“ต้องฆ่าๆ ...”
ฟางเส้าไป๋ลุกขึ้นจากพื้นใบหน้าของเขาแดงก่ำไปด้วยความอาฆาต เขาถือกระบี่เหล็กเดินตรงเข้าหาตะขาบั์อย่างท้าทายไม่เกรงกลัวความตาย
“เฮ้อ!”
เซียวจิ่งหยวนถอนหายใจเฮือกรู้ว่าครั้งนี้คงทำได้เพียงสู้กับตะขาบอย่างสุดชีวิตที่จริงเขารู้ดีว่าในสายตาของฟางเส้าไป๋ตอนนี้มีเพียงแค่ปีศาจ ลืมตนเองไปเสียสนิท
อาจเพราะตอนที่ฟางเส้าไป๋เป็เด็กเขาเห็นกับตาว่าบิดามารดาและครอบครัวถูกปีศาจฆ่าตายแม้แต่ร่างก็ถูกกลืนลงท้องไม่เหลือแม้แต่กระดูก เมื่อปมในวัยเด็กถูกกระตุ้น ก็ย่อมเป็ธรรมดาที่จะปะทุออกมา
เวลานี้ดวงตาของฟางเส้าไป๋แดงก่ำเต็มไปด้วยเส้นเืฝอยไม่สนใจความเป็ตายของตนเอง คาดว่ากายและใจของเขามีเพียงความคิดเดียว...ฆ่าเ้าปีศาจนี่เสีย!
จะว่าไปแล้วฟางเส้าไป๋ก็เป็คนพบเจอเื่อัศจรรย์เหล่านี้ั้แ่ยังเด็กแม้นักพรตเฒ่าจะไม่ได้รับเขาเข้าสำนัก แต่ก็ไม่รังเกียจที่จะให้เขามานั่งฟังวิชาด้วยดังนั้นสิ่งที่เซียวจิ่งหยวนทำได้ ฟางเส้าไป๋ก็ทำได้เช่นกัน ยิ่งในตอนนี้ที่ฟางเส้าไป๋ะเิพลังออกมา แม้เขาจะยังไม่มีปราณแท้แต่ลำพังอาศัยเพียงศักยภาพของร่างกายก็สามารถะโได้หลายจั้ง เทียบเคียงกับตะขาบั์ได้เลยทีเดียว
ฟางเส้าไป๋จับกระบี่ไว้ด้วยมือทั้งสองข้างแล้วฟันเข้าที่ตาของตะขาบั์
กระบี่ตัดลึกด้วยพลังที่ยิ่งใหญ่ไร้ที่เปรียบ
พลังที่มีอยู่ทั้งหมดของกระบี่เล่มนี้อาจจะตัดต้นไม้ขนาดเท่าถังไม้ให้ขาดได้ทว่าเมื่อตะขาบั์เบี่ยงหัวหลบเล็กน้อย กระบี่ก็กระทบเข้ากับปล้องแข็งประกายไฟกระเซ็น ไม่สามารถทำร้ายมันเลย
เมื่อตะขาบั์บิดตัว หางที่ดูคล้ายกับหนามสะท้อนแสงสีดำสนิทของมันก็กระเด้งขึ้นไปบนอากาศถ้าโดนหางแทงทะลุหน้าอกเกรงว่าจะต้องสิ้นชีพอยู่ตรงนี้เป็แน่...
เซียวจิ่งหยวนตั้งสมาธิขยับเข้าใกล้อย่างเงียบเชียบแล้ววาดกระบี่ฟันลง
“ชั้วะ!”
กระบี่นี้แม้จะตัดหางตะขาบั์ไม่ขาดแต่ก็ทำให้มันใช้การไม่ได้เพราะเล็งไปส่วนข้อต่อของปล้อง
น่าเสียดายที่ตะขาบแต่ละตัวมีเป็ร้อยปล้องและแต่ละปล้องมีขาหนึ่งคู่ การสูญเสียขาไปสองสามข้างสำหรับตะขาบนั้นไม่มีผลกระทบอะไร
เมื่อหางกับขาของตะขาบหักลง ฟางเส้าไป๋ก็ลงถึงพื้นเขาแทงกระบี่ไปยังส่วนท้องของมันอย่างต่อเนื่องโดยไม่ลังเล
ฉึก!
แม้การแทงโดยไร้จุดหมายของฟางเส้าไป๋จะไม่รุนแรงเท่าการฟันครั้งแรกแต่เขาถือว่ามีโชคช่วยจึงแทงกระบี่เข้าไปยังช่องว่างระหว่างปล้องทั้งสองของตะขาบั์กระบี่แทงทะลุจนมิดด้าม
เืเขียวคาวพลันทะลักออกมา...
