เพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี)

    บทที่ หนึ่งร้อยห้า เข้าสู่วังหลัง

     

    บทที่ หนึ่งร้อยห้า

     

    กลิ่นกำยานหอมอ่อนลอยอ้อยอิ่งในห้องกว้างบรรยากาศชวนให้นึกถึงป่าทึบในฤดูฝนยามต้นปี สายลมอ่อนที่ลอดผ่านม่านโปร่งสีขาวบางทำให้ชายผ้าผืนยาวปลิวพลิ้วละม้ายมังกรโปรยหาง

    นางรู้สึกว่าร่างของตนเบาหวิวดั่งไร้น้ำหนักดวงตาที่เคยหนักอึ้งค่อยๆ ลืมขึ้นช้าๆ ปรากฏภาพเพดานไม้ขัดอย่างดีปรากฏในสายตาประดับลวดลายวาดมือรูปกระเรียนกลางเมฆาไม่นานนักสติที่พร่าเลือนก็เริ่มกระจ่างขึ้น นี่มิใช่ป่า! ทั้งมิใช่ที่ใดที่เคยพบเคยเห็นทุกสิ่งล้วนโอ่อ่าแปลกตาและหรูหราเกินกว่ามนุษย์ธรรมดาใดๆ ที่เคยพบเห็นจะครอบครอง

    ร่างหญิงสาวรีบยันกายลุกจากฟูกหนานุ่มที่รองอยู่บนเตียงไม้สักสลักลายวิจิตรเพียงพอลุกขึ้น ผ้าม่านบางที่ล้อมรอบก็สั่นไหวเบาๆก่อนประตูไม้ทาสีแดงเข้มจะถูกเปิดออก เสียงฝีเท้าเบาก้องในความเงียบพร้อมกับร่างของหญิงสาวในชุดสีเขียวเข้มยาวจรดข้อเท้าเดินเข้ามาก่อน จึงตามด้วยอีกสามคนรูปร่างท่าทางละม้ายกันร่างเพรียว ผิวขาว พวกนางไม่เอ่ยคำใดเพียงตรงเข้ามาหานางราวกับจะจัดการบางสิ่งทันที

    “พวกเจ้าเป็นใคร! อย่าเข้ามานะ!” นางรีบถอยหนีด้วยความหวาดระแวงจนหลังชนเสาเตียงมือทั้งสองยกขึ้นตั้งท่าป้องกันตนเองโดยไม่รู้จะใช้วิธีใด

    แต่หนึ่งในหญิงเหล่านั้นก็เอ่ยเพียงเสียงเรียบ“แค่จะพาแม่นางไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดเท่านั้น อย่าขัดขืนเลย”

    “อาบน้ำ? เหตุใดพวกเจ้าต้องมาอาบน้ำให้ข้าด้วย?” นางถามกลับทันทีขณะที่ก้าวถอยอีกก้าวจนส้นเท้าแทบย่ำขอบพรม

    หญิงอีกคนย่อตัวตอบเบาๆ“เพราะแม่นางจะต้องเข้าเฝ้าไทเฮาเพคะ”

    คำว่า‘ไทเฮา’ ทำให้นางชะงักไปครู่หนึ่งความสงสัยแผ่ขยายทั่วทั้งจิตใจ เพียงเท่านั้น พวกนางทั้งสี่ก็ไม่พูดอะไรต่อต่างแยกย้ายเข้ามาจับแขน จับขา ถอดเสื้อคลุมของนางออก แม้นางจะดิ้นรนเท่าใดแต่ไร้ทางขัดขืนก็ถูกควบคุมด้วยมือของหญิงทั้งสี่ที่แม้ดูบอบบางแต่กลับแข็งแรงราวรากไม้นับพันที่พันรัดอยู่รอบลำต้น

    เสียงน้ำกระเซ็นดังในถังไม้ใหญ่พวกนางจับนางลงแช่ในน้ำอุ่นกลิ่นสมุนไพร ดอกกุยฮวาร่วงปนอยู่กับกลีบดอกซิ่ง และบางส่วนลอยแตะบ่า

