จุติเทพกระบี่

    ตอนที่ 32 ตำราควบคุมไฟ


            เย่เอ๋อเห็นทุกการกระทำของหลิวอี้แต่นางก็ไม่ได้สนใจ นางคิดว่าเขากำลังทำเรื่องไร้สาระ แต่พอนางเห็นเขาไม่ต้องควบคุมไฟ  แต่ไฟของเขากำลังหลอมโอสถด้วยตัวของมันเอง เหมือนกับว่าไฟมันมีชีวิตของมัน นางถึงกับตกตลึง แต่ก็ยังไม่เชื่อว่าการหลอมโอสถด้วยวิธีการแบบนี้จะหลอมโอสถให้สำเร็จได้


            หลิวอี้นอนสบายๆ ชมทิวทัศน์รอบๆ เขาชอบบรรยากาศแบบนี้จริงๆ เขาเคยมีความคิดที่จะสร้างบ้านบนภูเขาแบบนี้อยู่กับคนรักเก่าของเขา แต่

    เขายิ่งคิดถึงนางยิ่งรู้สึกแค้น


            ใช้เวลาเพียงไม่นานหม้อหลอมโอสถก็เปิดฝาเองโดยอัตโนมัติเป็นสัญญานบ่งบอกว่าการหลอมโอสถเสร็จสิ้น


            หลิวอี้เรียกไฟของเขากลับมาจากนั้นมันก็สลายหายไป


            “โอสถพวกนี้ข้ายกให้กับเจ้าถือว่าเป็นของขวัญแต่งงานของพวกเรา”


            เย่เอ๋อนางไม่พูดอะไร แต่นางก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าในหม้อใบนั้นมันมีอะไร นางเริ่มที่จะทนไม่ไหวนางจึงมองเข้าไปในหม้อโอสถ และสิ่งที่นางเห็นแทบจะทำให้นางหยุดหายใจ เพราะว่าในหม้อมีเม็ดโอสถจำนวนสิบเม็ดและมีแสงสีทองแสบตาเปล่งประกายออกมา นางเอามือของนางไปหยิบเม็ดโอสถขึ้นมาจากหม้อ


            “เป็นไปไม่ได้ นี่มันคือเม็ดโอสถระดับเวหาขั้นสูงถึงสิบเม็ด เป็นไปไม่ได้" ตอนนี้นางยังไม่ชื่อสายตาของนางเพราะว่านี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นเม็ดโอสถที่มีระดับเวหาขั้นสูงถึงสิบเม็ดพร้อมกัน 


            “หากว่าเจ้าไม่รับเอาไว้ข้าจะนำมันไปมอบให้กับพี่สาวของเจ้า”


            นางได้ยินแบบนั้นมีหรือที่นางจะไม่รับ นางรีบเก็บเข้าไปในแหวนมิติของนางทันที


            “ท่านควบคุมไฟแบบนั้นได้ยังไง”


            “ข้านึกว่าเจ้าเป็นใบ หากว่าเจ้าอยากจะเรียนรู้เจ้าก็ต้องทำตัวดีๆชื่อฟังในสิ่งที่ข้าพูด ข้าก็จะสอนเจ้า”


            เย่เอ๋อตอนนี้นางมีทางเลือกที่ไหน นางคงจะทำได้เพียงแค่เชื่อฟังเขาเพราะตอนนี้นางเสียความบริสุทธิ์ไปแล้ว นางจึงเปลี่ยนความคิด นางจะหลอกเรียนวิชาจากเขาทั้งหมด เมื่อนางฝึกสำเร็จ นางจึงจะสังหารเขาและไปอยู่กับชายคนรักของนาง

            

            “ได้ข้ารับปากท่าน ข้าจะยอมเชื่อฟังท่าน”


            หลิวอี้ไม่ได้แปลกใจ เพราะเขารู้ว่าตอนนี้นางคงจะทำได้แค่เชื่อฟังเขา แต่เขาก็ต้องระวังตัวเพราะเขารู้ว่าต้องมีวันที่นางจะแทงข้างหลังเขาแน่นอนแต่กว่าที่จะถึงเวลานั้นเขาจะทรมานนางให้เต็มที่เริ่มจากทำให้ชายคนรักของนางเห็นภาพบาดตาของเขาและนางก่อน


