“ศิลปะสิน้า”
ผมถอนหายใจออกมาด้วยความเบื่อหน่ายพร้อมกับทอดสายตามองไปยังหน้าต่าง ตอนนี้เป็นช่วงเวลาเย็น แสงแดดสีส้มสาดส่อง ผมนั่งอยู่ในห้องชมรมศิลปะเพียงคนเดียว
ตัวผมนั้นเป็นเด็กใหม่ เข้ามาชมรมนี่เพราะอยากจะหาอะไรทำเนื่องจากวิชาส่วนใหญ่ที่ผมเรียนนั้นเป็นจำพวกวิชาคำนวณซะส่วนใหญ่ จึงอยากจะแก้เครียดบ้าง แต่เหมือนว่าศิลปะพวกนี้จะไม่ได้เข้าหัวผมเลย
“แค่วาดภาพเหมือนลงในกระดาษ มันจะไปสนุกตรงไหนกัน”
ผมถามกับตัวเองพลางมองตะกร้าผลไม้ที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ กิจกรรมวันนี้คือการวาดภาพเหมือน ซึ่งทุกคนต่างมีฝีมือและวาดมันออกมาได้ดี พวกเขาส่งงานและกลับบ้านกันหมด เหลือเพียงแค่ผมเท่านั้น ที่ยังคงขีดเขียนดินสอลงบนกระดาษพวกนั้นอย่างชุ่ยๆ พร้อมกับความสับสน
“แบบนี้ มันสนุกตรงไหนกัน”
ผมเอ่ยถามออกมาอีกรอบ แต่ก็ไม่ได้หวังเลยว่า จะมีเสียงตอบกลับมาจากด้านหลังของผม
“เกิดสงสัยเรื่องศิลปะขึ้นมาเหรอ เชน”
ผมหันไปทางต้นเสียงแล้วก็พบกับนักเรียนหญิงคนหนึ่งที่มีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า เธอมักจะสวมหมวกจิตกรเวลาเข้าชมรมเสมอ ใบหน้าของเธอน่ารักออกไปทางจีนเล็กน้อย แต่ว่าดวงตาของเธอกลมโตราวกับฝรั่ง ผิวพรรณของเธอดูบอบบางสว่างใส เหมือนว่าเธอจะไม่ใช่คนที่ชอบออกไปไหนมาไหน ถ้าให้เดา เวลาวันหยุดเธอคงหมุดไปกับการวาดรูปเป็นสิบๆ ในห้องของตัวเองแน่นอน
“รุ่นพี่ ยังไม่กลับเหรอครับ”
“แค่ไปเข้าห้องน้ำมาเท่านั้นล่ะ แล้วก็อีกอย่าง ยังมีสมาชิกชมรมอยู่พี่ทิ้งห้องนี้ไปไม่ได้หรอกนะ ไม่งั้นใครจะล็อกกุญแจล่ะ”
“เอ่อ… ขอโทษครับ งั้นผมคงทำให้รุ่นพี่ไม่ได้กลับบ้านสินะครับ ผมจะเก็บของเดี๋ยวนี้ล่ะ”
“ไม่ต้องๆ พี่ไม่รีบอยู่แล้ว บ้านของพี่อยู่ใกล้โรงเรียน อีกอย่างหนึ่ง เห็นสมาชิกชมรมตัวเองสงสัยในคำว่าศิลปะ มันก็ทำให้พี่ไม่สบายใจพอสมควรเลย”
“ขอโทษครับ ผมเข้ามาชมรมนี่เพราะคิดจะคลายเครียด แต่พอมาลองดูแล้ว เหมือนอะไรหลายๆ อย่างมันจะดูยุ่งยากไปหมดเลย”
“เธอนี่ติดพูดขอโทษเหลือเกินนะ พวกเด็กเรียนเป็นแบบนี้หมดเลยเหรอ”
“เอ่อ… น่าจะแค่ผมนะครับ”
“เหรอ ไม่จำเป็นต้องขอโทษกับเรื่องที่ตัวเองไม่ได้ทำผิดหรอกนะ แล้วเรื่องที่ตัวเองทำผิดบางเรื่องก็ไม่จำเป็นต้องขอโทษด้วย”