    แม้นางพยายามจะหลบแต่สุดท้ายก็ต้องยอมให้หญิงมนุษย์เหล่านั้นราดน้ำและขัดตัวเช่นตุ๊กตาหุ่นไม้อยู่นานก่อนจะถูกเช็ดเนื้อเช็ดตัวเปลี่ยนเป็นชุดผ้าไหมสีขาวคลุมด้วยเสื้อคลุมโปร่งเบาสีครามกลิ่นหอมจางแทรกอยู่ในเนื้อผ้า

    เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นนางก็ถูกพาออกจากเรือน ผ่านประตูไม้ประดับและระแนงเคลือบเงา ตอนนั้นพอนางหันกลับไปเรือนด้านหลังที่นางพักอยู่นั้นใหญ่โตจนแทบมองไม่เห็นปลายชายคาราวกับที่อยู่ของเทพสวรรค์ที่ตั้งอยู่กลางสวนป่าหลงลืม

    “นี่คือบ้านของมนุษย์หรือ?” นางเอ่ยพึมพำ

    ตลอดทางเดินไปตามทางหินหยกขาวอ่อนราวทางสวรรค์นางเห็นเรือนใหญ่อีกหลายหลังเรียงราย บ้างประดับลวดลายมังกร บ้างสลักลายหงส์บ้างมีม่านโปร่งสีอำพันระย้าจากชายคาลงมาราวกับสายฝนทองคำทุกย่างก้าวที่ผ่านไปยิ่งทำให้นางรู้ว่าผู้ที่จับนางมา ต้องมิใช่มนุษย์ธรรมดาและเมื่อเดินผ่านประตูบานสุดท้ายเข้ามาในที่อาศัยหลังใหญ่โอ่อ่าอีกหนึ่งก็ต้องตะลึงไปกับโถงกว้างที่ปรากฏตรงหน้า

    พื้นไม้ฉ่ำเงาราวกระจกแทบสะท้อนเงาร่างตนอย่างชัดเจนเสากลางห้องประดับด้วยลายทองคำวิจิตร ม่านโปร่งพลิ้วไหวเบาอยู่ตรงสุดปลายโถง“ยืนอยู่ตรงนี้ อย่าขยับไปไหน” หนึ่งในสตรีผู้พานางมากระซิบข้างหู

    นางสอดส่ายสายตาอย่างระแวดระวังหัวใจเต้นแรงแต่ยังคงจ้องทุกการเคลื่อนไหวทันใดนั้นม่านโปร่งสีไข่มุกด้านในพลันขยับ ร่างของบุรุษและสตรีหลายคนทยอยเดินออกมาเชื่องช้าๆนางจับจ้องพวกเขาด้วยความสงสัย บุรุษในชุดเหมือนๆ กันกับสตรีในชุดแพรมิดชิดพวกเขามีแววตาเยือกเย็นประหลาด เหมือนดั่งผู้คุมชะตาของผู้อื่น

    ทันใดนั้นสตรีสองคนก็ผลักไหล่นางให้ทรุดลง“คุกเข่าเสีย” พวกนางกระซิบเบาทั้งแฝงแรงกดแน่นที่บ่าทั้งสองไปด้วย หากแต่นางพยายามยันขืนไว้ไม่ยอมทรุดลงทำให้หญิงคนหนึ่งกลับกระทุ้งเข่าเข้าด้านหลัง จนเข่านางทรุดลงไปทั้งร่างความเจ็บจากเข่ากระแทกพื้นไม้แผ่ซ่านแล่นวาบทั่วทั้งขา

    “พวกเจ้าเตะข้าทำไม!” นางตวาดลั่นสะบัดแขนอย่างแรงผลักหญิงสาวทั้งสองออกห่างด้วยดวงตาเต็มไปด้วยโทสะทว่าหญิงเหล่านั้นกลับยังไม่ให้ลุก ร่างนางกึ่งนั่งกึ่งทรุดอยู่เช่นนั้นกระทั่งเสียงหนึ่งดังขึ้น

