ราชันหมื่นอักขระ

    จารึกที่ 178 : ฝ่าวิกฤตปฐพีถล่ม

    จารึกที่ 178 : ฝ่าวิกฤตปฐพีถล่ม | รุ่งอรุณแห่งความลับสีเลือด


    "ครืนนนนนนนนน!"


    เสียงกัมปนาทเลื่อนลั่นดังก้องสะท้อนไปทั่วโสตประสาท ราวกับมังกรปฐพีกำลังพลิกตัวด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัสใต้พื้นพิภพ แรงสั่นสะเทือนมหาศาลทำให้ผนังอุโมงค์หินที่เพิ่งถูกเจาะทะลวงด้วยพลังปราณเริ่มปริร้าว เศษหินน้อยใหญ่ร่วงกราวลงมาราวกับสายฝนแห่งหายนะ ฝุ่นหินหนาทึบตลบอบอวลจนมองไม่เห็นแม้แต่มือของตนเอง กลิ่นฉุนเฉียวของดินปืนและกลิ่นกำมะถันจากการระเบิดลอยคละคลุ้ง บีบรัดลมหายใจของผู้ที่กำลังหนีตายให้สั้นกระชั้นลงทุกขณะ


    "เร็วเข้าเจ้าสัว! อย่าหยุด! ถ้าหยุดคือตาย!"


    อาเจีย ตะโกนสุดเสียงแข่งกับเสียงภูเขาถล่ม ใบหน้าของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเขม่าและเลือด มือข้างหนึ่งของเขากอดเอว จีหงเยี่ยน ราชินีแห่งเงาเอาไว้แน่น เพื่อไม่ให้นางหลุดกระเด็นจากแรงเหวี่ยงอันมหาศาล ร่างกายของนางสั่นเทาเล็กน้อยจากอาการบาดเจ็บภายใน แต่ดวงตาหงส์คู่งามยังคงฉายแววเด็ดเดี่ยวไม่ยอมแพ้


    ส่วนมืออีกข้างของอาเจีย กำ พู่กันนิรันดร์ ชูขึ้นไปข้างหน้า ส่งถ่ายพลังปราณเฮือกสุดท้ายเพื่อค้ำจุนวงเวทย์อักขระสีทองที่หมุนวนอยู่รอบตัว ปกป้องพวกเขาจากหินก้อนยักษ์ที่ถล่มลงมาทับถม


    เบื้องหน้าของพวกเขา "เจ้าสัว" ในร่างวิวัฒนาการใหม่กำลังทำหน้าที่เป็นหัวหอกทะลวงฟัน ร่างกายมหึมาที่ปกคลุมด้วย เกล็ดมังกรนิลกาฬ เปล่งแสงสีม่วงดาราเจิดจ้าตัดกับความมืดมิด มันห่อไหล่เข้าหากันแล้วใช้ร่างกายที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กไหล "พุ่งชน" หินผาตรงหน้าอย่างบ้าคลั่ง


    ตึง! ตึง! โครม!


    เสียงกระแทกหนักหน่วงดังสนั่น หินผาที่ขวางทางถูกพละกำลังมหาศาลบดขยี้จนแตกกระจาย พลังแห่งธาตุทั้งห้า... ดิน น้ำ ลม ไฟ และทอง... ผสานกับแกนกลางแห่ง "ความว่างเปล่า" ทำหน้าที่เป็นเกราะคุ้มกันและอาวุธทำลายล้างในเวลาเดียวกัน มันไม่ได้แค่ "เจาะ" แต่มัน "ลบ" มวลสารที่ขวางทางให้หายไป เพื่อเปิดทางรอดให้กับเจ้านายผู้เป็นดั่งดวงใจ


    (อาเจีย! เส้นชีพจรปฐพีกำลังปั่นป่วน!) เสียงของ มู่เฉิน วิญญาณอาจารย์ผู้เฒ่าเตือนลั่นในห้วงจิต น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตึงเครียด (แรงกดดันข้างหน้าเพิ่มขึ้นสิบเท่า! โครงสร้างของสุสานกำลังบีบตัวเข้าหากันเหมือนปากปีศาจ! เจ้าสัวกำลังจะหมดแรงส่ง!)


