หนึ่งหทัยมังกร

    55


    ย่างเข้าช่วงน้ำค้างหนาว[1] 

            การประลองชิงตำแหน่งจ้าวยุทธภพทำให้ชื่อเสียงสำนักเฮยหู่ของบิดาสนมเจ้าไม่ค่อยดีนักอีกทั้งเรื่องชอบวางอำนาจไประรานหอสรวงกุสุมาทำให้องค์จักรพรรดิทรงเรียกนางไปตำหนิ

            “ใช่ความผิดข้าที่ใดข้าก็อยู่แต่ในวัง หากรู้ก่อนว่าเรื่องมันจะเป็นเช่นนี้ ข้าคงส่งคนไปกำชับท่านพ่อให้รีบออกจากเมืองหลวงแล้ว”สนมเจ้าตีอกชกตัวต่อหน้าโจวปี้หยูที่พอทราบเรื่องก็มาหายังตำหนัก

            “เถียนเยวี่ยที่กล่าวถึงนั่นมีความสำคัญเช่นไรรึท่านพี่”

            “เจ้ามาจากหนานลู่คงไม่เคยรู้เรื่องโอรสนอกกำแพงวังของจักรพรรดิองค์ก่อนคนต่างเล่าลือว่าเขาผู้นั้นเป็นโอรสที่ฝ่าบาทพระองค์ก่อนทรงรักมากและทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องเขาจากการเข่นฆ่าเพื่อแย่งชิงบัลลังก์หากมิใช่เพราะราชโองการให้สวามีของพวกเราขึ้นครองราชย์คนที่เป็นคู่แข่งพระองค์เรื่องนี้นอกจากเสวี่ยอ๋อง ก็คือเถียนเยวี่ยผู้นี้แหละ”

            “คนไม่ได้เติบโตในวังจะปกครองทั่วหล้าได้อย่างไร”

            “จะยากอะไรขุนนางเมื่อแบ่งกันเป็นฝักฝ่ายเสียแล้วการจะชูใครสักคนเป็นหุ่นเชิดก็ไม่ใช่เรื่องยาก ก่อนบัลลังก์จะตกมาอยู่กับฝ่าบาทหากเจ้ามิใช่สตรีในหอห้อง ก็คงพอจะได้ยินได้ฟังเรื่องเผาต้นถั่วต้มเมล็ดถั่ว[2]ของแคว้นหมิงอานอยู่กระมัง”

            เป็นความจริงที่นางไม่เคยได้ยินเรื่องราวเหล่านี้มาก่อนเพราะบ้านเมืองไม่ใช่เรื่องที่สตรีฝ่ายในควรรู้ แต่ในเมื่อตอนนี้นางอยู่หมิงอานจึงจำเป็นต้องรู้ในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวังหลัง เรื่องของราชสำนักกระทั่งเรื่องของผู้คนสำคัญในแคว้นแห่งนี้

            “หากท่านพี่ไม่เล่าข้าก็ไม่รู้จริงๆ นั่นแหละฟังท่านเล่าแสดงว่าฝ่าบาททรงผูกพันกับพี่น้องคนนั้นมากสินะถึงไม่อยากให้เขาเป็นอันตราย”

            “จะรักหรือผูกพันอันใดข้าไม่รู้หรอก รู้แต่ว่าตอนนี้ข้าแค้นใจเจ้าเถียนเยวี่ยยิ่งนัก” ยิ่งพูด สนมเจ้ายิ่งเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างคั่งแค้นใจ

            เห็นความแค้นที่ออกมาทางสีหน้าแววตากระทั่งคำพูดของสนมเจ้าแล้ว โจวปี้หยูบังเกิดความคิดหนึ่งขึ้นคนสองกลุ่มกำลังบาดหมางกันหากเกิดเรื่องร้ายขึ้นก็ไม่ยากที่จะโยนความผิดให้อีกฝ่าย

            สนมเจ้ามองสนมต่างแคว้นซึ่งนิ่งเงียบไปเหมือนกำลังใช้ความคิดจึงเอ่ย

            “ตอนนี้ข้าไม่ใช่คนโปรดปรานเท่าไรซ้ำคนในครอบครัวยังทำเรื่องให้ฝ่าบาทกริ้วเจ้าจะสมน้ำหน้าหรือตีจากข้าตอนนี้ก็ยังทันนะ”

            “ไยท่านพี่หมิ่นน้ำใจข้าเช่นนั้นสาบานเป็นพี่น้องย่อมต้องช่วยเหลือกันในยามยาก ที่ผ่านมาท่านดีกับข้าที่สุดข้าจะทำร้ายมิตรหนึ่งเดียวของข้าทำไมกันเล่า”

            “หากเจ้าคิดแบบนี้ได้ก็ดีข้าล้มวันนี้ใช่ว่าจะไม่สามารถลุกขึ้นมาได้อีกอย่าลืมว่าข้าได้ให้กำเนิดพระโอรสแก่ราชวงศ์เซวีย” ก่อนเข้ามาอยู่ในวังสตรีจะมีวาสนาได้ แรกเริ่มต้องมาจากตระกูลดีมีชื่อเสียงแต่ตอนนี้วาสนาจะขึ้นหรือลงล้วนถูกฝากไว้กับความก้าวหน้าทางสติปัญญาของพระโอรส

            “ท่านพี่ไม่คิดอยากล้างแค้นคนที่ทำให้ท่านต้องเดือดร้อนบ้างหรือ”

            “แค่นี้ฝ่าบาทก็กริ้วข้าจะแย่แล้วข้ามิอยากหาเรื่องใส่ตัวอีก”

