เสียงสายฝนโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าเหมือนจะบอกว่า คืนนี้ยาวนานเกินกว่าใจของใครบางคนจะทานทน
ซูเหยียนนั่งพิงหน้าต่างมองออกไปยังสวนเบื้องล่าง ร่างบางแแ่ด้วยชุดนอนเนื้อบาง
แสงตะเกียงสั่นไหว เงาร่างนางซ้อนกับม่านโปร่งสีอ่อน งามราวภาพวาดต้องห้าม
สามีของนางจากไปอีกแล้ว ปล่อยให้นางอยู่ในเรือนเปลี่ยวเหงา โดยอ้างเหตุผลเดิมว่า จำเป็ต้องฝึกตนให้ถึงขั้นก่อนจะกลับมา
คืนแล้วคืนเล่า นางฝืนความเหงา ฝืนร่างกายที่ร้อนผ่าว เพื่อรอคนที่ไม่เคยหันมามองนางในฐานะภรรยาเลยสักครา
เสียงเคาะประตูดังเบา ๆ พร้อมเสียงเรียกจากชายหนุ่มผู้หนึ่ง
“ท่านซูเหนียง... เป็ข้าเอง ไป๋เฉิน”
นางขมวดคิ้วเล็กน้อย ศิษย์เอกของสามี เหตุใดจึงมาในยามดึกเช่นนี้
“อาจารย์เ้ามิได้บอกหรือว่าตอนนี้เขามิอยู่”
เสียงอีกฝ่ายนิ่ง สุภาพ “ขออภัยที่รบกวนในยามวิกาล แต่ข้ามาเพราะคำสั่งของท่านอาจารย์”
“คำสั่ง” นางลุกขึ้น สวมเสื้อนอกบางคลุมกาย
“ใช่... ท่านอาจารย์กล่าวว่า หากภรรยาเกิดอารมณ์สะสมมากเกินควรมีคนช่วยระบายบ้าง เพื่อมิให้ร่างกายรวนจนเสียสมดุลการฝึก”
เสียงเขานุ่มนวล ไม่เร่งร้อน แต่ทุกถ้อยคำกลับจี้ใจนางอย่างจัง
“เ้ากำลังกล่าวอันใด ไป๋เฉิน...”
“ข้ามิกล้าล่วงเกินท่านหากไร้คำสั่ง ข้าเพียงคิดว่า... หากคืนนี้ท่านอ้างว้าง และหากแม้เพียงชั่วครู่ ท่าน้าใครสักคนเคียงข้าง ข้ายินดีเป็เพียงเงาที่อิงอยู่ข้างท่าน ไม่เอ่ยถาม ไม่ทวงสิทธิ์”
ซูเหยียนยืนนิ่ง หัวใจเต้นแรงอย่างไม่อาจควบคุม
เขากำลังยื่นทางหนีจากความเหงาให้นาง ในแบบที่อ่อนโยนและอบอุ่นที่สุด
“เ้าคิดจะทำสิ่งใด”
“ข้าขอแค่... ได้นั่งข้างท่าน ยามที่ท่านหนาว ได้นวดไหล่ยามท่านเหนื่อย และหากท่านมิรังเกียจ... ข้าขอแตะเพียงปลายนิ้ว เพื่อให้ท่านรู้ว่า ยังมีคนหนึ่งที่้าให้ท่านรู้สึกมีความสุข”
เมื่อสิ้นเสียงประตูก็เปิดออก
ไป๋เฉินยืนอยู่ท่ามกลางม่านฝน ร่างเปียกชื้นแต่ไม่หวาดหวั่น สายตาเขามิได้หื่นกระหาย แต่เต็มไปด้วยการเคารพบูชา
ซูเหยียนไม่กล่าวคำใด เพียงเบือนหน้าหลบ แต่กลับปล่อยให้เขาก้าวเข้ามาอย่างเงียบเชียบ
มือของเขาแตะมือของนางเบา ๆ ปลายนิ้วค่อย ๆ ลูบไปบนข้อนิ้วที่เย็นเฉียบ และนางก็ไม่ชักมือหนี
“ข้าอาจไม่คู่ควร แต่หากท่านยอมให้ข้าดูแลแม้เพียงคืนเดียว ข้าสาบานว่าจะมิแตะท่านด้วยใจลุ่มหลง แต่จะแตะด้วยหัวใจที่มีเพียงท่านเท่านั้น”
สายฝนยังคงเทกระหน่ำ เสียงน้ำไหลจากชายคาดังสม่ำเสมอ กลบทุกเสียงเคลื่อนไหวในเรือนที่เงียบงัน ราวกับธรรมชาติตั้งใจปกป้องบาปบริสุทธิ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น
ไป๋เฉินค่อย ๆ คลายสายรัดเสื้อนอนของนาง ไม่ได้ดึงรุนแรง หากแต่เปิดออกช้า ๆ ราวกับกำลังคลี่กลีบบุปผาแรกแย้มด้วยความทะนุถนอม
ปลายนิ้วของเขาไล้ผ่านผิวเนียนขาวราวหิมะ กลิ่นกายหญิงสาวอวลซึมในอากาศอุ่นชื้นยามฝนตก ก่อให้เกิดความวาบหวิวจนเขาแทบต้องข่มกลั้น
เขาประคองใบหน้านางขึ้นด้วยสองมือ สายตาจ้องลึกลงไปในดวงตานาง ไม่รีบร้อน ไม่เร่งเร้า
