บทที่ 174 ความขัดแย้งของสองอาชีพ
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในที่สุดวันทดสอบการเป็นเกษตรกรก็มาถึง ซูหยวนเดินทางไปถึงสถานที่สอบตั้งแต่เช้าตรู่ ข้างหน้าอาคารทดสอบนั้นมีผู้เข้าร่วมมารออยู่แล้วหลายสิบคน ด้วยจำนวนขนาดนี้ ทำให้ซูหยวนแปลกใจอยู่บ้าง
คนส่วนใหญ่มีอายุไม่ต่างจากซูหยวนมากนัก พวกเขาหลายคนใส่ชุดนักเรียนของสถาบันเกษตรมาด้วยซ้ำ เห็นได้ชัดว่าพวกเขาใส่ใจกับการทดสอบนี้มากขนาดไหน ไม่น่าแปลกใจเลยที่อาจารย์ประจำวิชาเกษตรจะพูดเสมอว่า ในสถาบันนักล่านี้ไม่มีคนเห็นคุณค่าของวิชาเกษตร ก็ไม่ได้แปลว่าไม่มีคนรู้ว่ามันสำคัญ
สำหรับนักเรียนของสถาบันเกษตรแล้ว พวกเขาให้ความสำคัญกับวิชาเกษตรพอๆกับวิชาต่อสู้ของสถาบันนักล่า กฎของพวกเขาก่อนจะจบการศึกษาก็คือต้องสอบเป็นเกษตรกรระดับเริ่มต้นให้ได้ ไม่อย่างนั้นก็ต้องเรียนซ้ำชั้นไปเรื่อยๆ หนักสุดก็อาจจะถูกให้ออกจากสถาบันเมื่อครบ 8 ปีแล้วยังไม่สามารถสอบผ่านเป็นเกษตรกรขั้นเริ่มต้นได้
“ฉันหวังว่าปีนี้ การสอบปฏิบัติจะเป็นการสอบเรื่องการฟื้นฟูความสมบูรณ์ของดินนะ”
“เฮ้อ ครั้งที่แล้วพวกเขาสอบเกี่ยวกับการเลือกสารจัดการศัตรูพืชให้เหมาะกับแปลงเพาะปลูกทั้ง 20 แห่ง ฉันเลือกผิดไป 3 แห่ง กลายเป็นสอบตกเลย นั่นมันเป็นการทดสอบที่ยากเกินไป”
“นั่นน่ะสิ การสอบครั้งที่แล้ว มีผู้ผ่านการทดสอบแค่ 1 คนเองนะ ครั้งนี้ก็คงจะไม่ได้ง่ายๆเหมือนกันนั่นแหละ”
“รุ่นพี่ที่สถาบันพากันบ่นอุบ รุ่นพี่ 5 คน สอบมา 7 ปีแล้ว ปีนี้เป็นปีสุดท้ายของพวกเขา ไม่อย่างนั้นก็จะหมดโอกาสกลายเป็นเกษตรกรโดยสมบูรณ์”
“พวกเรายังโชคดีที่เพิ่งเข้าร่วมการทดสอบเป็นปีแรก ยังมีโอกาสแก้ตัวอีก 7 ปี”
“นั่นสิ แต่พวกเธอเคยได้ยินเรื่องนี้ไหม ที่บอกว่าสถาบันนักล่าอันดับหนึ่งร้องเรียนอาจารย์ประจำวิชาเกษตร กล่าวหาว่าเขาช่วยเหลือนักเรียนในการดูแลแปลงเพาะปลูกน่ะ”
