บทที่ 10 คำบอกลา
บทที่ 10คำบอกลาวันเวลาเดินทางผ่านมาถึงหลินซานสามารถบรรลุการฝึกฝนส่วนประกอบทั้ง 4 ภายในร่างกายของตนเองให้มาอยู่ในระดับก่อกำเนิดขั้นที่ 9 ได้เรียบร้อยแล้ว โดยในการฝึกฝนครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่รากเหง้าปราณเท่านั้นที่มันมีระดับเพิ่มมากขึ้นมาถึงในระดับก่อกำเนิดขึ้นที่แต่ว่าส่วนประกอบอีก 3 อย่างมันก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกันจนตอนนี้มันได้ขึ้นมาจนอยู่ในระดับขั้นที่ 9 เช่นเดียวกัน โดยปกติแล้วการที่จะทำการฝึกฝนตนประกอบภายในร่างกายจะสามารถเลือกฝึกฝนได้เพียงแค่อย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อมุ่งเน้นทำให้มันมีระดับความสามารถเพิ่มขึ้นรวดเร็วที่สุดก็จริงอยู่แต่ว่าก็ไม่ใช่ว่าส่วนประกอบอีก 3 อย่างที่ไม่ได้มุ่งเน้นการฝึกฝนจะไม่ได้รับการขัดเกลาไปด้วย เพราะว่าในการโคจรพลังปราณภายในร่างกายให้มันไหลเวียนไปมันก็ต้องผ่านส่วนประกอบทุกอย่างเพียงแต่ว่ามันจะมาบรรจบสุดท้ายที่ส่วนประกอบชิ้นไหนที่มุ่งเน้นเท่านั้นแต่ว่าในส่วนประกอบอีก 3 อย่างที่เป็นทางเดินผ่านพวกมันก็ได้รับการขัดเกลาเช่นเดียวกันแต่จะเป็นในอัตราส่วนที่น้อยนิด เพราะอย่างนั้นตอนนี้ถึงแม้ว่าจะมุ่งเน้นในการฝึกฝนรากเหง้าปราณมาโดยตลอด 1 เดือน แต่ว่าตอนนี้ส่วนประกอบอีกสามอย่างก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกันจนกลายเป็นว่าพวกมันในตอนนี้มีระดับที่เพิ่มมากขึ้นตามมาด้วยมันเป็นช่วงเวลาที่พอดิบพอดีเป็นอย่างมากเมื่อเขาสามารถทะลวงรากเหง้าปราณขึ้นสู่ระดับก่อกำเนิดขั้นที่ 9 ได้แล้วส่วนประกอบปราณอีก 3 อย่างมันก็ถูกยกระดับขึ้นมาในระดับเดียวกันทันที นี่คือขั้นสุดท้ายของระดับก่อกำเนิด แสดงว่าเขาสามารถยกระดับส่วนประกอบปราณอีก 3 ภายในร่างกายของตนเองให้มีระดับสูงมากขึ้นไปได้ในทันทีเพื่อทะลวงขึ้นไปสู่ระดับถัดไปเพราะว่าในตอนนี้เวลามันก็ผ่านพ้นมาถึง 1 เดือนแล้ว มันได้เวลาที่เขาจะต้องเดินทางออกไปจากหมู่บ้านซ่อนลึกแห่งนี้ ใช้เวลาในการเก็บตัวภายในสถานที่แห่งนี้มาถึง 1 เดือนเต็ม ในตอนนี้การเคลื่อนไหวและระดับความสามารถของเขาก็มีอยู่ในระดับหนึ่งจนเรียกได้ว่าสามารถป้องกันตนเองได้แล้วหลินซานที่นั่งอยู่บนเตียงเก่าๆได้เอื้อมมือของตนเองไปหยิบไม้เท้าที่ถูกทำจากไม้ไผ่ทั้งสองข้างของตัวเองขึ้นมาก่อนที่จะโน้มกายของตนแล้วขึ้นไปอยู่ในท่ายืนอย่างรวดเร็วพวกมันทั้งสองตอนนี้กลายเป็นเสมือนกับขาทั้งสองข้างของเขาไปแล้ว