เจียงเยี่ยน ดับเทพพิฆาตมาร

    ตอนที่ 47 ต้นกำเนิดพลังเทพดับสูญ



    ซูโหยวเสวียนเอ่ยเล่าถึงต้นกำเนิดชีพจรเทพดับสูญให้เจียงเยี่ยนฟัง
    “เมื่อสามร้อยปีก่อนที่เขาคุนหลุน มีครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวหนึ่ง มีทารกนามว่าเหลิ่งเถียนถือกำเนิดขึ้น เล่าลือกันว่าเหล่าเทพสวรรค์ยังหวาดเกรง มวลอสูรขวัญผวา แม้แต่ภูตผีก็หวาดกลัว”
    “เหลิ่งเถียนเกิดในวันที่สภาพอากาศวิปริตแปรปรวนถึงขีดสุด เกิดไอดำพวยพุ่งจากพื้นดิน อัสนีบาตฟาดลงมานับครั้งไม่ถ้วน แม้แต่เหล่าภูตเทพยังครั่นคร้าม”
    “เหลิ่งเถียนเป็นเด็กประหลาด แทบไม่คบหากับผู้ใด ไม่ซุกซน ไม่ช่างเจรจา นั่งเหม่อมองแต่ท้องฟ้า มันฟังตำนานเล่าว่า เขาคุนหลุนเป็นที่อยู่ของเหล่าเซียน จึงกล่าวว่าสักวันมันจะเป็นเจ้าแห่งสวรรค์ ผู้คนต่างหัวร่อเยาะมัน มีเพียงเด็กสาวที่ชื่อซูหลิงเอ๋อร์ เป็นซึ่งเป็นสหายตั้งแต่เยาว์วัยเป็นเพื่อนพูดคุย”
    “ซูหลิงเอ๋อร์เป็นเด็กสาวฉลาดเฉลียว รู้จักช่างเจรจาแตกต่างกับเหลิ่งเถียนที่เงียบขรึม ซูหลิงเอ๋อร์เป็นผู้เดียวที่เข้าใจเหลิ่งเถียนว่ามันมิได้เพ้อเจ้อและยังเป็นลูกผู้ชายอันเข็มแข็ง นางจึงเป็นผู้เดียวที่คอยสนับสนุนและให้กำลังใจเหลิ่งเถียน”
    “เมื่อเหลิ่งเถียนเติบใหญ่ เริ่มฝึกปรือวิทยายุทธ มันมีทักษะยุทธอย่างสูง คิดค้นพลังเทพดับสูญ สร้างใช้ลมปราณหยินซึ่งเป็นด้านมืดสร้างพลังไอดำขึ้นคุ้มกันรอบตัว ใช้ลมปราณหยางซึ่งเป็นพลังด้านสว่างสร้างพลังอัสนีใช้ในการจู่โจม และหลอมรวมพลังหยินหยางเข้าด้วยกันที่หัวใจ ก่อเกิดเป็นจุดชีพจรเทพดับสูญขึ้นที่กลางหน้าอก หรือเรียกอีกอย่างว่าดวงใจแห่งราชัน เพราะนี่คือพลังสุดยอดซึ่งสามารถผลักดันคนผู้หนึ่งให้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งราชันได้”
    “เมื่อฝึกยุทธสำเร็จ เหลิ่งเถียนเริ่มคิดการใหญ่ รวบรวมกองกำลัง นำทัพสยบเผ่าต่างๆ ในคุนหลุนและโดยรอบ สุดท้ายตั้งตนเป็นจักรพรรดิคุนหลุน บริเวณรอบเขาคุนหลุนนับพันหลี่ ไม่มีผู้ใดกล้าขัดขืนมัน”
    “หลังตั้งตนเป็นจักรพรรดิ มันก็ตั้งซูหลิงเอ๋อร์เป็นราชินี เหลิ่งเถียนหลงรักซูหลิงเอ๋อร์ยิ่ง เอาใจดูแลซูหลิงเอ๋อร์มิได้ขาด สามวันมอบของขวัญ ห้าวันจัดงานเลี้ยง แม้แต่ยามอยู่ในสมรภูมิยังสั่งให้บริวารคอยส่งของขวัญไปให้ มีอยู่ปีหนึ่งถึงกับเกณฑ์คนนับหมื่นเพื่อก่อตั้งพระราชวังให้ซูหลิงเอ๋อร์ วังนั้นคือวังนิรมลเอง”
    “ต่อมาเหล่าอสูรไม่พอใจความกำเริบเสิบสานของเหลิ่งเถียน ถงจั่วเจ้าพญามารนำกองกำลังนับหมื่นเข้าจู่โจมเขาคุนหลุน เหลิ่งเถียนนำทัพออกรบด้วยตนเอง ทำสงครามระบือลือลั่นไปทั่วทศทิศ เหลิ่งเถียนสังหารหัวหน้าพญามารกับมือ นี่เป็นที่มาของคำพลังเทพดับสูญสามารถพิฆาตมาร”
    “แม้แต่เหล่าภูตผี พอทราบชื่อเสียงอันระบือลั่นของเหลิ่งเถียน ต่างยอมสยบนบนอบ แต่เหลิ่งเถียนกำเริบเสิบสานไม่หยุด ประกาศจะครอบครองสวรรค์ ฟังว่าเง็กเซียนฮ่องเต้บนสวรรค์ถึงกับทรงพระพิโรธ ส่งเทพเอ้อหลางเสิ่นซึ่งเป็นเทพสามตานำกองทัพสวรรค์อีกหลายหมื่นองค์ลงมาปราบ เหลิ่งเถียนนำกองกำลังขับไล่ทัพสวรรค์แตกพ่าย นับแต่นั้นไม่มีผู้ใดกล้าต่อกรเหลิ่งเถียนอีก”
    เจียงเยี่ยนรีบถาม “นี่เป็นที่มาของคำว่าดับเทพและสยบภูต?”
