ท่ามกลางความมืดมิดที่ปกคลุมหมู่บ้านชิงอวิ๋น บ้านไม้หลังใหม่ของหลี่เฉินตั้งตระหง่านอยู่บนเนินดินอย่างมั่นคง บ้านหลังนี้มิใช่เพียงแค่ที่อยู่อาศัย แต่มันเปรียบเสมือนอนุสาวรีย์แห่งหยาดเหงื่อที่หลี่เฉินและอาฝูร่วมกันสร้างขึ้นด้วยสองมือ ผนังไม้สนที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างดีและผ่านการขัดเกลาจนเรียบกริบยังคงส่งกลิ่นหอมอบอวล สะท้อนถึงความพิถีพิถันของช่างผู้สร้างที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด บ้านถูกแบ่งสัดส่วนอย่างชัดเจนผ่านงานช่างที่ประณีตและเปี่ยมไปด้วยทักษะ มีห้องโถงกลางสำหรับนั่งพักผ่อน ถัดไปเป็ห้องนอนของหลี่เฉิน และห้องนอนของอาฝูซึ่งอยู่ติดกัน ทุกตารางนิ้วในบ้านหลังนี้เปี่ยมไปด้วยไออุ่นแห่งการเริ่มต้นใหม่ที่หาไม่ได้จากเพิงพักหลังเก่าที่หนาวเหน็บ
หลี่เฉินนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นไม้ที่เขาขัดจนมันวาวในห้องนอนของตน สายตาจดจ้องไปยังแสงจันทร์ที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้บานเล็ก เขาถอนหายใจยาว ความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักตลอดทั้งวันดูเหมือนจะค่อยๆ จางหายไป แทนที่ด้วยความรู้สึกถึงความมั่นคงที่เขาไม่เคยััมาก่อน นับแต่วันที่เขาตัดสินใจย้ายจากเพิงพักซอมซ่อมาสร้างบ้านหลังนี้ อาฝูก็กลายเป็เสมือนครอบครัวเพียงหนึ่งเดียวที่เขามี น้องชายต่างวัยผู้นี้ซื่อสัตย์และเพียรพยายามไม่ต่างจากเขา ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ผูกพันลึกซึ้งผ่านการทำงานหนักเคียงบ่าเคียงไหล่ร่วมกันมาตลอดหลายวัน
เขาทอดสายตามองผ่านประตูกั้นไปยังห้องของอาฝู เห็นเพียงความเงียบงันและแสงเงาที่ทอดตัวลงบนพื้นไม้ บ่งบอกว่าเด็กหนุ่มกำลังหลับใหลอย่างเป็สุข หลี่เฉินได้แต่ทอดถอนใจ พลางครุ่นคิดถึงสถานการณ์ปัจจุบัน ระบบที่ลึกลับและไร้ปรานีปล้นชิงเงินตราของเขาไปจนหมดสิ้น แต่สิ่งที่ระบบไม่อาจพรากไปได้คือทักษะและความมุ่งมั่นของเขาที่สั่งสมมานานนับปี
เขานึกถึงผืนนาผืนเล็กทิศเหนือ เฒ่าผู้ใหญ่บ้านผู้เปี่ยมเมตตาได้มอบที่ดินผืนนั้นให้เขาทำกินโดยไม่คิดค่าตอบแทนเพียงสักเหรียญ การเดินเท้า 10 นาทีผ่านพงไพรเพื่อไปดูแลรวงข้าวที่เริ่มแตกกอและอวบอิ่มนั้น กลายเป็ความหวังเดียวที่พอจะยึดเหนี่ยวจิตใจ เขาจินตนาการไปถึงวันที่รวงข้าวเ่าั้กลายเป็สีทองอร่ามและพร้อมเก็บเกี่ยว มันเป็ดั่งแสงสว่างในยามที่มืดมิดที่สุด
