ตอนที่ 84 เรารวยค่ะคุณนิทาน 5ล้านนี่ไม่สะกิดสักนิด จบนะคะ?
นิทานเงยหน้ามองเสียงสวรรค์นั้นด้วยสีหน้าราวกับชายหลงทางได้น้ำหลังจากเตร็ดเตร่กลางทะเลทรายเป็นเวลานาน
เจ้าของเสียงนั้นคือหญิงสาวร่างเล็กผู้มีนัยน์ตาสีชมพูและผมสีแดงสดที่ยาวถึงกลางหลัง เมื่อเธอสังเกตเห็นนิทานที่มองมา เธอจึงก้มลงมองพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง เพราะกระจกที่ขวางอยู่จึงไม่สามารถเห็นได้ชัดนักแต่นิทานกลับรู้สึกได้ว่าไพลินกำลังจ้องมองมาที่เขาด้วยใบหน้าที่กำลังคิดอะไรเจ้าเล่ห์อยู่อย่างแน่นอน
นิทานเกือบจะยิ้มออกมา แต่เขาก็นึกขึ้นได้ จึงรีบระงับสติอารมณ์แล้วคว้าศิลาส่งผ่านขึ้นมาติดต่อไปหาไพลินที่ชั้นบนทันที
“ว่าไง เห็นเมื่อกี้สู้ราคาใหญ่เลยนี่ อยากได้เหรอ” เสียงหัวเราะขององค์หญิงไพลินดังขึ้นจากศิลาส่งผ่าน แม้แต่อินจันทร์ก็ฟังด้วยสีหน้าสนอกสนใจ เขาอยากเห็นว่าทั้งสองนั้นสนิทกันแค่ไหน
“ใช่น่ะสิ ถ้าคีตาได้มันละก็ต้องสุดยอดแน่ ๆ ไม่ใช่แล้ว! ฉันก็ดีใจอยู่หรอก แต่เธอจะซื้อให้ฉันทำไม มันแพงเกินไปแล้ว!” นิทานโวย
แม้เขาจะรู้สึกขอบคุณทั้งใจและดีใจที่เพื่อนของเขาเห็นว่าเขาต้องการเลยพยายามหามาให้ แต่เขาก็ไม่ต้องการรับของมาเช่นนี้ ยิ่งเธอถึงกับต้องจ่ายไปกว่า 5ล้านไกอาเพื่อมันด้วยแล้ว โลหิตสรรพชีวิตนี้ถือเป็นสมบัติที่เฉพาะกลุ่มเป็นอย่างมาก หากผู้ที่ได้ไปไม่มีวิธีที่ใช้งานมันได้อย่างคุ้มค่ามันก็จะถือเป็นสมบัติที่ไม่คุ้มราคาเป็นอย่างยิ่ง จะอย่างไรหากไม่ใช่สายเลือดรองมันก็ทำได้เพียงเสริมสร้างพลังกายภาพเท่านั้น
“เราไปบอกตอนไหนว่าเราจะซื้อให้นาย?” เสียงขององค์หญิงไพลินตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว น้ำเสียงนั้นนิ่งสนิทราวกับกำลังขมวดคิ้ว
นิทานได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักไป เขานึกขึ้นได้ว่าตนมองโลกในแง่ดีขนาดไหน สมบัติระดับนี้มีเหตุผลอะไรที่เธอต้องควักเงินกว่า 5ล้านไกอาออกมาเพื่อซื้อให้เขาเฉย ๆ ด้วย? ตัวเขาเองยังชอบหาเรื่องปฏิเสธเธออยู่เลย แถมบัตรเข้างานครั้งนี้ก็เป็นเธอหามาให้
“ฉัน..ฉันจะค่อย ๆ จ่ายคืนให้นะ ขอโทษที ฉันปากไวไปหน่อย” นิทานพูดตอบเสียงจ๋อย เขารู้สึกผิดที่ได้ใจมากขนาดนั้น แม้พวกเขาจะสนิทกันก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะต้องซื้อให้เขาง่าย ๆ เช่นนั้น จะอย่างไรเขาก็ต้องจ่ายคืน
