จักรพรรดิมารนอกรีต

    ตอนที่ 30 : ตราประทับโลหิตติดตาม

    ไป๋เฉินยืนขึ้นพร้อมทั้งสังเกตกริชทั้งสี่อย่างระมัดระวัง ก่อนจะพยักหน้าอย่างพึงพอใจกับตัวเอง

    แต่ก่อนที่เขาจะเดินเข้าไปอาบน้ำชำระล้างร่างกายในกระโจม กลับมีเสียงหนึ่งดังขึ้นสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งอาคารตระกูลฉิน "ไป๋เฉิน! โผล่หัวออกมา!"

    ไป๋เฉินที่กำลังจะก้าวเท้าเพื่อไปอาบน้ำ ก็อดไม่ได้ที่จะสบถอย่างเสียอารมณ์ "เกิดบ้าอะไรขึ้นอีกแล้ววะเนี่ย!"

    ผลสุดท้ายเขาทำได้เพียงเดินออกจากลานไปโดยที่ไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์แม้แต่น้อย 

    .
    .
    .

    "ท่านพ่อ ไป๋เฉินมันทุบตีข้าและลูกน้องข้าอีกสองคน ท่านต้องให้ความยุติธรรมแก่ข้า!"

    "เจ้ากำลังปักปำพี่เขยของข้า! พี่เขยของข้าเพียงแค่สะกดจุดของเจ้าทำให้หมดสติไปก็เท่านั้น!" 

    "เจ้ามันโป้ปด! ไป๋เฉินทุบตีข้าอย่างรุนแรงในขณะที่ไม่ทันได้ตั้งตัวจนข้าต้องมีสภาพเช่นนี้ ไปเรียกให้ไป๋เฉินมาคุกเข่าขอขมาแก่ข้าเดี๋ยวนี้"

    "เจ้า! เจ้ากล้บขาวเป็นดำเช่นนี้ได้อย่างไร!"

    ด้านหน้าตระกูลฉิน ฉินเหวินเทียนกำลังโต้เถียงกันกับชายหนุ่มในอาภรณ์สีม่วงอยู่ในระยะไกล แต่ร่างสีม่วงนั้นกลับมีรอยปูดบวมฟกช้ำบนใบหน้า ตาขวาปิดลงครึ่งหนึ่งเผยให้เห็นห้อเลือดจากถุงใต้ตากำลังตอบโต้ตะคอกกลับร่างนั้นคือหยางเหมิน

    ฉินเหวินเทียนกัดฟันอย่างไม่อดทน พลังปราณของเขากำลังไหลเวียนก่อเกิดเป็นมวลพลังงานปกคลุม

    หยางเหมินกล่าวอย่างน่าเห็นอกเห็นใจมองไปยังชายชราข้างกาย "ท่านพ่อ ไป๋เฉินบังอาจมาทุบตีข้าโดยไม่มีสาเหตุ ท่านต้องให้ความยุติธรรมแก่ข้า"

    หลังจากได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย ไป๋เฉินที่เพิ่งเดินมาถึงก็ต้องพบเจอเข้ากับกลุ่มคนสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือฉินเยว่ฉาน ฉินหมิงหยวนและฉินเหวินเทียน

    ตรงข้ามคือชายชราในอาภรณ์สีม่วงและหยางเหมินที่มีใบหน้าอัปลักษณ์ราวกับว่าไปฟัดกับหมาที่ไหนมาสักแห่ง

    "มันอยู่นั่น ไป๋เฉินอยู่ที่นั่น" ไม่รู้ว่าด้วยเหตุอันใดบุคคลที่ตะโกนเสียงดังกลับกลายเป็นฉินหมิงหยวนเสียอย่างนั้น

    หากไป๋เฉินหลบซ่อนอยู่ภายในโดยไม่ยอมเผยตัวออกมา แน่นอนว่าตระกูลหยางไม่มีความกล้ามากพอที่จะบุกรุกเข้าไปในอาณาเขตของตระกูลฉินเป็นแน่

    แต่ฉินหมิงหยวนกลับพยายามที่จะยุแหย่ให้ไป๋เฉินยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งในครั้งนี้เสียให้ได้

    ฉินเยว่ฉานจ้องมองฉินหมิงหยวนด้วยสายตาแข็งกร้าว รัศมีจิตสังหารของนางพลันระเบิดออกอย่างโกรธจัด "ฉินหมิงหยวน เจ้ากำลังทำอะไรอยู่!"