หลินซานได้เดินออกไปด้านนอกโดยใช้ไม้เท้าของตนเอง เปิดโมงตรงออกไปยังด้านนอกวันนี้เองก็เป็นวันที่แสงแดดอ่อนส่องผ่านลงมาจากม่านเมฆ อากาศภายในหมู่บ้านแห่งนี้แสนจะอบอุ่นหลินซานก้าวเดินออกมาด้านนอกโดยใช้ไม้เท้าทั้งสองข้างของตนเองเปรียบเสมือนกับขาเขาก็ได้หยุดลงตรงบริเวณด้านหน้าเรือนแล้วก็กวาดสายตาไปมองรอบบริเวณ ก่อนที่จะไปพบเห็นกับท่านยายลี่และลี่อินพี่กำลังก้มหน้าก้มตาทำสวนผักสวนครัวอยู่บริเวณข้างๆเรือนภายในหมู่บ้านซ่อนลึกแห่งนี้ถือว่ามีระบบจัดการที่ดีหลายอย่างที่ดินบริเวณรอบๆบ้านทุกผู้จะมีเหมือนกันหมดเพื่อที่จะให้ตนเองนั้นเอาไว้ใช้ทำมาหากินและเพาะปลูกต่างๆหลินซานรีบพากายของตัวเองเข้าไปหาท่านยาอย่างรวดเร็ว นี่เป็นการกล่าวลาเขาจะมาเพื่อบอกว่าตอนนี้มันถึงเวลาที่เขาจะต้องกลับไปแล้วปัก!!! สองยายหลานที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำสวนอยู่เมื่อได้ยินเสียงบางอย่างก็เงยหน้าขึ้นมาแล้วหันไปมองด้านหลัง สิ่งที่เขาก็เขียนก็คือหลินซานเดินมาหยุดบริเวณข้างๆสวน“ อ้าว!!! หลินซาน~ ออกมาด้านนอกเช่นนี้อยากจะมาเดินสูดอากาศอย่างงั้นรึ ” ท่านยายได้เอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้ม“ มิใช่ขอรับ ถ้าออกมาครั้งนี้เพื่อว่าจะบอกท่านยายว่าในวันพรุ่งนี้ข้าจะเดินทางออกจากหมู่บ้านแห่งนี้แล้วนะขอรับ ” หลินซานพูดออกมาด้วยรอยยิ้ม เขารบกวนสองยายหลานผู้นี้มามากแล้วเรียกว่าทั้งสองดูแลเขาเป็นอย่างดี และใช้ชีวิตอยู่ภายในหมู่บ้านแห่งนี้ก็เหมือนกับชาวบ้านทั่วไปที่ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีแม้ว่าเขาจะเป็นคนจากโลกภายนอก“ เอ๋!!! จะไปแล้วอย่างนั้นหรือ.. ” ท่านยายที่อยู่ด้านหน้าได้ปรากฏใบหน้าที่ตระหนก เด็กสาวที่อยู่ข้างกายของนางเองก็เช่นกันตอนนี้หลานสาวของนางกำลังแสดงใบหน้าเศร้าหมองทันทีเมื่อรู้ว่าหลินซานกำลังจะจากหมู่บ้านแห่งนี้ไป“ ขอรับข้ากำลังจะไปแล้ว!! ตอนนี้ร่างกายของข้าเองก็หายกลับมาเป็นปกติแล้วแม้ว่าร่างกายท่อนล่างจะไม่สามารถขยับเขยื้อนได้แล้วก็ไร้ความรู้สึก แต่ว่าข้าก็สามารถใช้แขนทั้งสองข้างและไม้เท้าในการเดินไปไหนมาไหนได้ ”“ ข้ายังมีเรื่องอีกมากมายที่ต้องสะสาง ไปครั้งนี้เลยมาบอกกับท่านยายเอาไว้ก่อนเพื่อเป็นการบอกลา ” หลินซานเองก็เริ่มแสดงใบหน้าที่เศร้าหมองออกมาเช่นเดียวกัน การจากลานั้นช่างเป็นเรื่องที่สะเทือนจิตใจยิ่งนักต่างฝ่ายก็ต่างแสดงใบหน้าที่เศร้าหมอบรรยากาศรอบบริเวณมันตกเข้าสู่ความอึมครึมเลยทันที