องค์หญิงไพลินที่อยู่อีกฟากแอบยิ้มน้อย ๆ เมื่อได้ยินเช่นนั้น นิทานดูจะเชื่อใจเธออย่างแท้จริงถึงได้คิดไปโดยอัตโนมัติว่าเธอซื้อสมบัติชิ้นนี้ให้เขา
เธออดขำน้อย ๆ ไม่ได้ อัจฉริยะจอมวางท่าคนนี้พอสนิทด้วยแล้วก็ดูจะเป็นคนป้ำ ๆ เป๋อ ๆ อยู่เหมือนกัน
“ไม่ เราหมายถึง นายคิดไปเองหรือเปล่าว่าเราจะเอาโลหิตสรรพชีวิตให้นาย? เราก็มีสัตว์อสูรตั้งเยอะแยะที่น่าเอาไปให้นะ มั่นใจตัวเองไปหรือเปล่า?” เสียงเย็นชาขององค์หญิงไพลินพูดขึ้นอีกครั้ง แต่นิทานกลับไม่รู้เลยว่าเบื้องหลังศิลาส่งผ่านนั้นเธอกำลังกลั้นหัวเราะขนาดไหน
นิทานได้ยินเช่นนั้นก็พลันแข็งค้าง หน้าขึ้นสีแดงด้วยความเขินอายเต็มที่ แม้แต่ใบหูก็เป็นสีแดงก่ำราวกับมะเขือเทศ อินจันทร์ที่แอบมองอยู่รีบเอานิ้วหยิกแขนตัวเองเพื่อควบคุมสีหน้า
เขาคิดไปเองจริง ๆ ว่าเธอต้องให้เขา!
ขนาดเธอพูดเตือนตอนแรกแล้วเขายังคิดไปเองว่าเธอหมายถึงเรื่องจ่ายคืนอยู่เลย!
นิทานอดเขินตัวเองไม่ได้ ดูเหมือนจากผลงานและสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านมาจะทำให้ช่วงนี้เขาได้ใจโดยไม่รู้ตัว อินจันทร์มองภาพนั้นด้วยสายตาสงสารพร้อมกับจดจำคำพูดขององค์หญิงไพลินไว้ในใจ
“จริงด้วย ขอโทษนะ..” นิทานตอบเสียงอ่อย ในขณะเดียวกันนั้นเองที่พิธีกรประกาศว่าผู้ชนะงานประมูลคือองค์หญิงไพลินด้วยราคา 5ล้านไกอาท่ามกลางสายตาอิจฉาของชายชราเผ่าไร้หางและเผ่าสัตว์อสูร แม้พวกเขาจะต้องการโลหิตสรรพชีวิตมากแค่ไหน แต่การที่อยู่ ๆ เธอก็ฉีกราคาขึ้นไปถึง 5ล้านไกอาทำให้พวกเขาหมดทางสู้
“ได้ละ ทีนี้เราก็จะเอาไปทำอะไรก็ได้ตามใจแล้วเนอะ” เสียงขององค์หญิงไพลินพูดขึ้น เธอเมินเฉยคำขอโทษของเขาไปโดยสิ้นเชิง
นิทานเม้มริมฝีปากแน่น แม้เขาจะรู้สึกผิดแต่เขาก็ต้องยอมรับว่าสมบัติชิ้นนี้สำคัญกับคีตามากจริง ๆ เขาพยายามคิดหาคำพูดเพื่อให้เขาสามารถทำงานเพื่อแลกกับสมบัติชิ้นนี้กับเธอได้ แม้เธอจะมีสหายคนอื่นที่อาจใช้งานมันได้แต่เขาก็ยังอยากพยายามอยู่ดี
แต่เธอกลับพูดต่อโดยไม่เปิดจังหวะให้กับเขาเลยแม้แต่น้อย
“เราว่าจะเอาไปให้ผู้ฝึกสัตว์ระดับผู้เรียนรู้ในสังกัดเราคนหนึ่ง ฝากนายเอาไปให้หน่อยสิ”
นิทานได้ยินดังนั้นจึงสะอึกไป เธอเลือกคนที่จะให้ไว้แล้ว ดูจะไม่เปิดโอกาสให้เขาเลยแม้แต่น้อย
“เขามีสัตว์คู่หูเป็นสุนัขตัวใหญ่ขนสีดำหน้าตาน่ารักสุด ๆ เป็นนักตรวจจับฝีมือดีแล้วก็เป็นเพื่อนสนิทของเราด้วย” เสียงขององค์หญิงไพลินสั่นเล็กน้อย
นิทานตอนแรกยังคงจ๋อยอยู่แต่พอได้ยินเช่นนั้นจึงเงยหน้าขึ้นพร้อมกับเบิกตาด้วยความมึนงง
“แต่ติดตรงที่กลัวคนไม่รู้ทำไมนักหนา ชอบหนีไปหาที่เงียบ ๆ อยู่ แถมยังขี้หงอด้วย โดนดุนิดหน่อยก็หงอยแล้ว” นิทานรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงกลั้นขำแทรกเข้ามาตามเสียง ราวกับผู้พูดกำลังพยายามสุดชีวิตที่จะไม่ให้ตัวเองหลุดขำออกมา
“เชื่อคนง่ายอีกต่างหาก โดนแกล้งหน่อยก็หูตกหางตกเลย สงสัยอยู่กับคีตามากไปมั้ง” คราวนี้เสียงจากอีกฝั่งไม่กลั้นขำอีกแม้แต่น้อย เสียงหัวเราะดังลั่นผ่านศิลาส่งผ่านมาทางเขาอย่างชัดเจน
หน้าของนิทานขึ้นสีแดง คราวนี้เขารู้ตัวแล้วว่าตนกำลังโดนแกล้งเข้าอย่างจัง หากเขาประสาทหูยังดีอยู่ เขารู้สึกได้ถึงเสียงหัวเราะบางเบาของอริยะแปลงเพลิงด้วย!
“ยัยไพลิน!!!” นิทานโวยเสียงดัง เสียงก้องดังกระจายไปทั่วห้องส่วนตัวที่เขาอยู่ อดไม่ได้ให้อินจันทร์ที่ดูจะเข้าใจทุกอย่างตั้งแต่แรกแต่พยายามเก็บสีหน้าอยู่ถึงกับหลุดขำเสียงดัง แม้แต่ตาไกรทางด้านหลังยังอมยิ้มน้อย ๆ
เสียงหัวเราะขำยังคงดังอย่างต่อเนื่องอย่างครื้นเครง นิทานได้แต่ฟังเสียงหัวเราะนั้นด้วยใบหน้าขึ้นสี รอบนี้เขาโดนเธอหลอกเข้าอย่างจัง อินจันทร์แม้จะหัวเราะขำไปด้วยแต่ภายในใจกลับลอยถอนหายใจ เขาพอเข้าใจแล้วว่านิทานเชื่อใจองค์หญิงไพลินมากมายกว่าเขานัก
หลังเสียงหัวเราะอย่างยาวนานค่อย ๆ เบาลงไปพร้อมกับเสียงเช็ดน้ำตาด้วยความขบขันนิทานจึงตอบกลับไป
“ขอบคุณมากนะ ฉันจะคืนให้แน่นอน” นิทานพูดอย่างหนักแน่น แม้เขาจะอายมากที่โดนแกล้งแบบนี้แต่เขายังคงดีใจเป็นอย่างยิ่งที่เธอยินดีทำเพื่อเขาขนาดนี้
“อะไร คืนอะไร ไม่ต้อง” องค์หญิงไพลินตอบกลับมา น้ำเสียงยังคงสั่นเครืออย่างสนุกสนานเล็กน้อย
“ไม่ได้หรอก มันแพงไป ฉันจะใช้คืนเธอแน่” นิทานไม่ยอม
“ตลกแล้ว เราซื้อของเรามาเอง เราจะเอาไปทำอะไรก็เรื่องของเรามั้ยล่ะ เราจะเอาไปให้ครอบครัวของเพื่อนสนิทเราเป็นของขวัญมันแปลกตรงไหน” องค์หญิงไพลินพูดอย่างอมยิ้ม แม้นิทานจะไม่ได้เห็นหน้าเธอชัด ๆ แต่นิทานมั่นใจว่าเธอต้องยิ้มอยู่แน่นอน