“หมายความว่าไงกันครับ”
“แหะๆ แค่จะพูดให้มันดูขัดแย้งกันเองน่ะ ฟังดูเป็นไง”
“ตอนนี้ปวดหัวกว่าเดิมอีกครับ”
ผมยกมือขึ้นมาทาบหน้าผากตัวเอง พร้อมกันนั้นรุ่นพี่ก็เดินมาหาผม ตัวผมนั่งอยู่ตรงเก้าอี้ในขณะที่เธอยืนอยู่ ทำให้เธออยู่ในระดับที่สูงกว่าผม ถึงแม้ว่าเธอจะตัวเล็กว่าผมก็ตาม
“โอ๋วๆ แทนที่จะได้คลายเครียดกลับเครียดกว่าเดิมงั้นเหรอ ไหน ปวดหัวตรงไหน เดี๋ยวรุ่นพี่ผู้น่ารักคนนี้จะช่วยนวดให้นะ”
เธอว่าพร้อมกับใช้นิ้วชี้จากทั้งสองมือมาบีบขมับของผมและวนมันเป็นวงกลม มือของเธอนุ่มเหลือเกิน ในขณะที่เธออยู่ใกล้ผมแบบนี้ ก็ได้กลิ่นหอมจากเธอ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นกลิ่นของน้ำหอมหรือเครื่องแป้งกันแน่
แต่ว่า ในขณะที่ผมกำลังเคลิ้มไปกับนิ้วมือของเธอนั้น ผมก็เพิ่งสังเกตว่าใบหน้าของผมอยู่ระดับเดียวกับหน้าอกของเธอพอดี นั่นทำให้ผมเขินอายพอสมควรแล้วดันเธอออก
“พอเถอะครับ”
“พี่นวดให้ไม่ดีเหรอ”
“เปล่าครับ”
“หรือว่าพี่น่ารักไม่พอกัน”
“อันนั้นก็ไม่ใช่ประเด็นครับ ผมเข้ามาที่ชมรมนี้เพราะอยากคลายเครียดด้วยศิลปะ ไม่ใช่เพราะอย่างอื่นสักหน่อย”
ผมว่าพร้อมกับหันไปถอนหายใจให้กับรูปภาพของตัวเอง
“แต่กลายเป็นว่ามันดูน่าเบื่อยังไงไม่รู้ วาดรูปผลไม้พวกนี้ไม่รู้สึกว่าจะได้อะไรเลยครับ”
“โอ้ งั้นเหรอ”
“อ๊ะ จริงสิ สำหรับรุ่นพี่แล้วคำพูดแบบนี้คงเหมือนเป็นการดูถูกสิ่งที่รุ่นพี่ชอบสินะครับ ถ้ายังไง ช่วนลืมมันไปด้วยครับ”
“ลืมไม่ได้หรอก ไม่มีทางจะลืมด้วย ศิลปะไม่ได้ช่วยให้เธอคลายเครียดแบบนั้นก็ถือเป็นปัญหาของประธานชมรมนะ”
รุ่นพี่เท้าเอวก่อนจะจับคางอย่างครุ่นคิด
“ปกติศิลปะคือการได้อยู่กับตัวเอง ใช้เวลาอยู่กับตัวเอง ปล่อยให้มันไหลออกมาโดยไม่ต้องคิดอะไร แต่เหมือนว่าสำหรับเธอแล้วการวาดสิ่งของมันคงน่าเบื่อเกินไปสินะ”
“เอ่อ…”
“ยอมรับมาตรงๆ เถอะ พี่ไม่โกรธหรอก”
“ครับ ก็ ตามนั้นล่ะครับ”
“อือ… วาดมะละกอกล้วยส้มแบบนี้มันก็คงน่าเบื่อล่ะนะ”
รุ่นพี่ว่าพร้อมกั้บเดินไปมองตะกร้าผลไม้ ก่อนจะหยิบแอปเปิลขึ้นมากัดคำหนึ่ง
“นั่นของชมรมนะครับ”
“ของพี่ต่างหาก ตะกร้านี้พี่เอามาจากบ้านเลยนะ อีกอย่างหนึ่ง ถ้าไม่กินเดี๋ยวมันก็เน่าหมดก่อนหรอก”
