆ มีใครกล้ารับขวานข้าตรงๆ บ้าง?”

            ไม่มีใครกล้ารับ

            และหนึ่งในนั้นก็รวมถึงนักรบสามดาวแรนดุ๊กเหล่าทหารเกราะดำพากันถอยหลังออกไปเล็กน้อย

            ท่ามกลางทหารเกราะดำนับพัน ไม่มีใครกล้าต่อต้านกับสัตว์ประหลาดที่แข็งแกร่งจนสามารถทำลายขบวนโล่หอกมังกรได้ง่ายดายด้วยกำลังเพียงลำพังเผชิญหน้าโดยตรงกับการโจมตีที่เหมือนสิงโตกำลังคลั่งงั้นหรือ?! ยังไม่โง่ขนาดนั้นหรอก พวกเขาเลือกที่จะถอยอย่างไม่ลังเล

            แต่เห็นได้ชัดว่าซุนเฟยไม่คิดที่จะล้มเลิกความคิดนี้

            เขากระโดดลอยขึ้นกลางอากาศอย่างต่อเนื่องการระเบิดพลังของขวานกลางอากาศนั้นมันเป็นการสิ้นเปลืองพลังมากไม่ต่างอะไรกับสัตว์ร้ายที่กำลังบ้าคลั่งตัวหนึ่ง พวกเขาพากันหลบหลีกพลังกลางอากาศที่ตกลงมาไม่มีใครกล้าละสายตาจากเขา

            ตูม! ตูม! ตูม!!! ตูม!!! ตูม!!!

            “ทำไม ไม่มีใครกล้ารับขวานข้าสักคนเลยหรือ?”

            “ฮ่าๆๆๆกองทัพทหารเกราะดำตั้งสามพันคน เป็นพวกขี้ขลาดหดหัวอยู่แต่ในเป้าใช่ไหม?”

            “ฮึ! แรนดุ๊ก เกียรติยศนักรบของเจ้าตอนนี้มันหายไปไหนแล้ว?กล้ารับขวานข้าตรงๆ ไหม?”

            “มีใครกล้าสู้กับข้า?”

            “…”

            “…”

            ซุนเฟยฟันขวานพลางหัวเราะเยาะออกมาและเอ่ยถามขึ้นจากนั้นก็ก้าวเท้าไปด้านหน้า

            รูปลักษณ์ที่สูงส่งราวกับจักรพรรดิสวรรค์ที่กำลังมองลงมาที่ตัวเองไม่มีใครกล้าสบตาเขาเลยสักคน ซุนเฟยก้าวเท้าไปด้านหน้าทหารเกราะดำก็พากันถอยไปด้านหลังด้วยขาที่สั่นพั่บๆ ไม่กล้าออกอาวุธเข้าโจมตี แม้แต่นักรบสามดาวแรนดุ๊กก็ถูกพลังที่ระเบิดออกมาอย่างบ้าคลั่งของซุนเฟยกดดันไว้เขาไม่สงสัยเลยว่าหากตนเองรับขวานตรงๆ แม้ว่าจะมีคลื่นพลังคอยปกป้องกายแต่คงต้องถูกฟันออกเป็นสองท่อนแน่ๆ ความรู้สึกกลัวนี้ ทำให้เขาถอยหลังไม่หยุด

            เวลาผ่านไปสั้นๆ แค่เจ็ดแปดวินาทีซุนเฟยฟันขวานออกไปทั้งหมดแปดครั้ง

            และทั้งแปดครั้งนี้ก็มีเสียงระเบิดดังอยู่ตลอดเหมือนกับมีสายฟ้าผ่าลงมาที่สะพาน ทั้งสะพานสั่นไหวหินขนาดใหญ่ที่อยู่ใต้สะพานก็หักโค่นตกลงไปในแม่น้ำ ชนเข้ากับ ‘ปลากระหายเลือด’ ที่กำลังแย่งกันกินศพในน้ำจนตายฉันพลันเลือดสีแดงก็ย้อมลงในแม่น้ำ

            ทหารเกราะดำบนสะพานถูกขวานกดดันให้ล่าถอยไปกว่าสิบหกสิบเจ็ดเมตร

            หลังจากที่ซุนเฟยฟันไปได้แปดครั้งเขาก็หยุดเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดัง

            ในระหว่างที่หัวเราะเหล่าข้าศึกก็พากันถอยหลัง

            วินาทีต่อมาดวงตาของซุนเฟยก็กวาดสายตามองอย่างเหยียดหยาม ทันใดนั้นเขาถอยหลังไปสองสามก้าวแล้วกระโดดขึ้นกลางอากาศใช้ทักษะ ‘กระโดด’ ของคนเถื่อนกระโดดขึ้นไปสูงมากกว่าห้าหกเมตรเค้นพลังทั่วร่างก่อนจะฟันขวานออกมาอย่างหนักหน่วง

            ขวานนี้ไม่ได้ฟันไปทางข้าศึก แต่กลับฟันไปบนสะพานที่อยู่ด้านหลังเขาอย่างรุนแรง

            แกร่ก!

