13 2-2
บทที่26 ชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ (2)
“หนูว่าปัญหาหลักๆน่าจะอยู่ที่อาเล็กแล้วล่ะค่ะ เพราะเราไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องไปทำร้ายอาเล็กนี่คะ หรือว่าอาเล็กถูกคนอื่นทุบตีจนสมองเสื่อมไปแล้ว?”
หลินเสี่ยวอวี่ยิงคำถามนี้ออกไปด้วยสีหน้าใสซื่อบริสุทธิ์ไร้เดียงสา
“ฮึบ!!”
เสียงกลั้นหัวเราะเบาๆดังออกมาจากนอกบ้าน เมื่อทุกคนเหลียวไปมอง ก็ปรากฏว่ามีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่ไม่รู้แอบย่องมาดูเหตุการณ์นี้ั้แ่เมื่อไหร่ สิบกว่าชีวิตที่กำลังยืนล้อมอยู่หน้ารั้วบ้าน ต่างพากันชะโงกมองเข้ามา บางคนถึงกับแทะเมล็ดแตงโตขณะรับชมเหตุการณ์ไปด้วยความสนุกสนาน
เด็กๆที่ซุกซนหน่อย ก็ถึงขั้นปีนรั้วข้ามเข้ามาภายในบ้านสกุลหลิน เพื่อที่จะได้รับชมอย่างใกล้ชิด ต่างพากันชี้นิ้วไปทางหลินอวี้ที่ตอนนี้สภาพใบหน้าไม่ต่างอะไรจากหัวหมู เด็กๆเ่าั้ต่างพากันหัวเราะคิกคักจนท้องแข็ง
ในหมู่บ้านที่ไม่ได้ใหญ่มากเช่นนี้ ต่อให้จะเป็เพียงเื่ราวเล็กๆน้อยๆ ก็ยากที่จะปกปิดเป็ความลับได้ ผนวกกับเสียงร้องะโโวยวายแสบแก้วหูของหลินอวี้เข้าไปอีก จึงไม่ต่างอะไรจากการหยิบโทรโข่งขึ้นมาพูดประจานตัวเอง แล้วจะไม่ให้พวกชาวบ้านพากันแห่มามุงดูได้อย่างไร?
กวาดสายตาเห็นผู้คนมากหน้าหลายตามายืนล้อมรอบบ้านอยู่แบบนี้ หลินอวี้รู้สึกราวกับถูกสายฟ้าฟาดใส่กลางกะบาลอย่างฉับพลัน เธอกรีดร้องคร่ำครวญอยู่ในใจ ‘แย่แล้ว! คราวนี้ฉันขายหน้าครั้งใหญ่จริงๆ! แล้วแบบนี้ต่อไปฉันยังจะมีหน้าไปพบเจอใครในหมู่บ้านได้อีกล่ะ! ทั้งหมดเป็เพราะนังเปรตสามตัวนี้แท้ๆ!!’
ความโกรธเกรี้ยวและเกลียดชังกระหน่ำถาโถมเข้าใส่หลินอวี้จนสติแตก เธอสูญเสียความยับยั้งชั่งใจไปชั่วขณะ จ้องหน้าสามพี่น้องด้วยดวงตาแดงก่ำประดุจกลั่นเืออกมาแทนน้ำตา ก่อนจะกรีดร้องะโลั่นสุดเสียง
“กรี๊ดดด!! กรี๊ดดดๆๆๆ!!! พวกแกนังชาติชั่ว!! ใครบอกว่าฉันไม่มีเหตุผลกันห๊ะ!? อย่าคิดว่าฉันไม่รู้ พวกแกเห็นว่าฉันกำลังแอบตัดเสื้อผ้าของพวกแกอยู่ในแปลงผักใช่มั้ยล่ะ?! พวกแกถึงได้จงใจแก้แค้นฉันคืน!!!”