    “พอเถอะๆ ให้นางลุกเถิด” เสียงนั้นแหบเล็กน้อยแต่ทรงอำนาจแฝงด้วยความคุ้นเคยที่ทำให้นางขนลุกซู่ในทันที

    นางเงยหน้าขึ้นดวงตากลมเบิกกว้าง เมื่อได้เห็นหญิงสูงวัยผู้หนึ่งยืนอยู่ไม่ไกลจากม่านโปร่งผมของนางถูกรวบไว้ด้วยปิ่นทอง ดวงตาแหลมเรียวยามนี้แม้โรยราแต่ยังเต็มไปด้วยแววสั่งการไม่ต่างจากคนที่เคยเหยียบย่ำปีกของกาขาวผู้น้อยเมื่อวันวาน

    “นั้นคือ..เด็กคนนั้น..” ภาพจากอดีตฉายชัดในใจความทรงจำยามอยู่ริมลำธารในกายปีศาจกาน้อยย้อนกลับมาเต็มแรงหญิงผู้นั้นคือหนึ่งในเด็กมนุษย์ที่เคยจับตนผูกไว้กับกิ่งไม้ ‘ลากจูงข้าเล่นราวของเล่น!’ แม้เวลาจะเปลี่ยนไป รูปลักษณ์จะไม่คงเดิมแต่เสียงกระซิบของความทรงจำไม่มีวันผิดพลาด

    นี่เองหรือ..สิ่งที่อาจารย์เคยกล่าวไว้ว่าตนนั้นมีพรสวรรค์พิเศษ หนึ่งในนั้นคือสามารถจดจำใครได้แม้เห็นเพียงครั้งเดียวแม้ผู้นั้นจะกลับชาติมาเกิดอีกกี่ครา รูปลักษณ์จะเปลี่ยนไปเช่นไรก็ยังจำได้ไม่ลืมเลือน..

    หญิงสูงวัยหันไปพูดกับชายผู้หนึ่งรูปร่างสูงโปร่งสง่าแลทรงภูมิมีอายุพอกันๆ“ใช่นางแน่หรือ..นางดูเหมือนมนุษย์”

    คนเดียวไม่พอแต่ชายสูงวัยข้างๆก็อีกคน ชายคนนี้ก็เป็นหนึ่งในกลุ่มเด็กที่รังแกนางนางรังเกียจทั้งคู่ขึ้นมาจับใจแม้จะพึ่งเคยเจอกันครั้งแรกในชาตินี้ของทั้งคู่แต่ทั้งสองก็ร่วมหัวกันจับนางมาอยู่ดี พวกคนชั่ว!

    ชายผู้นั้นโค้งเล็กน้อยก่อนกล่าว“แน่แท้กระหม่อมนางคือปีศาจกาขาวในร่างมนุษย์ บัดนี้เปลี่ยนร่างแล้วคงไม่มีฤทธิ์เหลือเลยแม้แต่น้อย”

    “แสดงว่านาง..ไม่ใช่มนุษย์ นี่จะไม่เป็นภัยต่อฮ่องเต้หรือหากฝ่าบาทเข้าใกล้?”

    “มิกล้าเพคะ” ชายผู้นั้นโค้งศีรษะอีกครั้ง “กระหม่อมตรวจดูยามแล้วนางเป็นปีศาจที่เกิดมาอ่อนแอแต่ยังใช้ต่อชะตาให้องค์ฮ่องเต้ไม่ติดขัดนางทำได้เพียงสามารถเปลี่ยนร่างมนุษย์ได้ แต่หากใช้พลังอื่นๆ ไม่ได้บัดนี้อ่อนแอกว่ามนุษย์ทั่วไปด้วยซ้ำ ต่อให้นางกำนัลธรรมดายังจัดการนางได้ไม่มีปัญหาแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”

    หญิงสูงวัยครางในลำคอคล้ายพอใจแล้วจึงหันกลับมาหานาง“เจ้าชื่ออะไร?”

