สามวันแล้วที่มู่ไห่เฉินส่งจดหมายนกพิราบไปหาศิษย์พี่ เขานัดหมายไว้ที่ร้านน้ำชา ข้างร้านนกพิราบ
เขาไม่แน่ใจว่าศิษย์พี่ติดธุระอื่นใดอยู่หรือไม่ แต่เขาก็เข้าใจดีว่าตนนั้นอาจจะนัดหมายเร่งด่วนเกินไป หากพรุ่งนี้ศิษย์พี่ยังไม่มาเขาตั้งใจจะส่งจดหมายไปอีกสักฉบับ ครั้งนี้เขาจะแจ้งที่อยู่ไว้ เพื่อศิษย์พี่จะได้ตอบกลับได้ด้วย อย่างน้อยจะได้รู้ว่าจะต้องรอกี่วัน หรือหากมีความจำเป็นเขาก็จะไปหาศิษย์พี่ด้วยตนเอง
สายลมอ่อน ๆ พัดผ่านมาเบา ๆ พร้อมกลิ่นไม้สนที่คุ้นเคย มู่ไห่เฉินดวงตาเบิกกว้าง เขาเงยหน้าขึ้นจ้องมองไปข้างหน้า
รอยยิ้มที่มองกี่ครั้งก็อบอุ่นอยู่เบื้องหน้า มู่ไห่เฉินรีบลุกขึ้นยืนผสานมือคำนับศิษย์พี่ อย่างยินดี
ศิษย์พี่เพียงพยักหน้า ตอบรับด้วยรอยยิ้ม แต่เบื้องหลังนางนั้นกลับมีสตรีชุดขาวสะอาดผู้หนึ่ง โค้งคำนับมู่ไห่เฉินอยู่
“ศิษย์พี่ นางคือ…”
มู่ไห่เฉินถามด้วยความสงสัย
ศิษย์พี่หันไปหาสตรีผู้นั้นก่อนจะหยักหน้าให้ครั้งหนึ่ง
“ศิษย์ โจวหว่านถิง คารวะอาจารย์อา”
โจวหว่านถิงผสานมือโค้งคำนับ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นอีกครั้งจ้องมองมู่ไห่เฉิน
สตรีตรงหน้ามู่ไห่เฉิน เมื่อพิจารณาแล้ว อายุยังน้อย แน่นอนคงไม่มากไปกว่ามู่ไห่เฉินเป็นแน่ นางมีดวงตากลมโตดุจกวางน้อยที่ตื่นตระหนก ประกายตาใสกระจ่างราวกับน้ำในสระฤดูใบไม้ร่วงที่ไร้ตะกอน คิ้วเรียวงามได้รูปรับกับดวงตา โครงหน้าเรียวขาวนวลประหนึ่งหยกขาวคุณภาพดี ผิวพรรณละเอียดลออจนแทบมองไม่เห็นรูขุมขน นางดูอ่อนเยาว์และสะอาดตายิ่งนัก
ริมฝีปากเล็กจิ้มลิ้ม ไม่ต้องแต้มชาดมากก็ดูสดใสเป็นธรรมชาติ มุมปากโค้งขึ้นเล็กน้อยคล้ายกำลังอมยิ้มอยู่ตลอดเวลา
เรือนผมสีดำขลับประดุจเส้นไหม ถูกรวบขึ้นเป็นมวยอย่างประณีตประดับด้วยผ้าผูกผมสีฟ้าอ่อนและปิ่นมุกเม็ดเล็ก ดูเรียบง่ายแต่สูงค่า ส่งเสริมให้ดูอ่อนหวานและคล่องแคล่ว ด้านหลังปล่อยผมยาวถึงหลัง เหมือนผ้าดำผืนหนึ่งพาดไว้ ด้านหน้าตัดเป็นหน้าม้าบางเบาประดุจม่าน จรดเหนือคิ้วเรียวเล็กน้อย ช่วยขับให้ใบหน้าน่าเอ็นดูและอ่อนเยาว์สมวัย ข้างหน้าม้าซ้ายขวายังมีปอยผมบาง ๆ ยามที่สบตากัน สายลมเบา ๆ ยังพัดปอยผมลอยฟุ้งบดบังใบหน้าเล็กน้อยเสริมให้ใบหน้าดูมีชีวิตชีวา
เพียงสบหน้าเล็กน้อยมู่ไห่เฉินก็รู้สึกใจสั่นไหว ก่อนจะรีบรับการคำนับ แล้วเชิญศิษย์พี่นั่งลง