    ซูโหยวเสวียนพยักหน้า
    เจียงเยี่ยนถามต่อ “มารและเทพมีจริงหรือ?”
    ซูโหยวเสวียนกล่าวอย่างครุ่นคิด “อาจไม่มีก็ได้ พญามารอาจหมายถึงพรรคมาร ส่วนเหล่าเทพอาจหมายถึงฝ่ายธัมมะ เหล่าภูตอาจหมายถึงบริวารที่มายอมจำนนต่อเหลิ่งเถียน เพียงแต่ตำนานแต่งแต้มเกินจริงเพื่อยกยอเหลิ่งเถียน”
    เจียงเยี่ยนอดถามต่อไม่ได้ “เหลิ่งเถียนยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ ผู้ใดสยบมันได้”
    ซูโหยวเสวียนเอ่ยว่า “ผู้กล้ายากผ่านด่านสาวงาม ศัตรูของเหลิ่งเถียนคือซูหลิงเอ๋อร์ภรรยามันเอง!”
    เจียงเยี่ยนอ้าปากค้าง “ภรรยาต่อยตีกับสามีหรือ?”
    ซูโหยวเสวียนเล่าต่อ “ข้าเคยบอกแล้วซูหลิงเอ๋อร์ฉลาดเฉลียว ที่นางสนับสนุนเหลิ่งเถียนเพราะเห็นแก่พรสวรรค์ในการฝึกยุทธของเหลิ่งเถียน นางเองก็ขอให้เหลิ่งเถียนชี้แนะวิทยายุทธ ต่อมาบัญญัติวิชาของนางเอง เช่น ยอดวิชาสลายดารา”
    “ระหว่างที่เหลิ่งเถียนนำทัพออกรบฆ่าฟันไม่หยุด ซูหลิงเอ๋อร์เริ่มก่อการจากภายใน สร้างขุมกำลังของตนเอง วันหนึ่งในคืนไร้จันทรา เหลิ่งเถียนยกทัพกลับมา ซูหลิงเอ๋อร์รีบจัดอาหารเลี้ยงต้อนรับ จากนั้นลอบวางยาพิษหมายสังหารเหลิ่งเถียน”
    “แต่พลังเทพดับสูญที่เหลิ่งเถียนคิดค้นขึ้นลึกล้ำเกินไป เหลิ่งเถียนถึงกับหลอมรวมพิษร้ายเข้าไปในพลังเทพดับสูญได้ จากนั้นยังสามารถใช้พลังพิษได้อีกด้วย ซูหลิงเอ๋อร์ตกใจไม่น้อย แต่วิทยายุทธนางก็ยอดเยี่ยมนัก สามารถสู้กับเหลิ่งเถียนได้นับพันกระบวนท่า”
    เจียงเยี่ยนเข้าใจเรื่องนี้ดี ครั้งหนึ่งมันเคยช่วยไป๋เหวินโจวถอนเข็มพิษหนวดมังกรและโดนพิษแทน เจียงเยี่ยนสามารถใช้พลังเทพดับสูญหลอมรวมพิษร้ายได้ แต่ตอนนั้นพิษที่เจียงเยี่ยนได้รับมิได้มากมาย ดังนั้นเมื่อผ่านไปนานวันเข้ามันก็สลายหายไปเอง
    เจียงเยี่ยนรีบถาม “ผลการต่อสู้เป็นอย่างไร?”
