บทที่ 11
ยกที่ 2! หมัดเดียวสังหารขอบเขตเสินเฉียว
รอบนี้ทั้งสนามเงียบกริบ!
เหล่าคนผู้แย่งกันแทงเดิมพันว่าเขาจะพ่ายแพ้ ฉู่ซิวแสดงสีหน้าเรียบเฉย ภายในใจนั้นแท้จริงแล้วหัวเราะร่า
‘คนที่มักจะมองผู้อื่นว่าเป็คนโง่เช่นนี้ คนผู้นั้นต่างหากคือคนที่โง่เขลาแท้จริง’
เดี๋ยวนะ…
ไม่สิ! ฉู่ซิวชะงักไป ‘ข้าก็มองพวกเขาว่าเป็คนโง่อยู่มิใช่หรือ? ทว่าข้ามิใช่คนโง่เสียหน่อย!’
เมื่อไตร่ตรองอย่างละเอียดถี่ถ้วน ก็เข้าใจแจ่มแจ้ง ที่นี่ไม่มีคนโง่ มีเพียงกลุ่มผู้บำเพ็ญธรรมดาที่ถูกจำกัดด้วยแิการฝึกฝนอันคร่ำครึ!
ในสายตาของผู้บำเพ็ญธรรมดา ขอบเขตการสร้างรากฐานก็คือขอบเขตการสร้างรากฐาน เป็ไปไม่ได้ที่จะต่อกรกับขอบเขตกงล้อสมุทร
และแน่นอนว่าขอบเขตกงล้อสมุทร ก็เป็ไปไม่ได้ที่จะต่อกรกับขอบเขตเสินเฉียวได้
โดยเฉพาะ ‘ฉู่ซิว’ ที่เคยแพ้อย่างราบคาบมาแล้ว แม้เขาจะใช้ความพยายามอย่างมากในการฆ่าจางเิผู้มีขอบเขตที่สูงกว่า แต่พวกนักพนันก็เพียงแค่คิดว่าฉู่ซิวโชคดีเท่านั้น จางเิประมาทเองถึงได้ตาย เพื่อเป็ข้ออ้างในการปลอบใจตนเอง
เหล่าลูกศิษย์บนยอดเขาที่ลงเดิมพัน จ้องตากัน สายตาเ่าั้สื่อความหมายชัดเจนว่า ‘อื้ม! รู้ผลการประลองั้แ่ยังมิเริ่มด้วยซ้ำ’
ฉู่ซิวเห็นแม้กระทั่ง ศิษย์สืบทอดขอบเขตเสินเฉียวกัดฟันนำอาวุธชิ้นเดียวของตัวเองไปเดิมพัน
ศิษย์ที่สืบทอด ขอบเขตกงล้อสมุทรขั้นปลายถึงกับน้ำตาร่วง และเดิมพันด้วยรองเท้าคุณภาพลึกลับหนึ่งคู่ เขายอมที่จะเสี่ยงโชคด้วยความเ็ป
ในการเดิมพันครั้งนี้ ผู้ลงเดิมพันมากที่สุดยังคงเป็เจียนหลิงอวิ๋น เขาหัวเราะอย่างเ็า โยนหินวิญญาญสี่แสนก้อนสุดท้าย ชุดเกราะ คุณภาพลึกลับ และเครื่องรางระดับสี่จำนวนหนึ่ง เขาไม่เชื่อว่าครั้งนี้ ฉู่ซิวจะพลิกผลการประลองได้!
“ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านมั่นใจหรือไม่?” เถาเหยาสื่อสารอย่างลับ ๆ ฉู่ซิวพยักหน้า
“เช่นนั้น ข้าก็วางใจ”
“ศิษย์น้อง เ้าไม่ลงเดิมพันหรือ?”