    "โธ่เว้ย! อีกนิดเดียวแท้ๆ!"


    อาเจียกัดฟันกรอดจนได้ยินเสียงฟันกระทบกัน เขาสัมผัสได้ถึงแรงต้านมหาศาลที่กดทับลงมา เจ้าสัวเริ่มเคลื่อนที่ช้าลงเรื่อยๆ ราวกับกำลังว่ายทวนกระแสน้ำตกที่เชี่ยวกราก ประกายไฟสีม่วงที่ห่อหุ้มร่างเริ่มริบหรี่ลง หากหยุดตอนนี้... พวกเขาจะถูกบดขยี้เป็นเนื้อบดผสมดินทันที!


    "คุณหนูจี! ท่านพอมีแรงเหลือไหม!?" อาเจียหันไปตะโกนถามสตรีในอ้อมแขน แม้จะอยู่ในสถานการณ์ความเป็นความตาย แต่เขาก็ยังคงไม่ทิ้งสัญชาตญาณของการ "ยืมแรง" ผู้อื่น


    จีหงเยี่ยนหน้าซีดเผือด เลือดสีดำจากการบาดเจ็บภายในไหลซึมที่มุมปาก นางพยักหน้าอย่างยากลำบาก


    "พอ... พอไหว... เจ้าต้องการอะไร?"


    "ส่งปราณธาตุลมของท่านไปที่ขาของเจ้าสัว! ข้าต้องการแรงส่งเฮือกสุดท้าย! ไม่งั้นเราได้เป็นผีเฝ้าสุสานกันหมดแน่!"


    "ได้!"


    จีหงเยี่ยนไม่รอช้า นางกัดปลายลิ้นพ่นโลหิตบริสุทธิ์ลงบน พัดขนนกทมิฬ ในมือ เลือดสีแดงสดซึมหายเข้าไปในขนนกทันที ปลุกวิญญาณแห่งสายลมที่หลับใหลให้ตื่นขึ้น


    "เคล็ดเงาจันทรา : วายุหนุนส่งผ่าเวหา!"


    นางสะบัดพัดสุดแรงเกิด สายลมสีดำทมิฬพุ่งออกมาม้วนตัวเป็นเกลียวคลื่นกระแทกใส่แผ่นหลังของเจ้าสัวอย่างรุนแรง ผสานเข้ากับพลังอักขระวายุของอาเจียจนเกิดเป็นแรงขับเคลื่อนระลอกใหม่ที่ทรงพลังยิ่งกว่าเดิม


    "ฮึ่มมมมม!"


    เจ้าสัวส่งเสียงคำรามต่ำในลำคอราวกับเครื่องจักรที่เร่งรอบสูงสุด แกนกลางผลึกสีดำที่หน้าอกส่องแสงวาบ มันรวบรวมพลังงานที่เหลืออยู่ทั้งหมด ระเบิดเปลวเพลิงสีม่วงดำออกมาจากแผ่นหลังดุจปีกเพลิง


    ตูมมมมมมม!


    ความเร็วในการพุ่งทะยานเพิ่มขึ้นฉับพลัน ร่างของหุ่นเชิดและมนุษย์ทั้งสองพุ่งฝ่าชั้นหินหนาทึบขึ้นสู่เบื้องบนดุจลูกธนูแสงที่แหวกว่ายผ่านมหาสมุทรแห่งความตาย


    ...


    ณ ป่าสนดำ นอกเขตหวงห้ามสุสานบรรพชน


    ท่ามกลางความเงียบสงัดของป่าสนยามดึกสงัด สายลมเย็นยะเยือกพัดผ่านยอดไม้จนเกิดเสียงหวีดหวิว นกแสกตัวหนึ่งเกาะอยู่บนกิ่งไม้แห้ง จ้องมองลงมายังพื้นดินที่ว่างเปล่า


    ทันใดนั้น... พื้นดินบริเวณเนินเขาแห่งหนึ่งก็เริ่มปูนนูนขึ้นมา ราวกับมีสัตว์ร้ายกำลังจะผุดขึ้นจากนรก ดินและหินแตกระแหงเกิดรอยร้าวเป็นวงกว้าง แสงสีม่วงประหลาดลอดผ่านรอยแตกเหล่านั้นออกมา


    บรึ้มมมม!


    เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ดินและหินระเบิดกระจายขึ้นสู่ท้องฟ้า เป็นเสาลำแสงสีม่วงพุ่งทะลุขึ้นไปเสียดฟ้า ก่อนที่ร่างเงาสามร่างจะกระเด็นออกมาจากปากหลุม ลอยละลิ่วกลางอากาศท่ามกลางเศษฝุ่น


    ตุบ! ตุบ! ตุบ!


    ร่างของอาเจียร่วงลงกระแทกพื้นหญ้าที่เปียกชื้นด้วยน้ำค้าง เขากลิ้งหลุนๆ ไปหลายตลบก่อนจะนอนหงายท้องแผ่หลา หอบหายใจแฮกๆ ราวกับคนจมน้ำที่เพิ่งโผล่พ้นผิวน้ำ หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง ดวงตามองเห็นเพียงท้องฟ้ามืดมิดและยอดไม้ที่ไหวเอน


    "รอด... รอดแล้ว... ให้ตายเถอะ..." เขาพึมพำเสียงแหบแห้ง ลิ้มรสชาติของฝุ่นดินและเลือดฝาดๆ ในปาก


    ห่างออกไปไม่ไกล จีหงเยี่ยนนอนตะแคง ไอโขลกๆ ออกมาอย่างหนัก นางพยายามยันกายลุกขึ้นนั่ง แต่แขนขาช่างอ่อนแรงเหลือเกิน ชุดคลุมสีแดงหรูหราของนางฉีกขาดจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม เผยให้เห็นผิวขาวผ่องที่มีรอยถลอกและฟกช้ำไปทั่ว ผมเผ้ายุ่งเหยิงปรกหน้า


    ส่วนเจ้าสัว... หุ่นเชิดผู้ภักดี บัดนี้ยืนคุกเข่าอยู่ข้างหลุมระเบิด ควันสีขาวพวยพุ่งออกมาจากรอยต่อของเกราะ เกราะเกล็ดมังกรนิลกาฬที่เคยมันวาว บัดนี้หม่นหมองลงและมีรอยร้าวเล็กน้อย แกนกลางที่หน้าอกหรี่แสงลงจนเกือบดับ มันเข้าสู่ "โหมดจำศีล" ชั่วคราวเพื่อฟื้นฟูพลังงานโดยอัตโนมัติ


    อาเจียค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นนั่ง ปัดเศษดินออกจากผม แล้วหันไปมองหลุมระเบิดที่พวกเขามุดขึ้นมา... ดินรอบปากหลุมกำลังถล่มลงไปปิดตายเส้นทางนั้นอย่างสมบูรณ์ ปิดตายความลับอันดำมืดแห่งสุสานกระบี่ และกองทัพมารนับพันตนไว้เบื้องล่างตลอดกาล


    "จบกันที... ทัวร์นรก" อาเจียถอนหายใจยาว แล้วหันไปมองหญิงสาวข้างกาย แววตาที่เคยขี้เล่นบัดนี้เต็มไปด้วยความจริงจัง "ท่านเป็นอย่างไรบ้างขอรับ คุณหนูจี?"


    จีหงเยี่ยนปาดเลือดที่มุมปาก นางสะบัดผมยาวสลวยไปด้านหลัง พยายามเรียกคืนศักดิ์ศรีของราชินีแห่งเงากลับมา แม้สภาพจะดูย่ำแย่เพียงใดก็ตาม


    "แค่แผลถลอก... ขอบใจที่ช่วย"


    "ไม่ต้องขอบใจหรอกขอรับ... แค่ทำตามสัญญา" อาเจียยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ดูเจ้าเล่ห์แต่ก็จริงใจ "ข้าเปิดทางให้ท่าน ท่านให้ข้อมูลข้า... เราหายกัน ไม่ติดค้าง"


    จีหงเยี่ยนจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยแววตาที่ซับซ้อน ก่อนหน้านี้นางมองเขาเป็นเพียงพ่อค้าหน้าเงินที่มีของดีติดตัว... แต่หลังจากผ่านความเป็นความตายร่วมกัน นางได้ประจักษ์แล้วว่า ภายใต้รอยยิ้มโง่ๆ และความงกนั้น ซ่อนพยัคฆ์ร้ายที่น่าสะพรึงกลัวเอาไว้


    วิชาผสานอักขระที่แหกกฎเกณฑ์สวรรค์...