    “เหลิ่งเถียนสามารถเอาชนะซูหลิงเอ๋อร์ได้ ทำร้ายนางบาดเจ็บ เหลิ่งเถียนไม่เข้าใจตวาดถามว่าทำไมทำเช่นนี้ ซูหลิงเอ๋อร์ถึงกับหลั่งน้ำตาตอบว่า นางมิได้เคยรักเหลิ่งเถียนเลย ที่นางยอมพลีกายก็เพื่อเรียนรู้วิทยายุทธและหวังครอบครองอำนาจจากเหลิ่งเถียนเท่านั้น”
    “เหลิ่งเถียนมีโทสะยิ่งถึงกับยกฝ่ามือหมายฟาดซูหลิงเอ๋อร์ให้ตาย แต่ตอนนั้นเหลิ่งเถียนก็ทราบวามันพลาดแล้ว แม้ซูหลิงเอ๋อร์จะตาย แต่กองทัพที่ภักดีกับมันก็ถูกทหารฝ่ายของซูหลิงเอ๋อร์สังหารไปจนแทบหมดสิ้น ต่อให้มันชนะก็ไม่แน่ว่าจะฝ่ากองกำลังกบฏได้ อย่าว่าแต่ตอนนี้มันก็เสียพลังในการต่อสู้กับซูหลิงเอ๋อร์ไม่น้อย”
    “ระหว่างเสียสมาธิ ซูหลิงเอ๋อร์รวบพลังทั้งหมดฟาดสองมือใส่เหลิ่งเถียนใช้ยอดวิชาสลายดาราสลายพลังลมปราณเหลิ่งเถียน แต่เหลิ่งเถียนไม่ยอมแพ้ มันกระทำสิ่งที่ผู้ใดก็คาดไม่ถึง”
    “อะไร?” เจียงเยี่ยนรีบถาม
    “มันถ่ายทอดพลังเทพดับสูญทั้งหมดเข้าไปในร่างซูหลิงเอ๋อร์!”
    เจียงเยี่ยนตื่นตระหนกยิ่งแต่มันก็เข้าใจแล้ว “มิน่าเล่า ผู้คนต่างหมายดูดพลังข้า ที่แท้พลังเทพดับสูญถ่ายทอดให้กันได้”
    ซูโหยวเสวียนพยักหน้า “เจ้าเองก็รู้แล้ว ผู้ใดใช้พลังเทพดับสูญ ผู้นั้นจะเจ็บปวดแสนสาหัส มีแต่เหลิ่งเถียนผู้คิดค้นเท่านั้นซึ่งรู้วิธีไม่ให้มันเจ็บปวด แต่เหลิ่งเถียนใช้วิธีใดก็ไม่มีผู้ใดล่วงรู้”
    “เมื่อถ่ายทอดพลังหมดสิ้น เหลิ่งเถียนก็หมดสิ้นเรี่ยวแรง ชีพจรเต้นอย่างอ่อนล้า ว่ากันว่าก่อนตายมันกล่าวอย่างเหี้ยมเกรียมว่า เจ้าอยากได้วิทยายุทธ ข้าก็มอบให้เจ้าหมดสิ้น”
    “ซูหลิงเอ๋อร์ไม่คิดว่าเหลิ่งเถียนจะใจกว้างเช่นนี้ แต่เมื่อนางลองเดินพลังลมปราณเทพดับสูญดูก็ใจหายวาบ นางรู้สึกเจ็บปวดสะท้านทั่วร่างกาย ถึงกับหน้าซีดเผือดราวซากศพ”
    “ซูหลิงเอ๋อร์ใช้ปัญญาอันฉลาดเฉลียวครุ่นคิดหาทางแก้ไข แต่นั่นทำให้นางต้องเก็บตัวแทบทุกวี่วัน มิได้บริหารราชการแผ่นดิน เป็นเหตุให้เหล่าผู้ภักดีของเหลิ่งเถียนซึ่งรอดตายกลับไปรวบรวมกำลังมาต่อสู้กับนาง สุดท้ายกองทัพนางแตกพ่ายซูหลิงเอ๋อร์หายสาบสูญ”
    “เวลาผ่านไปหลายสิบปีกองกำลังของเหลิ่งเถียนเริ่มแตกแยก หลายฝ่ายแก่งแย่งชิงอำนาจจนแตกสลายกลายเป็นเผ่าเล็กๆ ซูหลิงเอ๋อร์ปรากฏตัวขึ้น ขึ้นสู่ยอดเขาเทวี ยึดวังนิรมลไว้ ตอนนั้นนางมิได้มีพลังชีพจรเทพดับสูญในตัวอีกแล้ว”
    เจียงเยี่ยนงงวูบ “แล้วชีพจรเทพดับสูญหายไปที่ใด?”