            ขวานยักษ์ในมือรองรับพลังมหาศาลของซุนเฟยไม่ไหวท่ามกลางประกายไฟที่กระเด็นไปทั่ว ขวานยักษ์สีดำที่มีลวดลายแปลกประหลาดก็มีเสียงร้องดังขึ้นก่อนที่จะหักเป็นสองท่อน...

            พลังมหาศาลที่ฟังลงไปบนสะพานเกิดเสียงดังกึกก้องขึ้นทุกคนอดไม่ได้ที่จะยกมือปิดหูตัวเองทันที ทหารเกราะดำที่มีพลังน้อยก็ถูกเสียงแหลมๆของการสั่นสะเทือนเสียดแทงเข้ามาที่หูจนแก้วหูแตก เลือดพลันไหลออกมาจากหูยิ่งบางคนที่ถูกแรงสั่นสะเทือนจนทำให้มึนงง ยืนไม่มั่นคงและร่วงลงจากสะพานไป...

            อำนาจของขวานเหมือนกับความพิโรธของสวรรค์

            แม้แต่ท้องฟ้าก็ยังเปลี่ยนสี

            หลังการสั่นสะเทือนผ่านไปคนส่วนใหญ่รวมทั้งเพียร์ซและคนอื่นๆ ก็เกิดความคิดแปลกๆ ขึ้นมาทันทีคิดว่าทำไมซุนเฟยจู่ๆ ก็หันกลับมาฟันสะพานกันนะ?

            ฝุ่นควันค่อยๆ กระจายตัววิสัยทัศน์เริ่มเด่นชัดขึ้น ซุนเฟยที่ยืนอยู่บนสะพานหน้าอกของเขาก็กระเพื่อมขึ้นลงเห็นได้ชัดว่าแทบหมดแรง

            เขายืนอยู่ตรงนั้นอย่างเงียบๆ

            ขวานในมือหักครึ่ง เขาแสยะยิ้มอย่างเย็นชามองไปที่นักรบสามดาวแรนดุ๊ก

            เวลานั้น ทั้งสนามรบก็พลันเงียบสงัด

            ทุกคนสามารถได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเองได้

            ทันใดนั้นก็เกิดเรื่องไม่คาดฝัน

            ครึ่กๆ!

            เสียงเบาๆ ลอยเข้ามาในหูทุกคน

            เสียงเบาๆนี้ฟังดูอ่อนแอเหมือนพวกแมลงกำลังร้องแต่กลับสะเทือนในใจของทุกคนเหมือนกับเสียงฟ้าผ่า ทุกคนอดไม่ได้ที่จะแตกตื่นขึ้นมาเพราะพวกเขาได้พบเรื่องที่น่ากลัวขึ้น รอยแตกที่เหมือนเส้นใยแมงมุมปรากฏขึ้นตรงใต้ฝ่าเท้าของซุนเฟย

            เพียงชั่วพริบตาเหมือนมีแสงสว่างวาบในหัว ตอนนี้ทุกคนเข้าใจเหตุผลที่ซุนเฟยทำแบบนี้แล้ว เมื่อครู่นี้การฟันขวานครั้งที่เก้า เขาไม่ได้ต้องการจะสังหารข้าศึก แต่แอบทำลายสะพานต่างหากทำให้บนสะพานเต็มไปด้วยรอยแตก ไม่รู้ว่าเมื่อไรสะพานมันถึงเริ่มยุบตัวลง

            สะพานเริ่มสั่นอย่างรุนแรง

            ครึ่กๆ ครึ่กๆ ครึ่กๆ ครึ่กๆ!

            รอยแตกเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ

            ก้อนหินที่อยู่ใต้สะพานก็แตกหักลงเสียงหวือดังขึ้น ก้อนหินพวกนั้นล้มลงไปในแม่น้ำจูลี่ น้ำสาดกระเซ็นขึ้นมา

            “เวรเอ๊ย!สะพานกำลังจะพัง”

            ตอนนี้นักรบสามดาวแรนดุ๊กก็เข้าใจความคิดของศัตรูแต่เขาก็ไม่คิดจะเข้าสู้ ได้แต่รีบวิ่งหนี โคจรคลื่นพลังที่อยู่ในร่างแล้วบินไปด้านหลัง หากสะพานยุบตัวลงแม้เขาจะมีพลังนักรบสามดาว แต่ถ้าร่วงลงไปในแม่น้ำและเผชิญหน้ากับคมเขี้ยวของ ‘ปลากระหายเลือด’ นับหลายพันตัว เขาก็คงไม่รอดเช่นกัน

            ทหารเกราะดำพลันปั่นป่วนทุกคนต่างร้องโหยหวนออกมา แย่งกันวิ่งหันหลังกลับไป

            ยิ่งนานเท่าไรสะพานก็ยิ่งสั่นอย่างรุนแรง

            มีเพียงซุนเฟยที่ยืนอยู่ตรงกลางรอยแตกนั่นไม่ขยับเขยื้อนสักนิด

            ตอนนี้เขานิ่งเงียบ ในหัววางแผนที่จะเคลื่อนไหวครั้งต่อไป

            ครุ่นคิดได้สักพัก เขาก็หยิบขวด ‘น้ำยารักษาชีวิตขวดกลาง’ หนึ่งขวดและ ‘น้ำยาฟื้นฟูพลัง’ หนึ่งขวดออกมาจากเข็มขัด แล้วอาศัยฝุ่นควันและเศษหินที่กำลังปลิวว่อนดื่มมันลงไป

            ชั่วพริบตาบาดแผลทั่วทั้งร่างก็เลือนหายไป แผลบนร่างก็สมานกันอย่างรวดเร็ว

            ไม่ช้าเขาก็ฟื้นฟูสภาพกลับมาเหมือนเดิมนอกจากชุดเกราะเหล็กและขวานยักษ์ที่หักเป็นสองท่อนแล้ว ร่างกายก็ไม่มีปัญหาอะไรแม้แต่ร่องรอยบาดแผลเล็กๆ...

            ก็ไม่มีแล้ว

            น้ำยาทุกชนิดในโลก Diablo เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์

            ในเวลาเดียวกัน ดร็อกบาและเพียร์ซกับเหล่านักรบที่อยู่อีกด้านกลับตกใจมาก

            เพราะพวกเขาพบว่า ตอนนี้องค์ราชาอเล็กซานเดอร์ยังคงยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางสะพานที่กำลังพังทลายไม่รู้ทำไมถึงไม่ขยับตัว ไม่แม้แต่จะหลบ...ทุกคนคิดว่าอาจเป็นเพราะซุนเฟยใช้แรงมากเกินไปทำให้พลังหดหายจนไม่สามารถที่จะเคลื่อนไหวได้ ในใจทุกคนต่างพากันตื่นตระหนกหากสะพานยุบตัวลงแล้วราชาร่วงลงไปในแม่น้ำ จะต้องเกิดอันตรายขึ้นอย่างแน่นอน

            “แย่แล้ว...รีบช่วยฝ่าบาทเร็ว!”

            เพียร์ซกระโจนไปด้านหน้าอย่างบ้าคลั่ง

            เหล่านักรบทุกคนดวงตาแดงก่ำ พวกเขาไม่สนใจอาการบาดเจ็บบนร่างของตัวเองที่มีเลือดไหลออกมาไม่หยุดพวกเขาต่างเร่งรีบกระโจนไปด้านหน้าอย่างไม่คิดชีวิต

            “กลับไปนี่พวกเจ้าเป็นบ้าไปแล้วเหรอ!”

            ตอนนี้เองดร็อกบายังคงรักษาท่าทีเยือกเย็นไว้ได้ เขารีบดึงเพียร์ซอย่างรวดเร็วก่อนจะตะคอกออกมาว่า “ทุกคนวิ่งไปแบบนั้นยิ่งทำให้สะพานยุบตัวเร็วขึ้น...หาคนที่วิ่งไวที่สุดคนหนึ่งวิ่งไปหาองค์ราชาแล้วพาท่านกลับมา...”

            “ข้าไปเอง! ข้าวิ่งเร็วที่สุด!”หลังจากที่เพียร์ซพูดเสร็จก็ตั้งท่าจะวิ่งไปด้านหน้า

            “ฮึๆ...เจ้าวิ่งเร็วไม่เท่าข้าหรอก”ดวงตาของดร็อกบาพราวระยับ เผยถึงความเจ้าเล่ห์ทันใดนั้นก็เหวี่ยงขวานเคาะไปที่อกของเพียร์ซทีหนึ่งจนทำให้เพียร์ซจุกส่วนตัวเองก็วิ่งไปด้านหน้าพลางหัวเราะออกมาเสียงดังราวกับว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง พลางตะโกนบอกสหายว่า “ใครก็ห้ามวิ่งเข้ามาข้าจะไปเอง ฮ่าๆๆ ดูแลตัวเองด้วยล่ะเจ้าโง่เพียร์ซ”

            พูดจบดร็อกบาก็วิ่งไปด้านหน้าเหมือนเสือชีต้าห์ สะพานก็ยังคงพังทลายไม่หยุดร่างกายใหญ่ๆ ของเขาไม่ได้ทำให้ความยืดหยุ่นลดลงเลยไม่ช้าเขาก็วิ่งมาตรงหน้าซุนเฟยพลางปกป้องซุนเฟยที่ยังยืนอยู่ตรงกลาง

            “เวรเอ๊ย...ดร็อกบา? ไอ้บ้าเอ๊ย วิ่งมาทำไมเนี่ย?”

