“นาย... นายถึงกับไม่รู้เรื่องนี้เลยเหรอ?”
ลั่วเซวียนเซวียนเห็นท่าทางนั้นแล้วก็ถึงกับหน้าเหวอไปเล็กน้อย
“อะแฮ่ม ก็ไม่รู้จริงๆ นั่นแหละ”
ลู่เซิ่งเกาจมูกด้วยความเคอะเขินแต่ก็ไม่ได้ปิดบังอะไร
“นาย... เมื่อก่อนนายเคยเรียนหนังสือมาจริงๆ หรือเปล่าเนี่ย?”
ในที่สุดลั่วเซวียนเซวียนก็ไม่อาจเก็บกักความรู้สึกพูดไม่ออกในใจไว้ได้อีกต่อไปเธอจึงโพล่งประโยคที่ทิ่มแทงใจออกมาคำหนึ่ง
“พูดเหลวไหล เฮอะ ฉันก็ต้องเคยเรียนมาอยู่แล้ว”
พรืด!
พอได้ยินคำนี้ลู่เซิ่งเกือบจะโกรธจนอกแตกตาย
ก็ยัยหนูนี่ดูถูกคนเกินไปหน่อยไหมอะไรคือคำว่าเคยเรียนหนังสือมาหรือเปล่า?
นี่เห็นเขาเป็นพวกไม่รู้หนังสือชัดๆ
แต่ก็โทษลั่วเซวียนเซวียนไม่ได้ที่จะถามแบบนี้
เพราะแต่ก่อนลู่เซิ่งเอาแต่คิดจะนอนเป็นปลาเค็มไปวันๆดังนั้นตอนเรียนเขาจึงใช้ชีวิตไปวันๆ จนแทบจะไม่ได้เรียนรู้อะไรเลยถามอะไรก็ไม่รู้เรื่องสักอย่าง...
ทว่าแม้แต่ตัวลู่เซิ่งเองก็ยังคาดไม่ถึงว่าไอ้พวกเรียนห่วยที่ไม่ได้ความอย่างเขานอกจากจะระเบิดฟอร์มเปลี่ยนอาชีพเป็นอาชีพสายต่อสู้อย่างพาลาดินแล้วพรสวรรค์การต่อสู้ของเขายังเป็นระดับ SSS ซึ่งสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมาอีกด้วย
ด้วยความจำใจลู่เซิ่งจึงต้องพยายามตั้งใจดูสักตั้ง
ในเมื่อสวรรค์อุตส่าห์ป้อนข้าวให้ถึงปากขนาดนี้แล้วถ้าเขายังไม่ยอมอ้าปากเคี้ยวกลืนลงไปอีกมันก็คงจะไม่ให้เกียรติท่านเกินไปหน่อยใช่ไหมล่ะ?
เพียงแต่ความรู้ที่เขาทำตกหล่นไปในอดีตนั้นมีมากเกินไปถึงแม้ช่วงนี้เขาจะหาเวลาว่างมาอ่านหนังสือเสริมความรู้อยู่ตลอดแต่มันก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะมีบางเรื่องตามไม่ทันบ้าง
เมื่อคิดได้ดังนี้ลู่เซิ่งจึงนั่งขัดสมาธิลงบนพื้นแล้วมองไปที่ลั่วเซวียนเซวียนพร้อมกับเอ่ยถามอีกครั้งว่า“พูดมาเถอะ ไอ้การสอบระดับชาตินี่คืออะไรกันแน่?”