    แต่นางไม่ตอบเพียงมองสบดวงตาของหญิงที่ถูกเรียกว่า ‘ไทเฮา’ ด้วยแววเคียดแค้นแน่นิ่งริมฝีปากเม้มแน่นไร้ถ้อยคำ

    “ตอบไทเฮาเดี๋ยวนี้!” นางกำนัลคนหนึ่งกระชากเสียงพร้อมก้าวเข้ามาบีบไหล่นางแน่น

    แต่ความเงียบงันยังคงเป็นคำตอบของนางสายตาก็ไม่ยอมหันหนี

    “นางบังอาจนัก!” อีกคนตวาดแล้วผลักร่างนางลงกับพื้นอีกครั้งเข่ากระแทกพื้นไม้ดัง ‘ปึก’ อีกครั้ง หัวเข่าที่ยังระบมจากการถูกกดลงเมื่อครู่ยังกระเพื่อมไปด้วยแรงหายใจอันหอบถี่ปีศาจกาขาวในร่างหญิงสาวนิ่งอยู่กลางห้องโถง ท่ามกลางม่านที่ปลิวแผ่วและกลิ่นกำยานหอมอ่อนไม่ได้ทำให้โถงมีความสงบแม้สักนิดกลับอบอวลคล้ายจะกลบกลิ่นอับของความคับแค้นที่ค้างคาในอกนางเสียมากกว่า

    สายตาของนางยังคงไม่ละจากหญิงสูงวัยผู้ยืนอยู่ตรงหน้า..บุคคลซึ่งนางไม่มีวันลืม..บุคคลที่นางรังเกียจความอดทนของนางสิ้นสุดลงในฉับพลัน

    “ปล่อยข้านะ!” นางคำรามลั่นพร้อมสะบัดตัวอย่างแรงทั้งเตะ ทั้งเบี่ยงกายหลบพวกนางกำนัลที่ยังพยายามจับตรึงตัวไว้ แขนของนางปัดถูกแจกันเคลือบลายเครือเถาหล่นแตกกระจายเสียงดังในโถงเรือนทุกคนหยุดชะงักทันใด

    ความวุ่นวายยังไม่ทันสงบเสียงหนึ่งก็ดังแทรกเข้ามาจากหน้าทางเข้าห้อง “ฮ่องเต้เสด็จ!” เสียงทหารรักษาพระองค์ที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูร้องเสียงดังพร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักแน่นที่ก้าวเข้ามาภายในโถง

    แต่หญิงสาวกลับไม่สนใจแม้แต่น้อยยังคงดิ้น ขัดขืน ตวาดไล่เหล่านางกำนัลที่พยายามจับแขนตนไว้แน่นเศษชิ้นกระเบื้องบาดสันมือแต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งแรงพยศ นางจะต้องหนีไปให้ได้..จนกระทั่งเสียงหนึ่งดังขึ้นเบื้องหลังหนักแน่น เย็นเยียบ และแฝงแรงอำนาจดั่งสายฟ้าฟาดกลางใจ

    “เกิดอะไรขึ้น!” เสียงทุ้มต่ำก้องในโถงดุจเสียงแห่งอาญาสวรรค์

    หญิงสาวสะดุ้งเฮือกหันกลับไปทางต้นเสียงโดยสัญชาตญาณ ใจที่เต้นแรงกลับคล้ายหยุดนิ่งลงในเสี้ยววินาทีบุรุษผู้ยืนอยู่ใต้เงาม่านโปร่งเบื้องหน้า

    ร่างสูงสง่าประหนึ่งยอดสนที่ตั้งตระหง่านเหนือหุบเขาสวมอาภรณ์ยาวสีแดงเลือดหมู ตัดลายไหมมังกรดำ ลวดลายเงากระทบแสงจนขยับไหวประหนึ่งมีชีวิตรัศมีอำนาจแผ่ซ่านออกมาแม้เพียงยืนนิ่ง เรือนผมยาวถูกรวบขึ้นอย่างเรียบง่ายประดับกวานหยกทองหน้าผากรับกับโครงหน้า ดวงตายาวคมกริบดั่งดาบกระบอกตาซ่อนความเด็ดขาดไม่ยินดียินร้ายคิ้วที่ชันขึ้นเล็กน้อยเหนือสันจมูกตรงได้รูปริมฝีปากบางที่ปิดสนิทบ่งบอกนิสัยไม่พูดพร่ำให้เปลืองถ้อยคำ