“แล้วงี้ผมจะเอาอะไรมาวาดล่ะครับ”
“อืม… นั่นสิ ลืมไปเลย ท้องหิวจนรเผลอหยิบอะไรกินไปมั่ว นิสัยเสียจังเลยเนอะ แหะๆ ”
รุ่นพี่หัวเราะแห้งๆ ออกมา แต่ทันใดนั้น เธอก็เบิกตาขึ้นเหมือนจะคิดอะไรออก
เธอยกตะกร้าผลไม้ไปวางที่โตะก่อนจะมานั่งแทนที่ซึ่งเคยวางผลไม้เอาไว้
“ถ้างั้น วาดพี่แทนเอาไหม”
“วาดผลไม้ยังไม่รอดเลยครับ วาดคนได้ออกมากลายเป็นสัตว์ประหลาดแน่”
“เอาน่า ศิลปะไม่มีถูกไม่มีผิดหรอกนะ อีกอย่าง พี่ไม่เคยเป็นแบบให้ใครวาดเลยนะรู้ไหม”
“สรุปก็คืออยากให้คนมาวาดภาพเหมือนให้สักคนสินะครับ”
“แหะๆ ก็ตามนั้นล่ะ”
“งั้นก็ควรจะหาคนที่ดีกว่านี้นะครับ”
“ไม่เอา!”
อยู่ๆ รุ่นพี่ก็พูดเสียงแข็งขึ้นมา นั่นทำเอาผมตกใจพอสมควร เพราะตามปกติรุ่นพี่จะส่งเสียงอ่อนนุ่มราวกับปุยฝ้าย แต่เสียงของเธอตอนนี้ดูแข็งกร้าวขึ้นมาอย่างผิดปกติ
“เอ่อ… ขอโทษครับ”
และเหมือนเดิม ผมขอโทษไปตามนิสัย เป็นคำติดปากของผม แต่เธอก็เหมือนจะรู้สึกตัวบางอย่างเธอเบิกตาข้นก่อนจะส่ายหน้า
“ไม่สิ คนที่ผิดคือพี่ที่ขึ้นเสียงใส่เธอ เพราะงั้นคนที่ควรขอโทษควรจะเป็นพี่ไม่ใช่เหรอ”
“ครับ… แต่ว่า ผมต้องทำอะไรไม่ดีสักอย่างแน่ๆ รุ่นพี่ถึงทำเสียงแบบนั้นออกมา ผมทำให้รุ่นพี่ไม่พอใจสินะครับ”
“ก็นิดหน่อย แต่เธอไม่ได้ผิดหรอก”
รุ่นพี่ดูมีสายตาลังเล เธอกลอกตาก่อนจะถอนหายใจ
“เฮ้อ… ต้องเธอเท่านั้น”
“ครับ? ”
“คนที่จะวาดรูปเหมือนให้พี่คนแรก ต้องเป็เธอเท่านั้น”
“ทำไมต้องเป็นผมเหรอครับ”
“อือ… ถ้าวาดรูปพี่ออกมาสวย เดี๋ยวจะยอมบอกแล้วกันนะ”
“ถ้างั้นก็เป็นไปไม่ได้หรอกครับ”
“อย่าบอกว่าไม่ถ้าไม่ได้ลองสิ ศิลปะไม่ได้เหมือนพวกตัวเลขสักหน่อย ไม่ลองก็ไม่รู้หรอก”
และคำพูดนั้น ตัวผมก็ทำได้เพียงแค่ทำตามเท่านั้น...
ยามเย็นเหมือนเดิม ภายในห้องชมรมเหมือนเดิม เพียงแต่ตัวผมอยู่กับรุ่นพี่สองต่อสอง ตัวเธอนั่งอยู่ตรงเก้าอี้ที่เคยวางตะกร้าผลไม้เอาไว้ เธอกำลังจ้องมองผมพร้อมกับยิ้มออกมาเล็กๆ
ผมเห็นลักยิ้มของเธอได้จากระยะนี้ ลักยิ้มของเธอบุ๋มเห็นแล้วรู้สึกอยากจะเอานิ้วไปจิ้ม แก้มของเธอคงนุ่มน่าดู แต่ว่าสำหรับผมแล้ว รุ่นพี่ถือว่าเกินฝันไปรึเปล่านะ
ผมถอนหายใจออกมา เหตุผลที่ผมเข้ามาในชมรมนี่น่ะเหรอ?