“เอ่อ... ก็ได้”
เมื่อเห็นว่าลู่เซิ่งไม่ได้แสร้งทำแต่เขาไม่รู้จริงๆ ลั่วเซวียนเซวียนถึงกับอึ้งจนพูดไม่ออก
แต่เห็นแก่ที่เขาเพิ่งจะช่วยชีวิตไว้เมื่อครู่เธอจึงไม่ได้ปิดบังอะไร และอธิบายอย่างอดทนว่า “สิ่งที่เรียกว่าการสอบระดับชาติหมายถึงการทดสอบแบบบูรณาการระดับประเทศที่ประเทศเสินเซี่ยของเราจะจัดขึ้นทุกๆสามปี ผู้ใช้อาชีพสายต่อสู้ทุกคนในประเทศที่มีอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไปแต่ไม่เกิน 25 ปีและมีเลเวลถึงระดับเปลี่ยนอาชีพครั้งที่สองสามารถสมัครเข้าร่วมได้”
“พอถึงเวลานั้นสถาบันฝึกตนระดับแนวหน้าของประเทศหลายแห่งจะส่งคนมาเข้าร่วมงานเพื่อเฟ้นหาเยาวชนที่มีพรสวรรค์ที่เหมาะสมและบ่มเพาะเลือดคนรุ่นใหม่ให้กับประเทศชาติ”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ลั่วเซวียนเซวียนก็เงยหน้าขึ้นและชี้ไปที่ลู่เซิ่งพร้อมกับเสริมว่า“และนาย ถ้าสามารถทำคะแนนได้ดีในการสอบระดับชาตินายก็สามารถสมัครเข้าเรียนในสถาบันฝึกตนเหล่านี้ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขาในอนาคตไม่เพียงแต่สามารถใช้กำลังของสถาบันมาช่วยยกระดับเลเวลของตัวเองแต่ยังสามารถออกไปเปิดหูเปิดตาเพิ่มพูนประสบการณ์ในโลกภายนอกได้อีกด้วยเรียกได้ว่ามีแต่ข้อดีไม่มีข้อเสียเลยสักนิด”
“เอ่อ... มันก็คือเกาเข่า [*] ชัดๆ เลยนี่...”
ลู่เซิ่งได้ยินดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะพึมพำออกมาเบาๆ
“เกาเข่าคืออะไรเหรอ?”
เมื่อได้ยินคำศัพท์ที่แปลกใหม่นี้ลั่วเซวียนเซวียนก็ถึงกับหน้าเหวอไปอีกรอบ
“อะแฮ่ม ไม่มีอะไร”
ลู่เซิ่งเห็นดังนั้นก็รู้ว่าตัวเองพูดพลั้งปากไป จึงรีบโบกไม้โบกมือทันที
“อ๋อ!”
โชคดีที่ลั่วเซวียนเซวียนไม่ได้เซ้าซี้เรื่องนี้ต่อเธอมองตรงไปและพูดด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง“ได้ยินมาว่าการสอบระดับชาติในปีนี้แม้แต่สถาบันจิงหลงและสถาบันจิงหัวที่ไม่ได้เปิดรับสมัครนักศึกษาจากภายนอกมาเกือบสิบปีแล้วยังยอมมอบโควตาการรับเข้าเรียนให้ถึงสี่ที่นั่งเลยนะ”
“สถาบันจิงหลงเหรอ?”
ลู่เซิ่งได้ยินชื่อนี้แล้วก็ใจหายวูบไปชั่วขณะ
เพราะเขาจำได้ว่าหลี่ว์เฉวียนที่ลงมือฆ่าไปก่อนหน้านี้พี่ชายของหมอนั่นก็เป็นนักศึกษาของสถาบันจิงหลงแห่งนี้นี่เอง
เพียงแต่สำหรับสถาบันทั้งสองแห่งนี้ลู่เซิ่งไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจมากนัก เขาจึงเอ่ยถามไปอีกครั้งว่า“สถาบันสองแห่งนี้มีคนเก่งเยอะเลยเหรอ?”
“นาย...”
ลั่วเซวียนเซวียนได้ยินคำถามนี้แล้วก็อดไม่ได้ที่จะมองบนอย่างแรง
โชคดีที่ในเวลานี้เมื่อได้สัมผัสคลุกคลีกับลู่เซิ่งนานเข้าเธอก็พอจะดูออกแล้วว่าเมื่อก่อนเจ้าหมอนนี่ต้องเป็นพวกเรียนห่วยที่ไม่เอาถ่านแน่ๆ
ไม่อย่างนั้นเขาจะไม่มีความรู้พื้นฐานที่ผู้ใช้อาชีพคนอื่นๆต่างก็คุ้นหูคุ้นตาอยู่แล้วได้อย่างไร?