            ซุนเฟยที่กำลังวางแผนการต่อไปก็เห็นเงาร่างใหญ่โตวิ่งพรวดออกมาจากในฝุ่นควัน

            “ฝ่าบาท สะพานนี้กำลังจะยุบ รีบกลับกันเถอะขอรับ!”

            ซุนเฟยไม่พูดอะไรแต่ใต้ฝ่าเท้ากับสั่นคลอนอย่างรุนแรงในที่สุดแผ่นหินที่ใหญ่ที่สุดก็พังลงแล้วร่วงลงสู่แม่น้ำ ด้านล่างมี ‘ปลากระหายเลือด’ กำลังอ้าปากกว้างรอขย้ำเขาอยู่...

            “ไม่ทันแล้ว!”

            หากอยากจะกลับคงไม่อาจทำได้ด้านหน้าทั้งหมดยุบตัวลง ซุยเฟยคว้าดร็อกบาไว้ในมือพลางใช้ทักษะ ‘กระโดด’ กระทืบเท้าอย่างรุนแรงด้วยพลังมหาศาลทำให้ก้อนหินที่อยู่ใต้เท้าแตกและร่วงหล่นลงไปทันทีซุนเฟยจับดร็อกบาไว้ในขณะที่ลอยตัวขึ้นกลางอากาศและพุ่งตรงไปทางยังที่ปลอดภัย

            แต่ทิศทางที่เขาไปไม่ใช่ที่ริมฝั่งด้านเหนือของเมืองแซมบอร์ดแต่เป็นริมฝั่งด้านใต้ที่เป็นของค่ายทหารเกราะดำต่างหาก

            เสียงตูมดังขึ้น

            ซุนเฟยเหวี่ยงดร็อกบาให้ร่วงลงไปบนสะพานที่อยู่ห่างจากตัวเองหลายสิบเมตรสะพานหินตรงนี้ยังไม่พัง

            ในที่สุดกลุ่มควันก็กระจายออกไป

            สะพานหินที่สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงก็ค่อยๆกลับมาเป็นปกติ

            ทุกคนมองเห็นสะพานอย่างชัดเจนหลังจากที่มันพังทลายตรงกลางที่เป็นจุดที่แคบที่สุดของสะพานเก่าแก่ได้แตกหักลงไปจนเกิดช่องว่างที่กว้างขนาดสิบหกสิบเจ็ดเมตรเหมือนถูกคนตัดตรงช่วงกึ่งกลางออก ช่องว่างนี้กลายเป็นคูน้ำธรรมชาติสะพานพังแบบนี้หากคิดจะบุกโจมตีเมืองอีกครั้งคงเป็นเรื่องที่ยากจะทำได้เมื่อเผชิญหน้ากับช่องว่างนี้ หากเป็นยอดฝีมือระดับดาวอาจกระโดดข้ามไปได้ แต่กับทหารธรรมดาๆแล้วนอกเสียจากว่าพวกเขาจะมีปีก ไม่อย่างงั้นคงยากที่จะข้ามไปฝั่งเมืองแซมบอร์ด

            ซุนเฟยและดร็อกบายืนอยู่บนขอบช่องว่างบนสะพาน

            ด้านหลังของพวกเขาเป็นร่องน้ำที่กว้างประมาณสิบหกสิบเจ็ดเมตรที่ด้านล่างมีกระแสน้ำเชี่ยวกราก

            ส่วนด้านหน้าของพวกเขาก็มีข้าศึกนับพันที่ถือหอกและดาบแผ่รังสีฆ่าฟันราวกับเป็นกระแสน้ำสีดำก็ไม่ปาน

            สำหรับทั้งสองคนนี่...เป็นวิกฤติที่ไม่สามารถหลบหนีไปได้แน่ เว้นเสียแต่ว่ากำลังเสริมของเมืองแซมบอร์ดด้านหลังจะสามารถหาวิธีนำทั้งสองคนข้ามมาหรือไม่ก็ทั้งสองคนสามารถกำจัดข้าศึกตรงหน้าได้…แต่ทั้งสองวิธีนั่นเห็นได้ชัดว่าไม่สามารถทำได้

