“พวกเจ้า.. กล้าผิดคำสาบาน เช่นนั้นก็คงรู้ผลที่ตามมานะ” เยี่ยนสี่ฉวนเอ่ยเสียงเย็นเยียบ
ราชนิกูลแคว้นเยี่ยนและข้าราชบริพารทั้งหลาย ก่อนรับตำแหน่งล้วนต้องกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าหลักศิลาที่ตั้งอยู่หน้าพระราชวัง ว่าจะเชื่อฟังและจงรักภักดีต่อเทพโอสถ ไม่อาจหักหลังหรือล่วงเกินท่านเทพได้ตราบชั่วชีวิต
… หากผิดคำสัตย์ขอให้เลือดไหลเจ็ดทวาร ตายอย่างทนทุกข์ … เวทย์อักษรที่อยู่ในศิลานั้นผูกมัดพวกเขาไว้นับแต่บัดนั้น
“หึ.. เวลาผ่านมาหลายร้อยปี .. ท่านเทพโอสถยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ก็ไม่มีผู้ใดทราบ.. คำสาบานไร้สาระนั่นก็ไม่ต่างกับพิธีการอย่างหนึ่ง !” อ๋องเก้าเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ
“รัชทายาทและองค์ชายฉวน ล่วงเกินเบื้องสูง แอบอ้างชื่อเสียงเทพโอสถเพื่อหวังสังหารองค์ราชา โทษประหารเช่นกัน” เสนาบดีชุยเอ่ยด้วยน้ำเสียงขุ่นแค้น ไม่คิดรักษาภาพลักษณ์อีก
ความหวังของเขาใกล้จะสำเร็จอยู่แล้ว จู่ๆเยี่ยนเวยหยางกลับโผล่ออกมา เขาสู้อุตส่าห์รวบรวมสมัครพรรคพวก กระทำการณ์ลับๆล่อๆมานับสิบปี อย่างไรก็ไม่ยินดีให้มันพังลงในวันนี้เป็นแน่…. ต่อให้ถูกกล่าวหาเป็นกบฏ ก็ต้องสังหารเยี่ยนเวยหยางและเยี่ยนสี่ฉวนให้ได้ !!
ลวี่ซานถงก้าวออกมาเบื้องหน้า ร่างสูงบดบังร่างนายหญิงของตนเอาไว้ด้วยท่วงท่าสบายๆ เหล่าองครักษ์ที่ล้วนเป็นปราชญ์ยุทธ์ระดับสูงมองชายชุดคลุมแดงที่มีระดับเพียงปราชญ์ยุทธ์ชั้นกลางด้วยสายตาเย้ยหยัน.. พวกเขาเริ่มรวบรวมปราณเวทย์เพื่อโจมตีชายปริศนาผู้นี้
“อึ้ก..อ่อกกก..” ทันใดนั้นเสียงสำลักแปลกประหลาดดังออกมา พร้อมกับร่างของเหล่าองครักษ์ทั้งหลายที่ค่อยๆทรุดตัวลงกับพื้น
ภาพที่เห็นนั้นน่าตื่นตะลึงอย่างยิ่ง องครักษ์หลายสิบคนตรงหน้า พลันกลายร่างเป็นมนุษย์โลหิต เลือดสีแดงฉานจำนวนมากไหลออกจากร่างของพวกเขา ผ่านทางปาก ตา จมูก ทุกข้อต่อเริ่ม หงิกงอบิดออกจากเป็นองศาที่แปลกประหลาด
เสียงร้องแหลมแปลกประหลาดดังออกจากปากด้วยความทุกข์ทรมาน ใบหน้าเต็มบิดเบี้ยวเกร็งกระตุกซ้ำๆอย่างทุกข์ทรมาน ทว่ากลับไม่อาจเอ่ยวาจา ด้วยถูกเลือดสดๆ ที่ไหลออกมาจนท่วมลำคอนั้นกลบไปหมด
‘เลือดไหลเจ็ดทวาร ตายอย่างทนทุกข์..’