    หุ่นเชิดที่มีชีวิตและวิวัฒนาการได้...


    และความบ้าบิ่นที่กล้าต่อกรกับผู้อาวุโสคุมกฎ...


    "เจ้า... ไม่ใช่แค่ศิษย์สำนักหมึกวารีธรรมดา" นางเอ่ยเสียงเรียบ "อาเจีย... เจ้าเป็นตัวอันตราย หากใครเป็นศัตรูกับเจ้า คงต้องนอนผวาไปทั้งชาติ"


    "ชมเกินไปแล้วขอรับ" อาเจียหัวเราะร่า แต่ดวงตาไม่ได้ยิ้มตาม "ข้าก็แค่คนทำมาหากินสุจริต ที่เกลียดการขาดทุนที่สุดในโลก"


    จีหงเยี่ยนแค่นเสียงในลำคอ นางล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบ "ป้ายหยกสีดำ" ชิ้นหนึ่งออกมา โยนให้อาเจีย


    อาเจียรับไว้ด้วยมือเดียว มันคือป้ายหยกแกะสลักเป็นรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว สัมผัสเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง


    "นี่คือ?"


    "ป้ายสื่อสารของ พรรคเงาจันทรา" จีหงเยี่ยนตอบ พลางลุกขึ้นยืนทรงตัวอย่างมั่นคง "ถ้าเจ้าต้องการขายข่าว... หรือต้องการจ้างวานฆ่าใคร... ติดต่อข้าผ่านป้ายนี้ ข้าจะลดราคาให้เจ้าเป็นพิเศษ ในฐานะ 'สหายร่วมตาย' ที่หาได้ยากยิ่ง"


    "โอ้! ส่วนลด!" อาเจียตาลุกวาวทันที อาการเจ็บปวดเมื่อครู่ดูเหมือนจะหายเป็นปลิดทิ้ง "นี่สิสิ่งที่ข้าอยากได้ยินที่สุด! ขอบคุณขอรับ! ข้าจะเก็บรักษาไว้อย่างดี ยิ่งกว่าชีวิต!"


    จีหงเยี่ยนส่ายหน้าอย่างระอาใจ นางมองไปทางทิศตะวันออกที่แสงเงินแสงทองเริ่มจับขอบฟ้า


    "ข้าต้องไปแล้ว... ถ้าคนของสำนักกระบี่มาเจอเข้า เรื่องจะยุ่งยาก ข้าไม่อยากให้ใครเห็นสภาพข้าในตอนนี้"


    นางก้าวถอยหลัง ร่างกายค่อยๆ เลือนหายไปในเงามืดของป่าสน ทิ้งท้ายไว้เพียงเสียงกระซิบที่ลอยตามลม


    "ระวังตัวด้วย... ตระกูลเหลยกัดไม่ปล่อยแน่ โดยเฉพาะเมื่อเจ้าถือครอง 'หลักฐาน' ชิ้นนั้น... มันคือระเบิดเวลา"


    อาเจียมองตามเงาที่หายไป จนแน่ใจว่านางจากไปแล้วจริงๆ เขาจึงหันกลับมาสนใจสิ่งที่อยู่ในมือ... ไม่ใช่ป้ายหยก แต่เป็น "ถุงผ้าจิ๋ว" ที่เอว


    "เจ้าถุงเงิน... คายออกมา"


    เจ้าแมงมุมเงาจันทราโผล่หัวออกมา ส่งเสียง กิ๊วๆ อย่างอิดออด ราวกับไม่อยากคืนของเล่นชิ้นใหม่ ก่อนจะยอมคายวัตถุโลหะชิ้นหนึ่งออกมาใส่มืออาเจีย


    "ตราประทับโลหะผู้อาวุโสคุมกฎ"


    แม้มันจะบิดเบี้ยวและไหม้เกรียม แต่สัญลักษณ์ "งูพิษพันกระบี่" ยังคงชัดเจน... หลักฐานชิ้นสำคัญที่จะใช้มัดตัวผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทมิฬในสุสาน และเป็นเครื่องยืนยันความเน่าเฟะของขั้วอำนาจในนครหมื่นกระบี่