ตะขาบั์ได้รับาเ็ถึงเพียงนี้เป็ธรรมดาที่จะโกรธแค้นและปลดปล่อยรังสีอำมหิตออกมา มันขดตัวเป็วงจนเกิดแรงสั่นะเืแล้วะเิคลื่นพลังออกมาเป็ชั้น เศษหินดินทรายปลิวว่อน ผืนหญ้าพลิกกลับ
เซียวจิ่งหยวนและฟางเส้าไป๋ไม่ทันตั้งตัวเสียหลักล้มลงพวกเขาร้องออกมาทีหนึ่ง จากนั้นก็หน้าคะมำปลิวไปหลายหมี่ เ้าตะขาบั์ไม่ทิ้งจังหวะพุ่งกระโจนเข้ามาใส่พวกเขาทันที
ตอนที่ปีศาจตะขาบพุ่งเข้ามาลายสีสันสดใสบนตัวของมันแจ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ ตามด้วยกลิ่นคาวที่รุนแรง ผิวร่างเต็มไปด้วยควันสีดำบางๆ
เซียวจิ่งหยวนเห็นชัดว่าใต้ขาของตะขาบั์ที่เลื้อยอยู่บนเนินหญ้าเปลี่ยนหญ้าสีเขียวสดใสให้เป็หญ้าเหี่ยวแห้งสีเหลืองในทันตา
ตะขาบั์เหมือนชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งหลังจากที่ถูกจู่โจมจนได้รับาเ็ก็ล้มเลิกความคิดที่จะแกล้งทำเป็แมวหยอกหนูและวางแผนเป็ราชสีห์กับกระต่ายเพื่อสังหารทั้งสองคนทิ้งเสีย
กลิ่นเหม็นคาวพัดโชยมาเซียวจิ่งหยวนมึนงง ร่างกายเริ่มชาเล็กน้อย หัวใจของเขาเย็นเยียบเห็นท่าไม่ดีจึงรีบหยิกเนื้อต้นขาอย่างแรงเพื่อให้ความเ็ปเสียดแทงเข้าสู่หัวใจเรียกสติตนกลับมาได้ จากนั้นก็รวบรวมปราณแท้เข้าไปในกระบี่
“ซู่!”
ทันทีที่เซียวจิ่งหยวนโยนกระบี่ขึ้นฟ้าก็เกิดเป็ลำแสงส่องสว่างกระบี่เหล็กพุ่งไปในอากาศราวกับสายฟ้า เร็วกว่าตะขาบั์ ยามเริ่มต้นลำแสงเป็เส้นตรงแต่เมื่อเข้าใกล้ตะขาบั์ ก็วาดเป็เส้นโค้ง
“ชิ้ง!”
กระบี่เหล็กทะลวงดวงตาไร้การป้องกันของตะขาบั์ทะลุถึงด้านหลังตะขาบั์ดิ้นพล่านอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ร่วงลงมาที่พื้น
“ที่แท้จุดอ่อนก็คือดวงตานี่เอง...”
เซียวจิ่งหยวนถอนหายใจขาทั้งสองข้างอ่อนแรง ทิ้งตัวลงนั่งอย่างโล่งใจ
อย่างไรก็ตามก่อนที่เขาจะทันได้เช็ดเหงื่อบนหน้าผากก็เกิดแผ่นดินไหวขึ้นเสียงดังกึกก้องราวกับกองกำลังนับหมื่นนับพันวิ่งผ่าน
“เกิดอะไรขึ้น”
เซียวจิ่งหยวนงงงวยใจบีบรัดอย่างกังวล สังหรณ์ใจว่าจะเกิดภัยพิบัติบางอย่าง
“ตูม!”
ทันใดนั้นพื้นดินะเิออกเศษดินเศษโคลนลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าจากนั้นก็สลายกลายเป็ทรายละเอียดโปรยปรายลงมาเหมือนหิมะ ในบริเวณที่ตั้งของศาลร้างก็ปรากฏหลุมขนาดั์ตะขาบั์ตัวใหญ่กว่าเดิมโจนทะยานออกมาจากหลุมพุ่งสูงขึ้นไปบนอากาศ
ตะขาบขนาดมหึมายาวอย่างน้อยสิบกว่าจั้งลวดลายสีสันสดใสบนตัวงดงามราวกับสายรุ้ง
มันเหาะเหินเดินอากาศรอบตัวมีเมฆสีดำลอยเด่นบดบังแสงอาทิตย์ไปครึ่งฟ้า ราวกับร่างอวตารของาาปีศาจแสนน่าสะพรึง
เห็นดังนั้น เซียวจิ่งหยวนก็ตะลึงงันอ้าปากค้างแข็งทื่อดุจตกบ่อน้ำแข็ง
“อาหยวน รีบไปเร็ว...”