วินาทีนั้น คำสาบานที่พวกตนล้วนเคยกล่าวพลันวูบขึ้นมาในมโนสำนึก ภาพที่พวกเขาเห็นนี้มิใช่ว่าเป็นไปตามวาจาสัตย์เหล่านั้นหรอกหรือ ดวงตาหลายคู่เริ่มมองไปที่ร่างสูงด้านบนด้วยความหวาดกลัว
“เจ้า.. เจ้าใช้วิชามารใดกัน ?” อ๋องเก้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเทา ร่างหลายสิบร่างนั้นยังกระตุก บิดม้วนไปมาไม่หยุด ต่อหน้าภาพอันโหดร้ายเช่นนี้ เขาย่อมไม่อาจแสดงความห้าวหาญของเชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์ออกมาได้อีกแล้ว
“เกี่ยวอะไรกับข้า…?!” ลวี่ซานถงเอ่ยเสียงเรียบ “ก็แค่เวทย์คำสาปที่ต้นตระกูลของพวกเจ้าสร้างไว้” อดีตองค์ราชาผู้นั้น ลงเวทย์อักษรสาปไว้ในหลักศิลาใหญ่หน้าราชวัง เมื่อใดที่ผู้เอ่ยคำสาบานมีจิตคิดร้ายต่อท่านเทพโอสถ คำสาปจะปรากฏขึ้นทันที
‘หรือว่าคนตรงหน้าจะใช่เทพโอสถตัวจริง ?’ ความคิดนี้ปรากฏขึ้นในใจพวกเขาทุกคนอีกครั้ง หลายคนที่มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลอบทำร้ายเยี่ยนเวยหยางและองค์ราชา เริ่มคุกเข่าลงส่งเสียงอ้อนวอน
“ท่านเทพโอสถโปรดไว้ชีวิตด้วย”
“เทพโอสถโปรดอภัยด้วย”
“พวกเราตาต่ำล่วงเกินโดยไม่ตั้งใจ ขอท่านเทพโอสถไว้ชีวิตด้วย”
“พวกเจ้าอย่าหลงกลกระจอกเช่นนี้สิ .. คนผู้นี้เป็นเพียงปราชญ์ยุทธ์ ย่อมไม่ใช่เทพโอสถเป็นแน่” อ๋องเก้า และเสนาบดีชุย เริ่มตะโกนเกลี้ยกล่อมเหล่าขุนนางคนอื่นอย่างลนลาน หากคนเหล่านี้ไม่สนับสนุน งานของพวกเขาย่อมเป็นไปได้ยากแล้ว
ทว่าคำพูดของพวกเขากลับไม่มีผู้ใดสนใจแม้แต่น้อย ผลกระทบของคำสาปนั้นรุนแรงเกินไป จนบัดนี้องครักษ์หลายสิบคนที่กล้าชี้ดาบใส่ลวี่ซานถง ยังไม่ถึงแก่ความตายเลย ทั้งที่ร่างกายและข้อต่อบิดม้วนจนแทบดูไม่ออกว่าเป็นร่างมนุษย์แล้ว แต่กลับยังต้องทนทุกข์อยู่เช่นนั้น หากนี่ไม่ใช่คำสาปแล้วจะเป็นอะไรเล่า
“หึหึ…” เสียงหัวเราะแหบแห้งดังขึ้น จากนั้นชายชราหนวดขาวผู้หนึ่งก้าวออกมาจากกลุ่มของเสนาบดีชุย
“มหายุทธ์รึ ?” ลวี่ซานถงขมวดคิ้วเอ่ยพึมพำออกมา
“สลาย !!” เสียงตวาดดังก้อง จากนั้นอักษร (碎) สีดำปรากฏขึ้นเหนือร่างของเหล่าองครักษ์
คำสาปในร่างหลายสิบร่างนั้นรับรู้ถึงอันตราย อักษรเวทย์หลายสิบตัวก็ปรากฏขึ้นบนร่างของพวกเขาก่อนจะลอยออกมารวมกันเป็นตัวอักษร’โลหิต’ (血液) ขนาดใหญ่สีฟ้าจาง
“หึ… คำสาปอายุหลายร้อยปี สำหรับข้ามหายุทธ์ผู้นี้ ก็เปราะบางไม่ต่างกับกระดาษแผ่นหนึ่ง” ชายชราเจ้าของอักษรสีดำก้าวออกมาเบื้องหน้า เขาทำสัญลักษณ์อักษรอีกครั้ง ตัวอักษรสีดำที่กลางอากาศพลันหมุนคว้าง พุ่งเข้าทำลายอักษรสีฟ้าที่ซีดจางจนสลายไป !!
