ยอมแพ้หรือ?
เมื่อได้ยินคำพูดของฉู่ซวนเอ๋อร์เย่เฉินก็ถอยหลังเซออกไป แต่ก็กัดฟันแน่นและไม่ได้พูดอะไรออกมา
เขายอมแพ้ให้กับเซี่ยอวิ๋นได้แต่จะไม่ยอมพ่ายแพ้ให้กับจื่อซาน ความดื้อรั้นภายในใจทำให้เขาก็มีความหยิ่งยโสเขาไม่อายที่จะพ่ายแพ้ให้กับมิตรสหายแต่การพ่ายแพ้ให้กับศัตรูนั้นถือว่าเป็นความอัปยศไปชั่วชีวิต
พัฟ!
พัฟ!
จื่อซานดูเหมือนสุนัขที่บ้าคลั่งทั้งการจู่โจมลงมือกับการเคลื่อนไหว ถึงแม้ว่าเย่เฉินจะถูกสังหารจนเลือดอาบแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะหยุดมัน
สภาพของเย่เฉินนั้นน่ากลัวพอสมควรเลือดและกระดูกหลายส่วนบนร่างกายถูกเผยออกมารอยบาดแผลและคราบเลือดก็เต็มไปทั่วทั้งร่างกายใบหน้าที่บอบบางก็กลายเป็นเลือดเนื้อที่ได้รับบาดเจ็บจนแทบแหลกเหลวรวมถึงผมที่กระเซิงจนทำให้ผู้คนคิดว่านี่ไม่ใช่มนุษย์แต่เป็นอสูรที่กำลังคลานออกมาจากนรก
ในขณะนี้ศิษย์สตรีหลายคนที่อยู่ด้านล่างลานประลองอดไม่ได้ที่จะปิดตา ฉากนองเลือดเช่นนี้ทำให้พวกนางรับไม่ได้ที่จะเพ่งมองเข้าไปโดยตรง
“หยุดสู้ได้แล้ว”เมื่อเห็นว่าเย่เฉินไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับฉู่ซวนเอ๋อร์ที่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนก้อนเมฆก็ลุกขึ้นยืนทันทีนางไม่ได้หัวเราะสนุกสนานอีกต่อไป แต่กลับเคร่งขรึมอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนและยังยืนหยัดอยู่บนก้อนเมฆราวกับเทพธิดาแห่งสรวงสวรรค์ รูปลักษณ์ดูไร้ที่ติและยังมีลักษณะอันน่าเกรงขามของผู้แข็งแกร่งเช่นกัน
“ท่านอาจารย์ลูกศิษย์ของท่านจะขี้ขลาดตาขาวไม่ได้ การประลองครั้งนี้เย่เฉินจะไม่ยอมจำนน”สุดท้ายเย่เฉินก็พูดออกมา แม้ว่าคำพูดจะดูเรียบนิ่งแต่กลับไม่เคยหายไปจากหอฟ้าดินเลย
ประโยคเดียวนั้นทำให้ฉู่ซวนเอ๋อร์ถึงกับสั่นเทาและตกตะลึงอยู่ตรงนั้น
การฝึกตนมานานกว่าร้อยปีนางยอมรับว่าจิตใจของตนเองได้กลับคืนสู่ความสงบสุขมานานแล้วแต่คำพูดประโยคเดียวในตอนนี้ กลับทำให้นางต้องหวั่นไหวร่างที่เปื้อนไปด้วยเลือดนั้นสะดุดตาเป็นพิเศษและขณะนี้มันตราตรึงอยู่ในใจของนาง
ตูม!