สิ้นเสียงพูดจบ หลินอวี้ก็ยืนเชิดหน้ากอดอกด้วยความภาคภูมิใจ ราวกับว่าในที่สุดเธอก็สามารถเสาะหาเหตุผลเพื่อมาเอาผิดนังเปรตสามตัวนี้ได้แล้ว
แต่ทันทีทุกคนได้ยินแบบนั้น บรรยากาศก็พลันเงียบสงัดลงชั่วขณะ ก่อนที่จะเป็หลินเสี่ยวอวี่ หลินเสี่ยวจือและหลินเสี่ยวเย่ ที่ต่างก็พร้อมใจยกมือขึ้นปิดป้องใบหน้า ทันใดนั้น สามพี่น้องก็พลันะเิน้ำตาร้องไห้โฮออกมาเสียงดังสนั่น!
“ฮืออออ....ฮือออ... อาเล็กใจร้าย! ตลอดเวลาที่ผ่านมา พวกเราสามพี่น้องไม่เคยร้องขออะไรเลยแม้แต่น้อย กระทั่งเสื้อผ้าก็ยังใช้ของเก่าต่อจากอาเล็กทั้งนั้น...”
“แต่อาเล็กก็ยังจะมาตัดเสื้อผ้าของเราให้ขาดเล่นอีกเหรอ ฮือออ...พวกเราไม่เคยทำอะไรให้อาเล็กเจ็บช้ำน้ำใจเลย แต่ทำไมล่ะคะ..ฮือออ...”
หยาดน้ำตาใสบริสุทธิ์กลั่นตัวจนเป็เม็ดโต เอ่อคลออยู่ภายในดวงตาทั้งคู่ของหลินเสี่ยวอวี่ ก่อนจะรินไหลหยดลงกระทบพื้น ใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยความทุกข์ระทมของสาวน้อย ชวนให้ใครต่อใครที่พบเห็นถึงกับต้องใจสลายไปด้วย
หลินเสี่ยวจือกับหลินเสี่ยวเย่เองต่างก็ก้มหน้าลงไม่พูดไม่จา ดวงตาบวมแดงก่ำทั้งคู่คลอไปด้วยน้ำใสๆเช่นกัน
“เ้าหลินอวี้นี่ชักจะมากเกินไปแล้ว! ยุคสมัยนี้เสื้อผ้าหายากจะตายไป ยังจะกล้าทำนิสัยชั่วๆเอาเสื้อผ้าของคนอื่นมาตัดเล่นแบบนี้อีก!”
“แม่เป็ยังไง ลูกมันก็เป็อย่างนั้นล่ะ นิสัยเสียไม่ต่างกัน!”
“เฮ้อ...เกิดมาเป็เด็กบ้านนี้ช่างน่าสงสารจริงๆ”
เสียงซุบซิบนินทาเริ่มกระหึ่มดังออกมาจากกลุ่มชาวบ้านนอกรั้วอย่างต่อเนื่อง หลินต้าฉางเองยังถึงกับต้องก้มหน้าที่เปลี่ยนเป็เขียวสลับขาวแน่นิ่ง สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของชายชราผู้นี้ก็คือหน้าตาและศักดิ์ศรี ทว่าในตอนนี้ ทั้งชื่อเสียงหรือแม้กระทั่งศักดิ์ศรีที่เขาเคยภาคภูมิใจ ล้วนถูกโจวซื่อและหลินอวี้บดขยี้จนป่นปี่ไม่เหลือชิ้นดีแล้ว!
เมื่อเห็นหลินอวี้ยังทำท่าทีไม่มีสลดสำนึก มิหนำซ้ำยังกล้าเปิดปากคล้ายจะตอบโต้อะไรสักอย่างกลับไป หลินต้าฉางไม่อาจทนต่อไปได้อีก พร้อมประเคนฝ่ามือหนักตบหน้าลูกสาวคนเล็กสุดแรง จนร่างของเธอถึงกับเซถลาออกไป
“เพี้ยะ!!”
“เลิกบ้าได้แล้ว! แกทำให้ฉันขายหน้าพอรึยัง!? ยังจะพล่ามบ้าบออะไรของแกอีก! รีบๆขอโทษหลานๆเดี๋ยวนี้!”
“ส่วนเื่เสื้อผ้า แกทำพังไปกี่ชุด ก็ไปเอาเสื้อผ้าของแกมาชดใช้คืนให้เด็กๆตามจำนวนนั้น!”