บรรยากาศแห่งการจากลามันช่างบีบหัวใจยิ่งนัก พวกเขาอาศัยอยู่ร่วมกันมาร่วมเดือนตอนนี้ก็เปรียบเสมือนกับคนในครอบครัวคนนึง แต่เมื่อที่จะมาต้องจากกันในตอนนี้ไม่แปลกที่จะย่อมรู้สึกเหมือนว่ามีส่วนหนึ่งกำลังจะขาดหายไปจากชีวิตหลินซานเองก็ซึ้งใจยิ่งนักที่สองยายหลานคู่นี้ยอมช่วยเขารวมไปถึงผู้คนภายในหมู่บ้านซ่อนลึกแห่งนี้ด้วย ตอนแรกเขาเชื่อมั่นว่าตนเองจะไม่เชื่อใจผู้ใดอีกแล้วเพราะว่าเหล่าผู้คนนั้นมีแต่ใส่หน้ากากเข้าหากันและทรยศหักหลัง สำหรับคนผู้นี้เป็นข้อยกเว้นเขาได้รับการช่วยเหลือจากใจจริงของพวกเขาหลินซานได้ค่อยๆยกมือทั้งสองข้างของตนเองขึ้นมาแล้วประสานกันด้านหน้า ใบหน้าของเขาก้มลงเล็กน้อยพร้อมกับค่อยๆเปิดปาก “ ข้าหลินซาน!! ต้องขอขอบคุณท่านยายและน้องลี่มากที่ช่วยเหลือให้ข้ารอดชีวิต บุญคุณครั้งนี้ข้าจะต้องหาทางทดแทนให้พวกท่านอย่างแน่นอน ”ความรู้สึกและคำพูดมันถูกส่งผ่านออกมาจากภายในใจ ชีวิตที่สองที่เขาได้มามันก็เป็นเพราะว่าสองยายหลานผู้นี้อีกส่วนหนึ่ง บุญคุณในครั้งนี้เขาจะต้องตอบแทนทั้งสองให้ได้ในสักวันอย่างแน่นอนแม้ว่าการจากลาครั้งนี้ต่างฝ่ายก็ต่างจะไม่ได้อยากแยกจากกันมากสักเท่าไรแต่พวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้ได้แต่ทำใจแล้วก็ยอมรับความจริงเท่านั้น ในยามค่ำคืนงานเลี้ยงเล็กๆถูกจัดขึ้นอาหารอันเลิศรสถูกทำขึ้นมาวางเรียงรายอยู่บริเวณโต๊ะใจกลางห้องโถงทั้งสามต่างนั่งกินอาหารมื้อสุดท้ายอย่างเอร็ดอร่อย เขาพากันสนทนาเรื่องต่างๆกันในขณะที่กำลังทานอาหารที่ตั้งเรียงรายอยู่ด้านหน้า ราตรีผ่านไปทั่วทั้งเรือนเต็มไปด้วยความมืดมิด ไม่ใช่เพียงแค่ทั่วทั้งเรือนเท่านั้นแต่มันทั่วทั้งหมู่บ้านซ่อนลึกแห่งนี้ผู้คนส่วนใหญ่ก็ต่างเข้าไปสู่ห้วงนิทานแสนหอมหวานกันหมดแล้วมีเพียงแต่ห้องของหลินซานเท่านั้นที่บัดนี้มันมีเปลวเพลิงเล็กๆที่ก่อกำเนิดขึ้นมาจากตะเกียงน้ำมันส่องแสงสว่างสลัวๆอยู่ภายในห้อง ร่างของเด็กหนุ่มที่อยู่ภายในท่านั่งบนเตียงนอนเขากำลังกระทำบางอย่างหลินซานเปิดบริเวณหน้าอกของตนเองออกเล็กน้อยเผยเห็นอักขระสีทองที่มันถูกประทับเอาไว้บริเวณใจกลางหน้าอกของเขา ตาทั้งสองข้างครับปิดลงก่อนที่อักขระสีทองบริเวณหน้าอกมันจะเริ่มเปล่งประกายแสงสว่างไสวออกมาแล้วก่อกำเนิดได้เป็นอักขระมากมายที่รายล้อมร่างกายของเขาอยู่แสงสว่างสีทองวูบใหญ่ปรากฏขึ้นร่างของหลินซานถูกดึงเข้าไปภายในตำหนักสวรรค์อย่างรวดเร็ว ทัศนียภาพรอบกายที่เปลี่ยนแปลงไปหลินซานที่สัมผัสได้ถึงเรื่องนั้นก็ได้ค่อยๆลืมตาทั้งสองข้างของตนเองขึ้นมาอย่างช้าๆตาทั้งสองข้างของเขากวาดมองรอบบริเวณ สภาพภายในสถานที่แห่งนี้ยังคงเป็นเหมือนเดิม มันยังคงเป็นเหมือนกับก่อนหน้านี้ไม่มีผิด ภายในสถานที่แห่งนี้ยังคงเป็นลานโล่งกว้างและไม่มีอันใดท้องนภาสีทองถูกประดับประดาไปด้วยก้อนเมฆหลากสี มันเป็นทัศนียภาพที่งดงาม ละอองสีทองบางอย่างได้พุ่งเข้ามาเพื่อหนุนร่างกายของหลินซานเอาไว้ร่างที่นั่งติดอยู่กับพื้นค่อยๆลอยขึ้นอย่างช้าๆ เขายังไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับภายในสถานที่แห่งนี้สักเท่าไรว่ามันคือสถานที่อันใดกันแน่ แต่มันก็ดูเหมือนว่าจะมีความสนใจในเรื่องนี้อยู่ภายในสถานที่แห่งนี้อยู่หลายส่วนหลินซานเคลื่อนที่ไปด้านหน้าโดยใช้ละอองที่กำลังเกื้อหนุนร่างกายของตนเองอยู่มุมตรงไปยังเรือนไม้หลังเล็กๆที่ทรุดโทรม เขาเดินทางมาที่สถานที่แห่งนี้อีกครั้งเพราะว่าศิลาหินสีดำตอนนี้เขาสามารถทำเงื่อนไขแรกของมันได้สำเร็จแล้วมันได้บอกให้เขาทำการฝึกฝนส่วนประกอบปราณทั้ง 4 ของร่างกายให้ขึ้นไปอยู่ในระดับก่อกำเนิดขั้นที่ 9ซึ่งตอนนี้เขาก็สามารถทำมันได้สำเร็จแล้วโดยการใช้เวลาถึงหนึ่งเดือน ร่างกายที่ถูกเกื้อหนุนด้วยละอองปริศนาสีทองลอยมาอยู่บริเวณศิลาสีดำขนาดใหญ่ภายในเรือนไม้หลังเก่าๆอันทรุดโทรมหลินซานลอยพลางกับจ้องมองศิลาสีดำที่อยู่ด้านหน้าอยู่สักพัก ก่อนที่ตัวเขาจะค่อยๆยื่นมือของตนเองไปด้านหน้านิ้วมือทั้ง 5 ได้ยื่นไปสัมผัสเข้ากับผิวอันเรียบเนียนของศิลาหินสีดำปริศนาเมื่อนิ้วมือทั้ง 5 สัมผัสไปลงกับแผ่นของศิลาหินสิ่งที่ก่อกำเนิดขึ้นมานั่นก็คือแสงสว่างสีทองที่มันเริ่มปรากฏขึ้น มันเป็นตัวอักขระปริศนาที่เขาเคยพบเจอก่อนหน้านี้ข้อความที่ปรากฏขึ้นมาตัวของเขากลับสามารถเข้าใจความหมายของมันได้เป็นอย่างดีแม้ว่ามันจะเป็นอักขระโบราณที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนดวงตาทั้งสองข้างอักขระโบราณที่ปรากฏขึ้นด้านหน้าของตนเอง เมื่อได้อ่านข้อความเหล่านั้นแล้วดวงตาทั้งสองข้างของเขาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกเงื่อนไขแรกของผู้รับสืบทอดนามแห่งจักรพรรดิเตาหลอมโอสถหยกแสนปีกลับคืนสู่ตำหนักสวรรค์และโลหิตแห่งจักรพรรดิกลับคืนสู่ร่างกายเมื่อได้เห็นข้อความด้านหน้าที่ปรากฏขึ้นจากตัวอักษรโบราณมันทำให้หลินซานประหลาดใจเป็นอย่างมาก ก่อนที่บริเวณกีฬาสีดำขนาดใหญ่ด้านหน้าของเขามันจะเริ่มเปล่งประกายแสงสีทองออกมาแล้วปรากฏก้อนกลมๆสีทองบางอย่างออกมา 2 อันจบตอน