เดิมทีซูหยวนก็แค่ต้องการฟังบทสนทนาเพื่อเก็บข้อมูลเท่านั้น แต่ผ่านไปสักพัก ไม่คิดเลยว่าบทสนทนานี้จะเปลี่ยนไป และวกมาเกี่ยวกับเธอได้
“น่าสงสารพวกโง่นั่นเหมือนกันนะ พวกนั้นไม่รู้หรอว่าไม่มีอาจารย์คนไหนจะเข้าไปในแปลงเพาะปลูกของนักเรียนได้น่ะ ต่อให้อยากช่วยแค่ไหนก็ทำไม่ได้ เพราะสุดท้ายตอนจบปีการศึกษา เมื่อต้องวัดผลการทดสอบ รายชื่อผู้เข้าพื้นที่ก็ถูกเปิดเผยอยู่ดี หากมีรายชื่ออื่นนอกจากชื่อเด็กนักเรียนเจ้าของแปลง สถาบันนั้นก็จะถูกลงโทษน่ะ”
“ก็พวกนั้นเป็นสถาบันอะไรล่ะ? เรียกตัวเองว่าเป็นสถาบันอันดับหนึ่ง แต่ความจริงแล้วก็แค่รวมพวกโง่ๆเอาไว้ทั้งนั้นแหละ”
“จะพูดแบบนั้นก็ไม่ได้นะ ครั้งที่แล้วตอนสอบชั้นปีที่ 1 นักเรียนของสถาบันนั้นก็ได้อันดับหนึ่งมานะ”
“เหอะ! ได้อันดับหนึ่งก็ไม่ได้แปลว่าจะเก่งที่สุดนะ บางทีอาจจะแค่บังเอิญอ่านเรื่องที่ออกสอบก็ได้”
“ใช่ การสอบทฤษฎีกับสอบปฏิบัตินั้นต่างกัน ทำไมไม่ให้พวกนั้นมาสอบวิชาเกษตรแข่งกับพวกเราล่ะ มาลองดูไหมว่าสอบเป็นเกษตรกรจะอยู่ที่ระดับไหน จะผ่านรอบเกษตรกรขั้นเริ่มต้นภายใน 8 ปีได้หรือเปล่าก็ยังไม่รู้”
“ฮ่าๆ อย่าให้พวกมันมายุ่งกับวิชาเกษตรที่สูงส่งเลย ปล่อยให้พวกมันคิดว่าวิชานักล่าเสี่ยงตายเหมือนคนโง่เป็นวิชาที่ดีที่สุดไปเถอะ พวกเราอยู่ข้างหลัง มีเงินใช้ มีเกียรติ และมีความปลอดภัย แค่นี้ก็รู้แล้วว่าใครกันแน่ที่ฉลาด แล้วใครกันที่โง่งม”
นักเรียนของสถาบันเกษตรพากันหัวเราะคิกคัก ความคิดของพวกเขาก็ไม่ได้ผิดไปทั้งหมด การเป็นเกษตรกรก็ปลอดภัยจริงๆ ซึ่งเป็นวิธีเดียวกับที่ซูหยวนต้องการปกป้องครอบครัวของเธอ
เดิมที ซูหยวนต้องการจะฟังอยู่เงียบๆเท่านั้น ไม่ว่าพวกเขาจะด่าเกี่ยวกับสถาบันนักล่าขนาดไหน เธอก็ไม่คิดจะออกตัวแทน ทว่า...จู่ๆ การอยู่เงียบๆของเธอกลับมีปัญหาสำหรับพวกเขาเสียอย่างนั้น
“เธอน่ะ! เธอคนนั้นนั่นแหละ” ซูหยวนเลิกคิ้วเล็กน้อยเมื่อถูกชี้