มู่ไห่เฉินยกถ้วยชายื่นให้ศิษย์พี่ นางรับก่อนจะถามเรื่องราวความเป็นมา
มู่ไห่เฉินแม้ไม่ได้เล่าเรื่องราวโดยละเอียด แต่ก็สื่อสารถึงความลำบากใจที่ผ่านมา เขารู้ตัวแล้วว่ามือปราบนั้นไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ เขายังรู้สึกเช่นเคยไม่เปลี่ยนไป นั่นก็คือการได้ออกไปท่องทั่วสารทิศ เพื่อชมความงามของโลกใบนี้
ศิษย์พี่นางยิ้มตอบรับอย่างเข้าใจไม่ซักไซ้เพิ่มเติม
“ข้ามีงานหนึ่งอยากรบกวนเจ้า คิดว่างานนี้น่าจะเหมาะกับสิ่งที่เจ้าอยากทำ”
มู่ไห่เฉินยืดอกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยให้ศิษย์พี่บอกกล่าวได้เลย ขอแค่เพียงศิษย์พี่ไหว้วาน มู่ไห่เฉินก็พร้อมจะทำให้
“ข้ารู้อยู่แล้ว ฉะนั้นจึงวางใจเจ้า”
ศิษย์พี่พูดเสร็จนางก็ดึงแขนลูกศิษย์ของนางจากด้านหลังมายืนข้าง ๆ
“หลังจากนี้เจ้าช่วยดูแลหว่านถิงแทนข้าหน่อย ช่วยส่งนางกลับบ้านอย่างปลอดภัย”
หลังจากศิษย์พี่พูดจบ หว่านถิงก็เสริมต่อทันที
“ศิษย์จะเชื่อฟังอาจารย์อาทุกอย่าง”
มู่ไห่เฉินมองหน้าทั้งสองคน อำอึ้งพูดไม่ออก
“เออ…แล้ว นางบ้านอยู่ที่ใด”
ซูเหมยหลินเห็นเช่นนั้นก็หัวเราะเบา ๆ
“เมืองหลวง ทำไม…เจ้าติดปัญหาใด บอกศิษย์พี่ได้”
“เมืองหลวงหรือ? คือข้า…”
“อย่ากังวลไป เมืองหลวงก็มีเรื่องน่าสนใจไม่น้อย อย่างไรเสียเจ้าก็ควรลองไปเสียสักรอบ”
“ไม่ใช่เช่นนั้น คือว่า… ไม่สิ ข้าทราบแล้วศิษย์พี่”
มู่ไห่เฉินแก้มเปลี่ยนสีเล็กน้อย เขารีบยกถ้วยชาขึ้นดื่มเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกแปลก ๆ ที่ก่อขึ้นในใจ
ศิษย์พี่ยิ้มออกมาอย่างเอ็นดู
“ไปเถอะ ก่อนหน้านี้ข้าได้สั่งของบางสิ่งไว้ แวะไปดูกันเสียหน่อย”
พูดเสร็จนางก็ลุกขึ้นก่อนจะเรียกศิษย์ตัวเองให้ติดตามไป
มู่ไห่เฉินค่อย ๆ ลุกขึ้นยื่นมองทั้งสองคนเดินออกไป
มู่ไห่เฉินเดินรั้งท้าย จ้องมองสตรีทั้งสองคนเบื้องหน้า
ในใจคิดว่าศิษย์อาจารย์คู่นี้เหมาะสมกันยิ่ง ทั้งความงามและกริยาล้วนคล้ายคลึง ยามเดินบนท้องถนนก็โดดเด่นจนเป็นจุดสังเกตโดยไม่ต้องส่งเสียงใด ๆ
อาจารย์สะพายกู่ฉินไว้ด้านหลัง ส่วนศิษย์กลับอุ้มกอดกู่ฉินที่ห่อด้วยผ้าไว้แนบอก ดู ๆ แล้วเหมาะสมกันดีนัก
ศิษย์พี่เดินเข้าหายไปในร้านเสื้อผ้า ภายในร้านเต็มไปด้วยเสื้อผ้าหลากสี