"แค่ทำนาอย่างเดียว... คงไม่พอ" หลี่เฉินรำพึงเบาๆ แผนการในวันพรุ่งนี้ชัดเจนขึ้นในหัว เขาจะเข้าเมืองจือจี้เพื่อเปิดแผง "สารพัดรับจ้าง" ทักษะการช่าง การซ่อมแซม และการใช้แรงงานที่เขาชำนาญ คืออาวุธเดียวที่จะพาเขาให้รอดพ้นจากความอดอยาก เขาหยิบแท่งหมึกราคาถูกที่ดูหยาบกร้านขึ้นมาพินิจพิจารณา มันมีรอยบิ่นและดูไม่มีราคาค่างวดใดๆ ในสายตาคนทั่วไป แต่สำหรับหลี่เฉิน มันคือหัวใจสำคัญของงานเขียนในวันพรุ่งนี้ เขาเอนกายลงนอนบนฟูกฟางใหม่ นุ่มสบายจนน่าใ ความสุขเล็กๆ นี้เองที่เป็ดั่งยาชูกำลังให้เขาหลับไปพร้อมกับความมุ่งมั่นที่แรงกล้า
---
**เช้าวันต่อมา...**
แสงอาทิตย์สีทองละมุนละไมสาดส่องผ่านม่านหมอกยามเช้าที่หมู่บ้านชิงอวิ๋น เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วและกลิ่นไอของหยาดน้ำค้างยามรุ่งอรุณช่วยปลุกเร้าจิติญญาให้กระปรี้กระเปร่า หลี่เฉินตื่นขึ้นมาพร้อมกับััได้ถึงพลังงานที่แปลกประหลาดในอากาศ เขาสวมเสื้อผ้าป่านสะอาดและเดินออกมาพบอาฝูที่เตรียมข้าวเหนียวและเนื้อแห้งใส่ย่ามไวอย่างพร้อมสรรพ
"พี่หลี่! วันนี้เราต้องทำเงินก้อนใหญ่ให้ได้นะขอรับ!" อาฝูพูดด้วยแววตาเป็ประกาย ความตื่นเต้นของเขาทำให้น่าเอ็นดูอย่างยิ่ง หลี่เฉินยิ้มตอบ พลางทั้งสองเดินลัดเลาะไปตามทางเดินดินมุ่งหน้าสู่ตัวเมือง ระหว่างทางหลี่เฉินอดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองนาข้าวของเขา รวงข้าวดูสมบูรณ์ผิดปกติจนรวงหนักอึ้งน้อมลงดิน มันงดงามเสียจนเขารู้สึกแปลกใจในโชคชะตาที่ให้ผืนดินดีเช่นนี้แก่เขา โดยไม่เฉลียวใจเลยว่านั่นคือผลจากพลังลี้ลับที่เขามี
เมื่อถึงประตูเมืองจือจี้ พวกเขาผ่านเข้าประตูเมืองอย่างง่ายดาย ความคึกคักของตลาดทำให้จิตใจของหลี่เฉินตื่นตัว พวกเขาเดินไปยังจุดทำเลทองและกางป้าย "สารพัดรับจ้าง : ทำทุกอย่างั้แ่ด่าคน จนถึงปราบฏ" ขึ้นมาอย่างมั่นใจ แต่เหตุการณ์กลับพลิกผันเมื่อชายหนุ่มผู้หนึ่งแต่งกายภูมิฐานเดินเข้ามาหาอย่างนอบน้อม
"ท่านปรมาจารย์หลี่เฉิน ข้าเป็ลูกน้องของเฒ่าแก่เฉียน ท่านให้ข้ามาเชิญท่านไปร่วมรับประทานอาหารที่ร้านเดี๋ยวนี้เลยขอรับ"