นักเรียนของสถาบันเกษตรพากันจ้องมาที่เธอเป็นสายตาเดียว ปรากฏว่าก่อนที่พวกเขาจะเริ่มพูดเกี่ยวกับสถาบันนักล่า ก็รู้อยู่แล้วว่าซูหยวนมาจากที่นั่น
ลักษณะของนักล่านั้นมองออกได้ไม่ยากนัก เพียงแค่มองปราดเดียวก็เข้าใจได้แล้ว โดยเฉพาะกับกลิ่น “เลือด” ที่ติดตัวของซูหยวนมา หากเป็นนักเรียนของสถาบันเกษตร พวกเขาจะสวมชุดของสถาบัน แล้วก็พกป้ายประจำตัวเอาไว้ด้วย และกลิ่นที่มักจะติดตัวพวกเขาก็คือกลิ่นดิน หรือกลิ่นเหม็นเขียวของพืชผัก
ผู้เพาะปลูกเหล่านี้ ส่วนใหญ่จะพัฒนาประสาทสัมผัสเรื่องการรับกลิ่นของตนเองเป็นหลัก เนื่องจากตอนที่ต้องดูแลพืชผักของตนเอง การรับรู้กลิ่นถือเป็นการแยกแยะอารมณ์ของพืชผักได้อย่างหนึ่ง
ก็เหมือนกับพวกนักล่าที่จะลับสัญชาตญาณของตนเองให้เฉียบคม ยิ่งเป็นนักล่าที่แข็งแกร่ง ยามตกอยู่ในอันตรายก็จะสามารถขยับตัวหลบหลีกได้ทัน
นี่หมายความว่า การที่พวกเขายกเรื่องของสถาบันนักล่ามาพูด ตั้งแต่แรกก็เป็นเพราะพวกเขาต้องการพูดให้ซูหยวนได้ยินนั่นเอง!
“เธอ! เธอนั่นแหละ ไม่ได้ยินที่ฉันเรียกรึไง!” เสียงของนักเรียนสถาบันเกษตรคนหนึ่งดังขึ้น เรียกความสนใจของทุกคนที่อยู่ที่นั่นได้เป็นอย่างดี
หลายคนหันมามองยังทิศทางที่พวกเขายืนอยู่ แต่ก็เหมือนกับที่นักเรียนสถาบันเกษตรรับรู้ได้ ไม่มีใครยืนอยู่ใกล้ๆซูหยวนเลย เป็นเพราะพวกเขารับรู้ถึงกลิ่นเลือดที่มากเกินกว่าจะเป็นชาวเกษตรกรอย่างพวกเขา หากแต่น่าจะเป็นกลิ่นจากพวกนักล่ามากกว่า
แม้นักล่าและเกษตรกรจะทำงานร่วมกันอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะญาติดีกัน ในขณะที่ต่างฝ่ายต่างมั่นใจว่าอาชีพของตนเองดีที่สุด ย่อมต้องเกิดการปะทะกันอยู่เสมอ คนหนึ่งบอกว่าอีกคนเป็นพวกโง่เง่า เอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงตาย แทนที่จะอยู่อย่างสงบในบาเรียป้องกันแล้วรับเงินจำนวนมากอย่างพวกเขาจะไม่ดีกว่าหรือ?
