วันหนึ่งในฤดูฝน
เสียงฟ้าร้องคำรามก้องไปทั่วบริเวณเป็นเวลาเกือบสองชั่วยาม พื้นดินรอบบ้านเปียกแฉะกลายเป็นโคลนและมีแอ่งน้ำเล็ก ๆ เกิดขึ้นหลายแห่ง
ทุ่งดอกไม้สีเหลืองพัดไหวตามสายฝนลมพัดในเวลานั้นราวกับเริงระบำ
แม้อู๋เยว่ชิงจะถูกพลังของอีนั่วปกปิดเรื่องบางอย่างเอาไว้ แต่นางที่เป็นถึงเทพดาราย่อมเฉลียวใจได้ในบางครั้งว่าทุกสิ่งมันแปลกเกินไป อายุที่เพิ่มมากขึ้นในทุกวัน ไม่มีมนุษย์ผู้ใดหรอกจะอายุยืนร้อยปีแต่เนื้อหนังร่างกายและใบหน้ายังคงเหมือนวันวานไม่เปลี่ยนแปลง
โดยเฉพาะอีนั่ว ร้อยปีผ่านมาแล้วเขายังคงเหมือนเด็กอายุเจ็ดขวบไม่มีผิด
สายตาที่ล่องลอยราวกับจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวทำให้บุตรชายสังเกตได้ในพริบตา เขาเอียงคอเล็กน้อยก่อนที่พลังมารจาง ๆ ค่อย ๆ เคลื่อนผ่านไปหาอู๋เยว่ชิง
เสียงพึมพำกังวลแต่คิดว่ายังพอรับมือได้บ้าง “ท่านแม่ อย่าสงสัยเรื่องพวกนั้นเลย อยู่กับข้า ท่านแม่ไม่มีความสุขหรือ”
อู๋เยว่ชิงส่ายหน้าเอ่ยออกมาโดยไม่รู้ตัว “อีนั่ว วันครบรอบอายุเจ็ดขวบของเจ้า อยากกินอะไรหรือ ข้าจะเตรียมเอาไว้ให้”
“ข้าอยากกินซุปซี่โครงตุ๋นน้ำแกงขอรับ” เด็กชายรีบบอกทันทีขณะวิ่งฝ่าสายฝนกลับมาหานาง “ท่านแม่ เล่นน้ำฝนกับข้าได้หรือไม่”
ผู้เป็นมารดาส่ายหน้าคลี่ยิ้มบางเอ็นดูความซุกซนเป็นเด็กของเขาแต่สุดท้ายก็ยอมตากฝนวิ่งเล่นกันสองคนด้วยความสนุกสนาน
เวลานี้ชีวิตของทั้งคู่ดำเนินไปอย่างเรียบง่าย ไม่มีผู้ใดเข้ามาฉกฉวยความสุขนั้นได้
เมื่อถึงวันครบรอบวันเกิดของเขา อู๋เยว่ชิงตื่นตั้งแต่ตะวันยังไม่ขึ้น เตรียมของทำอาหารอย่างที่เขาชอบแล้วจัดการทำงานบ้านเหมือนอย่างเคยก่อนจะนั่งรับลมอยู่นอกชานบ้านรอเด็กน้อยตื่นจากหลับฝัน
“ท่านแม่ขอรับ” น้ำเสียงสดใสเอ่ยเรียกนางจากในห้อง “ทำไมถึงได้ตื่นตั้งแต่เช้าขนาดนี้เล่า”
นางกางแขนออกแล้วบอกเขาว่า “วันนี้วันเกิดเจ้าไม่ใช่หรือ มาให้ข้ากอดหน่อยได้หรือไม่”
เด็กน้อยขยี้ตาพยายามเรียกสติของตนเองเพราะยังไม่ตื่นดีก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าวันนี้สำคัญอย่างไร จมูกน้อย ๆ สูดกลิ่นหอมที่โชยมาจากข้างบ้านพลันยิ้มกว้างถามนางว่า “ท่านแม่ ข้ากินได้เลยหรือไม่”
เขาไม่พูดเปล่า เสียงท้องร้องโครกครากยังดังอย่างรู้งาน อีนั่วชื่นชอบฝีมือทำอาหารของนางมากนัก ถึงอย่างไรก็ดีกว่ากินอย่างอื่นเป็นไหน ๆ
แม้ตัวจะเป็นครึ่งมารปีศาจกับมนุษย์ แต่เขากลับไม่อยากยอมรับตัวเองเพราะมันคือสิ่งที่ทำให้ครอบครัวของตนต้องแตกแยกเหมือนอย่างทุกวันนี้
