ระบบ โปรดิวเซอร์ ขั้นเทพ

    ตอนที่ 36 ไม่ต้องเกรงใจ

         หลังจากได้รับข้อมูลจากหลิวจื้อหมิง เฉินโจวจมอยู่ในภวังค์ความคิด เขาครุ่นใคร่ถึงผลดีผลเสียของการจัดตั้งบริษัทในรูปแบบต่างๆ อย่างถี่ถ้วน ก่อนจะตัดสินใจกลับไปปรึกษาหารือกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ในกลุ่ม ในที่สุด พวกเขาก็เห็นพ้องต้องกันที่จะเลือกจดทะเบียนในรูปแบบของ "พาณิชย์บุคคลธรรมดา" 

         ด้วยเหตุผลที่ว่าจำนวนสมาชิกในบริษัทของพวกเขายังไม่มากนัก อีกทั้งเฉินโจวยังต้องรับภารกิจสุดคาดเดาจากระบบ หากเป็นรูปแบบนิติบุคคล ทุกการตัดสินใจจะต้องผ่านการเห็นชอบจากหุ้นส่วนทุกคน ซึ่งอาจไม่ทันต่อสถานการณ์

        เมื่อจื่อซวานหมิงทราบการตัดสินใจของเฉินโจว ดวงตาคู่สวยก็เป็นประกาย เธอเสนอแนะอย่างกระตือรือร้น "ต่อไป เรามาคิดชื่อบริษัทกันเถอะ เมื่อได้ชื่อที่ถูกใจแล้ว พวกเราจะได้ไปตรวจสอบว่าซ้ำหรือใกล้เคียงกับบริษัทอื่นที่จดทะเบียนไว้หรือไม่"

        เฉินโจวมีชื่อที่อยู่ในใจอยู่แล้ว เขาตั้งใจจะใช้ชื่อเดียวกับชื่อช่องของเขา เพื่อขจัดความสับสนที่อาจเกิดขึ้น อีกทั้งเขายังชื่นชอบชื่อนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงภาวนาในใจว่าคงไม่มีบริษัทใดใช้ชื่อนี้มาก่อน

        จื่อซวานหมิงพยักหน้าเห็นด้วยอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเสนอความคิดที่เฉียบคมอีกครั้ง "กลุ่มของเราควรมีห้องทำงานส่วนตัว ที่พวกเราสามารถใช้พูดคุย ปรึกษาหารือเรื่องงานในช่องได้อย่างเป็นสัดส่วน"

        ข้อเสนอนี้ได้รับการตอบรับอย่างท่วมท้นจากทุกคน เพราะปกติแล้ว เวลาที่พวกเขาต้องการถกประเด็นสำคัญเกี่ยวกับช่อง มักจะต้องจับกลุ่มคุยกันตามมุมต่างๆ ของมหาวิทยาลัย การมีห้องทำงานส่วนตัวจะช่วยเสริมสร้างความเป็นทางการ และทำให้พวกเขาสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครแอบได้ยิน

        ในขณะที่เพื่อนๆ กำลังตื่นเต้นกับไอเดียเรื่องห้องทำงาน เฉินโจวกลับนึกถึงห้องในมหาวิทยาลัยที่เขาเข้าไปคุยกับจื่อซวานหมิงเมื่อวาน ความสงสัยผุดขึ้นในใจ "มหาวิทยาลัยของเรามีห้องว่างให้เช่าด้วยเหรอเนี่ย?"

        จินหงเหว่ยคลี่ยิ้มอย่างรู้ทัน ก่อนจะตอบคำถามที่อยู่ในใจของเฉินโจว "ในมหาวิทยาลัยของเรามีตึกที่ชื่อว่า 'ผู้คนสร้างสรรค์' ซึ่งจะมีห้องว่างให้เช่าสำหรับนักศึกษาที่มีความสนใจในด้านต่างๆ เท่านั้น 