    (อาเจีย...) เสียงมู่เฉินดังขึ้น (ตรานี้เป็นของ 'เหลยป้าเทียน' ผู้อาวุโสสูงสุดลำดับสาม ผู้คุมกฎแห่งนครหมื่นกระบี่... และเป็นปู่แท้ๆ ของเหลยเจิ้นที่เจ้าเพิ่งซัดปลิวไป)


    "ปู่หลานตระกูลเหลย..." อาเจียแสยะยิ้ม นัยน์ตาสีดำลึกล้ำสะท้อนแสงจันทร์ "มิน่าล่ะ หลานถึงได้กร่างนัก ปู่มันเล่นใหญ่ขนาดสร้างกองทัพมารนี่เอง... ช่างเป็นตระกูลที่น่ารังเกียจจริงๆ"


    (เจ้าจะทำอย่างไรต่อ? เอาไปแจ้งเจ้าเมือง? หรือจะส่งให้สมาพันธ์ผู้ฝึกตน?)


    "แจ้งเจ้าเมือง?" อาเจียเลิกคิ้ว "ท่านอาจารย์... การเอาหลักฐานชิ้นสำคัญไปให้คนอื่นฟรีๆ มันผิดวิสัยพ่อค้านะขอรับ ข้าไม่ใช่วีรบุรุษกู้โลก... ข้าคือนักธุรกิจ"


    เขาโยนตราประทับขึ้นลงในมืออย่างชั่งใจ


    "ของสิ่งนี้มีค่ามหาศาล... ถ้าใช้ให้ถูกจังหวะ มันจะทำกำไรให้เรายิ่งกว่าการชนะเลิศงานประลองเสียอีก... แต่ก่อนอื่น เราต้องรอดกลับไปให้ถึงโรงเตี๊ยมก่อนแสงสาง ข้าไม่อยากตอบคำถามยามเฝ้าเมืองว่าทำไมตัวถึงเปื้อนโคลนขนาดนี้"


    อาเจียหันไปตบไหล่เจ้าสัวเบาๆ


    "เจ้าสัว... ย่อส่วน กลับบ้าน"


    วิ้ง...


    ร่างยักษ์ของเจ้าสัวเปล่งแสงสีม่วงจางๆ ก่อนจะหดเล็กลงจนเหลือขนาดเท่าฝ่ามือ อาเจียจับมันยัดใส่ย่ามสะพายอย่างทะนุถนอม แล้วรีบใช้วิชาตัวเบาพุ่งทะยานออกจากป่าสน มุ่งหน้ากลับสู่นครหมื่นกระบี่ที่กำลังหลับใหล


    ...


    แสงแรกแห่งอรุณรุ่งสาดส่องลงมากระทบกำแพงเมืองนครหมื่นกระบี่


    ประตูเมืองเพิ่งจะเปิดออกรับพ่อค้าแม่ขายที่เริ่มทยอยเข้ามาตั้งแผง บรรยากาศของเมืองเริ่มคึกคักต้อนรับวันใหม่ ซึ่งเป็นวันพักผ่อนก่อนการประลองรอบชิงชนะเลิศ


    ที่หน้าต่างชั้นสองของโรงเตี๊ยมซอมซ่อแห่งหนึ่งในตรอกด้านหลัง ร่างเงาสายหนึ่งพริ้วกายเข้ามาทางหน้าต่างอย่างเงียบเชียบ แล้วปิดงับลงเบาๆ ราวกับไม่เคยมีใครผ่านเข้าออก


    อาเจียรูดตัวลงนั่งพิงผนังห้อง ถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก เขาปลอดภัยแล้ว... อย่างน้อยก็ในตอนนี้


    เขาถอดเสื้อคลุมที่ขาดวิ่นออก เผยให้เห็นรอยฟกช้ำดำเขียวตามร่างกาย เขาควานหาขวดยาฟื้นฟูในย่ามแล้วกระดกเข้าปากรวดเดียวหมดขวด ความร้อนวูบวาบจากตัวยาช่วยบรรเทาความเจ็บปวด อาเจียหลับตาลงพิงหัวกับผนัง สมองของเขายังคงแล่นเร็วเพื่อวางแผนขั้นต่อไป


    "เหลยป้าเทียน..." เขาพึมพำชื่อศัตรูเบาๆ "ท่านกล้าทำลายบรรพชนตัวเองเพื่อสร้างกองทัพมาร... ข้าอยากจะรู้นักว่า 'ค่าปิดปาก' ของท่าน จะมีมูลค่าเท่าไหร่?"


    ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ


    ก๊อก... ก๊อก...


    อาเจียสะดุ้งเฮือก มือคว้าพู่กันนิรันดร์โดยสัญชาตญาณ ดวงตาหรี่ลงด้วยความระแวง


    "ใคร?"


    "ข้าเอง... ฉินมู่หลาง"


    เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังมาจากหน้าประตู อาเจียถอนหายใจยาว ลดพู่กันลง


    "เข้ามาได้... ประตูไม่ได้ลงกลอน"


    ประตูไม้เปิดออก เผยให้เห็นชายหนุ่มชุดขาวผู้สง่างาม ฉินมู่หลางแห่งสำนักกระบี่นิรันดร์ ยืนกอดอกอยู่ที่หน้าประตู ใบหน้าหล่อเหลาของเขาดูเคร่งเครียดผิดปกติ ดวงตาคมกริบกวาดมองสภาพของอาเจียตั้งแต่หัวจรดเท้า


    "ข้าได้กลิ่น..." ฉินมู่หลางเอ่ยขึ้น จมูกโด่งเป็นสันขยับเล็กน้อย "กลิ่นดินสุสาน... กลิ่นเลือด... และกลิ่นไหม้ที่รุนแรงมาก"


    เขาเดินเข้ามาในห้อง ปิดประตูลงกลอนแน่นหนา แล้วหันมาจ้องหน้าอาเจียด้วยแววตาจริงจัง


    "อาเจีย... เมื่อคืนเจ้าไปที่ไหนมา? และ... ทำไมข้าถึงรู้สึกว่า 'อาคมพิทักษ์เมือง' ของตระกูลเหลย ถึงได้สั่นคลอนอย่างรุนแรงเมื่อครู่นี้? เจ้ารู้ใช่ไหมว่าการบุกรุกสุสานมีโทษถึงประหารชีวิต"


    อาเจียยิ้ม... รอยยิ้มที่ดูเหนื่อยล้าแต่แฝงเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว เขาหยิบวัตถุชิ้นหนึ่งออกมาจากย่าม


    "สหายฉิน... ท่านเชื่อเรื่องผีไหม? เมื่อคืนข้าไปเดินเล่นแก้เซ็ง แล้วบังเอิญไปเจอ 'ผีเน่า' ตัวใหญ่มาก... แถมยังเก็บ 'ของดูต่างหน้า' ของมันมาได้ชิ้นหนึ่งด้วย"


    เขาโยนตราประทับตระกูลเหลยลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ เสียงโลหะกระทบไม้ดัง กึก บาดลึกเข้าไปในความเงียบ


    ฉินมู่หลางมองตรานั้นแล้วเบิกตากว้าง สีหน้าเปลี่ยนจากสงสัยเป็นตื่นตะลึง มือที่กอดอกตกลงข้างลำตัว


    "นี่มัน... ตราประจำตัวของท่านผู้เฒ่าเหลยป้าเทียน! ทำไมมันถึงมีรอยไหม้เช่นนี้? และทำไมมันถึงมาอยู่กับเจ้า?"


    "เพราะเจ้าของมัน... กำลังยุ่งอยู่กับการสร้างนรกบนดินไงล่ะ" อาเจียเอ่ยเสียงเย็น "เตรียมตัวให้พร้อมนะสหาย... พรุ่งนี้ในงานประลอง ข้าจะไม่ได้แค่ไปสู้... แต่ข้าจะไป 'ถล่มกระดาน'"


    ฉินมู่หลางเงยหน้ามองอาเจีย แววตาของเขาเปลี่ยนไป ไม่ใช่ความสงสัยอีกต่อไป แต่เป็นความมุ่งมั่นที่ลุกโชน


    "ถ้าสิ่งที่เจ้าพูดเป็นความจริง... กระบี่ของข้า ก็พร้อมจะดื่มเลือดคนทรยศเช่นกัน"

    คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน