เมิ่งเจี๋ยเจี๋ยเลือกที่จะกลับมาสำนักเหลียงตันก่อน สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่บนภูเขา รายล้อมด้วยน้ำตกขนาดใหญ่ ทางเดินค่อนข้างอันตรายเพราะมันเป็นโซ่เหล็กมหึมาไม่ใช่สะพานไม้ข้ามแม่น้ำ ดังนั้นคนธรรมดาจึงไม่สามารถเดินขึ้นมาบนสำนักเหลียงตันได้ นอกเสียจากคนผู้นั้นจะมากด้วยพรสวรรค์จนปีนโซ่เหล็กขึ้นมาและฝากตัวเป็นศิษย์
เมื่อมาถึงสำนักเหลียงตันเมิ่งเจี๋ยเจี๋ยและเหลียงอวิ๋นก็ไปหาท่านอาจารย์ซุน เขาเป็นนักพรตที่มีความสามารถในการเพาะปลูกพืชพันธุ์ต่างๆ ยามนี้กำลังวุ่นอยู่ในสวนน้อยนภาลัย อันเป็นที่ตั้งของต้นดาราจักร
ซุนหลงเหมินสวมชุดนักพรตสีดำ ผมของเขาเป็นสีดำยาวสลวย กำลังยืนทอดถอนหายใจพลางมองต้นดาราจักรตรงหน้า
“สำนักเหลียงตันจะจบลงเช่นนี้จริงๆ หรือ”
ซุนหลงเหมินเอื้อมมือไปสัมผัสต้นดาราจักร ความผันผวนของพลังวิญญาณชีวิตเจ้าต้นไม้ต้นนี้ดูอ่อนแอลง ราวกับหญิงชราที่กำลังสิ้นอายุขัย
ต้นดาราจักรอยู่คู่สำนักเหลียงตันเมื่อหลายหมื่นปีก่อน ที่นี่ถูกสร้างโดยบรรพบุรุษอันยิ่งใหญ่ที่สุด แต่เมื่อกาลเวลาผันผ่าน หมื่นปีผ่านไปสำนักที่เคยยิ่งใหญ่บัดนี้มันกำลังจะล้มลงมา
“เมื่อไร้ต้นดาราจักร สงครามคงบังเกิด” ชายคนหนึ่งเดินเข้ามา เขามีวงหน้าตาอันหวานพริ้ง อยู่ในชุดนักพรตสีขาว ตาคู่สวยเต็มไปด้วยความอบอุ่น
“ศิษย์พี่ ไม่ใช่ว่าท่านกำลังบำเพ็ญเพียรอยู่หรือ” ซุนหลงเหมินผินหน้าไปมองชายหน้าหวานหยาด บุคคลผู้นี้มีนามว่าหยวนอวิ๋นซาง เป็นทั้งศิษย์พี่ของเขาและดำรงตำแหน่งเจ้าสำนักเหลียงตัน
“ใครเล่าจะมีกะจิตกะใจบำเพ็ญเพียร เจ้าเองก็รู้ว่าตอนนี้สำนักเรากำลังตกอยู่ในที่นั่งลำบาก ยามสำนักรุ่งโรจน์ทุกผู้ล้วนหวั่นเกรง แต่ยามที่ถึงคราวมอดดับหมาป่าเหล่านั้นที่เคยหมอบคลานต่างเผยเขี้ยวเล็บจากเงามืด” หยวนอวิ๋นซางมีความเข้าใจเกี่ยวกับโลกแห่งเซียนนี้ดี ยามแข็งแกร่งย่อมไร้ผู้ต้าน แต่ยามอ่อนแอทุกผู้ต่างหันมาเป็นศัตรูเพื่อปล้นชิงทรัพยากรของสำนัก
“ศิษย์ทุกคนกำลังเร่งดำเนินการตามหาน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ เมื่อน้ำพุมาถึงเราก็จะสามารถฟื้นคืนสำนักได้ ดังนั้นมันขึ้นอยู่กับเวลาศิษย์พี่” ซุนหลงเหมินตบไหล่พลางให้กำลังใจ
“ขอบใจเจ้ามาก ถึงแม้ความหวังของน้ำพุจะริบหรี่ก็ตาม” หยวนอวิ๋นซางไม่คาดหวังกับน้ำพุศักดิ์สิทธิ์มากนัก ตำราโบราณพวกนั้นกล่าวถึงน้ำพุดังกล่าวว่ามีความวิเศษเลิศล้ำแต่อย่างใดก็ตามยังไม่มีการค้นพบแต่อย่างใด นั่นจึงเกิดคำถามขึ้น เป็นไปได้หรือไม่ว่าตำนานก็คือตำนาน น้ำพุศักดิ์สิทธิ์ที่ปรากฏบนหน้ากระดาษหาใช่สิ่งที่มีอยู่จริง
“คารวะท่านเจ้าสำนัก คารวะท่านอาจารย์!”