            ความเงียบก็เข้าปกคลุมที่กำแพงเมืองแซมบอร์ด

            ทหารรักษาพระองค์และเหล่าชาวบ้านต่างหน้าซีดเผือดทุกคนต่างนิ่งเงียบ คิ้วของนักรบสามดาวแลมพาร์ดเองก็ขมวดแน่นแองเจล่าที่อยู่ข้างกายเขาก็กัดริมฝีปากตัวเองโดยไม่รู้ตัวเลยว่ามีเลือดไหลออกมาหยาดน้ำตาแวววาวค่อยๆ ไหลรินออกมาจากดวงตา ส่วนเจ็มม่าก็พุ่งเข้าไปกอดแองเจล่าไว้พลางร้องไห้ออกมาอย่างไร้เสียง...

            และชายฝั่งแม่น้ำจูลี่ตอนนี้เองชายหน้ากากเงินโกรธจนหน้ามืด

            สะพานหินถูกตัดขาดทันใดนั้นแผนการที่เคยวาดหวังว่าจะพิชิตเมืองแซมบอร์ดด้วยกองทัพเกราะดำในเวลาอันสั้นก็แตกสลายไม่มีชิ้นดีช่องว่างที่กว้างถึงสิบหกสิบเจ็ดเมตรราวกับคูน้ำธรรมชาติได้ขวางกันอยู่ด้านหน้ากองทัพเกราะดำมันเป็นเรื่องยากที่เขาจะผ่านมันไปได้

            “สังหารมันให้ข้า...สังหารพวกมันให้ข้า...!”

            ชายหน้ากากเงินที่ยืนอยู่ไกลๆก็ชี้นิ้วไปทางซุนเฟยและดร็อกบาที่ยืนอยู่ตรงขอบช่องว่างบนสะพานความรู้สึกเหนือกว่าและคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างยังอยู่ภายใต้การควบคุมก่อนหน้านี้พลันสลายหายไปร่างกายของเขาสั่นเทาเหมือนเป็นลมบ้าหมู ร่างสั่นเทาจนไม่อาจพูดให้ชัดเจนยากที่จะรักษาความสง่างามเอาไว้ได้เขาแผดเสียงแหลมร้องสั่งออกมา

            ท่าทางแบบนั้นทำให้คนส่วนใหญ่ต้องขยี้ตาตัวเองอย่างยากจะเชื่อ

            หลายปีที่ผ่านมาพวกเขาไม่เคยเห็นท่าทางบ้าคลั่งแบบนี้จากผู้บัญชาการของตัวเองเลยสักครั้งมันดูเหมือนคนปัญญาอ่อนกำลังถูกกระตุ้น ความสง่างามในอดีตหายไปแล้ว หลงเหลือเพียงภาพลักษณ์บ้าคลั่งที่น่าเกลียดกว่าขอทานที่ใกล้จะหิวตายข้างทาง

            บนสะพานที่ถูกตัด

            นักรบสามดาวแรนดุ๊กเห็นรูปการเป็นแบบนี้ในใจก็พลันผ่อนคลาย

            ท่ามกลางวิกฤติแบบนี้ เขามั่นใจเลยว่าไอ้สองคนนี้ต้องตายแน่ๆสะพานด้านหลังถูกตัดไม่สามารถหลบหนีได้ ภายใต้สถานการณ์แบบนี้แม้ว่ามันจะมีพลังมหาศาลขนาดไหนหรือจะเป็นยอดฝีมือระดับสี่ดาวก็ไม่อาจรอดพ้นไปจากคลื่นมนุษย์นี้ไปได้

            ในใจเขาเบิกบานยิ่ง “ฮ่าๆๆไอ้พวกชั้นต่ำ คราวนี้พวกเจ้าตายทั้งคู่แน่...ตาย! ข้าจะทุบกระดูกพวกเจ้าทีละชิ้น และจะเฉือนเนื้อพวกแกออกทีละชิ้นเช่นกันให้พวกเจ้าต้องร้องขอชีวิตก็ไม่ได้ ร้องขอความตายก็ไม่ได้แน่นอน!”

            นักรบสามดาวแรนดุ๊กหัวเราะลั่นพลางก้าวเข้ามาใกล้ๆทีละก้าว

            ด้านหลังของเขา เหล่าทหารเริ่มเคลื่อนไหวพวกเขาเดินตรงมาด้านหน้าอย่างช้าๆรังสีฆ่าฝันแผ่ออกมาจนรู้สึกเหมือนว่าสามารถจับต้องรังสีฆ่าฟันนั่นได้บรรยากาศก็พลันเปลี่ยนเป็นกดดัน

            หากคนธรรมดาเผชิญหน้ากับเหตุการณ์แบบนี้คงตกใจจนขวัญหนี

            แต่...