    บุรุษผู้ไม่เหมือนวันวานแต่สำหรับนาง..ในเสี้ยวเวลานั้นในแววตาของปีศาจกาขาวเขาไม่ใช่ใครอื่น เขาคือ..คุณชายใหญ่

    เผลอไปโดยไม่ทันรู้ตัวนางก็เอ่ยออกมาเบาๆ ด้วยเสียงสั่นพร่า “คุณชาย..ใหญ่..” เสียงนั้นเล็กยิ่งกว่าลมผ่านใบไม้แต่เขากลับได้ยินถนัดถนี่หากแต่ไม่ใส่ใจจะโต้ตอบ

    บุรุษผู้สูงส่งเบือนใบหน้าไปจากนางใบหน้าของเขายังเรียบนิ่ง แววตานั้นไม่แสดงอารมณ์แม้แต่น้อยเขาเงยหน้ามองไปยังหญิงสูงวัยแล้วเอ่ยด้วยเสียงต่ำชัด “เสด็จแม่..ให้คนไปจับหญิงสาวชาวบ้านมาจริงหรือ?” น้ำเสียงเด็ดขาดจนบรรยากาศในห้องแข็งค้าง

    สายตาคมกริบตวัดไปยังร่างของนักพรตไท่อี้ที่ยืนอยู่ไม่ห่างนักดวงตาเต็มไปด้วยความไม่พอใจเจือความเย็นชา ‘เพราะคำทำนายเพ้อพก..ถึงทำให้มารดาเขากระทำเรื่องเช่นนี้’

    แต่ไทเฮากลับยังคงยืนสง่างามไม่แสดงอารมณ์แม้ยามก้าวลงจากบันไดหินหยกก็ยังคงสงบ “เรื่องนี้เพื่อประชาราษฎร์เจ้าก็เข้าใจหน่อย หากเจ้าจะปกครองแผ่นดินที่ยิ่งใหญ่ย่อมต้องมีชะตาอายุยืนยาว..และใช่ว่าแม่จะเอาชีวิตใครทั้งนางก็ไม่ใช่มนุษย์เสียหน่อย”

    สิ้นคำวาจานั้นกลับคล้ายเข็มพิษทิ่มแทงใจของหญิงสาวเขาจะรังเกียจนางหรือไม่ที่ไม่ใช่มนุษย์ นางสบตาฮ่องเต้เขม็งดวงตานั้นวาววับคล้ายจะร่ำร้องโดยไร้เสียง น้ำเสียงในอกปั่นป่วนราวน้ำวน และในครู่นั้นเองนางหยุดดิ้นไม่ส่งเสียง ไม่ต่อต้านอีก นางเพียงจดจ้องแต่เขาผู้เดียว..แต่สายตาที่เขาเคยใช้มองนางที่อ่อนโยนบัดนี้กลับเย็นชาราวคนไร้จิตใจ

    กวงเหิงฮ่องเต้ขมวดคิ้วมองเงาร่างที่ถูกตรึงกับพื้นนักพรตไท่อี้ผู้นั้นชักจะเหิมเกริมเกินไปเขาเคยปล่อยผ่านเรื่องเพ้อฝันเหล่านี้เพราะเห็นว่ามารดาเขาสบายใจแต่ครานี้เรื่องกลับลุกลามถึงขั้นลักพาตัวหญิงสาวชาวบ้านมาเช่นนี้

    “เรื่องนี้จะเป็นเรื่องเล็กได้เช่นไร” เขาหันไปยังไทเฮาอีกครั้งเสียงที่เปล่งออกมาหนักแน่นกว่าครั้งก่อน “ให้หญิงสาวไม่รู้ที่มาที่ไปเข้ามายังวังหลวงทั้งยังไม่ได้เต็มใจ เสด็จแม่..พอเท่านี้เถอะ”