ซุนหลงเหมินผินหน้าไปมองศิษย์ทั้งสองคนที่คุกเข่าอยู่ข้างหลัง ก่อนจะโบกมือให้ลุกขึ้นได้ ทั้งสองคนลุกขึ้นมา แต่ยังค้อมศีรษะให้ต่ำเข้าไว้
“ดูท่าว่าศิษย์ของเจ้าจะกลับมาแล้วนะ ทำไมเร็วนักเล่า หากข้าจำไม่ผิดนี่เพียงไม่กี่วันเองไม่ใช่หรือ” หยวนอวิ๋นซางขมวดคิ้วขึ้นสูง อดสงสัยเกี่ยวกับศิษย์ในสำนักไม่ได้
ซุนหลงเหมินเองก็รู้สึกไม่ต่าง จากนั้นจึงถามตรงๆ “เหตุใดพวกเจ้าจึงกลับมาเร็วนัก จำไม่ได้หรือว่าน้ำพุศักดิ์สิทธิ์มีความสำคัญต่อสำนักมากเพียงไร ทุกคนต่างเดินทางออกจากสำนักเพื่อค้นหา แต่พวกเจ้ากลับมาเร็วเยี่ยงนี้ อย่าบอกนะว่าพบน้ำพุศักดิ์สิทธิ์แล้ว”
น้ำเสียงนี้มีความผิดหวังปะปนอยู่ด้วย สำหรับซุนหลงเหมินเด็กสองคนตรงหน้าเขาชุบเลี้ยงมาอย่างดี หาได้ต้องการเห็นทำตัวเหลวแหลก
“ศิษย์พี่ข้าจะพูดเอง” เพราะเหลียงอวิ๋นไม่เก่งในการสนทนาเท่ากับนาง เมิ่งเจี๋ยเจี๋ยจึงก้าวมาข้างหน้า แล้วกล่าวเถรตรงว่า
“ท่านอาจารย์การตามหาน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ก็เหมือนกับคนตาบอดเดินในที่มืด เราไม่มีเบาะแสมีเพียงบันทึกโบราณกล่าวถึงสรรพคุณของมัน ดังนั้นศิษย์คิดว่ามันจึงเสียเวลาเปล่าที่จะหามันเจ้าค่ะ”
“อะไรนะ เพราะเหตุนั้นเจ้าถึงได้กลับมาเยี่ยงนั้นหรือ!” ซุนหลงเหมินคำราม เมิ่งเจี๋ยเจี๋ยตกใจจนตัวสั่น น้อยครั้งนักที่อาจารย์จะเป็นแบบนี้ แต่ครั้งนี้ดูจะโกรธมากเพราะนาง
เมิ่งเจี๋ยเจี๋ยรีบอธิบาย “ท่านอาจารย์ ศิษย์ไม่ได้กลับมามือเปล่าอย่างที่ท่านคิด ศิษย์ยังนำน้ำวิเศษกลับมาด้วย”
หลังจากนั้นถุงน้ำหนังสัตว์ก็ปรากฏอยู่ในมือของนาง
“น้ำวิเศษ...เจ้าศิษย์โง่ คิดจริงๆ หรือว่าน้ำของเจ้าสามารถช่วยต้นดาราจักรได้” ซุนหลงเหมินผิดหวังเป็นอย่างมาก ตลอดเวลาที่ผ่านมาดูเหมือนเขาจะสั่งสอนสิ่งที่ไม่สมควร ดูตอนนี้สิ เมิ่งเจี๋ยเจี๋ยล้มเหลวในการหาน้ำพุศักดิ์สิทธิ์และถึงขั้นยอมสร้างเรื่องโกหกหน้าตาเฉย
“ท่านอาจารย์ ขอเพียงท่านรับน้ำวิเศษจากข้าไปทุกอย่างก็จะกระจ่าง” เมิ่งเจี๋ยเจี๋ยยื่นถุงหนังสัตว์ให้กับอีกฝ่ายแต่ถูกซุนหลงเหมินปัดทิ้งไป
“ท่านอาจารย์ ท่าน...”