“ที่แท้ก็เป็นแม่นางเองหรือ ของที่ท่านสั่งไว้เสร็จนานแล้ว เดี๋ยวข้าจะนำมาให้”
เสียงสตรีผู้ดูร้านเมื่อเห็นซูเหมยหลินก็จำได้ทันที แม้ว่าร้านค้าจะมีผู้คนแวะเวียนมามากมายก็ตาม
ไม่นานนักนางก็กลับมาพร้อมถุงผ้า นางวางถุงผ้าลงก่อนคลายมันออก
นางหยิบชุดหนึ่งกางออกก่อนจะถามว่าเป็นเช่นไร
นี่เป็นชุดบุรุษสีฟ้าอ่อน สีนั้นคล้ายของสำนักเจ็ดดาราสะท้านภพ แต่รูปแบบนั้นไม่ใช่ ชุดนี้ดูเรียบง่ายกว่ามาก แต่ก็ดูดีไม่เหมือนชุดสวมใส่ทั่วไป
ศิษย์พี่มองอย่างพอใจ ก่อนจะหันไปหามู่ไห่เฉิน
“เจ้าว่าเป็นเช่นไร ถูกใจหรือไม่”
มู่ไห่เฉินเบิกตากว้าง เขาเหมือนเพิ่งจะรู้ตัวว่าชุดที่เห็นนั้นเป็นศิษย์พี่สั่งตัดให้
“ไปเปลี่ยนชุดให้ศิษย์พี่ดูหน่อยว่าพอดีตัวหรือไม่ ถ้ามีปัญหาจะได้แก้ไขให้”
มู่ไห่เฉินที่ตั้งรับไม่ทัน ไม่รู้จะพูดสิ่งใด จนกระทั่งเจ้าของร้านดึงแขนพาไปห้องเปลี่ยนชุดด้านหลัง
“เชิญคุณชายทางนี้”
มู่ไห่เฉินหายไปครู่หนึ่งก็เดินออกมา เขาทำท่าทางจัดระเบียบเสื้อผ้าอีกเล็กน้อย
เสื้อผ้าค่อนข้างพอดีตัว เหมือนจะหลวมเล็กน้อยแต่ก็กำลังดี ไม่รู้ว่าศิษย์พี่สั่งตัดแบบไหนถึงได้ออกมาแบบนี้ได้
“ไม่เลว ดูเหมาะสมกับเจ้าดี”
ซูเหมยหลินนางกล่าวชมมู่ไห่เฉิน พร้อมทั้งยิ้มให้อย่างพอใจ
มู่ไห่เฉินยามนี้ดูดีขึ้นมาอีกระดับ ชุดของเขาไม่ดูเป็นคุณชายมากไป ไม่ดูเป็นหนอนบัณฑิต ภาพรวมดูแล้วสุภาพน่าเคารพ
แน่นอนว่าชุดเหล่านี้ล้วนสั่งตัดพิเศษ แต่ละชุดที่ตัดออกมาล้วนเป็นแบบเดียวกัน มู่ไห่เฉินจ้องมองดูชุดที่เหลือแล้วก็พอใจ เป็นเช่นนี้ก็ดี ไม่ต้องเลือกเสื้อผ้าให้มากความ
มู่ไห่เฉินเดินไปขอบคุณศิษย์พี่ ซูเหมยหลินเพียงยิ้ม ก่อนจะพาทั้งสองออกจากร้านและมุ่งสู่กลางเมือง
ซูเหมยหลินเดินเข้าร้านขายรถม้า เถ้าแก่ที่เห็นทั้งสามคนก็รู้ทันทีว่าไม่ใช่คนธรรมดา
เถ้าแก่อายุราวห้าสิบผู้มากประสบการณ์รีบเข้ามากล่าวต้อนรับ อีกทั้งยังพาทั้งสามคนไปยังลานกว้างด้านหลังร้าน
ที่นั่นเต็มไปด้วยรถม้าหลายคัน ดูแล้วลวดลายประณีตคงมีไว้ขายให้เหล่าลูกคุณหนู คุณชาย
ซูเหมยหลินเดินสำรวจไปมาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถามศิษย์ของตนว่าชอบแบบใด
หว่านถิงเองดูไม่เรื่องมากนัก ทุกอย่างล้วนแต่ให้อาจารย์เป็นคนตัดสินใจ
ซูเหมยหลินชี้ไปยังรถม้าคันหนึ่ง ข้างในดูค่อนข้างกว้างขวาง สีสันก็เรียบง่าย