เพราะขนาดเขาเองที่แค่ฟังยังแทบหุบยิ้มไม่อยู่เลย ยิ่งที่เธอพูดว่าคีตาเป็นครอบครัวเพื่อนสนิทด้วยแล้ว
“แต่..” นิทานยังคงกังวลเล็กน้อย เงิน5ล้านไกอานั้นไม่ใช่น้อย ๆ เลย
“แล้วก็ เรารวยค่ะคุณนิทาน 5ล้านนี่ไม่สะกิดสักนิด จบนะคะ?” สิ้นเสียง องค์หญิงไพลินก็ตัดการเชื่อมต่อทิ้งไปทันที ปล่อยให้นิทานนั่งเคว้งอย่างมึนงง
นิทานได้แต่อมยิ้ม เขาจดความใจดีของไพลินครั้งนี้ไว้ในใจอย่างมั่นคง หากมีโอกาสเขาย่อมพยายามเต็มที่เพื่อตอบแทนเธออย่างแน่นอน ความมุ่งมั่นในการสนับสนุนเธอในตอนนี้ของเขาสูงขึ้นไปอีกระดับ
“สนิทกันดีนะครับ” อินจันทร์เอ่ยขึ้นทางด้านหลัง นิทานเห็นรอยยิ้มบางที่ดูฝืน ๆ เล็กน้อยแล้วจึงนึกขึ้นได้
ตัวเขาปฏิเสธของขวัญจากอินจันทร์แต่องค์หญิงไพลินกลับชัดเจนยิ่งกว่านั้น เธอยัดของลงมือนิทานแล้วจึงเผ่นหายไปอย่างรวดเร็ว ในสายตาอินจันทร์จึงคงมองว่าเขาไม่ได้สนิทกับตนขนาดนั้น
“ใช่ครับ” นิทานยิ้มเล็กน้อย ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติมแต่เขาย่อมจดจำความใจดีของอินจันทร์ในวันนี้เช่นกัน
“เป็นเพื่อนคนสำคัญเลยล่ะครับ” นิทานอมยิ้ม
อินจันทร์ได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าเบา ๆ ด้วยรอยยิ้ม แม้นิทานจะอายุมากกว่าและแข็งแกร่งถึงขนาดนั้น แต่อินจันทร์ก็ต้องยอมรับว่าเขาแอบห่วงนิทานอยู่ลึก ๆ ทั้งการแสดงออกที่ทำให้คนอื่นสบายใจ การไม่ค่อยเชื่อใจใครง่าย ๆ
หลาย ๆ อย่างทำให้เขาอดรู้สึกไม่ได้ว่ายอดอัจฉริยะผู้นี้วันหนึ่งอาจจะถึงจุดที่แตกสลายก็ได้
แม้การรวมกลุ่มในฐานะสัตว์สังคมของมนุษย์จะไม่ใช่สิ่งจำเป็นในการใช้ชีวิต บางคนสามารถใช้ชีวิตด้วยตนเองได้อย่างปกติสุข แต่ในสายตาเขา แทนที่นิทานจะมีความสุขกับการอยู่คนเดียว เขาดูคล้ายกับเลือกปิดกั้นตนเองเพราะข้างกายเขามีคีตาอยู่แล้วมากกว่า และหากวันหนึ่งคีตาเป็นอะไรไป
อินจันทร์คิดถึงแค่นั้นก็สะบัดหน้าลบล้างความคิดแย่ ๆ พวกนั้นไป เขาเพียงมองนิทานในปัจจุบันที่เล่าเรื่องโลหิตสรรพชีวิตให้คีตาฟังอย่างยิ้มแย้มพร้อมกับลูบหัวของมัน อีกมือหนึ่งยังคงกำศิลาส่งผ่านก้อนนั้นไว้แน่น
อินจันทร์เผยรอยยิ้ม ไม่รู้เพราะเหตุใด แต่เขากลับรู้สึกได้ว่าอนาคตของอาณาจักรไฟกัลป์ดูจะสดใสมากขึ้นกว่าที่เคย ท่ามกลางรอยยิ้มเจิดจ้าของชายหนุ่มผู้นี้และหางที่กระดิกไปมาของสุนัขตัวใหญ่สีดำ