“ทำไมหรือ เพราะว่าเจ้ากำลังโป้ปดข้าน่ะสิ เจ้าฉลาดและมากความสามารถมาโดยตลอด ข้าไม่รู้ว่าทำไมครั้งนี้เจ้าถึงตัดสินใจผิดพลาด บางทีข้าอาจจะใช้งานเจ้าหนักจนเกินไป”
“ท่านอาจารย์ ข้าหาได้โป้ปดอย่างที่ท่านกล่าวนะเจ้าคะ” นางแย้งทันควัน
“หยุดพูดได้แล้ว รีบๆ ออกไปจากที่นี่เสีย ตามกฏของสำนักเจ้าจะต้องถูกลงโทษที่ละเว้นภารกิจตามหาน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ แต่เพราะเจ้าเป็นคนของสกุลเมิ่งครั้งนี้ข้าจะปล่อยเจ้าไปก่อน แต่หากมีครั้งหน้าล่ะก็...”
เมิ่งเจี๋ยเจี๋ยอยากอธิบายแต่ถูกเหลียงอวิ๋นดึงออกมาจากสวนนภาลัย
“ศิษย์พี่เหตุใดจึงไม่ให้ข้าอธิบายกับท่านอาจารย์ น้ำนั่นเป็นน้ำวิเศษของจริง ข้าได้ลองชิมแล้วสิ่งนี้สามารถพิสูจน์ได้ แม้จะไม่ใช่น้ำพุศักดิ์สิทธิ์แต่มันย่อมมีศักยภาพในการฟื้นฟูต้นดาราจักร” หลังจากถูกดึงออกมาเมิ่งเจี๋ยเจี๋ยก็มองอีกฝ่ายด้วยสายตาร้อนผ่าว ชายหนุ่มรีบปล่อยมือจากนาง กล่าวด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด
“ศิษย์น้องเจ้าเองก็เห็นไม่ใช่หรือ ตอนนี้ท่านอาจารย์อารมณ์ร้อนและโกรธมาก ทางที่ดีอย่าไปกระตุ้นจะดีกว่า”
“ข้ารู้แต่หากว่าเราไม่ทำอะไรเลยต้นดาราจักรก็จะตาย ถึงตอนนั้นสำนักเหลียงตันจะล่มสลาย ในขณะเดียวกันเมืองปิงอันจะขาดการคุ้มครอง ถึงตอนนั้นปัญหามันจะไม่ใช่แค่ตรงนี้”
ผลกระทบของสำนักเหลียงตันคือวงกว้าง แม้ราชสำนักจะถือเป็นการปกครองเด็ดขาดในดินแดนแห่งเซียน แต่ทางสำนักและนิกายต่างๆ ย่อมมีบทบาท และแคว้นฉินแห่งนี้ก็ถูกปกครองโดยสำนักเหลียงตัน แม้จะเป็นแคว้นเล็กๆ ในแดนเซียนแต่ก็มากด้วยทรัพยากร
“ศิษย์น้องเราเป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรตัวเล็กๆ หาใช่เซียนผู้แบกท้องฟ้าได้ ดังนั้นอย่าได้คิดมาก สิ่งที่เราทำได้ก็ทำไปแล้ว แต่หากสิ่งเลวร้ายยังคงเกิดขึ้นนั่นคงเป็นโชคชะตาที่ถูกกำหนดโดยสวรรค์”
“โชคชะตา...หากเป็นเซียนเหม่ยท่านคงไม่พูดเช่นนี้” เมิ่งเจี๋ยเจี๋ยนึกถึงเหม่ยอิง หากสถานการณ์นี้เกิดขึ้นกับท่านเซียน ท่านเซียนจะแก้ไขเช่นไรนะ
.......