ร่างของเหล่าองครักษ์ผู้ทรยศทั้งหลาย ยามนี้นิ่งสนิทไม่มีเสียงโอดครวญ ทั้งยังปราศจากสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความมีชีวิต ทันทีที่คำสาปโลหิตถูกทำลาย พวกเขาทั้งหมดก็ตายลง
“เจ้าเป็นใคร ?” เยี่ยนสี่ฉวนเอ่ย ชายหนุ่มก้าวขึ้นมายืนอยู่เบื้องหน้าเยี่ยนเวยหยางและมเหสีหลินด้วยเจตนาปกป้อง
“รู้ไปทำไม.. อย่างไรวันนี้พวกเจ้าก็ต้องตายอยู่ดี !” อ๋องเก้าพลันหัวเราะออกมา.. เขารู้แล้วว่าคำสาปนี้สามารถทำลายได้ เขาย่อมไม่ต้องเกรงกลัวอีกแล้ว “ท่านสือ รบกวนท่านทำลายคำสาปในร่างข้าด้วย
“ข้าน้อยด้วย” เสนาบดีชุยเอ่ยขึ้นเช่นกัน จากนั้นก็มีเสียงอ้อนวอนขอร้องดังเซ็งแซ่
“คำสัตย์สาบานก็เป็นแค่เรื่องจอมปลอมเท่านั้น เหตุนี้แหละข้าจึงไม่เคยคิดใส่ใจ” ลวี่ซานถงเอ่ยเสียงเรียบ มหายุทธ์แซ่สือหันมองร่างในชุดคลุมสีแดงด้วยดวงตาเยาะหยัน
“หึหึ.. เทพโอสถ… ต่อให้เป็นเจ้าจริงยามนี้ก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้า..” เขาเป็นถึงมหายุทธ์ ทั้งยังเชี่ยวชาญอักษรเวทย์ ย่อมไม่มีอะไรต้องกลัว
“พันธนาการ !!” ผู้เฒ่าสือสร้าง อักษรเวทย์ 缚 สีดำขึ้นกลางอากาศอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพุ่งเข้าใส่ร่างของลวี่ซานถง
“สลาย ” เสียงใสเอ่ยอักษร (碎) สีเงินพลันปรากฏขึ้น ต่างจากอักษรเวทย์เวทย์สีดำตรงนี้ ตัวอักษรนั้นเป็นเพียงจุดเส้นประกลางอากาศ แม้จะตัวเล็กกว่า ทว่ากลับมีมากถึงสิบตัวอักษร สามารถต้านอักษรสีดำนั้นไว้ได้ ในที่สุดยังสลายอักษรพันธนาการนั้นไปจนสิ้น
“อักขระเวทย์ ?! …” สือหม่านหูเอ่ยออกมาอย่างตกตะลึง เหม่อมองเจ้าของอักขระเวทย์ ที่แท้คือสตรีผมดำที่นั่งอยู่บนบัลลังก์สูงนางนั้น หญิงสาวอายุราว 18 ปี ปราณในร่างของนางที่เดิมมีเพียงระดับยอดยุทธ์ กลับเปลี่ยนเป็นระดับจ้าวยุทธ์แล้ว
“ที่แท้เจ้าจงใจปกปิดปราณไว้ ?!” มหายุทธ์แซ่สือเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ต้องเป็นอัจฉริยะเพียงใดกัน จึงสามารถก้าวเข้าสู่ระดับจ้าวยุทธ์ได้ในวัยเพียง 18 ปี ยามนั้นจำได้ว่าตนเสียเวลาไปถึงหกสิบปีจึงบรรลุจ้าวยุทธ์
“แค่อักขระเวทย์ จะสามารถเอาชนะอักษรเวทย์ได้อย่างไร” สือหม่านหูเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะ ทั้งที่ในใจนึกหวาดหวั่น
เมื่อครู่นั้นหญิงสาวนางสามารถสร้างอักขระเวทย์ได้ถึงสิบตัวอักษรในชั่วอึดใจ แม้แต่เขาที่เป็นอัจฉริยะในด้านอักษรเวทย์ยังไม่กล้าพูดว่าทำได้เช่นเดียวกับนาง โชคดีที่อย่างไรก็เป็นเพียงจ้าวยุทธ์ผู้หนึ่ง หากวันหน้าบรรลุถึงมหายุทธ์ ใต้หล้านี้ยังมีผู้ใดใช้เวทย์อักษรได้เหนือกว่ากนางอีกเล่า !!