    ซูโหยวเสียนตอบ “ซูหลิงเอ๋อร์ถ่ายทอดใส่บุตรีนาง! ที่แท้นางใช้สติปัญญาอันฉลาดเฉลียวครุ่นคิดหาวิธีแก้ ในเมื่อเหลิ่งเถียนถ่ายทอดพลังเทพดับสูญให้นางได้ นางก็ถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้เช่นกัน”
    เจียงเยี่ยนรีบกล่าว “นั่นไยมิใช่ทำร้ายบุตรีตนเอง?”
    “นี่เป็นความสับสนของซูหลิงเอ๋อร์ นางทราบว่าแม้ชีพจรเทพดับสูญจะทำร้ายบุตรีที่นางรัก แต่หากนางถ่ายทอดให้ผู้อื่นก็เกรงผู้อื่นจะหาวิธีใช้ได้ในภายหลัง เป็นสุดยอดฝีมือเฉกเช่นเหลิ่งเถียน นางมิอาจตัดใจมอบพลังนี้ให้คนนอกได้”
    “ภายหลังซูหลิงเอ๋อร์แก่ชรา ก่อนนางจะเสียชีวิตได้คิดค้นวิธีเดินพลังชีพจรเทพดับสูญถ่ายทอดไปยังสิบสองชีพจรหลัก ทำให้ไม่เจ็บปวดเวลาใช้ แต่น่าเสียดายนางยังไม่ทันคิดค้นวิธีได้สมบูรณ์ก็เสียชีวิตไปเสียก่อน”
    “ประมุขวังนิรมลรุ่นต่อๆ มาซึ่งเป็นสตรี มีบุตรหลานก็ให้ใช้แซ่ซู พยายามคิดค้นวิธีแก้ความเจ็บปวดจากชีพจรเทพดับสูญ แต่ก็ไม่สำเร็จ จึงได้ตรากฎไว้ว่าผู้ใดจะได้เป็นประมุขวังนิรมล ผู้นั้นต้องได้รับการถ่ายทอดพลังชีพจรเทพดับสูญตั้งแต่เยาว์วัย เพื่อให้คุ้นเคยและหาวิธีคิดค้นวิธีแก้ ชีพจรเทพดับสูญกลายเป็นเครื่องหมายแต่งตั้งรัชทายาทของวังนริมล”
    “หลายร้อยปีผ่านไป ประมุขวังนิรมลบางรุ่นพยายามฝืนใช้พลังเทพดับสูญในการท่องยุทธจักร แม้จะมีอานุภาพอย่างยิ่งแต่ก็ได้รับความเจ็บปวดทรมาน ต่อให้เดินพลังไปยังสิบสองชีพจรหลักเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวดก็ได้แค่เป็นครั้งคราว จึงมีประมุขน้อยคนที่ใช้ ชาวยุทธจักรจงหยวนจึงเชื่อผิดๆ ว่าชีพจรเทพดับสูญถือกำเนิดขึ้นทุกร้อยปี”
    เจียงเยี่ยนเพิ่งเข้าใจถึงต้นเหตุแห่งว่าเหตุใดจึงมีคำล่ำลือนี้ ได้ยินซูโหยวเสวียนเล่าต่อ
    “จนมาถึงในรุ่นของซูเฟินเฉินมารดาข้า มารดาข้าก็ถูกพลังชีพจรเทพดับสูญฝังในกาย แต่เมื่อนางให้กำเนิดข้า นางเห็นข้ายังเยาว์วัยเกินไปจึงมิได้ฝังชีพจรนี้ไว้ในตัวข้า ประจวบกับตอนที่ข้ามีอายุได้แปดปี…ลู่เซียง..มารดาเจ้าไปลอบรักกับเซี่ยงเทียนบิดาเจ้า แต่เซี่ยงเทียนศัตรูของมารดาข้า จึงทำให้นางถึงกับอาละวาดขึ้นมา เดินทางเข้าแดนจงหยวน ถ่ายทอดพลังเทพดับสูญไปให้ลู่เซียง”
    “บิดาข้ามีแค้นอะไรกับมารดาท่าน” เจียงเยี่ยนรีบถาม
    ซูเฟินเฉินมีสีหน้าลำบากใจจึงเล่าออกมา.....


    ----- จบตอน -----ความแค้นของบิดาเจียงเยี่ยนกับซูเฟินเฉินคืออะไรนะ ตอนหน้ามาเล่าต่อ ขออภัยด้วยคร้าบที่ลงช้าเน้อ






    คล้ายกับเรื่องเจียงเยี่ยน ดับเทพพิฆาตมาร ที่คุณอ่าน