            “ฮึ...วันนี้คงเป็นวันตายของพวกเราซะแล้วสิว่าอย่างไรเล่า เจ้าเสียใจไหม?” ซุนเฟยเมินข้าศึกที่กำลังใกล้เข้ามาและหันไปถามดร็อกบาด้วยรอยยิ้ม“กลัวตายหรือเปล่า?”

            “ได้ตายเคียงข้างกับองค์ราชาอเล็กซานเดอร์นักรบผู้ยิ่งใหญ่อย่างพระองค์ ถือว่าเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูลดิดิเย...ดิดิเย ดร็อกบาคนนี้ไม่เคยเสียใจ!”พูดจบก็กำขวานยักษ์ในมือแน่น ร่างกายเต็มไปด้วยรอยบาดแผล แต่ดวงตากับเหมือนเหล็กกล้าร่างกายยืดตัวตรง ก้าวไปขวางด้านหน้าของซุนเฟยอย่างมุ่งมั่นดวงตาคู่นั้นจับจ้องไปที่ข้าศึกอย่างเกรี้ยวกราดพลางระเบิดเสียงหัวเราะออกมา“ฮ่าๆๆ วันนี้ปู่คนนี้ฆ่ามามากแล้ว...หากไอ้พวกลูกหมาขี้ขลาดอย่างพวกเจ้าคิดจะมาทำลายราชาของข้าก็ต้องข้ามศพข้าดร็อกบาไปซะก่อน!”

            เสียงนี้ดังกังวานประหนึ่งฟ้าผ่า

            แม้แต่นักรบสามดาวแรนดุ๊กก็ถูกความโกรธของคนที่มีพลังน้อยกว่าตนกดไว้จนเผลอหยุดเดินเสียเองทหารเกราะดำที่อยู่ด้านหลังก็รู้สึกหวาดกลัวทหารหลายร้อยหลายพันคนถูกข่มจนหวาดกลัวแล้วถอยหลังกลับไปสองสามก้าว

            ตอนนี้เองในใจซุนเฟยพลันเลือดเดือดพล่าน

            ก่อนหน้านั้นซุนเฟยถามใจตัวเองอย่างเงียบๆ ว่า ทำไมตัวเองต้องมาพยายามต่อสู้อย่างสุดชีวิตแบบนี้ด้วยในโลกนี้ ตนเองก็แค่คนที่บังเอิญทะลุมิติมาเท่านั้นเอง สงคราม ความตาย การต่อสู้เลือดเนื้อ ทั้งหมดนี้ความจริงมันไม่เกี่ยวอะไรกับตนเองเลย เพียงตนเองเลือกที่จะจากไปอาศัยพลังที่ได้มาจากโลก Diablo ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็สามารถมีชีวิตรอดต่อไปได้...แล้วทำไมตนเองต้องพยายามต่อสู้อย่างสุดความสามารถแบบนี้ด้วย?

            เพื่อแองเจล่าสาวงามที่อ่อนโยนและจิตใจงามเหมือนเทพธิดาเหรอ?

            เพื่อตอบแทนความจงรักภักดี ความซื่อสัตย์ของบรู๊คเพียร์ซ กับเหล่านักรบที่ให้การสนับสนุนตนเองอย่างงั้นเหรอ?

            หรือเพื่อเหล่าผู้ที่ตกอยู่ในความสิ้นหวังที่อยากจะมีชีวิตรอดและฝากความหวังไว้กับตนเองหรือพวกเด็กๆ คนแก่ คนเจ็บในเมืองแซมบอร์ดที่มองตนเองราวกับพระเจ้าอย่างนั้นเหรอ?

            ฮึๆ มารดามันเถอะ ตั้งแต่เมื่อไรที่ข้ากลายเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้?

            ซุนเฟยหัวเราะเยาะตนเองอยู่ในใจอีกครั้งเขาเคยถามตนเองแบบนี้อยู่หลายครั้งเช่นกัน

            แต่ตอนนี้ เวลานี้เมื่อมองไปที่ชายฉกรรจ์ที่ยืนขวางร่างตัวเองตรงหน้า มองไปยังเหล่านักรบคนอื่นๆ ที่คิดจะข้ามช่องว่างมาที่ฝั่งนี้และมองไกลกว่านั้นตรงที่เหล่าทหารบนกำแพงเมืองกำลังวิ่งเข้ามาที่สะพานไม่หยุด...ทันใดนั้นซุนเฟยก็รู้สึกไม่มีอะไรที่ต้องลังเลอีกแล้วทุกสิ่งทุกอย่างควรจะเป็นแบบนี้