คำตอบนั้นก็ง่ายมาก เรื่องศิลปะ การคลายเครียดอะไรพวกนั้น โกหกทั้งหมดนั่นล่ะ โกหกแม้กระทั่งตัวเอง ความจริงแล้ว ตัวผมนั่น…
ย้อนกลับ วันหนึ่งนานมาแล้ว ตอนกลางวัน ระหว่างที่ผมทานอาหารเสร็จแล้วกำลังจะกลับขึ้นห้องเรียนไป
สำหรับผมแล้ว ตัวผมไม่อยากทำอะไรที่ไร้ค่า อะไรที่ไม่ได้ผลลัพธ์เป็นสิ่งไม่จำเป็นสำหรับผม
จนกระทั่งวันหนึ่ง ระหว่างที่ผมกำลังเดินกลับห้องนั้นเอง ตัวผมมักจะทำอะไรเป็นกิจวัตรเสมอ ทานอาหารประมาณสิบนาที ระหว่างกลับจากโรงอาหารถึงห้องเรียนก็จะดื่มนมกล่องรสกาแฟไปด้วย
ระหว่างทางนั้นจะมีถังขยะอยู่หนึ่งถัง ผมมักจะกินนมหมดและโยนนมกล่องลงในถังนั้นเสมอทุกวัน แต่มีวันหนึ่งที่ต่างออกไป
“โอ๊ย…”
ผมร้องออกมาด้วยความตกใจเล็กน้อย ระหว่างที่ผมกำลังจะทิ้งกล่องนมลงถังขยะ ผมรู้สึกเหมือนมีบางอย่างมากระแทกกับห้วผม เมื่อหันไปมองที่พื้นก็พบกับกระดาษแผ่นหนึ่งที่ถูกขย้ำกลายเป็นก้อนกลม
ด้วยความสงสัย ผมหยิบกระดาษนั้นออกมาดู ก่อนจะพบว่ามันเป็นภาพทิวทัศน์ภายในสวนของโรงเรียนแห่งหนึ่ง ซึ่งมันอยู่ไม่ไกลจากจุดที่ผมยืนมากนัก ผมหันไปมองยังจุดที่น่าจะมองภาพมุมนี้ได้ และที่ตรงนั้นผมก็ได้เห็น หญิงสาวคนหนึ่ง
เธอนั่งอยู่ใต้ร่มไม้และกำลังวาดรูป เธอเดาะลิ้นอย่างไม่พอใจก่อนจะฉีกกระดาษออก ขยำเป็นก้อนกลมแล้วโยนมาทางด้านหลัง ท่วงท่าการโยนของเธอดูชำนาญเหมือนกับทำมาเป็นร้อยรอบ
ก้อนกระดาษนั้นลอยมาเข้าถังขยะที่อยู่ข้างตัวผมพอดีเป๊ะ หมายความว่า เธอฉีกกระดาษที่ตัวเองวาดแล้วโยนทิ้งเป็นว่าเล่น จนสามารถหันหลังโยนมาที่นี่ได้งั้นเหรอ แล้วระหว่างทางผมก็เดินมาโดนกระดาษที่เธอโยนพอดี ช่างเป็นเรื่องบังเอิญอะไรอย่างนี้
ผมส่ายหน้าให้กับเหตุการณ์ที่พบเจอ ก่อนจะขยำกระดาษก้อนนั้นเพื่อจะทิ้งถังขยะตามเจตนาของเธอ แต่ไม่รู้ว่าทำไม มือผมถึงขยับไม่ได้ ผมมองภาพนั้นและได้แต่ขมวดคิ้วสงสัย
“มันก็สวยแล้วไม่ใช่รึไง ทำไมต้องวาดใหม่ด้วย”
ผมมองภาพที่เธอวาดในกระดาษแล้วโยนทิ้ง จังหวะนั้นเองกระดาษอีกก้อนก็ลอยมา เป็นภาพทิวทัศน์เดิมที่เธอวาด ทุกอย่างเหมือนเดิมราวกับเป็นรูปถ่าย
“มีอะไรที่ไม่น่าพอใจเหรอ อยากได้ความเพอร์เฟคขนาดไหนกัน”
ผมเอ่ยถามออกมา ในขณะเดียวกันนั้น ผมราวกับเห็นภาพสะท้อนของตัวเอง ตัวเองที่พยายามทำเกรดดีๆ ตัวเองที่พยายามทำกอย่างให้มันสมบูรณ์แบบ