         ขอบอกเลยนะว่า ถ้าคนนอกคิดจะใช้วิธีให้นักศึกษาในมหาวิทยาลัยเช่าแทน แล้วตัวเองเข้ามาใช้ห้องลับๆ น่ะ ทำไม่ได้แน่นอน เพราะที่นี่มีการตรวจสอบที่เข้มงวดมาก ทุกคนที่เช่าห้องจะต้องมีบัตรประจำตัว และทางเข้า-ออกมีการสแกนบัตรอย่างละเอียด ทำให้ไม่มีทางที่จะแอบเข้ามาได้"

        เมื่อเฉินโจวได้ยินเรื่องนี้ ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างด้วยความตกใจจนเผลออ้าปากค้างเล็กน้อย เขาไม่เคยล่วงรู้มาก่อนว่ามหาวิทยาลัยที่เขาศึกษาอยู่จะมีอาคารพิเศษเช่นนี้ซ่อนอยู่ แม้แต่ในคู่มือกฎระเบียบที่เขาได้รับตอนเข้ามาเรียน ก็ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับ "ตึกผู้คนสร้างสรรค์" นี้เลย

        จื่อซวานหมิงสังเกตเห็นว่าทุกคนเห็นด้วยกับแนวคิดเรื่องห้องทำงานส่วนตัว เธอจึงเริ่มให้ข้อมูลเพิ่มเติมอย่างละเอียด "ห้องที่เปิดให้เช่าในตึกผู้คนสร้างสรรค์มีสามขนาด และค่าเช่ารายเดือนก็จะแตกต่างกันไปตามขนาดของห้อง ห้องสร้างสรรค์ขนาดเล็กจะเหมาะสำหรับ 10-12 คน ห้องสร้างสรรค์ขนาดกลางจะรองรับ 16-24 คน และห้องสร้างสรรค์ขนาดใหญ่จะเหมาะสำหรับ 32-42 คน 

         ถ้าให้ฉันแนะนำ เราควรเริ่มต้นจากห้องขนาดเล็กก่อน เพราะมันเหมาะสมกับจำนวนสมาชิกในกลุ่มของเราในตอนนี้มากที่สุด หากในอนาคตกลุ่มของเราขยายใหญ่ขึ้นจนห้องเล็กคับแคบ เราค่อยพิจารณาย้ายไปห้องขนาดกลางก็ได้"

        ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยกับข้อเสนอของจื่อซวานหมิง เนื่องจากจำนวนสมาชิกในกลุ่มของพวกเขายังไม่มาก ห้องขนาดเล็กจึงเป็นตัวเลือกที่สมเหตุสมผลที่สุด พวกเขาจึงตกลงที่จะเช่าห้องสร้างสรรค์ขนาดเล็ก โดยจะแบ่งจ่ายค่าเช่ากันอย่างเท่าเทียมตามจำนวนสมาชิก

        เฉินโจวที่เคยตั้งใจจะรับภาระค่าเช่าทั้งหมดไว้เองในฐานะเจ้าของช่องและบริษัท เมื่อได้ยินข้อเสนอของทุกคน เขาก็เปลี่ยนใจที่จะไม่เสนอตัวจ่ายเพียงคนเดียว เพราะเขายังจำคำพูดที่จื่อซวานหมิงเคยกล่าวไว้ได้ดี เขาไม่อยากยัดเยียดความหวังดีของตนเองให้ผู้อื่นโดยไม่ถามความต้องการของพวกเขาเสียก่อน

        หลังจากนั้น จื่อซวานหมิงก็แนะนำให้เฉินโจวพิจารณากำหนดตำแหน่งหน้าที่และความรับผิดชอบให้กับสมาชิกทุกคนในกลุ่ม รวมถึงอัตราเงินเดือนที่จะได้รับ โดยมีข้อตกลงร่วมกันว่าจะเก็บเรื่องเงินเดือนไว้เป็นความลับ จะมีเพียงเฉินโจวในฐานะประธานบริษัท และเหลียนเริ่นในฐานะผู้จัดการฝ่ายการเงินเท่านั้นที่จะรับทราบข้อมูลนี้ร่วมกัน