อีกฝ่ายหนึ่งก็บอกว่าอีกฝ่ายเป็นคนขี้ขลาด พวกเขาเป็นผู้เสียสละ ถ้าไม่มีผู้เสียสละคอยปกป้องพวกที่ขี้ขลาดอย่างพวกเขา คิดว่าจะสามารถซ่อนตัวอยู่หลังบาเรียไปตลอดได้อย่างไร บาเรียพวกนี้ต้องใช้พลังงานทั้งนั้น แม้แต่การเลื่อนระดับของพวกเขาเอง ก็ยังต้องใช้แกนพลังงานที่ได้มาจากการล่าของนักล่าเลย
พอต่างคนต่างความคิด ไม่น่าแปลกใจที่เจอกันคราใดจำเป็นต้องมีปากเสียงกันเสมอ แม้กระทั่งพวกผู้นำก็ยังมีปัญหากันบ่อยๆเลย
ซูหยวนหันไปมองคนที่เรียกตัวเอง เห็นกลุ่มของพวกเขามองมาด้วยสายตาดูแคลนก็ตอบกลับไปอย่างห่างเหิน
“มีธุระอะไรกับฉันหรือเปล่าคะ” เมื่อเห็นการแสดงออกนี้ นักเรียนของสถาบันเกษตรก็หัวเราะออกมา
“ถามว่ามีธุระอะไรกับเธอหรือเปล่างั้นหรอ เป็นพวกเราต่างหากที่อยากจะถามว่าเธอมีธุระอะไรกับที่นี่ คงไม่ใช่หลงทางมาหรอกใช่ไหม? หรือเข้าใจผิดคิดว่าที่นี่ก็คือองค์กรนักล่าของพวกเธอล่ะ”
“นั่นน่ะสิ จะมาอ้างว่าหลงทางก็ไม่น่าใช่นะ อาคารขององค์กรเกษตรกรกับองค์กรนักล่าต่างกันมาก องค์กรนักล่าที่มีแต่พวกป่าเถื่อนน่ะดูออกง่ายจะตายไป”
“คนที่มีธุระกับที่นี่อย่างเธอต่างหากที่น่าสงสัย หรือคิดว่าจะมาก่อกวนการทดสอบของพวกเรา?” น้ำเสียงเยาะเย้ยของพวกนักเรียนกลุ่มเล็กทำเอาคนที่ฟังอยู่รอบๆอดหัวเราะขึ้นมาด้วยไม่ได้
แต่ไหนแต่ไรซูหยวนเป็นพวกไม่ชอบพูดมากอยู่แล้ว ต่อปากต่อคำกับเด็กพวกนี้ไปก็เป็นแค่เรื่องไร้สาระ อีกอย่าง เธอไม่คิดว่าตัวเองมีหน้าที่ที่จะต้องอธิบายให้ใครรู้ว่าเธอกำลังทำอะไร หรือตั้งใจจะทำอะไรอยู่ เพราะแบบนั้น...ซูหยวนจึงไม่ให้ค่าพวกเขา เพียงเมินเฉยแล้วรอการเรียกเข้าไปทดสอบก็เท่านั้น
ยิ่งเห็นเธอแสดงท่าทางแบบนี้ออกมา นักเรียนของสถาบันเกษตรก็ยิ่งโมโห การวางท่าทีเฉยเมยของซูหยวนเหมือนกับการบอกว่าตัวเองอยู่สูงส่งเกินกว่าที่จะต้องมาใส่ใจคำพูดของพวกเขา การที่ต่อยลงไปในปุยนุ่นย่อมทำให้มือไม่เจ็บ แต่อับอาย!
“ทำเป็นเมินพวกเรางั้นหรอ? คิดว่าตัวเองเป็นใคร! มีสิทธิมาที่นี่ ส่งกลิ่นเหม็นสกปรกนี้รบกวนพวกเรารึไง!” ชายหนุ่มผิวเข้มร่างใหญ่ไม่พอใจมาก เขาเตรียมจะเข้ามากระชากแขนของซูหยวนเพื่อให้หันมาตอบโต้กัน ทว่า...แม้เขาจะดูแข็งแรงขนาดไหน ก็ไม่มีทางแข็งแรงไปมากกว่านักล่ามืออาชีพแน่นอน
ปัง!!
แค่ซูหยวนขยับแขนของตนเองเพียงครั้งเดียว มือสากของเขาก็กระเด็นออกไปจนเหมือนถูกจับเหวี่ยงอย่างแรง คนตัวใหญ่ล้มลงจนเกิดเสียงดัง ทำเอาผู้คนรอบๆนั้นตกใจไปกันหมด
“ขออภัยด้วย พอดีสัญชาตญาณของนักล่าทำงานน่ะ” ซูหยวนยักไหล่ เธอไม่ได้ทำร้ายคน ต่อให้พวกเขาต้องการแจ้งความก็ทำอะไรเธอไม่ได้ อีกอย่าง...เป็นพวกเขาที่พุ่งเข้ามาประชิดตัวเธอเองไม่ใช่หรือ?