หลี่เฉินขมวดคิ้ว ปฏิเสธอย่างสุภาพเพราะห่วงทำมาหากิน แต่เมื่อถุงเงินที่หนักอึ้งด้วยเหรียญทองคำถูกยื่นมาให้ตรงหน้า ความสงสัยในใจก็จางหายไปแทนที่ด้วยความโล่งใจ หลี่เฉินตัดสินใจปิดแผงทันทีโดยไม่รีรอ เมื่อไปถึงร้าน เฒ่าแก่เฉียนให้การต้อนรับอย่างหรูหราปิดร้านส่วนตัวเพื่อต้อนรับเขา ความโอชาของอาหารที่ปรุงแต่งด้วยฝีมือพ่อครัวระดับสูงทำเอาทั้งสองกินจนพุงกาง
ภายในร้านหรูหรา เฒ่าแก่เฉียนเฝ้ามองดูหลี่เฉินด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเคารพ "ท่านปรมาจารย์ ข้าขอขอบพระคุณท่านอย่างสูงที่เมตตามาเยี่ยมเยียนร้านเล็กๆ ของข้า อาหารเหล่านี้เป็เพียงของกำนัลเล็กน้อย หากท่าน้าสิ่งใดเพิ่ม เพียงแค่เอ่ยปาก ข้าจะหามาให้ท่านทันที"
หลี่เฉินหัวเราะเบาๆ "เฒ่าแก่ ท่านเกรงใจเกินไปแล้ว สิ่งที่ท่านเตรียมมาล้วนเลิศรส ทั้งเป็ดตุ๋นและหมูสามชั้น ข้าและอาฝูไม่ได้ทานของดีเช่นนี้มานานมากแล้ว"
อาฝูที่นั่งข้างๆ รีบพยักหน้าเห็นด้วย "จริงขอรับเฒ่าแก่! รสชาติอาหารของที่นี่ทำให้ข้ารู้สึกเหมือนมีพลังเพิ่มขึ้นเป็กองเลยขอรับ!"
บรรยากาศภายในร้านเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความเป็กันเอง จนกระทั่งมื้ออาหารสิ้นสุดลง เฒ่าแก่เฉียนก็ย้ายเข้าสู่เื่สำคัญ "ท่านปรมาจารย์... ข้าอยากรบกวนให้ท่านช่วยเขียน 'แผ่นป้ายข้อความมงคล' สำหรับติดไว้หน้าร้าน เพื่อให้กิจการค้าขายของข้าเจริญรุ่งเรืองยิ่งๆ ขึ้นไป ข้ายินดีจ่ายเงินให้ท่านอีกหนึ่งตำลึงเงินเป็ค่าจ้าง"
หลี่เฉินยิ้มตอบรับ "ในเมื่อท่านมีจิตศรัทธา ข้าก็จะช่วยเขียนให้ อาฝู... ฝนหมึกให้ข้าที"
อาฝูหยิบแท่งหมึกออกมาฝนลงบนหินฝนหมึก เสียง "กึก... กึก..." ดังเป็จังหวะที่ผ่อนคลาย หลี่เฉินหลับตาลงชั่วครู่ รวบรวมสมาธิทั้งหมดลงไปที่ปลายพู่กัน ทันทีที่เขาลืมตาขึ้น ประกายในดวงตาของเขาก็เปลี่ยนไปราวกับมีกระแสพลังไหลผ่าน เขาจดจ่ออยู่กับการเขียนตัวอักษรลงบนแผ่นไม้หนาที่เตรียมไว้ ตัวอักษรแต่ละตัวที่ถ่ายทอดผ่านปลายพู่กันดูหนักแน่น ทรงพลัง และมีมนต์ขลังประหลาด ราวกับอักขระเ่าั้กำลังสั่นะเืมิติกาลเวลา ทุกตวัดพู่กันเปี่ยมไปด้วยแรงกดที่พอดิบพอดี กระแสน้ำหมึกราวกับจะซึมลึกเข้าไปในเนื้อไม้จนเกิดเป็รัศมีจางๆ