วันนี้เหม่ยอิงทำสวนปลูกผัก ส่วนเย่เฟิงออกเดินทางตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ด้านข้างของนางมีซูเออร์คอยช่วยเหลือ ผู้หญิงนางนี้บอบบางร่างน้อยแต่กระนั้นหัวใจกลับสู้ไม่ถอย
เหม่ยอิงมีที่ดินในหมู่บ้านกวนปิง 101 หมู่ แค่ผู้หญิงสองคนทำเกษตรไม่พอหรอกต้องใช้คนมากกว่านี้ แต่เหม่ยอิงไม่สามารถจ้างคนได้เพราะสวนของนางมีความลับ หากทุกคนรู้เกรงว่าจะเกิดปัญหา โดยเฉพาะเด็กๆ ที่กำลังวิ่งเล่นอยู่ข้างนอกเหม่ยอิงกลัวเหลือเกินว่าสักวันพวกเขาจะถูกจับเรียกค่าไถ่เพราะความลับของนาง
ช่างเรื่องน่าปวดหัวก่อน วันนี้นางปลูกเมล็ดแตงโม เหมือนเช่นวันก่อนๆ ขุดหน้าดินแล้วฝังเมล็ดพันธุ์ลงไปตามด้วยกลบหน้าดินรอต้นแตงโมเติบโตอย่างช้าๆ หรือถ้าหากอยากให้มันเจริญเติบโตเร็วขึ้นเหม่ยอิงจำเป็นต้องควบคุมก้อนเมฆบนท้องฟ้า บังคับให้ฝนตกแล้วเปลี่ยนเป็นน้ำวิเศษมาหล่อเลี้ยงพืชพันธุ์
หลังจากการทดสอบง่ายๆ ระหว่างไม่ใส่น้ำกับใส่น้ำวิเศษ เหม่ยอิงพบว่าใส่น้ำวิเศษแตงโมจะหวานและชุ่มฉ่ำกว่า นอกจากนั้นยังมากด้วยพลังวิญญาณ แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ใส่น้ำวิเศษไม่ดี
พอตกเย็นบ้านของเหม่ยอิงก็กินแตงโมเป็นอาหารว่าง
เด็กๆ ดูจะดีใจกันยกใหญ่ที่ได้กินผลไม้หวานๆ แต่สำหรับเหม่ยอิงรู้สึกว่ามันจืดชืดไป ชีวิตก่อนของนางชอบแช่แตงโมกินเย็นๆ ในตู้ แต่ในยุคโบราณจะหาน้ำแข็งจากไหนนอกจากต้องรอให้ถึงฤดูกาล ตอนนี้ฤดูฝนคงต้องรอไปอีกนาน
ในขณะที่เหม่ยอิงกำลังนั่งกินแตงโม กลุ่มคนชุดดำสามคนก็เดินเข้ามาในหมู่บ้านกวนปิง นำโดยหลินเสี่ยวหมิงและข้างๆ เขาสองคนคือคนจากหน่วยเงาทมิฬ
“ที่นี่หรือคือที่ที่เจ้าว่า มันก็แค่หมู่บ้านปุถุชนไม่ใช่หรือ เหตุใดเจ้าถึงได้ตื่นตระหนกนักหลังจากเข้ามา” ชายในชุดดำกล่าวพร้อมกับหัวเราะเยาะ
หลินเสี่ยวหมิงไม่เห็นใบหน้าของอีกฝ่ายที่ซ่อนอยู่ใต้หน้ากาก แต่จากความรู้สึกชายผู้นี้กำลังดูถูกเขาอย่างโจ่งแจ้ง แต่กระนั้นหลินเสี่ยวหมิงกลับไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ เพราะเขาจำเป็นต้องยืมกำลังของอีกฝ่าย
หลินเสี่ยวหมิงเลือกที่จะเดินเมื่อมาถึงหมู่บ้านกวนปิง ไม่กล้าขี่กระบี่บินเพราะกลัวถูกพบเห็น เขาเดินตามเส้นทางในความทรงจำจนมาถึงท้ายหมู่บ้าน ก่อนจะผงะเมื่อเห็นกำแพงบ้านสีแดงสูงกว่าตน
“เกิดอะไรขึ้น ครั้งก่อนยังไม่มีกำแพงเลยไม่ใช่หรือแต่ทำไมตอนนี้ถึง...นอกจากนั้นกลิ่นนี้...ไม้สีนี้ไม่ผิดแน่ๆ มันต้องเป็นต้นท้อเพลิงวิญญาณ!” มีความโลภปรากฏในดวงตาหลินเสี่ยวหมิง