เมื่อพวกชาวเกษตรได้ยินซูหยวนยอมรับว่าตัวเองเป็น “นักล่า” พวกเขาก็ก้าวถอยหลังห่างออกไปอีกสองสามก้าว แม้ทั้งสองฝ่ายจะไม่ถูกกัน แต่ทุกคนก็รู้ดีว่านักล่าอย่างซูหยวนนั้นทำอะไรได้บ้าง
ในขณะที่พวกนักล่าทำให้กลัวด้วยการใช้พละกำลัง ฝ่ายของเกษตรกรอย่างพวกเขาทำได้ด้วยการประกาศแบนนักล่าไปทั่วองค์กร หรือก็คือ...ถ้าพวกเขาต้องการจะแบนใครสักคน สามารถส่งเรื่องเพื่อที่จะให้เกษตรกรทั้งหมดรับรู้โดยทั่วกันว่าจะไม่ขายพืชผลการเกษตรให้กับนักล่าคนนั้นๆ
แต่ก็นั่นแหละ...การที่จะประกาศแบนใครสักคน เหตุผลที่ทำให้ประกาศแบนก็สำคัญ ไม่ใช่แค่ไม่พอใจใครก็จะทำแบบนั้นได้ทั้งหมด ไม่อย่างนั้นถ้าพวกองค์กรนักล่าเห็นว่าไม่ยุติธรรม แล้วแบนองค์กรเกษตร ไม่ยอมขายทรัพยากรให้พวกเขา ไม่รับภารกิจจากองค์กรเกษตรกรไปทำบ้าง เช่นนั้นจะเป็นพวกเขาเองที่เดือดร้อน
ดังนั้น หากซูหยวนต้องการทำอะไรที่รุนแรงขึ้นมาจริงๆ คนที่จะเจ็บตัวก่อนก็คือพวกเขา ส่วนเรื่องแบนนั้นเป็นเรื่องที่ยังต้องตัดสินใจกันภายหลังด้วยซ้ำ
แน่นอนว่าไม่มีใครต้องการเป็นคนดวงซวยคนนั้น ยิ่งเป็นเวลานี้ที่พวกเขามาเพื่อเข้าร่วมการทดสอบด้วยแล้ว หากถูกโจมตีจนเข้าร่วมการทดสอบไม่ได้ ก็แปลว่าพวกเขาเสียโอกาสไปเปล่าๆ ไหนจะต้องเสียเครดิตไปกับค่าสมัครอีก....ถือว่าไม่คุ้มเสียจริงๆ
“เธอ! เธอกล้าทำร้ายฉันงั้นหรอ! เธอไม่รู้หรือไงว่าถ้าเธอกล้าทำร้ายพวกเราชาวเกษตรกร เธอก็จะต้องรับโทษด้วยการถูกแบนจากพวกเราด้วยน่ะ! ห๊า!”
“โทษแบนงั้นหรอ? นั่นหมายความว่าฉันต้องเป็นคนผิดไม่ใช่หรือไง เมื่อครู่ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดเลย เป็นนายที่เข้ามาใกล้ และฉันก็เคลื่อนไหวไปตามสัญชาตญาณเพื่อป้องกันตัวเองก็เท่านั้น ถ้าจะโทษ...ก็ต้องโทษที่นายอ่อนแอเกินไป ฉันขยับเพียงนิดเดียวก็ล้มไปแบบนั้นแล้ว”
ซูหยวนจ้องอีกฝ่ายกลับ เธอไม่กลัวคำขู่ของทางนั้นหรอก อีกอย่าง...เธอมาที่นี่ก็เพื่อสอบเป็นเกษตรกรเหมือนกัน พวกเขาจะแบนก็แบนในฐานะนักล่า แต่แบนเกษตรกรด้วยกันได้หรอ?
“เธอ!!”