ลั่วเซวียนเซวียนส่ายหัวแล้วก็นั่งลงบนพื้นตามไปพลางอธิบายว่า “สถาบันจิงหลงและสถาบันจิงหัวคือสถาบันฝึกตนสำหรับผู้ใช้อาชีพที่อยู่ในระดับแนวหน้าที่สุดของประเทศเสินเซี่ยในตอนนี้มักจะได้รับคำชื่นชมว่าเป็น 'แหล่งบ่มเพาะผู้แข็งแกร่งอู่น้ำของเหล่าอัจฉริยะ' มาโดยตลอด”
“ว่ากันว่าสถาบันที่ยิ่งใหญ่ทั้งสองแห่งนี้ตั้งอยู่ในเมืองจิงตูซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศเสินเซี่ยภายในสถาบันไม่เพียงแต่จะมีคณาจารย์ที่แข็งแกร่งและได้รับการสนับสนุนเป็นพิเศษจากรัฐบาลแต่ยังมีเหวลึกและแดนลับส่วนตัวไว้ให้นักศึกษาใช้เพิ่มเลเวลและฝึกฝนสกิลอีกด้วย”
“และนักศึกษาคนไหนก็ตามที่สามารถจบการศึกษาจากสถาบันสองแห่งนี้ได้อย่างราบรื่นพวกเขาก็ไม่ใช่คนธรรมดาสามัญเลยสักคน ในอนาคตข้างหน้าเกือบทุกคนจะกลายเป็นขั้วอำนาจใหญ่ และเป็นเสาหลักของชาติ”
“อ้อ สุดยอดขนาดนั้นเลยเหรอ?”
ลู่เซิ่งได้ยินดังนั้นดวงตาพลันเป็นประกาย
“ก็แหงน่ะสิ”
ลั่วเซวียนเซวียนพยักหน้าก่อนจะเสริมด้วยน้ำเสียงที่เสียดายเล็กน้อยว่า “แต่ถึงแม้สถาบันสองแห่งนี้จะสุดยอดแค่ไหนแต่สำหรับผู้ใช้อาชีพธรรมดาๆ อย่างพวกเรา มันก็ยังดูห่างไกลเกินไปหน่อย...”
“หืม? เธอพูดแบบนี้หมายความว่ายังไง?”
ลู่เซิ่งได้ยินแล้วก็เอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ
“ว่ากันว่าเงื่อนไขการรับสมัครของสถาบันจิงหลงและสถาบันจิงหัวนั้นเข้มงวดมากและจำนวนโควตาในการรับสมัครแต่ละครั้งก็น้อยจนน่าใจหายแม้แต่ผู้ใช้อาชีพระดับอัจฉริยะทั่วไปก็ยังไม่ผ่านเกณฑ์เข้าตาพวกเขาเลยด้วยซ้ำ”ลั่วเซวียนเซวียนกล่าวด้วยรอยยิ้มขมขื่น
“อะไร? ขนาดผู้ใช้อาชีพระดับอัจฉริยะพวกเขายังมองข้ามเลยเหรอ?”