        เฉินโจวที่เคยครุ่นคิดถึงเรื่องนี้มาก่อนแล้ว จึงประกาศตำแหน่งของสมาชิกแต่ละคนให้ทุกคนได้รับทราบพร้อมกัน "เฉินโจว: ตำแหน่งประธานบริษัท, จินหงเหว่ย: ตำแหน่งโปรดิวเซอร์ของบริษัท และรองประธานบริษัท, หลิวจื้อหมิง: ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายประสานงานและติดต่อภายนอก, หวังหง: ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายอาหาร, เกาอิ้ง: ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายพื้นที่และประสานงาน, จื่อซวานหมิง: ฝ่ายปรึกษากฎหมายของบริษัท, เหลียนเริ่น: ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการเงินและแอดมินของบริษัท" ส่วนงานอื่นๆ ที่นอกเหนือจากนี้ พวกเขาจะพิจารณาจ้างพนักงานพาร์ทไทม์ตามความเหมาะสม และอัตราเงินเดือนของแต่ละคนจะแจ้งให้ทราบเป็นการส่วนตัว

        หลังจากจัดการเรื่องสำคัญต่างๆ เสร็จสิ้น พวกเขาก็เริ่มพูดคุยถึงเรื่องสัพเพเหระอื่นๆ จนกระทั่งเวลาล่วงเลยเข้าสู่ช่วงเย็นใกล้ค่ำ หลิวจื้อหมิงก็อาสาพาทุกคนไปเลี้ยงอาหารค่ำที่ร้านอาหารหรูหราใกล้กับมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นร้านเดียวกับที่เขาเคยเลี้ยงเฉินโจวเมื่อครั้งก่อน

        เฉินโจวที่ในตอนนี้มีเงินในบัญชีมากกว่าครั้งแรกที่มาเยือนร้านนี้ เมื่อได้เห็นราคาอาหารในเมนูอีกครั้ง เขาก็ยังอดที่จะรู้สึกขนลุกซู่กับราคาที่แพงหูฉี่ไม่ได้ "นี่มันร้านอาหารระดับไหนกันเนี่ย? ใช้วัตถุดิบชั้นเลิศขนาดไหน? หรือว่ามีเชฟระดับหกดาวมาปรุงอาหารให้กันแน่ ถึงได้ตั้งราคาได้โหดขนาดนี้!" เขาคิดในใจอย่างอดไม่ได้

        หลิวจื้อหมิงในฐานะเจ้ามือของมื้อนี้ ยิ้มกว้างอย่างใจป้ำพลางกล่าวกับทุกคน "อยากสั่งเมนูไหนก็สั่งได้ตามสบายเลยนะ มื้อนี้ฉันจ่ายเอง ไม่ต้องเกรงใจ"

        เฉินโจวที่ได้ยินดังนั้นก็ไม่รีรอที่จะสั่งอาหารตามความต้องการของตัวเองโดยไม่เหลียวแลราคาในเมนูแม้แต่น้อย "คอยดูนะ ตอนพนักงานเอาบิลมาเก็บเงิน นายจะหน้าซีดเป็นไก่ต้มเลยไหมล่ะ" ส่วนคนอื่นๆ แม้จะแอบตกใจกับราคาอาหารอยู่บ้าง แต่ก็ยังคงเลือกสั่งอาหารที่ตนเองสนใจตามปกติ

        แม้ว่าเฉินโจวจะบ่นพึมพำถึงราคาอาหารที่แพงมหาโหด แต่เขาก็ต้องยอมรับว่าอาหารทุกจานที่ถูกนำมาเสิร์ฟนั้น ช่างประณีตงดงามทั้งหน้าตา การจัดตกแต่ง และกลิ่นหอมเย้ายวนชวนน้ำลายสอ รสชาติก็อร่อยจนแทบจะกลืนลิ้นตัวเองลงไปด้วยความเคลิบเคลิ้ม

        หลังจากที่ทุกคนอิ่มหนำสำราญกับอาหารรสเลิศ พนักงานก็เดินเข้ามาที่โต๊ะเพื่อเก็บเงิน เฉินโจวจึงจับจ้องไปที่ใบหน้าของหลิวจื้อหมิงอย่างใจจดใจจ่อ รอดูว่าเพื่อนจอมโวยวายของเขาจะมีสีหน้าเช่นไรเมื่อได้เห็นยอดรวมในบิล แต่เขาก็ต้องผิดหวัง เมื่อหลิวจื้อหมิงเพียงแค่เหลือบมองบิลแล้วหัวเราะเบาๆ ก่อนจะหยิบบัตรเครดิตสีดำสนิทส่งให้กับพนักงานอย่างไม่สะทกสะท้าน