เถาเหยาแลบลิ้นหยอกเย้าพลางยิ้มหวาน “ปล่อยให้ศิษย์พี่ริบเงินทั้งหมดนั่นไว้เองจะดีกว่า”
จริง ๆ แล้ว ฉู่ซิวนั้นเข้าใจ อีกฝ่ายมิได้ให้ค่ากับสิ่งของเหล่านี้ ในกองพนันนั้นรวมไปถึงโอสถศักดิ์สิทธิ์ระดับเจ็ดอีกด้วย
“การเดิมพันสิ้นสุดแล้ว”
“ตามข้อตกลงเดิม ศิษย์สืบทอดแห่งยอดเขาอวิ๋นเซี่ยอย่างฉู่ซิว จะต้องนำโอสถศักดิ์สิทธิ์ระดับเจ็ดมาหกเม็ด”
“ทรัพย์สมบัติแห่ง์และโลก ที่เหล่าศิษย์นำมาเดิมพันมีมูลค่ารวมกันแล้วสูงถึงสิบล้านหินิญญาเลยทีเดียว”
“ข้าขอประกาศให้การเดิมพันนี้เป็อันเสร็จสิ้น การประลองครั้งนี้ ยอดเขาเทียนซิงจะเป็ผู้ตัดสิน” ถ้อยแถลงของยอดเขาเทียนซิงจบลง
บรรยากาศเงียบกริบลงในทันใด สายตาของผู้คนต่างจับจ้องไปที่ฉู่ซิว สีหน้าของพวกเขาทั้งหลายนั้นมีทั้งความโลภ เย้ยหยัน คาดหวัง ถากถาง รวมถึงผู้ที่เฝ้าดูด้วยสายตาเ็า
ไอ้สวะไร้ค่านี่ต้องตาย! มันต้องตายแน่! ครานี้ขอแค่ได้โอสถศักดิ์สิทธิ์มาสักเม็ด วิชาเวทไฟของข้าก็จะบรรลุขั้นสมบูรณ์
“ฉู่ซิวแห่งยอดเขาอวิ๋นเซี่ย และเฉินอวิ๋นเฟยแห่งยอดเขาเทียนเจี้ยนขึ้นสู่แท่นประลอง” เหล่าผู้าุโจากยอดเขาเทียนเจี้ยนที่มีวิชาระดับสูงประกาศเสียงดัง
‘ฟิ้ว…’ ดาบยาวบนหลังของเฉินอวิ๋นเฟยพุ่งออกจากฝัก แล้วลอยมาที่ปลายเท้าของเขาในทันที เขาเหยียบบนกระบี่เหินสู่สังเวียนแห่งชีวิตและความตาย อาภรณ์สีขาวสะอาดปลิวว่อน แลดูช่างผึ่งผายยิ่งนัก ดุจดั่งเทพเซียนผู้สำเร็จวิชากระบี่
“ท่านพี่ใหญ่ สู้ ๆ!” เถาเหยาะโลั่น สวี่เทียนเจินั์ตาใสแจ๋วเฝ้าจับจ้องฉู่ซิวมิละสายตา ฉู่ซิวพยักหน้าก่อนจะสะบัดแขนเสื้อคลุมสีดำแล้วะโลงไปที่ลานประลอง
ราวกับดาวตกสีดำดวงหนึ่ง ถล่มลงบนลานประลองเสียงสนั่น ตัวเขาตรงดั่งหอกยาว อาภรณ์ดำปักลายเมฆสีทองพลิ้วไหวไปกับสายลม ผมยาวสีดำหนาปลิวสะบัดตามแรงกระโชก แผ่นหินโดยรอบในระยะสามจั้งแตกกระจายเป็เสี่ยง ๆ
“ร่างกายแกร่งกล้ายิ่งนัก” ในฝูงชน ชายหนุ่มสวมชุดคลุมของศิษย์สายตรงแห่งยอดเขาศิลาแดง เห็นดังนั้นก็อดร้องในใจไม่ได้
พื้นดินสั่นไหว ม่านพลังของลานประลองเปิดออก แสงสีขาวคลุมลงมา
ฉู่ซิวและเฉินอวิ๋นเฟยประจันหน้ากันในระยะสามร้อยจั้ง
“ศิษย์พี่เฉิน ฆ่ามันซะ!”
“ศิษย์พี่เฉิน ฉู่ซิวคือศิษย์สายตรงแห่งยอดเขาอวิ๋นเซี่ย หากท่านสังหารเขาสำเร็จ ท่านอาจารย์จะต้องมีรางวัลมากมายแน่นอน”
“ฆ่า! ฆ่า! ฆ่า!” เสียงโห่ร้องโดยรอบมิได้ทำให้เฉินอวิ๋นเฟยสีหน้าเปลี่ยนแม้เพียงน้อยนิด ดวงตาเฉียบคมดั่งคมดาบจ้องมองฉู่ซิว
“ฉู่ซิว จงยอมแพ้เถิด ข้าไม่อยากฆ่าเ้า!” เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฉู่ซิวไร้ซึ่งอารมณ์ มือขวาแตะที่ด้ามของกระบี่เืหยก