เมื่อเขาจรดอักษรตัวสุดท้ายลงบนแผ่นป้าย ทันใดนั้น! ท้องฟ้าเหนือเมืองจือจี้ก็แปรเปลี่ยนเป็สีสันสดใส เมฆเจ็ดสีหมุนวนดุจพายุหิมะสีรุ้ง แสงแห่งความศักดิ์สิทธิ์อาบไล้ทั่วทั้งเมือง ชาวบ้านต่างหยุดนิ่งด้วยความยำเกรงและกราบกรานต่อปรากฏการณ์นี้ราวกับเห็นเซียนลงมาโปรด เสียงผู้คนด้านนอกดังกึกก้องด้วยความตกตะลึง บางคนร้องไห้ออกมาด้วยความปิติ บางคนถึงกับคุกเข่าลงกับพื้นถนนเพื่อสวดอ้อนวอนขอพรจากแสงสีรุ้งที่งดงามเหนือคำบรรยาย
ทว่าภายในร้านนั้น บรรยากาศกลับปกติสุขอย่างไม่น่าเชื่อ! เสียงอึกทึกจากความตื่นตะลึงภายนอกเงียบหายไปในม่านหมอกแห่งพลังที่ปกคลุมร้านไว้อย่างมิดชิด แสงไฟจากโคมแดงภายในร้านยังคงส่องสว่างนวลตา เฒ่าแก่เฉียนมองแผ่นป้ายด้วยความปลื้มปิติโดยไม่รู้เลยว่าภายนอกเกิดอะไรขึ้น มีเพียงที่เดียวที่แสงสีรุ้งมิอาจแผ่ถึง นั่นคือคฤหาสน์ตระกูลลี่ที่ตั้งอยู่อีกฝั่ง ซึ่งจมอยู่ในความมืดมิดและไร้แสงเงาของมงคล เหมือนโลกทั้งใบถูกแยกออกจากกันด้วยเส้นแบ่งที่มองไม่เห็น
หลี่เฉินวางพู่กันลงอย่างนุ่มนวล ความรู้สึกปกติราวกับเพิ่งเขียนป้ายชื่อธรรมดาๆ แผ่นหนึ่ง "เรียบร้อยแล้วเฒ่าแก่ หวังว่าแผ่นป้ายนี้จะช่วยท่านได้นะ" หลี่เฉินยิ้มอย่างอ่อนน้อม ไม่รับรู้เลยว่าสิ่งที่เขาเพิ่งสร้างสรรค์ไปนั้น คือปรากฏการณ์ที่อาจเปลี่ยนโชคชะตาของทั้งเมืองให้พลิกผันไปตลอดกาล
ขณะที่เขาก้าวออกจากร้าน เสียงอื้ออึงจากชาวเมืองภายนอกเบาลงทันที ทุกคนต่างแหงนมองท้องฟ้า บ้างก็ลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นตามเสื้อผ้า "เ้าว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อครู่นี้?" ชายคนหนึ่งถามเพื่อน "ข้าเห็นแสงสีรุ้ง แต่พอขยี้ตาดูก็หายไปแล้ว... สงสัยข้าคงทำงานหนักจนตาลายไปเองแน่ๆ"
"นั่นสิ! สงสัยจะเป็ปรากฏการณ์ธรรมชาติแบบที่ท่านนักพรตพเนจรเคยบอกไว้กระมัง" อีกคนตอบพลางเหลือบมองหลี่เฉินและอาฝูที่เดินผ่านมาด้วยสายตาเฉยเมย "ดูสิ เ้าสองคนนั่นเพิ่งออกมาจากร้านเฒ่าแก่เฉียน คงเป็แค่นักพรตพเนจรที่พอมีวิชาเล็กๆ น้อยๆ มาขอเศษเงินเฒ่าแก่กินข้าวล่ะมั้ง"
หลี่เฉินไม่ได้สนใจบทสนทนาเ่าั้ เขาเดินผ่านไปอย่างเรียบเฉย ทิ้งไว้เพียงบรรยากาศที่แปรเปลี่ยนไปโดยที่ชาวเมืองยังคงเชื่อมั่นว่านี่เป็เพียงความโชคดีชั่วคราว หรือเหตุการณ์ประหลาดทางธรรมชาติเท่านั้น โดยไม่มีใครเอะใจเลยว่า
"นักพรต" ผู้นี้คือผู้กำหนดชะตาฟ้าดินที่แท้จริง