        หลังจากที่ทุกคนรับประทานอาหารเสร็จและชำระเงินเรียบร้อยแล้ว ต่างก็แยกย้ายกันไปทำธุระส่วนตัว เฉินโจวเดินเข้าไปหาจื่อซวานหมิงด้วยความเป็นห่วงเป็นใย "มืดค่ำขนาดนี้ ถ้าคุณเดินกลับคนเดียวอาจจะไม่ปลอดภัย อาจจะมีพวกมิจฉาชีพออกมาสร้างความเดือดร้อนได้ ดังนั้นผมขออาสาเดินไปส่งคุณที่รถแท็กซี่ คุณสะดวกไหมครับ?"

        จื่อซวานหมิงฟังแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย เธอลังเลที่จะตอบรับ เพราะพวกเขายังรู้จักกันได้ไม่นานนัก การที่เขาเสนอตัวมาส่งถึงที่พักเช่นนี้ อาจดูเป็นการรุกล้ำความเป็นส่วนตัวมากเกินไป แต่เมื่อสบเข้ากับดวงตาที่เต็มไปด้วยความจริงใจของเฉินโจว เธอก็สัมผัสได้ถึงความห่วงใยที่ออกมาจากใจจริงของเขา และคิดว่าการให้เขาไปส่งก็คงไม่ได้เสียหายอะไร ในที่สุด เธอจึงพยักหน้าตอบตกลงด้วยความสุภาพ

        เฉินโจวเห็นจื่อซวานหมิงไม่ปฏิเสธก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งในใจ "เธอไม่ได้รังเกียจเรา แสดงว่าเราเป็นคนดีที่เธอไว้ใจ และพร้อมที่จะปกป้องเธอได้" ความรู้สึกอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วหัวใจของเขา

    สมาชิกคนอื่นๆ ในกลุ่มที่แอบมองดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆ ได้แต่ยิ้มแห้งๆ ให้กับความกล้าแสดงออกของเฉินโจว "เฉินโจว นายนี่มันช่าง..." พวกเขาได้แต่ส่ายหน้าให้กับความมุ่งมั่นอันแรงกล้าและชัดเจนของเพื่อน

        เฉินโจวเดินเคียงข้างจื่อซวานหมิงไปยังจุดรอรถแท็กซี่ เมื่อเห็นเธอขึ้นรถและแล่นออกไปแล้ว เขาก็รีบจดหมายเลขทะเบียนรถแท็กซี่คันนั้นไว้ในทันที เพราะเขายังคงกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของเธอ กลัวว่าคนขับรถอาจมีเจตนาไม่ดี ในตอนนี้เขาอาจยังทำอะไรไม่ได้มากนัก แต่เขาให้สัญญาในใจว่า หากในอนาคตเขามีฐานะทางการเงินที่มั่นคงกว่านี้ เขาจะซื้อรถยนต์ส่วนตัวและขับรถไปส่งเธอถึงบ้านด้วยตัวเอง เพื่อให้เธอไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยในการเดินทางอีกต่อไป

        หลังจากยืนเหม่อมองรถแท็กซี่คันนั้นจนลับสายตา เฉินโจวจึงค่อยๆ ดึงสติกลับมา เขาภาวนาให้เธอเดินทางถึงบ้านอย่างปลอดภัย และหวังว่าคนขับรถจะไม่ทำอันตรายใดๆ ต่อเธอ เขาพยายามจดจำใบหน้าของคนขับรถไว้ในความทรงจำ จากนั้นจึงเดินกลับไปยังห้องพัก เมื่อจัดการธุระส่วนตัวเสร็จสิ้น เขาก็พร้อมที่จะกดรับภารกิจที่สามจากระบบที่รอคอยได้เสียที

    คล้ายกับเรื่องระบบ โปรดิวเซอร์ ขั้นเทพ ที่คุณอ่าน