อู๋เยว่ชิงนั่งมองดูลูกชายทานอาหารเช้าอยู่เงียบ ๆ แล้วถามเขาว่า “เมื่อวานฝนตกไปแล้ว วันนี้อากาศคงจะดีตลอดทั้งวัน เจ้าอยากไปเที่ยวในหมู่บ้านหรือไม่”
“ข้าไม่อยากไปขอรับ” เขาส่ายหน้าแล้วหยิบซี่โครงขึ้นมาแทะด้วยความเอร็ดอร่อย “ท่านแม่อยากไปหรือ”
เขาไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับผู้ใดมากนักถ้าไม่จำเป็นเพราะยิ่งรู้จักผู้คนก็จะยิ่งผูกพันกันไปเปล่า ๆ
มนุษย์อายุขัยสั้นปานนั้น อีนั่วไม่ชอบการสูญเสียเลยแม้แต่น้อย เมื่อก่อนเขารู้จักแทบทุกคนในหมู่บ้านแห่งนั้นแต่พอตัวเองอายุยืนกว่าใครก็ทำได้แค่เพียงมองคนเหล่านั้นค่อย ๆ จากไปตามกาลเวลา
“ไม่หรอก ข้าถามเพราะคิดว่าเจ้าอาจจะอยากกินลูกกวาด ขนมหวาน และเที่ยวเล่นกับเด็กคนอื่นในวัยเดียวกัน” อู๋เยว่ชิงแค่เป็นห่วงที่ลูกชายอยู่ติดบ้านเกรงว่าโตขึ้นมาแล้วจะไม่มีสหาย
“ข้ามีท่านแม่แล้ว ไม่ต้องการผู้ใดขอรับ” อีนั่วยังคงยืนยันคำเดิมและอู๋เยว่ชิงก็ไม่ได้ตอบอะไรนอกจากยิ้มให้เขา
หลังจากทานอาหารเสร็จเรียบร้อย ทั้งคู่เดินเล่นไปเรื่อย ๆ แวะดูดอกไม้ตรงโน้นทีตรงนี้ทีกว่าจะถึงลำธารที่มีน้ำไหลมาจากภูเขา สีน้ำยังคงขุ่นมัวเป็นดินแดงเพราะฝนตกหนักเมื่อวันก่อนแต่อีนั่วกลับเลิกคิ้วมองสิ่งที่ไหลมากับน้ำเชี่ยว
ก้อนหินหลากสีกลิ้งอยู่ข้างล่างนั้นตามแรงกระแสน้ำ เขาพุ่งตัวลงไปทันทีเพราะอยากเก็บมันขึ้นมา
“อีนั่ว น้ำเชี่ยวขนาดนั้น อย่าลงไปนะ” อู๋เยว่ชิงร้องห้ามเอาไว้แต่ไม่ทันการ นางรู้ว่าลูกชายของตนซุกซนมากแค่ไหน ทั้งยังดื้อดึงบอกเท่าไหร่ก็ไม่เคยฟังกันสักที
“ข้าไม่เป็นอะไรหรอกขอรับ” เสียงเจื้อยแจ้วตอบกลับมาเช่นนี้ทุกครั้งจนนางได้แต่ยืนมองดูเพราะรู้ว่าเขาแข็งแกร่งเกินกว่าเด็กทั่วไป
แม้รู้ว่ากระแสน้ำเท่านี้ไม่อาจทำอันใดแต่ยังสงสัยว่าเขากระโจนลงไปทำไมทั้ง ๆ ที่น้ำในตอนนี้ขุ่นมัวจนมองไม่เห็นอะไร
ราวกับรู้ว่ามารดาคิดสิ่งใดอยู่ อีนั่วจึงยกแขนขวาขึ้น ในมือมีก้อนหินสีฟ้า ม่วง แดง ประกายของมันแวววาวแม้ว่าจะมีโคลนเปรอะเปื้อนบางส่วน
“ตาดีถึงเพียงนี้เลยหรือ” อู๋เยว่ชิงเผลอพูดตามที่คิดเรียกเสียงหัวเราะจากเขาได้เป็นอย่างดี
ครั้นเล่นสนุกจนพอใจแล้ว อีนั่วขึ้นฝั่งด้วยสีหน้าภาคภูมิใจทำทีปกปิดไม่ให้มารดารู้ว่าเขามีแผนอะไรก่อนจะใช้เวลาว่างขัดถูแกะสลักก้อนหินเหล่านั้นเป็นก้อนกลมเหมือนลูกปัด ค่อย ๆ ร้อยทีละเม็ดแล้วผูกปมเอาไว้สองเส้น
กว่าจะทำได้สวยงามดั่งใจคิด อีนั่วใช้เวลาเกือบสิบวัน แอบทำเครื่องประดับอยู่เงียบ ๆ จนดึกดื่น คอยหลบไม่ให้มารดาเห็น หากนางถามมักบ่ายเบี่ยงเปลี่ยนเรื่องเพราะอยากให้นางดีใจตอนที่ได้เห็นของสิ่งนี้