“เดิมที ข้ามิได้คิดจะขึ้นสังเวียน! แต่เ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดข้าถึงได้ขึ้นสังเวียนแห่งชีวิตและเป็ความตายนี้!” เฉินอวิ๋นเฟยไม่ได้รีบลงมือ
“เหตุใดงั้นหรือ?” ฉู่ซิวดูเหมือนจะสนใจ เขาก้าวทีละก้าวไปหาอีกฝ่าย แต่ในสายตาของเฉินอวิ๋นเฟย ฉู่ซิวผู้มีกงล้อสมุทรระดับสี่นั้นกลับดูแล้วแทบจะมิมีอันตรายต่อตนเองเลย ตราบใดที่เขา้า ก็สามารถสังหารอีกฝ่ายได้ทุกเมื่อ
ที่เขายังพูดอยู่เช่นนี้ ก็เพราะความกังวล! ในภายหลังหากสังหารฉู่ซิวแล้ว เขาอาจถูกเฉียวเิเตี๋ยผู้เป็เ้าขุนเขายอดเขาอวิ๋นเซี่ยตามมารังควาญ
หลังจากวางแผนให้รอบคอบแล้ว เขาคิดว่าหากยามนี้ฉู่ซิวตระหนักและยอมแพ้เสีย ทุกอย่างก็จะจบลงแต่เพียงเท่านี้ แต่หากฉู่ซิวไม่ตระหนักและถูกเขาสังหาร เฉียวเิเตี๋ยก็จะไม่มีข้ออ้างในการตามหาเื่เขา
“สหายร่วมสำนักของข้าได้รับาเ็สาหัสจากภารกิจ นาง้าสมบัติแห่ง์และโลกชนิดหนึ่งเพื่อรักษาชีวิต และในมือของศิษย์พี่หลิงอวิ๋นก็มีสมบัติแห่ง์และโลกนั้นอยู่” ฉู่ซิวว่า
“เพื่อเห็นแก่ศิษย์น้องของข้า ข้าจำต้องได้สมบัตินั้นจากศิษย์พี่หลิงอวิ๋น”
“เช่นนั้นข้าคงต้องขออภัยเ้าแล้ว! กระบี่ไร้เทียมทานนี้มิอาจไว้ชีวิตผู้ใด หากเ้าต้องจากไปก็อย่าได้โทษข้าเลย!” เฉินอวิ๋นเฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยราวกำลังเล่าเื่
“น่าประทับใจจริง ๆ”
เวิ้ง!
ฉับ!
ระยะห่างจากเฉินอวิ๋นเฟยสามสิบจั้ง ฉู่ซิวชักกระบี่พุ่งเข้าใส่กระทันหัน วิชาเคลื่อนรูปไร้รอยคุณภาพลึกลับ บังเกิดร่างเงาทั้งเจ็ดด้วยความเร็ว ทันใดนั้นเองร่างของฉู่ซิวและกระบี่เืหยกปรากฏแสงสว่างดุจอาทิตย์ตกดิน พุ่งตรงไปที่ลำคอของเฉินอวิ๋นเฟย
‘ช่างเป็เคล็ดวิชาที่ว่องไว....’
‘เป็กระบี่ที่ว่องไวเหลือเกิน!’
เหล่าศิษย์ที่นั่งอยู่ข้าวสนามประลองต่างก็ส่งเสียงอุทาน
“วิชาเคลื่อนรูปไร้รอยคุณภาพลึกลับของ บำเพ็ญจนสามารถก่อร่างเงาได้ถึงเจ็ดเงาเชียวรึ? สมบูรณ์ยิ่งนัก!”
เฉินอวิ๋นเฟยขนหัวลูกซู่ ภายในใจด่าว่าฉู่ซิวช่างไม่ให้เกียรติกันเลย คุยกันอยู่แท้ๆ ยังคิดจะลอบโจมตี เพราะเขายังคิดอะไรไม่ทันจึงจำต้องรับคมกระบี่นั้นเอาไว้ไม่เช่นนั้นเขาต้องตายแน่!
ฟับ!
ในยามวิกฤตินาทีนั้นเฉินอวิ๋นเฟยใช้มือจับคมกระบี่คุณภาพลึกลับ กระบี่ที่พุ่งมาแนบลำคอถูกมือหนาป้องกันคมนั้นไว้ได้อย่างหวุดหวิด
หยดเหงื่อเย็นไหลผ่านแก้ม ร่วงลงบนปลายคมกระบี่สีเื หยาดเหงื่อต้องคมกระบี่ฟุ้งเป็ละอองน้ำแวววาว เขาเพิ่งสบายใจขึ้นมาได้พักหนึ่ง
ฉู่ซิวหรี่ตาลง ั์ตาเต็มไปด้วยความชั่วร้าย ในมือที่ถือกระบี่เลิกฟันฟาด กลับพลิกไปแทงตรง และด้วยมุมที่ร้ายกาจนี้ ปลายดาบพุ่งตรงไปที่หัวใจของฝ่ายตรงข้ามในทันที
กลลวงที่ฉู่ซิวหลอกให้อีกฝ่ายเคลื่อนย้ายเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนน่าใ
ฟิ้ว!