ทุกอย่างต้องอยู่ติดระดับเพดาน ทำทกอย่างาราวกับเป็นคนบ้า แต่ในสายตาคนอื่นกลับมองว่าเป็นอัจฉริยะ เธอคนนั้น เหมือนกับผม พยายามวาดภาพให้ออกมาดีที่สุด และจะไม่เลิกจนกว่ามันจะสวย พร้อมจะโยนมันทิ้งแล้ววาดใหม่
เธอเหมือนกับผมจริงๆ อาจจะเป็นเพราะเหตุผลนั้น ทำให้ผมเริ่มสนใจในตัวเอง จากนั้น ช่วงเวลาตอนกลางวันของผมก็เปลี่ยนไป จากเดินกลับไปอ่านหนังสือในตอนกลางวัน ผมเลือกจะมานั่งตรงม้านั่งใต้ร่ ที่สามารถแอบมองเธอคนนั้นได้
เธอยังทำเหมือนเดิมเช่นเดียวกับทุกวัน วาดภาพ ฉีกกระดาษ โยนทิ้งมาในถังขยะ ผมมักจะรับกระดาษพวกนั้นมาแล้วดูพัฒนาการของเธอเสมอ แต่ไม่ว่าอย่างไร สำหรับผมแล้ว
“มันก็สวยแล้วไม่ใช่รึไง”
ผมพึมพำออกมา แต่ก็ไม่ได้อยากจะสนใจเธอมากเท่าไร เพราะมันอาจจะกระทบกับการเรียน จึงหันไปอ่านหนังสือต่อ แม้ว่าจะแอบมองเธอเป็นพักๆ ก็ตาม
จนกระทั่งช่วงที่หน้าร้อนมาถึง เธอก็หายตัวไป คงเพราะอากาศร้อนเธอถึงได้ไม่ออกมาวาดรปข้างนอกอีก ตัวผมในตอนนั้นรู้สึกกังวลเป็นอย่างมาก กลัวว่าเธอจะได้รับอุบัติเหตุหรือถูกกลั่นแกล้งจนไม่ยอมมาเรียน
แต่ไม่ใช่...
ระหว่างที่ผมกำลังเดินกลับห้องเรียนอยู่นั้น ผมเห็นเธอนั่งอยู่ในห้องหนึ่งพร้อมกับนักเรียนคนอื่น ทุกคนต่างถือกระดานพร้อมกับกระดาษและดินสอในมือ และวาดภาพผลไม้ที่ตั้งอยู่กลางห้อง
เมื่อผมเงยหน้าขึ้นก็พบว่าห้องนั้นเป็นห้องของชมรมศิลปะ หมายความว่า เธออยู่ชมรมศิลปะสินะ และเพราะแบบนั้น ไม่รู้ว่าทำไม ตัวผมถึงเริ่มเข้ามายังชมรมศิลปะแห่งนี้
แต่ถ้าจะให้ยอมรับออกมาตามตงก็คือ ตัวผมนั้น ได้แอบสนใจรุ่นพี่คนนี้ไปแล้ว แม้ว่าจะไม่เคยรู้จักชื่อหรือคุยกันมาก่อนเลยก็ตาม
“เอ่อ… อยากจะขอเข้าชมรมศิลปะหน่อยครับ”
“หืม สนใจจะวาดรูปเหรอ เชิญเลยๆ พี่เป็นหัวหน้าชมรม ชื่อว่าแจนนะ แล้วเธอล่ะ”
“เชนครับ”
“เชนเหรอ อืม… เชน เชน เชน โอเค จำได้แล้ว ถ้างั้นวันแรกอยากจะเริ่มจากอะไรก่อนล่ะ อืม… เอาเป็นว่ามาวาดรูปกับเพื่อนๆ แล้วกัน ถ้าเกิดมีอะไรสงสัยก็ถามพี่ได้ตลอดนะ”
เธอว่าพร้อมกับจูงมือผมไปนั่งตรงเก้าอ้หนึ่งในบรรดาเก้าอี้ที่นักเรียนคนอื่นนั่งอยู่ ผมไม่ชอบที่ตัวเองตกเป็นเป้าสายตาแบบนี้เลย
และจากวันนั้น ช่วงเวลากลางวันของผมก็ถูกใช้ไปกับการพยายามวาดรูป และจ้องมองเธอไปในขณะเดียวกัน สำหรับผมแล้ว การได้จ้องมองเธอกลายเป็นความสุขอย่างหนึ่งในชีวิตของผมไปแล้ว
จนมาถึงตอนนี้ วันผมได้อยู่กับรุ่นพี่สองต่อสอง
“เชน… เชน?”