เขายื่นสร้อยข้อมือให้นางด้วยสีหน้าคาดหวัง รอดูท่าทีของอู๋เยว่ชิงไม่วางตา แม้จะเกลียดที่มีพลังมารแต่กลับจำใจฝังพลังนั้นเอาไว้ในสร้อยข้อมือเพื่อใช้ปกป้องนางจากสิ่งเลวร้ายทั้งปวง
นอกจากนั้นแล้วยังใช้เป็นเครื่องมือกักเก็บความทรงจำทั้งหมดในหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ครั้งนี้นางจะไม่มีทางลืมว่าเขาเป็นลูกชายเพียงคนเดียวของนางอย่างเด็ดขาด
“สวยยิ่งนัก” หญิงสาวเอ่ยปากชมสิ่งล้ำค่าที่ได้มาเป็นของขวัญ “ลูกแม่คงจะมีฝีมือด้านนี้มาตั้งแต่เกิดสินะ ขอบใจเจ้ามาก ข้าจะเก็บไว้เป็นอย่างดีเลย”
“ท่านแม่ สัญญากับข้าได้หรือไม่ว่าจะไม่ลืมข้าอีก” เด็กน้อยคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าครั้งนี้จะไม่มีอะไรมาพรากมารดาไปจากเขาได้อีก ไม่เว้นแม้แต่บิดาของเขา
“ข้าจะลืมเจ้าได้อย่างไร” นางเม้มปากไม่รู้ว่าทำไมลูกชายถึงพูดเรื่องนี้ “มาให้ข้ากอดเจ้าหน่อยเถิด”
อีนั่วไม่รู้เลยว่าเวลาที่พวกเขาต้องแยกจากกันจะมาถึงในวันหนึ่ง เทพดาราที่ยังคงทำหน้าที่ไม่สมบูรณ์ถูกกระแสพลังเทพบรรพกาลเรียกสติให้กลับมา
พลังเทพที่ถูกซ่อนไว้ค่อย ๆ เผยออกมาทีละนิดรวมถึงความทรงจำตอนเป็นสวีลู่ชิง
นางเก็บงำสิ่งที่เกิดขึ้นเอาไว้ไม่ให้อีนั่วรู้เพราะกำลังสับสนว่าตัวเองเป็นผู้ใดกันแน่ ยิ่งสัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายมีพลังมารปีศาจเหลือล้น นางจึงเริ่มระวังตัวมากกว่าเดิมความรู้สึกค่อย ๆ แปลกไปจนในที่สุดจึงแยกแยะได้ว่าอู๋เยว่ชิงคงจะเป็นด่านเคราะห์ในชาติที่นางต้องเผชิญ
เทพดาราคงจะใช้ชีวิตร่วมกับมารปีศาจสักตนแล้วให้กำเนิดอีนั่ว เมื่อพลังตื่นขึ้น นางจึงรู้สึกหนักใจยิ่งนักว่าจะทำอย่างไรกับสถานการณ์ในตอนนี้
ทว่า ไม่ทันจะได้คำตอบ จู่ ๆ พลังเทพบรรพกาลดึงนางกลับสวรรค์โดยไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ไม่แม้จะให้นางได้ร่ำลาลูกชายเป็นครั้งสุดท้ายหรืออธิบายความจริงกับเขา
ไม่เพียงเท่านั้น ในเวลาที่ความทรงจำเทพดารากลับมาสมบูรณ์ เรื่องราวที่อยู่กับอีนั่วค่อย ๆ เลือนหายไปโดยปริยายเหลือเพียงความรู้สึกที่อยู่ลึก ๆ ในใจว่านางกำลังหลงลืมใครบางคน
อีนั่วงัวเงียตื่นขึ้นมาไม่เห็นใคร กระวนกระวายทำตัวไม่ถูก แม้นั่งรอนางตั้งแต่เช้าจนมืดค่ำ ผ่านไปสองสามวันไม่เห็นนางกลับมา ในใจห่อเหี่ยวยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด
ใบหน้าเหม่อมองท้องฟ้าไม่อยากให้สิ่งที่รู้สึกในเวลานี้เป็นเรื่องจริง พึมพำอยู่คนเดียว “ท่านแม่ทิ้งข้าไปอีกแล้วหรือ”