            นี่คือทางที่ราชาเลือก

            เมื่อสูดลมหายใจเข้าไปก็พบว่าอากาศในสนามรบเต็มไปด้วยกลิ่นเลือดซุนเฟยเดินไปอยู่ข้างๆ ดร็อกบาพลางพูดกับนักรบผู้เลือดร้อนคนนี้ว่า“หลังจากกลับไปแล้วจงถ่ายทอดคำสั่งข้าออกไปให้บรู๊คและแลมพาร์ดควบคุมทหารและประชาชนถอยกลับไปในเมืองเสีย ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นห้ามออกจากเมืองเด็ดขาด...จำคำพูดของข้าให้ดีนะ นี่เป็นคำสั่งในฐานะราชาไม่ว่าใครก็ห้ามขัดคำสั่ง มิเช่นนั้นจะถือว่าเป็นกบฏ”

            “อะไรนะ? กลับไป...”ดร็อกบาชะงักไม่เข้าใจความหมายที่ซุนเฟยพูด

            ตอนนี้เองซุนเฟยก็แย่งขวานยักษ์ของดร็อกบาจากนั้นก็จับที่เอวแล้วออกแรงยกเขาขึ้นมาหันหลังกลับไป อาศัยแรงหมุนแล้วตะโกนลั่น ก่อนจะโยนออกไป

            ดร็อกบาไม่ทันจะตอบสนองอะไรก็รู้สึกเหมือนร่างกายเบาโหวง

            วินาทีต่อมาราวกับมีเมฆหมอกปกคลุมภาพตรงหน้าพร่ามัวไปครู่หนึ่ง ท่ามกลางเสียงร้องตกใจเขาก็พบว่าตัวเองถูกซุนเฟยทำเหมือนเป็นกระสอบทรายโยนข้ามช่องว่างไปอีกฝั่งหนึ่งของสะพานซุนเฟยพยายามควบคุมพลังคนเถื่อนในการโยนร่างสูงใหญ่ของดร็อกบาร่วงลงพื้นแล้วกลิ้งไถลห่างจากช่องว่างไปราวๆ สี่ห้าเมตรชุดเกราะเหล็กขูดไปกับหินจนเกิดประกายไฟแล้วไถลชนกับสหายที่อยู่ตรงกลางของกลุ่ม แต่นอกจากแรงเหวี่ยงในขณะที่ร่วงลงพื้นแล้วก็ไม่ได้เจ็บอะไรมาก

            “ทุกคนถอยกลับไปเสีย...เชื่อข้าข้าจะรอดกลับไป!”

            ซุนเฟยตะโกนออกไปเสียงตะโกนกลบเสียงแม่น้ำและดังลอยไปถึงดร็อกบา เพียร์ซ บรู๊คแลมพาร์ดและแองเจล่ารวมไปถึงทุกคน เสียงนั่นดังก้องไปทั่วฟ้าเป็นเวลานาน...

            พูดจบ ซุนเฟยก็โยนขวานยักษ์ที่แย่งมาจากมือของดร็อกบาทิ้งไปข้างๆจากนั้นก็เริ่มพุ่งเข้าไปทางกลุ่มทหารเกราะดำและแรนดุ๊กเหมือนพายุทอร์นาโดที่น่ากลัวซึ่งกำลังหมุนอยู่บนพื้นและส่งเสียงคำรามดังกึกก้อง

            “ข้าจะฆ่าเจ้า อ๊ากกกก...”

            ในที่สุดแรนดุ๊กก็ได้สติกลับมาเขาเห็นสถานการณ์เป็นแบบนี้จึงรู้สึกมั่นใจมากว่า อย่างไรซุนเฟยก็คงต้องตายแน่ๆแต่การที่ศัตรูหนึ่งคนหลบหนีไปได้แบบนี้ มันก็ทำให้เขารู้สึกโมโหในใจอย่างมากจนยากที่จะอธิบายเป็นคำพูดได้ตอนนี้ความรู้สึกที่เขาข่มกลั้นไว้ตลอดก็ระเบิดขึ้นเขากระแทกเท้าที่พื้นแล้วพุ่งขึ้นไป คลื่นพลังสีแดงลุกท่วมร่างอย่างบ้าคลั่ง เห็นได้ชัดว่าเร่งพลังมาถึงขีดสุดแล้ว

            “ฮ่าๆๆๆข้าจะส่งชีวิตสุนัขอย่างเจ้ากลับบ้านเก่าไปซะ ส่วนศพข้าจะแยกเป็นชิ้นๆ!”