ถึงแม้ว่าเฉินอวิ๋นเฟย จะกระดิกตัวโยกกายหลบยังไง แต่หน้าอกก็ยังถูกแทงเป็าแจนเืสาดกระเซ็นในทันที กระนั้นก็ยังโชคดีที่ไม่ได้โดนหัวใจ ยังรอดมาได้อย่างเฉียดฉิว
เฉินอวิ๋นเฟย ตอนนี้คิดจะเพิ่มระยะห่างเพื่อโจมตีกลับ? แต่อย่าได้ฝันเช่นนั้นเลย! จะสู้กับฉู่ซิวนั้นหากช้าไปก้าวเดียวก็เสมือนกับช้าไปสามก้าว
เขาเดินทางมาที่ทวีปต้าเทียนฉง ในระยะเวลาร้อยปีนี้ เวลาราวเจ็ดสิบปีนั้นได้ถูกใช้ไปในาแล้ว ไม่รู้ฆ่าฟันไปอีกกี่หมื่น แน่นอนว่าสัญชาตญาณในการต่อสู้อันแปลกประหลาดได้หยั่งรากลึกเข้าไปในกระดูก จนอาจฝังเข้าไปในจิติญญาแล้วก็ได้
พอเฉินอวิ๋นเฟยเตรียมใช้กระบวนท่าตัวเบาเพื่อเพิ่มระยะห่าง ฉู่ซิวกลับตัวรุกเข้ามา เท้าเหยียบจนพื้นยุบลงไปหนึ่งชุ่น แขนซ้ายงอเป็คันธนู ตัวยืดไปข้างหลังสุดตัว ท่าทางคล้ายกับโหวอี้ผู้ยิงดวงอาทิตย์ *[1] ก่อนจะชกลงไปะเิพลังอันมหาศาลเป็ริ้ว ช่องว่างของอากาศในบริเวณนั้นส่งเสียงโหยหวนออกมา หมัดนั้นตรงเข้าไปที่หน้าอกของเฉินอวิ๋นเฟยในทันที
‘ผัวะ~ กรอบ กรึก กึก! ’เสียงกระดูกหักทำให้เหล่าศิษย์ที่เฝ้าดูอยู่หน้าซีดเกร็งขบฟันดังกรอดไปตาม ๆ กัน เฉินอวิ๋นเฟยกระอักเืที่ปนเศษอวัยวะภายในออกมาจากปาก
กระดูกสันหลังนูนออกมา ชุดคลุมสีขาวที่เคยสง่างามขายลุ่ยและปลิวว่อนราวผีเสื้อ ทั้งร่างเหมือนหุ่นเชิดที่ขาดสะบั้นทั้งยังกระเด็นออกไปกว่าสามร้อยจั้ง!
‘โครม!’ ร่างของเขาชนเข้ากับค่ายกลที่ใช้ป้องกันเวทีประลอง และร่วงลงบนพื้นกลิ้งไปอีกหลายตลบ ฉู่ซิวผู้มีกายาศักดิ์สิทธิ์โบราณ เนื้อกายแข็งแกร่งยิ่งนัก ลงหมัดที่ร้ายกาจเช่นนี้ตรงๆ คาดว่าอวัยวะภายในของเฉินอวิ๋นเฟยคงแหลกเป็จุณไปหมดแล้ว
เฉินอวิ๋นเฟยที่นอนจมกองเืบนพื้น พยายามจะลุกขึ้นสู้ แต่แววตาค่อยๆ มืดมัวลงและสิ้นชีพไปในที่สุด
“เ้าจงจำไว้ว่าคนชั่วมักตายเพราะพูดมาก!” ฉู่ซิวเก็บกระบี่เข้าฝัก เหลือบมองไปยังศพที่บิดเบี้ยวอยู่ไกลๆ มุมปากเผยรอยยิ้มที่ชวนขนลุก
“ฉะนั้นข้าจึงไม่ชอบพูดไร้สาระอย่างไรล่ะ!” ทั้งสองฝ่ายใช้เวลาเพียงยี่สิบกว่าลมหายใจหลังจากขึ้นเวทีจนกระทั่งลงมือ จากที่ฉู่ซิวชักดาบจนกระทั่งเฉินอวิ๋นเฟยสิ้นใจก็ใช้เวลาไม่ถึงสิบลมหายใจด้วยซ้ำ
ทุกคนคิดว่าฉู่ซิวจะต้องพ่ายแพ้ แต่ใครจะรู้ว่าผู้ที่พ่ายแพ้กลับเป็เฉินอวิ๋นเฟยที่มีขอบเขตสูงกว่า
เสียงของความตายช่างเงียบงัน บัดนี้สังเวียนแห่งชีวิตและความตายโดยรอบ ศิษย์ผู้ชมทั้งมวลต่างสิ้นเสียงไปในที่สุด
[1] โหวอี้ (后羿) เป็ตัวละครในตำนานจีนโบราณ มีตำนานเกี่ยวกับเขาหลายหลาก แต่ที่โด่งดังที่สุดคือเื่ราวเกี่ยวกับ ธนูวิเศษเก้าดวงอาทิตย์ และนางฉางเอ๋อภรรยาของเขา