    นักพรตไท่อี้กลับยกมือพนมเล็กน้อยยิ้มแผ่ว“ฝ่าบาท..เรื่องนี้ค่อยๆ ไต่ถามก่อนดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”

    ไทเฮายิ้มรับทันทีสีหน้าดูอ่อนโยนขึ้น “นั่นสิฮ่องเต้ ค่อยๆ พูดกันก็ได้คนที่จะต่อชะตาให้เจ้านั้นต้องสมพงศ์กันด้วย ใช่ว่าจะหากันได้ง่ายๆ”

    กวงเหิงฮ่องเต้พยักหน้ารับอย่างเยือกเย็น“เช่นนั้น..ก็ให้เป็นที่นางตัดสินใจหากไม่เต็มใจ แม้จะได้โชคชะตามาก็ไร้ความสุขสบายใจ และเสด็จแม่ก็ต้องยอมรับอย่าให้คำพูดไร้สาระเรื่องโชคชะตาเหนือเหตุผล พระองค์เป็นถึงมารดาของแผ่นดินยิ่งควรมีความเมตตาปรานีแก่ปวงชน”

    คำพูดสุดท้ายนั้นแม้เปล่งออกด้วยน้ำเสียงเรียบแต่กลับหนักแน่นพอจะให้คนในตำหนักสะท้านในอก

    ไทเฮายังคงยิ้มรับแต่แววตากลับเยือกเย็นนางบอกตนเองให้ยิ้มรับเข้าไว้ แต่ในใจกลับร้อนรุ่มเหมือนเปลวเพลิงกลางเหมันต์ ‘เพราะนางปีศาจนี้...โอรสของนางถึงได้กล่าวถ้อยคำเช่นนี้ต่อหน้าข้ารับใช้ทั้งหลาย!’ ทว่าในยามนี้จะโต้กลับก็เท่ากับเพิ่มความขัดแย้งนางจึงได้แต่พยักหน้ารับช้าๆ

    จากนั้นฮ่องเต้หมุนกายเตรียมจะเสด็จจากไปเสียงฝีเท้าหนักแน่นดังก้องพื้นไม้ ห่างไปเพียงสองก้าว..

    “คุณชายใหญ่! คุณชายใหญ่!” เสียงใสสั่นสะท้านของหญิงสาวดังขึ้นกลางห้องร่างในชุดบางสีขาวนั้นฝืนร่างกายที่ระบม เงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยสายตาระคนระหว่างดีใจและโหยหา

    บุรุษผู้ครองบัลลังก์หยุดชะงักฝีเท้าผ่อนลงกลางอากาศก่อนจะค่อยๆ หันกลับมามองนาง ใบหน้านิ่งดั่งหินผาเอ่ยเสียงเรียบ“เราไม่เคยพบเจ้า เจ้าคงจำผิดคนแล้ว”

    หญิงสาวส่ายหน้าอย่างแรงน้ำตาเริ่มเอ่อคลอในดวงตาใส “ข้าจำไม่ผิดท่านคือคุณชายใหญ่ ข้ามาเพื่อพบท่าน..ข้ารอคอยหาท่านมาตลอด!” เสียงนั้นสั่นสะท้านแทรกกลางโถงที่เงียบงันราวกับเงาอดีตลอยผ่านช่องลมปะทะม่านไหมที่ไหว

    ร่างในชุดสีขาวของหญิงสาวยังคุกเข่าอยู่กับพื้นพื้นรองใต้เข่าเหมือนมิได้ให้ความอบอุ่นใดกับร่างกายแต่ในใจกลับร้อนรุ่มทั้งคาดหวังทั้งหวั่นเกรงว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นั้นจะเปล่าประโยชน์

    ร่างสูงสง่ายืนนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งแววตาที่เคยเหี้ยมเย็นในสนามรบและเด็ดขาดในท้องพระโรงกลับแฝงความลังเลอ่อนวาบลงชั่วพริบตาเดียวราวกับมีสิ่งบางอย่างกำลังกระตุกในส่วนลึกของหัวใจ ไม่ใช่เพราะเสียงเรียก ‘คุณชายใหญ่’ นั้นแปลกใหม่ หากแต่..มันคุ้นเกินไป