            ซุนเฟยไม่ปรากฏท่าทางหวาดกลัวใดๆเขาหัวเราะอย่างยั่วยุ

            ในระหว่างที่กำลังปะทะกันเขาก็พลันเปลี่ยนโหมดเป็น ‘โหมดจอมเวท’ ชั่วพริบตา พลังเวทมนตร์อันแข็งแกร่งที่อยู่รอบๆกายของเขาก็ปรากฏขึ้น อากาศก็กลายเป็นร้อนระอุขึ้นเรื่อยๆ

            หวือ!

            บอลไฟสีแดงลูกหนึ่งปรากฏขึ้นมาก่อนจะโยนไปทางแรนดุ๊ก

            เวทมนตร์เพลิง ‘กระสุนเพลิง’

            ตามมาด้วยเสียงวูบ เบาๆก่อนจะมีบอลอสนีบาตสีเงินอีกลูกปรากฏที่มือของซุนเฟย และเขาก็โยนไปทางแรนดุ๊กอีกครั้ง

            เวทมนตร์อสนีบาต ‘กระสุนพลังงาน’

            ยังไม่หมดเท่านี้

            หลังจากบอลสายฟ้าแล้วก็มีเสียง‘พรึ่บ’ ความเย็นแผ่กระจายไปทุกสารทิศฉับพลันมวลอากาศก็หมุนตัวอย่างรวดเร็วก่อนจะกลายเป็นบอลน้ำแข็งแล้วโยนไปทางแรนดุ๊ก

            เวทมนตร์น้ำแข็ง ‘กระสุนน้ำแข็ง’

            ซุนเฟยใช้ทักษะทั้งหมดของจอมเวทเลเวล3 อย่างไม่ลังเล เพียงชั่วพริบตา มานาทั้งหมดของจอมเวทก็หายไปไม่เหลือจากนั้นก็รีบเปลี่ยนเป็นโหมด ‘โหมดคนเถื่อน’ อย่างรวดเร็วแล้วพุ่งเข้าไป

            ประกายแสงสีทองเจิดจ้า

            จากนั้นเขาก็สลับเป็นอุปกรณ์สำรองของคนเถื่อน‘มีดสั้นพายุ’ กับ ‘โล่ตราวิญญาณคชสาร’ ปรากฏออกมา

            อีกด้าน แรนดุ๊กจัดการกับทักษะเวทมนตร์ที่ถูกซุนเฟยโยนมาอย่างร้อนรน

            เขาคาดไม่ถึงว่าคู่ต่อสู้จะเป็นนักเวทด้วยในใจพลันตื่นตระหนก

            แต่นักรบสามดาวก็ไม่ได้กระจอกเขาหลบบอลเพลิงมาได้อย่างเส้นยาแดงผ่าแปด ยังไม่ทันจะตั้งตัวบอลอสนีบาตสีเงินก็พุ่งเข้ามาแรนดุ๊กยกดาบขึ้นมาขวาง แต่ใครจะไปรู้ว่าบอลอสนีบาตนั่นจะระเบิดออกมาแสงสีเงินแล่นพล่านไปทั่ว ทิ่มแทงไปที่ร่างของเขา ทำให้ร่างกายของเขาชาจนเคลื่อนไหวได้ช้า

            แรนดุ๊กรีบโคจรคลื่นพลังขับไล่พลังสายฟ้าที่อยู่ในร่างพอจะตอบโต้กลับก็มีบอลน้ำแข็งพุ่งเข้ามาชน ม่านตาของเขาหดลงคราวนี้เขาหลบไม่ทันอีกครั้ง

            ปัง!

            ในขณะที่บอลน้ำแข็งชนที่ร่าง ทันใดนั้นก็มีชั้นน้ำแข็งบางๆปกคลุมบนร่างของเขา

            ไม่รอให้เขาได้โคจรคลื่นพลังละลายชั้นน้ำแข็งเขาก็พลันรู้สึกได้ถึงแสงสะท้อนสีทองสว่างวาบตรงหน้า ลำคอของเขาเย็นวาบ จากนั้นแรนดุ๊กก็รู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองกำลังลอยขึ้นและมองเห็นร่างที่แสนคุ้นเคยนั่นคือด้านหลังของตัวเขาเองและบนคอก็ไม่มีหัว! เลือดสดๆ พุ่งออกมาเหมือนน้ำพุ

            “ข้า...ถูกตัดหัว?”

            จิตสำนึกสุดท้ายไม่ใช่ความหวาดกลัวแต่เป็นความสงสัยจากนั้นเบื้องหน้าก็ดับวูบไป เขาก็ไม่รู้สึกอะไรอีกเลย...

            ----------------------------------------------------