            “หากเป็นข้าลงมือแทนท่านเล่า”ก็แค่ทำให้เหมือนลงมือแทน หากเรื่องร้อนลามมาถึงตัวการชิ่งตีจากก็มิใช่เรื่องยากกระไรอยู่แล้ว โจวปี้หยูคิดพร้อมเผยรอยยิ้มจริงใจ

            “ไม่ยุ่งเรื่องคนอื่นเรื่องยิ่งน้อยยิ่งดี” มิตรแท้ในวังหลังมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อยทุกคนต่างมีปัญหาในเส้นทางชีวิตของตนที่ต้องจัดการ

            “ข้าไม่กลัวเดือดร้อนหรอกเพียงแต่งานนี้อาจจะไม่สำเร็จหากไม่ได้รับความช่วยเหลือเล็กน้อยจากท่าน”

            ใจของสนมเจ้านั้นอยากแก้แค้นและเอาคืนศัตรูของนางและสำนักเฮยหู่อยู่แล้วเมื่อมีคนออกหน้าจะทำเรื่องนี้เพื่อนาง เหตุใดนางจะโง่ไม่คว้าโอกาสไว้

            “เจ้าอยากให้ข้าช่วยเรื่องใดรึ”วันนี้โจวปี้หยูช่วยนาง วันหน้าบารมีขององค์ชายเหยียนเหวินก็คงจะได้ช่วยสนมจากแคว้นหนานลู่คืนกลับเช่นกันผลประโยชน์แลกผลประโยชน์ นับว่าไม่มีสิ่งใดขาดทุน

            ในที่สุดปลาก็ฮุบเหยื่อสมดั่งใจนางสนมต่างแคว้นทำท่าครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนกล่าว

            “ข้าอยากรู้เรื่องราวส่วนตัวของเถียนเยวี่ยและคนใกล้ชิดของเขาเท่าที่ท่านสามารถจะบอกได้”

            หากเพียงแค่นี้จริงๆนางเต็มใจอยู่แล้ว

            “เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ไว้ได้ข้อมูลจากบิดาข้ามาอีกสักหน่อย ข้าจะบอกเจ้าให้หมด”

             


    หลายวันต่อมาทุกข้อมูลที่ได้รับจากคนของบิดาที่ยังเหลืออยู่ในเมืองหลวงก็ถูกสนมเจ้าถ่ายทอดสู่โจวปี้หยู

            “เรื่องเป็นเช่นนี้นี่เองดูเหมือนคนที่มีอิทธิพลต่อความรู้สึกของเขาก็คือผู้หญิงชื่อหลันซิ่วจูสินะ”มิว่าหญิงหรือชายจุดอ่อนสำคัญล้วนเกิดเพราะความเสน่หา ขณะฟังในหัวโจวปี้หยูก็เริ่มคิดวางแผนการที่จะนำมาใช้เพื่อทำให้ทั้งสองฝ่ายหันหน้าเข้าห้ำหั่นกัน

            “เจ้าจะส่งคนไปลอบทำร้ายนางรึ”เท่าที่รู้มาตอนนี้เถียนเยวี่ยให้คนคอยอารักขาตามติดหลันซิ่วจูทุกฝีก้าวยังจะมีช่องให้คนลอบทำร้ายนางเป็นหนที่สองหรือไร

            “ข้าอยู่ในวังจะสามารถทำอันตรายนางได้อย่างไรอีกทั้งไม่คิดใช้คนของบิดาท่านทำเรื่องนี้เองแน่เพราะจะโจ่งแจ้งไม่เป็นผลดีกับท่านเกินไป”

            “ที่เจ้าพูดมาก็ถูก”

            “ตอนนี้ข้ายังคิดแผนไม่ได้ไว้สบช่องคงจะได้ขอแรงจากคนของบิดาท่าน ถึงวันนั้นท่านพี่ก็จะรู้เองข้ารับประกันว่าผลดีย่อมตกอยู่ที่พวกเราแน่” การใหญ่นี้คงต้องคิดให้รอบคอบมองให้ครอบคลุมหลายมุม มิเช่นนั้นเกรงจะเป็นการเผยพิรุธแหวกหญ้าให้งูตื่นแต่ละขั้นตอนที่วางไว้จะต้องสืบสาวมาไม่ถึงตัวนางโดยง่ายยิ่งนางดำรงอยู่ข้างกายจักรพรรดิชั่วได้นานเท่าไรนั่นก็เท่ากับว่านางมีโอกาสแก้แค้นเขาให้กระอักเลือดมากขึ้นเท่านั้น

            “ตามใจเจ้าเถิดข้าก็ขี้เกียจจะคิดให้ปวดหัวไว้ข้าจะหานางกำนัลที่พอไว้ใจได้ไปรับคำสั่งของเจ้าที่ตำหนัก นอกนั้นเจ้าก็จัดการไปตามสมควร”

            “ขอบใจท่านพี่ที่เชื่อใจข้า”

            เมื่ออีกฝ่ายกระหยิ่มยิ้มย่องคาดหวังกับความวิบัติของคนที่เป็นศัตรูโจวปี้หยูก็ลอบซ่อนรอยยิ้มเยาะหยันไว้มิดชิด...ขอบใจนังคนโง่ที่เปิดทางให้อะไรๆมันง่ายขึ้น


    [1] ฤดูหานลู่ ราวๆ วันที่ ๘-๙ ตุลาคม

    [2]乡煎和太及 หมายถึง พี่น้องเข่นฆ่าทำลายล้างกันหรือคนในชาติเดียวกันรบราฆ่าฟันกัน

    คล้ายกับเรื่องหนึ่งหทัยมังกร ที่คุณอ่าน