ฟางเส้าไป๋ะโ ยกก้อนหินที่หนักสองสามจินก้อนหนึ่งขึ้นมาแล้วเขวี้ยงขึ้นไปยังตัวตะขาบั์ตะขาบขนาดมหึมาไม่ได้ขยับเขยื้อนตัวหนี แต่หินกลับพุ่งขึ้นไปห่างจากมันหลายจั้ง ปะทะเข้ากับหมอกดำแล้วโดนกัดกร่อนจนแหลกสลายหายไปกับสายลม
“ปีศาจของแท้เลย...”
เซียวจิ่งหยวนตกตะลึงตระหนักได้ถึงคำว่าความสิ้นหวังอีกครา
‘หนีหรือ สถานการณ์เช่นนี้จะหนีไปที่ใดได้’
เขาเงยหน้าขึ้นมองเป็จังหวะเดียวกับที่ตะขาบขนาดมหึมาเองก็มองลงมา ดวงตาส่องแสงสีทองของมันราวกับโคมไฟขนาดใหญ่สองดวงเปล่งแสงสีเืโเี้อันตราย
ไม่จำเป็ต้องพูดให้มากความตะขาบั์ตัวที่แล้วน่าจะเป็ทายาทของตะขาบมหึมาตัวนี้ เพิ่งฆ่าตัวลูกไปตัวแม่ก็มาหาถึงหน้าประตู น่าไม่อายจริงๆ
เซียวจิ่งหยวนยิ้มอย่างขมขื่นผู้ใดจะคิดว่าศาลเ้าร้างเล็กๆ จะซ่อนปีศาจตะขาบตัวใหญ่ขนาดนี้เอาไว้สมควรแก่ชื่อศาลเ้าน้อยปีศาจคลั่ง[1]จริงๆ
“อาหยวน วิ่งสิ”
ฟางเส้าไป๋รีบวิ่งไปช่วยเซียวจิ่งหยวนให้วิ่งหนีเขาสงบลงแล้วและรู้ว่าครั้งนี้ทุ่มสุดตัวไปก็ไม่ช่วยให้รอดชีวิต หากหุนหันพลันแล่นอีกคงจะตายเปล่า
เซียวจิ่งหยวนลุกขึ้น คิดจะหนีสุดชีวิตแต่เขาก็รู้ว่าตะขาบขนาดมหึมาที่อยู่บนฟ้าคงไม่นั่งดูพวกเขาหนีไปเฉยๆ เป็แน่
และก็เป็เช่นนั้นจริงลมสีดำประหลาดปรากฏขึ้นในอากาศพัดผ่านร่างพวกเขา ทั้งสองยังไม่ทันได้วิ่งก็รู้สึกร่างกายอ่อนปวกเปียกทันใดนั้นตะขาบขนาดมหึมาก็เหาะลงมา อ้าปากแดงฉานเผยให้เห็นเขี้ยวอันดุร้ายที่เรียงกันเหมือนฟันเลื่อยสถานการณ์แบบนี้คาดว่าไม่เพียงแต่้าฆ่าพวกเขา ยังอยากกลืนกินร่างเพื่อแก้แค้นไปด้วย
จบเห่แล้ว...
ทั้งสองคนขวัญหนีดีฝ่อตกอยู่ในความสิ้นหวัง
“เ้าปีศาจร้ายอย่าคลั่งไปมากกว่านี้เลย!”