    เมื่อสัมผัสได้ถึงเจตนาฆ่าในแววตา ฉินหมิงหยวนอดไม่ได้ที่จะถอยร่นกลับไปสามก้าว ก่อนจะก้มหน้าด้วยร่างกายที่กำลังสั่นเทา แต่ในมุมก้มมันกลับเผยรอยยิ้มแสยะบางเบา

    ไป๋เฉินย่างฝีเท้าอย่างไร้กังวล เดินแหวกกลุ่มฝูงชนและมาหยุดลงข้างๆฉินเยว่ฉาน เขาเหลือบมองหยางเหมินในขณะเอ่ยถาม "เยว่ฉาน เหตุใดเจ้าไม่ให้เงินมันไปเสีย ขอทานผู้นี้มันจะได้กลับๆไปเสียที"

    "ปู้!" 

    "ปู้!"

    ฉินเยว่ฉานและฉินเหวินเทียนที่กำลังอยู่ในสภาวะจริงจังก็มิอาจกลั้นเสียงหัวเราะได้ พวกเขาทั้งสองสะอื้นจนไหล่สั่นราวกับกำลังพยายามกลั้นขำอย่างสุดชีวิต

    ชายชราในอาภรณ์สีม่วงมีสีหน้ามืดมนในบัดดล "ในที่สุดเจ้าก็โผล่หัวออกมา! มาคุกเข่าขอขมาต่อหน้าบุตรชายของข้าเดี๋ยวนี้!"

    ไป๋เฉินเดินผ่านร่างฉินเหวินเทียนและฉินเยว่ฉานด้วยสีหน้าเรียบเฉย เมื่อมาหยุดอยู่ตรงหน้าสองพ่อลูก เขายื่นมือออกไปโบกลอยๆราวกับกำลังไล่สุนัข "ไปซะ ชิ่วๆ ที่นี่คือตระกูลฉินไม่ใช่ที่สำหรับขอทาน"

    "ห๊ะ!"

    "ห๊ะ!"

    "ห๊ะ!"

    ทุกผู้คนอุทานด้วยสีหน้าตกตะลึง

    "เจ้าพูดว่าอะไร!" ชายชราตะคอกด้วยความโกรธที่กำลังพุ่งพล่าน

    "ข้ากำลังไล่ขอทาน...เป็นไปได้ไหมว่าท่านคือขอทานคนนั้น?" ไป๋เฉินแสดงสีหน้าที่สับสนราวกับชายหนุ่มใสซื่อ

    ชายชราแทบจะกระอักเลือดออกมาเต็มปากจากความโกรธ "ไอ้หนู! เจ้ารนหาที่ตาย!" 

    ไป๋เฉินเพียงถอนหายใจ เขาหันหลังกลับไปพลางโบกมือ "ข้านึกว่าจะเป็นเรื่องสำคัญ ที่แท้ก็แค่เรื่องขี้หมาเท่านั้น...กลับไปซะ ข้าไม่มีเวลามาเสียกับเรื่องไร้สาระ หากต้องการความจริงก็ไปสอบถามกับศาลาเมฆินทร์ให้มันสิ้นเรื่อง"

    "ไป๋เฉิน หยุดเดี๋ยวนี้!" จู่ๆพลังปราณพลันแผ่ซ่านออกจากร่างของหยางเหมินที่มีใบหน้าบวมเป่ง มันพุ่งตรงไปยังไป๋เฉินด้วยมีดสั้นในมือขวาหมายที่จะลอบจู่โจมจากทางด้านหลัง

    ไม่มีผู้ใดคาดฝันว่าหยางเหมินจะกล้าลงมือสังหารไป๋เฉินภายในตระกูลฉินเช่นนี้!

    "ระวัง!" ฉินเหวินเทียนและฉินเยว่ฉานต่างก็หน้าถอดสี ด้วยระยะห่างเพียงแค่นี้ไม่มีทางที่พวกเขาจะเข้าไปช่วยได้ทันการณ์

    ทันใดนั้นไป๋เฉินหันกายกลับมาเผยให้เห็นรอยยิ้มแสยะประดุจดั่งปีศาจกระหายเลือด

    "ไม่ดี! หยุดก่อน!" ชายชราพยายามตะโกนห้ามไว้เมื่อตระหนักได้ถึงสายตาที่บ้าคลั่งของไป๋เฉินเมื่อครู่

    แต่มันก็สายเกินไปมีดสั้นของหยางเหมินแทงจั่วลม โดยที่ร่างของไป๋เฉินปรากฏเป็นแสงวาบหายไปจากตำแหน่งเดิมพร้อมสายลมโชยอ่อนๆพัดผ่านไป

    หยางเหมินกำลังตกตะลึง กลับมีแสงสีดำส่องประกายสะท้อนกับแสงสุริยัน กริชสั้นเล่มนั้นกำลังจดจ่ออยู่ที่คอหอยของหยางเหมินโดยมือที่เพรียวบางของไป๋เฉินบีบรัดคอไว้จนแน่น "น่าสนใจ..."