บนลานประลองก็มีเสียงดังสนั่นขึ้นอีกครั้งเย่เฉินที่ถอยหลังออกไปอย่างโซเซ กลับกระเด็นออกไปด้วยฝ่ามือของจื่อซานจนกระแทกลงบนลานประลองและจมอยู่กับกองเลือด
เย่เฉินสั่นสะท้านจนแทบกระอักเลือดออกมาทั่วทั้งร่างจากภายในสู่ภายนอกกำลังแย่อย่างมากสำหรับเขาแล้วก็เป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อที่สามารถต่อสู้กับจื่อซานมาจนถึงตอนนี้ได้
“ข้าจะแพ้ไม่ได้”แค่เพียงประโยคเดียว เลือดก็ไหลออกมาจากปาก จนถึงเวลานี้เขาก็ยังคงหาทางพลิกสถานการณ์จากความพ่ายแพ้ให้เป็นกลายเป็นชัยชนะ
“จะพ่ายแพ้ให้กับใครก็ได้แต่จะพ่ายแพ้ให้กับเขาไม่ได้”
“จะแพ้เมื่อไรก็ได้แต่การต่อสู้ครั้งนี้จะพ่ายแพ้ไม่ได้”
ทันใดนั้นความคิดบ้าคลั่งหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวของเขา และดูเหมือนจะทำให้เขาพบแสงสว่างจางๆในคืนที่มืดมิด
หลอมกายทรหด
เขานึกถึงเคล็ดวิชาลับอันทรงพลังมันไม่เพียงเป็นวิชาลับในการหลอมกายเท่านั้นแต่ยังเป็นวิชาลับหนึ่งของการรักษาอาการบาดเจ็บอีกด้วยขณะที่หลอมร่างกายนั้นก็ยังสามารถฟื้นฟูอาการบาดเจ็บเชื่อมต่อกระดูกและเส้นลมปราณได้อีกด้วย
ครั้งแรกที่เขาค้นพบความลึกลับของการหลอมกายทรหดคือหลังจากที่เขาได้รับบาดแผลจากแส้อัคนีของวิหารประกาศิต
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเขาก็รู้ว่าการหลอมกายทรหดดังกล่าวนั้น ไม่ได้มีไว้แค่การหลอมร่างกายเท่านั้นแต่ยังรวมถึงการรักษาบาดแผลอีกด้วย ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ได้รับบาดเจ็บและเขาก็ฟื้นตัวขึ้นมาอีกครั้งล้วนแต่ได้มาจากเคล็ดวิชาลับนี้ทั้งสิ้น
นี่เป็นความคิดที่บ้าคลั่งจริงๆแม้ว่าเขาเองก็ไม่กล้าที่จะคิดก็ตาม
เพราะเขารู้ดีกว่าใครๆถึงความเจ็บปวดจากการหลอมกายทรหด
กลั่นกระดูกสร้างไขกระดูกหลอมเส้นเอ็นสร้างชีพจร เผาหัวใจชุบโลหิต ขัดผิวตะไบเนื้ออักษรที่เรียบง่ายสิบหกตัว เป็นการตีความหมายที่ดีที่สุดนั่นก็คือความเจ็บปวดที่น่ากลัวยิ่งกว่าการแล่เนื้อเถือหนังซึ่งเกินกว่าคนทั่วไปที่จะทนได้
ตอนนี้เขาต้องการใช้วิชาลับนี้ในการหลอมกายเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บในขณะเดียวกันก็ต้องรับมือกับการต่อสู้ของจื่อซาน จะไม่ให้บ้าคลั่งได้อย่างไร
แต่เขาก็มาถึงทางตันแล้วจริงๆมีเพียงเคล็ดวิชาลับการหลอมกายทรหดเท่านั้นที่สามารถพึ่งพาได้และมีเพียงวิธีการบ้าคลั่งนี้ได้เท่านั้น ส่วนผลที่ตามมาของการกระทำเช่นนี้เขาไม่กล้าที่จะไปคิด
“หลอมกายทรหดช่วยข้าสู้” เขาพึมพำในใจพลางคิดไปด้วยและเคล็ดวิชาลับการหลอมกายทรหดก็เคลื่อนไหวในทันที
แกรก!
แกรก!
ทันใดนั้นก็มีเสียงกระแทกกันของกระดูกในร่างของเขาดังขึ้น ส่วนของกระดูกก็เริ่มแตกร้าวทุกๆซี่กระดูก หลังจากหยุดอยู่ครู่หนึ่ง ก็ค่อยๆ แตกร้าวต่ออีกครั้ง
เป็นเช่นนี้ไปมาต่อเนื่องกันกระดูกยังคงเชื่อมต่อและแตกเป็นระบบหมุนเวียน
อ๊าก...!
เย่เฉินตะโกนออกมาและเส้นเลือดสีเขียวที่หน้าผากก็เผยออกมา ดวงตาสีเข้มของเขาก็แดงก่ำไปทั่วดวงตาและดูเหมือนจะมีเข็มนับหมื่นทิ่มแทงทะลุไปทั่วทั้งร่างกระดูกและผิวหนังทุกส่วนทั้งร่างกายของเขาเหมือนจะแยกขาดออกจากกัน
แต่ความเจ็บปวดที่รุนแรงจากการหลอมร่างกายนั้นก็ตามมาด้วยความสามารถที่ทรงพลัง
จะเห็นได้ว่าขณะที่เย่เฉินกำลังหลบหลีกการโจมตีของจื่อซานเขาได้ทำการหลอมร่างกายไปด้วยจากนั้นหมอกสีเขียวก็ปรากฏขึ้นบนคราบเลือดและได้ทำการรักษาบาดแผล
ไม่เพียงเช่นนั้นกระดูกและเส้นลมปราณภายในร่างของเขาก็ยังอยู่ในการหลอมกระดูกที่หักและเส้นลมปราณที่ฉีกขาดก็ได้เชื่อมต่อกันอีกครั้งเลือดเนื้อที่หลุดออกไปก็เกิดเป็นเลือดเนื้อขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
หือ?