ใน่เวลาหัวเลี้ยวหัวต่อนั้นก็มีเสียงหนึ่งลอยมาพร้อมกับลำแสงสีม่วงทองลำแสงนั้นผลักเ้าตะขาบขนาดมหึมากระเด็นออกไปจนเกิดเสียงดังสนั่น
เมื่อรอดพ้นจากความตายมาได้เซียวจิ่งหยวนยังไม่ทันตั้งสติก็เห็นเงาคนปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า เงานั้นคือเณรน้อยองค์หนึ่งดูอายุยังไม่ถึงสิบหกสิบเจ็ดปี ห่มจีวรสีเหลืองอ่อน ใบหน้าขาวราวกับหยกหูและหน้ากลมเกลี้ยง มีแสงส่องสว่างแวววาว ลักษณะท่าทางไม่ใช่เณรธรรมดา
แสงสีม่วงทองบินกลับมาที่มือของเณรน้อยปรากฏเป็บาตรสีม่วงใบหนึ่ง บาตรใบนั้นลอยอยู่ในอากาศ สีม่วงทองสว่างจ้าทั้งใบมีรัศมีแสงแห่งพุทธคุณแผ่เป็วงกลมห่อหุ้มเณรน้อยเอาไว้
เณรน้อยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจังลอยอยู่บนฟ้าสูงแสงแห่งธรรมสาดส่องไปทั่ว
“เ้าปีศาจ ทำร้ายชีวิตผู้คนโทษมิอาจละเว้นได้”
เมื่อดุด่าว่ากล่าวแล้วเณรน้อยก็ลงมือทันทีลำแสงสีม่วงสองสายพุ่งออกมาจากในบาตรดุจัที่กำลังร่ายรำอยู่ในอากาศ พันม้วนมุ่งไปยังตะขาบขนาดมหึมา
ลำแสงสีม่วงรวดเร็วประดุจอัสนีบาตตะขาบั์ไม่อาจหลบเลี่ยงได้จึงถูกม้วนเข้าไปในเสาแสงนั้นดิ้นรนเท่าใดก็ดิ้นไม่หลุด หมอกดำบนตัวของตะขาบััเข้ากับประกายแสงสีม่วงทองก็สลายหายไปเสมือนหิมะทับถมบางๆ ถูกแดดฤดูใบไม้ผลิเพียงนิดเดียวก็ละลายไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อไม่มีอากาศพิษแล้วตะขาบขนาดมหึมาก็ได้แต่นั่งรอความตาย
กึก กึก เป๊าะ...
แสงสีม่วงทองบดไปมาเปลือกแข็งที่อยู่บนตัวตะขาบแตกออกทีละน้อย ไม่นานก็แตกออกเป็เสี่ยงๆเืสีเขียวไหลทะลัก าแสาหัสน่าสังเวช
“อามิตตาพุทธ!”
เณรน้อยดีดนิ้วเบาๆบาตรสีม่วงทองลอยออกมา ร่างขนาดมหึมาของตะขาบหดเล็กลงกลายเป็ก้อนกลมๆและร่วงสู่ก้นบาตร ก่อนจะหายไปในพริบตา
ั้แ่ที่เณรน้อยปรากฏตัวจนจับตะขาบขนาดมหึมาได้ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเฟิน[2]
เซียวจิ่งหยวนและฟางเส้าไป๋มองทั้งหมดนี้ตาไม่กะพริบพวกเขายืนนิ่งงงงวยไม่รู้จะแสดงออกอย่างไรกับเหตุการณ์ตรงหน้า แต่มั่นใจได้ว่าตะขาบขนาดมหึมาถูกจับไว้ในบาตรม่วงทองและวิกฤติของพวกเขาทั้งสองคนก็คลี่คลายแล้ว
เณรน้อยยื่นมือออกไปรับบาตรที่ลอยกลับมาหาตนแล้วยิ้มอย่างพึงพอใจจากนั้นก็ก้มมองคนทั้งสองที่อยู่ข้างล่าง พลางเอ่ยถามอย่างสงบ “โยมทั้งสอง พวกเ้าเป็อะไรหรือไม่”
เซียวจิ่งหยวนและฟางเส้าไป๋ส่ายศีรษะตามสัญชาตญาณ
“ดีแล้ว” เณรน้อยยิ้มแล้วพยักหน้าแนะนำอีกว่า “โยมทั้งสองคน สระกระบี่เนินพยัคฆ์จะเปิดในไม่ช้าทั้งในและนอกเมืองซูโจวลมกระโชกแรง เส้นทางคดเคี้ยว ภูตผีปีศาจรวมตัว พวกเ้าต้องระมัดระวังให้ดี...”
คำเตือนของเณรน้อยชัดเจนพลังของทั้งสองไม่เพียงพอที่ต่อสู้กับตะขาบั์ เป็การรนหาที่ตายเสียเปล่าจึงได้กรุณาแนะนำ หลังเอ่ยคำแนะนำเสร็จเณรน้อยก็อุ้มบาตรสีม่วงทองของตนเองเอาไว้ ก่อนกลายร่างเป็ลำแสงเหาะจากไป
[1] ศาลเ้าน้อยปีศาจคลั่ง เป็สุภาษิต คือหากศาลเ้าหลังเล็กจนเกินไป เทพเ้าที่สถิตอาจไม่ใช่เทพเ้าที่เก่งกาจนักจึงไม่สามารถปราบปีศาจได้ ความหมายคือหากมนุษย์ไม่สร้างความสัมพันธ์ให้กว้างไกลก็มักพบเจอเข้ากับปัญหาบ่อยครั้งได้ แต่ในเนื้อเื่ใช้แปลความหมายแบบตรงตัวคือศาลเ้าเล็ก จึงมีปีศาจขนาดใหญ่สิงอยู่
[2]เฟิน หรือนาที