    ทุกผู้คนที่กำลังมองอยู่แสดงสีหน้าตกตะลึงและอดไม่ได้ที่จะตั้งคำถามภายในใจ

    นี่คือไป๋เฉินขยะไร้ประโยชน์ผู้นั้นจริงๆหรือ? 

    เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่ามันเป็นคนละคนกันอย่างไรอย่างนั้น

    การเคลื่อนไหวเช่นนี้...ผิกปกติเกินไป

    เห็นได้ชัดว่าแม้นไป๋เฉินจะเป็นขยะ แต่การตอบสนองต่ออันตรายนั้นนับว่าเฉียบแหลมเสียยิ่งกว่าเมื่อต้องเทียบเคียงกับบุคคลที่มีอายุไล่เลี่ยกัน

    ชายชราในอาภรณ์สีม่วงแสดงสีหน้าโกรธจัด มันระเบิดพลังปราณพร้อมจะพุ่งไปข้างหน้าทุกขณะ "ปล่อยเขา!"

    แต่ไป๋เฉินเพียงกดกริชให้แนบชิดคอของหยางเหมินยิ่งขึ้นปรากฏเป็นรอยกรีดที่ลำคอ "เจ้าเฒ่า หากเจ้าขยับแม้แต่น้อยนิด...ไอ้เด็กเวรนี่ตายแน่"

    ความคมของกริชเล่มนี้ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหากเขาออกแรงแม้เพียงน้อยนิด หยางเหมินจะต้องไปคุยกับยมบาลทันที

    "ท่านพ่อ ช่วยข้า-" หยางเหมินกรีดร้องอย่างหวาดกลัว หากมันขยับตัวเพียงเล็กน้อยกริชสีดำคงจะปาดผ่านคอของมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    แต่ชายชรากลับไม่สนใจ มันเชื่อว่าไป๋เฉินจะไม่กล้าลงมือเป็นแน่ ดังนั้นมันจึงดีดตัวพุ่งทะยานหมายจะจู่โจมไป๋เฉินอย่างไม่เกรงกลัว

    "วู้ม!"

    แต่จู่ๆกลับมีแสงสีฟ้าวาบประกายปรากฏขึ้นปิดกั้นเส้นทางของชายชราไว้ ร่างนั้นจ้องเขม็งด้วยแววตาแข็งกร้าว "หยางลั่ว เจ้ากล้าบุกรุกและเข้ามาทำร้ายบุตรเขยของข้างั้นรึ!" 

    หยางลั่วขมวดคิ้วพลางหยุดฝีเท้า พลันตะโกนอย่างไม่ยอมความ "เจ้าเฒ่าฉิน! ไป๋เฉินบังอาจทำร้ายบุตรชายของข้าที่ศาลาเมฆินทร์ ซ้ำแล้วมันยังดูถูกข้าว่าเป็นขอทาน เจ้าจะอธิบายเรื่องนี้แก่ข้าได้อย่างไร!?"

    ทว่าฉินเหยียนมองตรงด้วยสีหน้าราบเรียบ "หยางลั่ว ข้ารู้ว่าบุตรชายของเจ้าถูกทำให้หมดสติเท่านั้น ข้าได้ยินเรื่องนี้มาจากเหวินเทียนทั้งหมดแล้ว สิ่งที่เจ้ากำลังกระทำคือการปักปำตระกูลฉินของข้าอย่างเห็นได้ชัด"

    "เป็นไปได้ไหมว่าเจ้าคิดว่าข้าฉินเหยียนผู้นี้เป็นลูกพลับที่นวดได้ง่าย!"

    "วู้ม!!!"