นักพรตเต้าเสวียนรู้สึกได้ถึงฉากเหตุการณ์ที่ผิดปกตินี้
เขาหรี่ตาและจ้องมองการเปลี่ยนแปลงที่น่าแปลกนั่นขณะเห็นภาพน่ากลัวในร่างกายของเย่เฉินก็อดไม่ได้ที่จะมีเหงื่อไหลออกมาที่หน้าผากเพราะสมาธิจดจ่อของเขา
“นี่...เจ้าหนุ่มนี้บ้าไปแล้วหรือ?” แม้แต่นักพรตเต้าเสวียนเองก็ไม่ได้สังเกตคำพูดของตนเองที่กำลังสั่นเทาและไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสีหน้าของเขาในตอนนี้แสดงท่าทีไม่เหมาะมากเพียงใด
เพียงแต่ในขณะนี้ใครยังจะมีเวลาไปมองเขาอีกสายตาของผู้อาวุโสกลุ่มหนึ่งกำลังจ้องมองไปที่เย่เฉินในดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“เคล็ดวิชาการหลอมกาย”เฟิงอู๋เฮิ่นที่เงียบมาตลอดได้พึมพำ “เจ้าหนุ่มบ้าคลั่งจริงๆร้ายแรงขนาดนี้ยังกล้าที่จะทนเจ็บปวดกับการหลอมร่างกายนี่มันเคราะห์ซ้ำกรรมซัดจริงๆ”
“หากศิษย์คนนี้ไม่อาจสร้างชื่อให้กับต้าฉู่สวรรค์ก็คงจะยอมรับไม่ได้” ผางต้าไห่แห่งหอหมื่นสมบัติถอนหายใจ
“ใช้กำลังทารุณตนเองอย่างรุนแรงทรงพลัง”
“ไม่ได้เห็นเจ้าเด็กบ้าคลั่งแบบนี้มาหลายปีแล้ว”พวกสวีฝูต่างก็ถอนหายใจออกมา
“ข้ารู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดของเจ้าความดื้อรั้นและบ้าคลั่งของเจ้า ทำให้อาจารย์ตกตะลึง” เย่เฉินที่อาบไปด้วยเลือดอยู่บนลานประลองทำให้ฉู่ซวนเอ๋อร์เห็นแล้วประทับใจเล็กน้อยเย่เฉินคือคนแรกที่ทำให้ใจของนางสั่นไหว
เมื่อเทียบกับพวกชายชราเหล่านั้นพวกศิษย์ที่เฝ้าดูการต่อสู้รอบๆ ลานประลองกลับแสดงสีหน้าหวาดกลัวออกมาด้วยพลังชีวิตที่แข็งแกร่งของเย่เฉิน ทำให้พวกเขาถึงกับตกใจ
ในเวลานี้พวกเขาไม่มีใครรู้เลยว่าเย่เฉินกำลังทำอะไรอยู่สิ่งที่พวกเขาเห็นอย่างเดียวคือบาดแผลบนตัวของเย่เฉินยังคงทำการรักษาในขณะที่เขากำลังต่อสู้อยู่พร้อมกับดวงตาคู่นั้นที่แดงก่ำ และยังคงบ้าคลั่งอย่างต่อเนื่อง
“เย่เฉินจะทำอะไรกันแน่ทำไมข้าดูแล้วมันผิดปกติ”
“ท่าทางเขาดูน่ากลัวมาก”
“กินเวลามานานมากแล้วเขาแกร่งจนไม่สามารถจะเอาชนะได้เลยงั้นหรือ?”
พรวด!
พรวด!
เลือดสีแดงสดก็สาดไปบนลานประลองเย่เฉินที่เจ็บปวดจากการหลอมร่างกายและการโจมตีจากจื่อซานยังคงพยายามหลบหลีกอย่างยากลำบาก
อ๊าก...!
ดวงตาของจื่อซานเต็มไปความอำมหิตเย่เฉินที่ปรากฏอยู่ในสายตาของเขาราวกับไฟที่ลุกโชนในค่ำคืนที่มืดมิดแต่ทำไมเขากลับไม่สามารถที่จะดับมันได้ และนี่เป็นสิ่งที่ทำให้เขาแทบจะคลั่ง
“เย่เฉินทำไมเจ้ายังไม่ตาย” เสียงตะโกนดังขึ้นอีกครั้ง และเขาก็ฟาดกระบี่ลงมาจากฟ้า