ทุกคนรู้ว่าอักขระเวทย์ไม่อาจสร้างสิ่งใหม่ได้ ตราบใดที่อักษรเวทย์ของเขามีพลังมากพอ หญิงสาวนางนี้ย่อมพ่ายแพ้
คิดได้เช่นนี้สือหม่านหู ก็เริ่มเขียนอักษรเวทย์ ‘ระเบิด’ (炸) ขนาดใหญ่ บนอากาศปราณธาตุมืดจากมหายุทธ์ทั้งหมดในร่างค่อยๆถ่ายเข้าสู่อักษรเวทย์ตัวนั้น ลมกรรโชกแรงเริ่มพัดเข้ามาในท้องพระโรง ราวกับจะขานรับเวทย์อักษรแห่งการทำลายล้าง ที่สามารถระเบิดราชวังแห่งนี้ให้แหลกเป็นจุลได้
“ลิ่วจิ้ง เจ้ารออะไร !!” ลวี่ซานถงเอ่ยขึ้นลอยๆ ทว่าสำหรับผู้ถูกเรียกขานแล้วรู้ดีว่า พี่สามของตนกำลังอารมณ์เสียอย่างมาก “หากนายหญิงมีแม้แต่ฝุ่นผงปลิวใส่ คอยดูว่าข้าจะทำเช่นไรกับเจ้า !!”
“รู้แล้วน่า” ร่างของหนุ่มน้อยชุดแดงที่สวมหมวกสานคลุมศีรษะเอาไว้ปรากฏกายขึ้น …
คนทั่วหล้ารู้แล้วว่า ‘ธิดาเทพยุทธ์มู่เชียน’ มีสัตว์อสูรคู่พันธะเป็นมังกร เสี่ยวจิ้งย่อมไม่อาจปรากฏตัวในร่างมังกรได้อีก มิเช่นนั้นอาจดึงดูดความสนใจจากมารรัตติกาลได้ .. ทว่าจะใช้ร่างมนุษย์เขาบนศีรษะคู่นั้นก็ยังคงเปิดเผยเผ่าพันธ์ุของตนออกมาอยู่ดี เทพมังกรน้อยจึงได้แต่ใช้หมวกคลุมศีรษะเอาไว้
“ราชายุทธ์…!?” สือหม่านหูเห็นเสี่ยวจิ้งปรากฏตัวขึ้น รับรู้ถึงปราณมหาศาลจากผู้เหนือกว่า อักษรเวทย์ที่เพิ่งร่างไว้ยังไม่เรียบร้อยพลันถูกเรียกกลับไป สองขาสั่นเทาก้าวถอยไปด้านหลัง มหายุทธ์ธรรมดาเช่นเขา พบกับราชันย์ยุทธ์เข้ายังจะเอาอะไรไปสู้ ?