“ค ครับ”
“เหม่ออะไร ถ้าไม่รีบวาดเดี๋ยวมีหวังได้นอนี่โรงเรียนกันหรอกวันนี้”
“จ จริงด้วยสินะครับ จะรีบวาดเดี๋ยวนี้ล่ะ”
“แต่ว่า จะให้นอนค้างที่นี่กับเธอ พี่ก็ไ่ม่รังเกียจหรอกนะ”
คำพูดประโยคสุดท้ายของรุ่นพี่ผมได้ยินไม่ชัดนัก ผมเลยถามรุ่นพี่อีกครั้ง
“เมื่อกี้ว่าไงนะครับ”
“เปล่านี่”
เธอหลบสายตา แต่เหมือนแค่นั้นจะไม่พอสำหรับเธอ
เธอเบือนหน้ามองไปทางหน้าต่าง แต่ผมก็ส่งเสียงเอ็ดเธอเบาๆ
“รุ่นพี่ครับ อย่าขยับมากสิ”
“ทำไมเหรอ ถ้าขยับแล้วจะทำไมเหรอ”
แต่คำพูดนั้นราวกับเป็นการกระติกต่อมขี้แกล้งยของเธอ เธอขยับเปลี่ยนท่าไปมา นั่งเท้าคางบ้างล่ะ ไขว่ห้างบ้างล่ะ พร้อมกับหัวเราะอย่างมีความสุข
“พี่อยู่ไม่ค่อยนิ่งเลย เธอจะวาดพี่ออกมายังไงกันนะ”
“นั่นสินะครับ ถ้าจับมัดพี่เอาไว้คงจะง่ายกว่านี้”
“หืม?”
คำพูดนั้นทำให้รุ่นพี่เบิกตาขึ้น เธอเอียงคอมองผม ส่วนผมก็เอียงคอมองเธอกลับ
แต่ว่า สำหรับเธอแล้ว ผมไม่สามารถมองตาเธอได้นานนักก็หลบตาหนีไป
“มีอะไรเหรอครับ”
“เธอบอกว่าจะมัดพี่เหรอ”
“ก็ถ้าพี่ไม่อยู่นิ่งๆ ล่ะนะครับ”
“เห…”
เธอส่งเสียงออกมาราวกับนึกอะไรสนุกๆ ได้ แล้วจากนั้นเธอก็ดิ้นไปมาพร้อมกับบอกว่า
“อยากโดนมัดจังเลยนะ”
“น่าเสียดายนะครับ ไม่มีเชือกอยู่แถวนี้ด้วย”
“ถ้ามีจะมัดพี่เหรอ”
“ก็คงอย่างนั้นครับ”
คำพูดของผมทำให้รุ่นพี่ยิ้มออกมา เธอเดินไปตรงกระเป๋านั่งเรียนที่วางเอาไว้ตรงโต๊ะ รูดซิปมันออกและค้นของพักหนึ่ง ก่อนจะหยิบเส้นเชือกสีแดงออกมามัดหนึ่ง ซึ่งดูจากลักษณะแล้ว ถ้าคลี่มันออกมาคงมีขนาดยาวน่าดู
“ใช้เชือกนี่สิ มัดพี่เลย”
“เดี๋ยวสิครับ ทำไมพี่พกเชือกไว้ด้วยล่ะ”
“ความลับน่ะ ยังไงก็เถอะ มัดมือพี่ก่อนสิ ไม่งั้นพี่อยู่ไม่นิ่งหรอกนะ”