“เอาล่ะ เงียบหน่อย โวยวายอะไรกัน จะไม่เข้าสอบแล้วใช่ไหม!”
ดูเหมือนการปะทะกันเมื่อครู่จะดึงดูดความสนใจของสมาชิกในองค์กรเกษตรกรเช่นกัน เขาเดินออกมาดูแล้วก็พบว่ามีคนกำลังโต้เถียงกันอยู่ สร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อองค์กรของพวกเขาจริงๆ
หางตาเหลือบมองซูหยวน ยิ่งมีฐานะเป็นถึงพนักงานในองค์กรเกษตรกร ย่อมหมายความว่าเขามีระดับที่สูงกว่าทุกคน ดังนั้นเพียงแค่ได้กลิ่นจากที่ไกลๆ ก็รู้แล้วว่าซูหยวนเป็นนักล่าที่มือเปื้อนเลือดพวกกลายพันธุ์มานักต่อนักแล้ว ซึ่งในฐานะคนของทางการอย่างเขา จะแสดงออกด้วยการโวยวายเหมือนเด็กๆก็ไม่ได้ ดังนั้นจึงทำเป็นเมินเฉยต่อเธอ ทำราวกับไม่มีตัวตนแทน
“ขะ ขอโทษครับ” ถึงอยากจะเอาเรื่องซูหยวนต่อ แต่นักเรียนชายก็ไม่กล้าทำแล้ว เขาไม่ต้องการถูกตัดสิทธิเข้าร่วมการทดสอบ ต้องรอให้ผ่านเรื่องนี้ไปก่อน เขาจะต้องเอาคืนเด็กสาวแน่!
“เหอะ! อย่ามัวแต่เสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่อง พวกเธอควรจะเตรียมพร้อมสำหรับการทดสอบได้แล้ว อีกไม่กี่นาทีนี้ก็จะตัดสินชะตาชีวิตของพวกเธอแล้ว ถ้าสอบผ่านตั้งแต่ตอนนี้...หนทางการเป็นเกษตรกรที่ทรงเกียรติก็จะราบรื่น ฉันไม่อยากเห็นอนาคตของพวกเธอต้องถูกทำลายด้วยความไม่สุขุมของตัวเอง”
“อย่าลืมว่าพวกเราชาวเกษตรกรนั้นต้องแตกต่าง อย่าเป็นพวกโหวกเหวกโวยวายไร้วัฒนธรรม พวกเราเป็นผู้ที่ใช้ความรู้ ความใจเย็น และการเข้าถึงธรรมชาติเพื่อสร้างสิ่งมหัศจรรย์และเป็นความหวังของมนุษย์ชาติ อย่าพาตัวเองไปตกต่ำ...” เขาไม่ได้ตำหนิซูหยวนโดยตรง แต่คำพูดนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการจิกกัดเธอ
นักเรียนของสถาบันเกษตร และผู้เข้าร่วมการทดสอบคนอื่นๆลอบหัวเราะ พวกเขาเหลือบมองซูหยวนที่ยังยืนนิ่งราวกับไม่สะทกสะท้านกับคำที่ได้ยิน ก็แอบมองหน้ากันเอง...
“ต้องหน้าหนาขนาดไหนถึงทำเป็นไม่รู้สึกรู้สาได้”
“นั่นน่ะสิ ถ้าเป็นฉัน...ฉันก็คงจะวิ่งหนี ร้องไห้กลับไปแล้ว”
“เฮ้อ ก็ถึงได้บอกว่าพวกเรามันต่างกันอย่างไรล่ะ” พวกนักเรียนพากันกระซิบกระซาบหลังจากที่คนขององค์กรเข้าไปแล้ว แน่นอนว่าหลังจากนั้นไม่มีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นอีก ซูหยวนทำเป็นไม่ได้ยิน พวกเขาก็หมดสนุกที่จะพูดต่อ
………………………………..