หลินอวี้กุมหน้าที่ปวดแสบปวดร้อนจากการถูกตบ ร่างของสาวน้อยเซถลาออกไปจนเกือบทรงตัวไม่อยู่ นี่นับเป็ครั้งที่สองใน่ไม่กี่วัน ที่เธอถูกลงโทษด้วยการใช้กำลังรุนแรงเช่นนี้ เธอจ้องหน้าหลินเสี่ยวอวี่และสองพี่น้องตาไม่กระพริบ หากสายตาสามารถฆ่าใครสักคนได้ พวกมันสามตัวรวมไปถึงจางอวิ๋นม่านคงถูกเธอสับเป็ชิ้นๆไปแล้ว!
แม้จะโกรธแค้นอาฆาตสักเพียงใด แต่หลินอวี้กลับไม่กล้าแข็งขืนต่อต้านใดๆ จำใจต้องกลับเข้าไปในห้องนอนของตัวเอง แล้วคุ้ยหาเสื้อผ้าเก่าๆที่ไม่ได้ใช้แล้วมาสองสามตัว ก่อนจะจับโยนออกไปนอกประตูห้องอย่างไม่ใยดี
“เอาไปซะ! ชั่วชีวิตนี้ น้ำหน้าอย่างพวกแกก็คงไม่มีปัญญาได้ใส่เสื้อผ้าดีๆแบบนี้หรอก! ถือว่าฉันบริจาคให้พวกขอทานใส่ก็แล้วกัน!”
พูดจบ หลินอวี้ที่ยังกุมหน้าระทมด้วยความปวด ก็ปิดประตูใส่หน้าเสียงดัง ‘ปัง!’
[หึ นังโง่ พวกฉันยังเด็กยังมีอนาคตอีกมาก สาระแนทำเป็สู่รู้ดีนัก น้ำหน้าอย่างพวกฉันน่ะเหรอจะไม่มีปัญญาหาเสื้อผ้าดีๆมาใส่?]
[คอยดูเถอะ จากนี้ต่อไป เดี๋ยวพวกฉันจะผลัดกันใส่ชุดสวยๆไม่ซ้ำสีมาอวดแกทุกวันให้ดู! ทั้งแดง ฟ้า ม่วง เขียว หรือจะเอาสีรุ้งมาใส่หยามหน้าแกก็ยังได้เลย! เอาให้แกโมโหจนอกแตกตายไปเลยคอยดู!!]
หลินเสี่ยวอวี่นึกสบถกับตัวเองด้วยความสะใจ
พี่สาวทั้งสองและจางอวิ๋นม่านที่ได้ยินเสียงนึกคิดในใจแบบนั้นของหลินเสี่ยวอวี่ ทั้งหมดก็แทบจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่ไหว เมื่อนึกถึงภาพที่ตัวเองต้องใส่ชุดหลากสีดุจสายรุ้งแบบนั้น แต่ละคนต่างยกมือขึ้นปิดป้องใบหน้าไว้เพราะเริ่มรู้สึกอับอายอย่างบอกไม่ถูก คิดภาพไม่ออกจริงๆว่า ถ้าพวกเธอทั้งหมดต้องใส่เสื้อผ้าตามที่หลินเสี่ยวอวี่คิด จะออกมาในสภาพไหนกันแน่...
หลินต้าฉางที่ยืนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลนัก ถึงกับคู่คิ้วกระตุกแรงด้วยความหงุดหงิดโมโห ที่ต้องเผชิญกับพฤติกรรมอันแสนโง่เขลาเช่นนี้ของหลินอวี้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังพยายามสงบสติอารณ์ไว้ เพื่อไม่ให้สถานการณ์แย่ลงไปกว่านี้ เพราะถึงอย่างไร หลินอวี้ก็ยังคงต้องใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านต่อไป หากชื่อเสียงของเธอเน่าเฟะจนเกินจะรับได้ขึ้นมา คงไม่มีครอบครัวไหนยินดีที่จะแต่งเธอเข้าตระกูลแน่นอน
เมื่อเื่ราวทุกอย่างจบลง บรรดาชาวบ้านที่มุงดูอยู่ต่างก็เริ่มสลายตัวหายไป
หวงอิงที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่ข้างกัน ระบายเสียงรำพึงรำพันออกมาคล้ายกำลังครุ่นคิดอะไรสักอย่างอยู่
‘เด็กๆพวกนี้ดูเปลี่ยนไปมากจริงๆ...’