เมื่อประโยคนี้หลุดออกมารูม่านตาของลู่เซิ่งหดเล็กลง
“ก็ใช่น่ะสิ”
ลั่วเซวียนเซวียนพยักหน้าและพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า“อย่าดูแค่ว่าที่เมืองตงหลินของเราผู้ใช้อาชีพระดับอัจฉริยะที่นี่ดูเหมือนยิ่งใหญ่ แต่ถ้ามองไปทั่วประเทศผู้ใช้อาชีพระดับอัจฉริยะมันก็แค่ระดับพื้นๆ เท่านั้นแหละเพราะอย่าลืมว่าประเทศเสินเซี่ยของเราคือมหาอำนาจอันดับต้นๆ ของดาวสีน้ำเงินประชากรมีจำนวนหลายพันล้านคน”
“และการสอบระดับชาติก็เป็นเหตุการณ์สำคัญที่จัดขึ้นทุกๆ สามปีทุกครั้งที่จัดขึ้น จะมีผู้ใช้อาชีพรุ่นเยาว์สมัครเข้าร่วมงานนี้หลักล้านคน”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ในที่สุดเธอก็บอกเล่าถึงความยากลำบากทั้งหมดที่ซ่อนอยู่
“ภายใต้เงื่อนไขแบบนี้ อย่าว่าแต่ผู้ใช้อาชีพระดับอัจฉริยะเลยแม้แต่ผู้ใช้อาชีพลับที่ขึ้นชื่อว่าหาได้ยากในแต่ละปีก็ยังปรากฏตัวออกมาไม่ใช่น้อยดังนั้นมันจึงไม่ใช่อาชีพที่ดูหายากอะไรนักหรอก”
“ที่แท้ก็เป็นแบบนี้เอง”
ลู่เซิ่งได้ยินดังนั้นถึงได้เข้าใจอย่างกระจ่างแจ้ง เขาเงยหน้าขึ้นแล้วพึมพำกับตัวเองว่า“สถาบันจิงหลงและสถาบันจิงหัวงั้นเหรอ... หึๆ น่าสนใจดีแฮะดูเหมือนว่าการสอบระดับชาติครั้งนี้ ฉันคงต้องไปให้ได้ซะแล้ว”
เมื่อเห็นสีหน้าท่าทางของเขาลั่วเซวียนเซวียนใจหายวาบ เมื่อสังเกตเห็นความผิดปกติในสีหน้าของเขาเธอจึงรีบถามขึ้นมาทันทีว่า “ลู่เซิ่ง นาย...นายคงไม่ได้คิดจะสมัครเข้าสถาบันจิงหลงหรือสถาบันจิงหัวที่ว่าหรอกใช่ไหม?”
“ก็คิดแบบนั้นจริงๆ แหละ”
ลู่เซิ่งยิ้มอย่างอวดดีและไม่ได้ปิดบังความตั้งใจของตน
โบราณว่าไว้‘เรื่องวิชาการอาจไม่มีที่หนึ่งแต่เรื่องการต่อสู้ต้องไม่เป็นที่สอง’
ในเมื่อตัดสินใจจะเข้าร่วมการสอบระดับชาติไปแล้วเขาก็ย่อมต้องเลือกสมัครเข้าสถาบันที่ดีที่สุด ไม่อย่างนั้นมันจะมีความหมายอะไร?
ทว่าคำพูดนี้ของเขาถ้าไม่พูดออกมายังจะดีกว่า พอพูดออกมาแล้วลั่วเซวียนเซวียนกลับมีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที
“ฉันขอเตือนให้นายรีบสลัดความคิดแบบนั้นทิ้งไป”
แทบไม่ต้องเสียเวลาคิดลั่วเซวียนเซวียนโพล่งออกมาในทันที
“หืม? เธอพูดแบบนี้หมายความว่ายังไง?”
ลู่เซิ่งขมวดคิ้วมุ่น
“ขอบอกไว้ตรงนี้เลยนะในปีนี้ประเทศเสินเซี่ยของเราเพิ่งจะมีสุดยอดอัจฉริยะสี่คนปรากฏตัวออกมาและเหตุผลที่สถาบันจิงหลงและสถาบันจิงหัวเว้นช่วงมาสิบปีถึงได้เปิดรับสมัครจากภายนอกอีกครั้งแถมยังให้โควตามาสี่ที่พอดิบพอดีแบบนั้น ก็เพื่อเตรียมไว้ให้พวกเขาทั้งสี่คนโดยเฉพาะยังไงล่ะ”ลั่วเซวียนเซวียนกล่าวเน้นย้ำด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
เชิงอรรถ
[*]เกาเข่า (高考) คือการสอบแข่งขันเพื่อเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งในระดับปริญญาตรีของประเทศจีน