            ทั้งสองคนต่างก็มีความคิดเป็นของตัวเอง


            หลิวอี้เอาตำราที่เขาเขียนขึ้นมามอบให้เย่เอ๋อ


            “หากว่าเจ้าฝึกฝนจนสำเร็จเจ้าจะควบคุมไฟดังใจต้องการได้เหมือนกับข้า”


            เย่เอ๋อนางรีบเปิดอ่านทันที ตำราเล่มนี้เป็นตำราเกี่ยวกับการควบคุมไฟ เพียงแค่นางได้ลองอ่านนางก็รู้สึกว่ามันเป็นตำราที่วิเศษยิ่งนัก นางรีบปิดมันลงและเก็บมันเข้าไปที่แหวนมิติของนาง


            “พวกเราจะกลับไปที่เมืองหลวงข้ามีธุระที่ต้องจัดการ”


            “ข้าต้องไปแจ้งกับเจ้าสำนักก่อน”


            “ไม่เป็นไรข้าจะบอกนางเอง”


            “นี่ท่านรู้จักเจ้าสำนักได้ยังไง”


            “นางเป็นสาวใช้ของข้า”


            เย่เอ๋อตกตลึงอีกรอบ ตอนนี้นางอยากจะรู้แล้วว่าความจริงชายคนนี้เขาคือใครกันแน่


            หลิวอี้กับเย่เอ๋อนั่งรถม้าออกจากสำนักหมื่นโอสถ เขาไม่ได้เอายาของเขาให้กับม้ากินเพราะว่าเขาไม่ได้รีบ ใช้เวลาครึ่งวันรถม้าก็มาถึงประตูทางเข้าเมืองหลวง เย่เอ๋อนางเอาสัญลักษณ์นักปรุงโอสถระดับพิภพให้กับทหารดูจากนั้นพวกทหารก็รีบเปิดทางให้กับนางทันที


            ในระหว่างที่รถม้ากำลังวิ่งเข้าไปในตัวเมืองหลวงหลิวอี้ก็เริ่มดึงนางเข้ามาจูบ


            “นี่ท่านกำลังจะทำอะไร พวกเรายังอยู่บนรถม้า ข้างนอกคนก็เต็มถนน”


            “ไหนเจ้าบอกว่าจะเชื่อฟังข้าทุกอย่าง”


            นางกำลังจะพูดอะไรขั้นมาแต่ถูกหลิวอี้จูบเสียก่อน ทั้งสองคนผสมสายเลือดภายในรถม้าที่กำลังวิ่งผ่านผู้คนภายในเมืองหลวง เสียงของพ่อค้าแม่ค้าดังเข้ามาภายในรถม้าแต่ก็ไม่อาจที่จะหยุดการกระทำของหลิวอี้ได้


            ชายคนหนึ่งควบม้ามาเทียบที่ด้านข้างรถม้าของหลิวอี้ จากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงของหญิงงามดังออกมาจากรถม้าเบาๆ ตอนแรกเขานึกว่าเขาหูฝาด เขาจึงเอาหูไปแนบกับรถม้า และตอนนี้เขารู้แล้วว่าภายในรถม้ากำลังเกิดอะไรขึ้น


            เย่เอ๋อนางรู้สึกอับอายเป็นอย่างมาก นางพยายามที่จะขัดขืนแต่ก็ไม่สามารถทำได้


            รถม้าหยุดลงที่ด้านหลังของจวนทั้งสองคนลงจากรถม้า เสื้อผ้าหน้าผมของเย่เอ๋อต่างก็ยับยู่ยี่


            “ท่านคือปีศาจราคะ”


            หลิวอี้ยิ้มรับคำชมจากนาง จากนั้นเขาก็อุ้มนางลอยตัวข้ามกำแพงไปที่เรือนของเขา