    แรงกดดันราวกับภูผาถล่มกดข่มไปยังหยางลั่วอย่างหนักหน่วง จนมันอดไม่ได้ที่จะหน้าถอดสี

    "ไสหัวไป! หากเจ้ากล้าที่จะทำร้ายบุตรเขยของข้าอีกครา...คราวหน้าเจ้าจะไม่โชคดีเช่นนี้" รูม่านตาของฉินเหยียนฉายแววบ้าคลั่ง

    หยางลั่วที่กำลังฮึกเหิมกลับแสดงสีหน้าหวาดกลัวขึ้นมาเห็นได้ชัดว่าหากมันดันทุรังไปมากกว่านี้จะไม่เป็นการดีต่อตระกูลหยางของมัน

    มันจึงชี้ไปยังไป๋เฉินก่อนจะกล่าวอย่างไม่เต็มใจ "เช่นนั้นปล่อยบุตรชายของข้าได้แล้ว"

    "ไป๋เฉิน ปล่อยมันไป" ฉินเหยียนโบกมือพลางกล่าว 

    ทว่าไป๋เฉินกลับส่ายศีรษะอย่างไม่เห็นด้วย "แต่ท่านลุง มันกล้ากล่าวหาและใส่ร้ายข้าทำให้ตระกูลฉินเสื่อมเสียชื่อเสียง ซ้ำยังพยายามลอบโจมตีข้าจากด้านหลัง หากข้าไหวตัวไม่ทันข้าต้องตายไปโดยเปล่าประโยชน์งั้นหรือ?"

    "เจ้าต้องการอะไร!?" คิ้วของหยางลั่วขมวดเป็นปมพลันคำรามอย่างไม่สบอารมณ์

    มันรู้ดีว่าฉินเหยียนเป็นห่วงเป็นใยไป๋เฉินมากเพียงใด หากมันดื้อดึงไปมากกว่านี้ เกรงว่าอาจจะเกิดเรื่องราวใหญ่โตตามมาก็เป็นได้

    ไป๋เฉินเพียงรอยยิ้มบริสุทธิ์ เขากล่าวด้วยเสียวแผ่วเบา "5,000 เหรียญทอง"

    เมื่อประโยคนั้นสะท้อนดังก้องในหู พวกเขาทั้งหมดหันขวับไปยังไป๋เฉินราวกับกำลังมองคนบ้า

    ฉินเหวินเทียนมองไปยังไป๋เฉินด้วยสายตาเทิดทูนยิ่งกว่าเก่า 'พี่เขยช่างน่าเกรงขามยิ่งนัก'

    แต่ฉินเยว่ฉานกลับเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง 'ไป๋เฉินกลับกลายเป็นคนหน้าเลือดตั้งแต่เมื่อใดกัน?'

    "มันมากเกินไป ข้าไม่สามารถให้เจ้าได้" หยางลั่วส่ายศีรษะอย่างหนักหน่วงบ่งบอกว่าเป็นไปไม่ได้

    "โอ้? เช่นนั้นมารอดูกันว่าหยางเหมินผู้นี้จะตายอย่างไรหากมันต้องมาตกอยู่ในมือของข้า" ไป๋เฉินกล่าวเบาๆด้วยเสียงแผ่ว กริชกดลงไปที่คอของหยางเหมินจนโลหิตสายเล็กๆหยดลงมา

    แม้แต่ฉินเหยียนก็ยังประหลาดใจ เพราะเขาไม่เคยได้เห็นไป๋เฉินในแง่มุมเอาแต่ใจเช่นนี้มาก่อน

    ในอดีตไป๋เฉินเป็นชายหนุ่มที่มีบุคลิกที่ยอมคนเสียง่ายๆและจะไม่โต้เถียงกับผู้ใดและปล่อยให้ตนรับความผิดทั้งหมดโดยที่ไม่เอาความ

    แต่บัดนี้ไป๋เฉินที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้าพวกเขา ราวกับว่าเป็นคนละคนกันอย่างไรอย่างนั้น

    "ช้าก่อน!" หยางลั่วกัดฟันอย่างหงุดหงิด มันรีบล้วงเข้าไปในกระเป๋าย่ามและหยิบถุงเงินออกมาโยนไปให้แก่ไป๋เฉินอย่างไม่เต็มใจ "นี่คือ 5,000 เหรียญทองตามสัญญา เช่นนั้นจงปล่อยบุตรชายของข้ามาได้แล้ว" 

    "เช่นนั้นขอขอบคุณในความเอื้ออาทรณ์ของท่านผู้นำหยาง" ไป๋เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพ พร้อมกับรับถุงเงินด้วยมือขวา แต่ก่อนที่เขาจะผลักหยางเหมินออกไป กลับมีอักขระ 血 สีแดงฉานปรากฏขึ้นกลางฝ่ามือประทับไปยังต้นคอของมันโดยที่ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น

    นี่คือทักษะแรกจากเคล็ดวิชาตราประทับโลหิต : ตราประทับโลหิตติดตาม