“เฮอะ แค่มหายุทธ์คนหนึ่ง ท่านเองก็จัดการได้มิใช่หรือ ?” เสี่ยวจิ้งเอ่ยกับพี่ชายของตนด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย ลวี่ซานถงมียาพิษร้ายกาจมากมาย ต่อให้ราชันย์ยุทธ์มาเองเกรงว่าลวี่ซานถงคนเดียวก็ยังสามารถล้มคนผู้นั้นลงได้ไม่ยาก
เทพจิ้งจอกเหลือบตามองน้องชายพร้อมด้วยรอยยิ้ม “สิ้นเปลืองทำไม ของพวกนั้นเก็บไว้ใช้กับเจ้าดีกว่า” น้ำเสียงอบอุ่นเปี่ยมเมตตานั้น ทำให้เสี่ยวจิ้งรู้ทันทีว่าเขาต้องรีบทำทุกอย่างให้พี่ชายอารมณ์ดีขึ้นโดยเร็วที่สุด
หญิงสาวผมดำมองสองพี่น้องถกเถียงกัน ด้วยสีหน้าอ่อนใจ “พวกเจ้าพอที ข้าจะจัดการเอง”
“นายหญิง.. ! / แน่ใจหรือ?” ชายหนุ่มทั้งสองหันกลับมาหานางด้วยความพร้อมเพรียง
“หลายเดือนมาแล้วก็ไม่ได้ออกแรงเลย ให้ข้าได้ยืดเส้นยืดสายบ้างเถิด” เสียงหวานเอ่ย พร้อมกับรอยยิ้มสดใส ร่างบางลุกขึ้นจากที่นั่ง มือสองข้างเหยียดออกไปด้านหน้า แสดงชัดว่านางต้องการออกกำลังบ้างจริงๆ
ลวี่ซานถงมองดวงตาจริงจังของนายหญิงแล้วก็โค้งศีรษะรับ “นายหญิงระวังตัวด้วย หากเกิดเรื่องใดขึ้นอย่าได้ฝืน พวกเรามีหน้าที่ปกป้องท่าน”
ขณะที่พี่ชายเอ่ยคำพูดแสนสุภาพ ผู้เป็นน้องกลับส่ายหน้า ก่อนจะเดินไปทิ้งตัวบนแท่นหยกด้านข้างด้วยท่าทางสบายๆ “ตามใจแล้วกัน… เจ้ามันโรคจิต คงโดนทุบเสียจนเคยชินไปแล้ว… อ๊ะ!”
“ฟู่วว…” สิ้นเสียงอุทานของเสี่ยวจิ้ง กำแพงเพลิงปรากฏขึ้น ขวางร่างของสือหม่านหูที่กำลังจะหลบหนีไปเอาไว้
“เจ้า.. กลับมาเล่นกับนายข้าดีๆ” ดวงตาสีแดงคู่งามที่เรืองวาบขึ้นภายใต้หมวกสานนั้น ดูโหดร้ายอย่างมาก
“ข้า.. ผู้น้อยไม่กล้า” สือหม่านหูลนลานส่ายหน้าปฏิเสธ หญิงสาวที่มีเทพโอสถเป็นข้ารับใช้ ทั้งยังมีราชายุทธ์ผู้หนึ่งเป็นบริวาร จะมีที่มายิ่งใหญ่เพียงใดเล่า ให้ตายเขาก็ไม่กล้าล่วงเกินคนแบบนี้
“หากไม่กล้า..ก็ตาย..” หนุ่มชุดแดงเอ่ยเสียงเหี้ยม พริบตานั้นกำแพงเพลิงพลันเปลี่ยนเป็นกงล้อล้อมร่างของสือหม่านหูเอาไว้
สือหม่านหูตัวสั่นสะท้าน พลางพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว … ในเมื่ออย่างไรก็ต้องตายเช่นนั้นย่อมต้องลองเสี่ยงดูสักครั้ง ไม่แน่ว่าหากจับหญิงสาวนางนี้เป็นตัวประกันอาจพอรอดชีวิตไปได้