เถ้าแก่พอเห็นก็รีบนำเสนอโอ้อวดสรรพคุณ แต่ซูเหมยหลินเพียงหยิบเงินยื่นให้ ก่อนจะบอกว่าเตรียมให้พร้อม พรุ่งนี้นางจะมาเอา
เถ้าแก่ที่เห็นก็ยิ้มเริงร่าก่อนจะกล่าวขอบคุณและเดินไปส่งทั้งสามออกจากร้านอย่างเป็นมิตร
“เอาล่ะ คงได้เวลาแล้ว ข้าต้องกลับหออวี้หลินแล้ว พวกเจ้าทั้งสองดูแลกันให้ดี”
มู่ไห่เฉินได้ยินก็ใจหาย เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดต้องรีบเร่งเช่นนี้ อย่างน้อยก็ควรกินข้าวสักมื้อ พักค้างคืนสักวัน เพราะจากกันครั้งนี้ เดินทางแสนไกล ไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะเป็นเช่นไร
“ศิษย์พี่ท่านจะจากไปเร็วเช่นนี้จริงหรือ”
แววตาโศกเศร้าของมู่ไห่เฉินแสดงออกมาอย่างชัดเจน
ศิษย์พี่ที่เห็นก็ยังคงแสดงรอยยิ้มเรียบสงบ นางเดินเข้ามาตบไหล่เบา ๆ
“ช้าเร็วก็ต้องจาก ชีวิตยังอีกยาวไกล ออกไปใช้ชีวิตของตนเองให้เรียบร้อยก่อน ศิษย์พี่จะรอเจ้าอยู่ที่หออวี้หลิน”
พูดเสร็จนางก็เดินไปหาหว่านถิง นางลูบหัวเบา ๆ อย่างเอ็นดู
“เจ้าต้องดูแลตัวเองให้ดี เชื่อฟังอาจารย์อา อย่าลืมว่าเส้นทางข้างหน้าของเจ้า เจ้าควรเลือกเดินด้วยตนเอง”
หว่านถิงตอบเพียงน้ำเสียงเรียบ ๆ ก่อนจะโอบกอดซูเหมยหลินไว้
ซูเหมยหลินถอยออกเล็กน้อย นางกระชับสายกู่ฉินเล็กน้อยก่อนจะยิ้มอำลาคนทั้งสอง นางหันหลังและค่อย ๆ เดินออกห่าง
“อาจารย์ท่านต้องดูแลตัวเองด้วย”
หว่านถิงร้องตะโกนไล่หลัง ซูเหมยหลินหยุดก้าวเดิน นางเอียงศีรษะไปทางซ้ายเผยให้เห็นรอยยิ้ม และไม่ช้า นางก็ก้าวเดินต่อไป
มู่ไห่เฉินผสานมือโค้งคำนับอำลาอาจารย์ ส่วนหว่านถิงนางคุกเข่าลงวางเครื่องดีด นางก้มลงกราบอำลาผู้เป็นอาจารย์ เหมือนว่าการจากลาครั้งนี้ คงจะเป็นการจากลาตลอดกาล เมืองหลวงห่างไกล สตรีเล็ก ๆ คนนี้คงไม่มีโอกาสได้หวลกลับมาอีก
หว่านถิงก้มกราบครู่หนึ่งก็เงยตัวขึ้นมา มู่ไห่เฉินสังเกตเห็นแววตาแดงกล่ำ แม้นางจะดูสงบเพียงใด ก็คงไม่อาจจะห้ามความรู้สึกของตนตอนนี้ได้
มู่ไห่เฉินแม้ไม่เคยได้ยินได้เห็นความสัมพันธ์ของศิษย์อาจารย์คู่นี้ แต่ดูแล้วคงผูกพันกันไม่น้อย
จะว่าไปแล้วศิษย์พี่ผู้นี้อายุก็มากกว่าเพียงไม่กี่ปี แต่นางดูเป็นผู้ใหญ่ น่าชื่นชม น่าให้คุณค่า น่าเคารพนับถือ ดูพึงพาได้ อบอุ่นหัวใจ นี่เป็นเพราะเหตุใด