ก่อนจะโน้มลงจูบหน้าผากเบา ๆ อย่างให้เกียรติ แล้วจึงเคลื่อนไปแนบริมฝีปากอย่างเนิบนาบ เรียบนุ่ม แต่แฝงแรงปรารถนาแสนลึกล้ำ
ริมฝีปากของเขาัันางอย่างแ่เบาในตอนต้น ก่อนจะขยับลึกขึ้นเมื่อได้ยินเสียงลมหายใจของนางสั่นไหว มือหนึ่งสอดประคองบ่าบาง อีกมือเลื่อนไปวางบนแผ่นหลังเปลือยเปล่าที่อุ่นวาบ
เขาเอียงตัวพานางเอนลงบนฟูกนุ่มที่ยังอวลกลิ่นอุ่นของผ้าห่มในราตรีเย็น
ปลายลิ้นของเขาวนเวียนช้า ๆ ไล้แผ่นอกเนียน และวนรอบยอดเนื้อที่ชูชันโดยไม่แตะต้องตรง ๆ ในทันที
การเว้นระยะนั้น ทำให้นางตัวสั่นอย่างคนใกล้ขาดใจ
“อื๊อ...อ๊า...” เสียงครางหลุดออกมาจากลำคอของซูเหยียนแ่เบา นางหลับตาแน่น มือข้างหนึ่งกำผ้าปูเตียง อีกข้างเลื่อนขึ้นไปแตะบ่าของเขาอย่างเผลอตัว
ไป๋เฉินมองร่างนางที่สั่นระริกด้วยแววตาอ่อนโยน เขาใช้ริมฝีปากดูดดุนยอดอกนางช้า ๆ พลางใช้ปลายนิ้วอีกข้างลูบไล้เรียวขานาง ไล่ขึ้นจากหัวเข่าไปยังต้นขา
เสียงฝนที่กระทบหลังคาระเบียงภายนอกนั้น ตอนนี้กลายเป็ฉากประกอบที่ขับอารมณ์ในเรือนให้เข้มข้นยิ่งขึ้น
เขาเคลื่อนกายเข้าหาร่างนางอย่างอ่อนโยน มือหนึ่งประคองสะโพกนาง อีกมือแตะปลายนิ้วที่เนินเนื้อกลางกายอย่างแ่เบา
เมื่อรับรู้ถึงความร้อนและชุ่มฉ่ำที่รอรับอยู่ เขาก็ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ก่อนจะกระซิบข้างหูด้วยเสียงพร่า
“ตอนนี้ร่างกายของท่านร้อนยิ่งนัก ราวกับว่ารอถูกััเช่นนี้มานาน เป็แบบนี้แล้ว ข้าควรจะปล่อยให้ท่านอยู่คนเดียวต่อไปอีกหรือ”
“อย่า...” ซูเหยียนครางเสียงต่ำ “อย่าพูดเช่นนั้น”
แต่เสียงของนาง... ฟังดูเหมือนอ้อนวอนมากกว่าปฏิเสธ
ไป๋เฉินเคลื่อนกายสอดแทรกเข้าไปทีละน้อย นางสะดุ้งเฮือก ร่างแอ่นรับอย่างไม่ตั้งใจ
เขาโน้มใบหน้าลงจูบข้างแก้มนางอย่างปลอบโยน พร้อมกับขยับสะโพกเข้าออกช้า ๆ
เสียงเนื้อกระทบกันดังแ่ในจังหวะที่เร้าใจ ยิ่งฝนตกเท่าใด เสียงเหล่านี้กลับยิ่งชัดในโลกใบเล็กที่มีเพียงเขาและนาง
เสียงครางดังขึ้นทีละนิด “อื๊อ… อ๊า… ไป๋เฉิน… อือ… เ้าทำให้ข้า…”
ไป๋เฉินไม่ตอบ เขาก้มลงจูบกลีบปากที่สั่นไหวของนางอีกครั้ง มือเขาจับเอวนางแน่นขึ้น ขยับสะโพกลึกขึ้น จังหวะเร่งเร้าแต่ยังไม่รีบร้อน
หลังจากนั้นเขาก็ค่อย ๆ ดันเข้าสุดความลึก ก่อนจะผละออก แล้วสอดกลับเข้าใหม่ ราวกับ้าให้ทุกจังหวะถูกจดจำ
ความสุขที่นางไม่เคยได้จากผู้เป็สามี กลับพรั่งพรูอยู่ในอกจากการแนบกายของชายผู้นี้
ไม่นานนัก นางก็เผลอเปล่งเสียงครางยาว สั่นไหว ร่างกายบิดเกร็งราวกับถูกคลื่นใหญ่ถาโถมเข้าใส่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ไป๋เฉินกระซิบบอกนางทั้งที่ยังไม่หยุดเคลื่อนไหว
“ไม่ต้องกลั้นไว้... ข้าจะเป็ที่ระบายให้ท่านทุกหยด ทุกคืน หากท่าน้า”
เมื่อทุกอย่างสงบลง ซูเหยียนนอนซบอยู่บนอกเปลือยเปล่าของเขา เสียงฝนยังคงตกอยู่ด้านนอก แต่ภายในอกกลับรู้สึกอบอุ่นอย่างแปลกประหลาด
เขาไม่กล่าวคำใด ไม่ทวงถาม ไม่สัญญาอะไร มีเพียงมือที่ค่อย ๆ เกลี่ยเส้นผมเปียกชื้นจากขมับนาง แล้วกระซิบเบา ๆ
“หากเขามิเคยมอบความสุขเช่นนี้ให้ท่าน โปรดให้ข้าได้เป็ผู้มอบความสุขเช่นนี้แทนเขาเถอะนะ”