    เขาปล่อยให้เวลาคล้ายหยุดนิ่งหลายอึดใจแม้ความคิดจะกล่าวว่าอย่าใส่ใจแต่วาจากลับถามกลับแทน “เจ้าชื่ออะไร?”เสียงทุ้มต่ำเปล่งออกจากริมฝีปากเสียงนิ่งนั้นฟังดูเรียบแต่กลับทำให้หัวใจของหญิงสาวเต้นแรงขึ้น

    หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะตอบเสียงแผ่วเบา “ข้าชื่อเสี่ยวเฟิน..ท่านอาจารย์ตั้งให้..”

    ขณะนั้นเองไทเฮาก็แทรกขึ้นมาอย่างแยบคายเพราะท่าทางที่อ่อนลงของหญิงสาว “คล้ายว่านางพอใจจะอยู่ที่นี่ลูกก็ให้นางอยู่เถอะ ตำหนักฟู่ตงก็สร้างเสร็จแล้ว ให้นางย้ายเข้าไปอยู่ที่นั่นเสียส่วนเรื่องตำแหน่งฐานะความเป็นอยู่ แม่จะจัดการเอง” คำกล่าวนั้นอ่อนโยนนักหากแต่ภายใต้ความนุ่มนวลแฝงไปด้วยความเด็ดขาดไม่เปิดโอกาสปฏิเสธ

    กวงเหิงฮ่องเต้ขมวดคิ้วทันควันแววตาแข็งกระด้างกลับคืนดังเดิม “เสด็จแม่..จะให้นางเข้ามาในฐานะใด?” คำถามนั้นดั่งสายลมเฉือนใจกระทบความเงียบทั่วทั้งโถง

    ไทเฮาหัวเราะเบาๆคล้ายเห็นว่ามันเป็นเรื่องเล็กนัก “จะให้เป็นเพียงนางกำนัลได้อย่างไร” น้ำเสียงคล้ายว่าตนวางแผนเงียบงันนี้มาเนิ่นนาน“นางเป็นคนต่อดวงชะตาของฮ่องเต้อย่างน้อยก็ควรมีฐานะเป็น..สนมของลูก”

    คำว่านางกำนัลยังฟังเบาแต่คำว่า ‘สนม’ นี้หนักยิ่งกว่าเขื่อนหินทั้งผืนตกทับลงบนอกกวงเหิงฮ่องเต้หรี่ตาลงทันที เสียงในใจกลับแว่วถึงสัญญา “เสด็จแม่เคยกล่าวไว้แล้วว่าจะไม่ยุ่งเรื่องตำหนักในอีก” น้ำเสียงเขาแม้ไม่เปล่งอารมณ์แต่ทุกคำทุกวรรคกลับเฉียบคมจนผู้คนรอบด้านไม่กล้าส่งเสียง

    ไทเฮายังคงสงบใบหน้ายังแต้มยิ้ม แต่ดวงตากลับเยือกเย็น “วางใจเถอะแม่เพียงแค่มอบตำแหน่งเท่านั้น ท่านนักพรตว่าควรให้นางอยู่ใกล้เจ้ามากที่สุดเพื่อเตรียมให้เส้นชะตาเชื่อมกัน จะให้อยู่ท้ายวังไกลหูไกลตาได้อย่างไรเล่า” คำพูดถูกจัดวางอย่างรัดกุม เส้นเสียงนั้นราบเรียบ

    บรรยากาศในโถงแน่นขึงยิ่งกว่าสายธนูทำศึกดวงตาทุกคู่จับจ้องบุรุษผู้เป็นใหญ่เหนือแผ่นดิน ทันใดนั้น..เขาแค่นเสียงแผ่วในลำคอราวจะระบายความขุ่นเคืองที่เก็บไว้ แล้วหมุนตัวก้าวออกไปโดยไม่เอ่ยคำใดอีกชายผ้าคลุมยาวสะบัดพลิ้วตามแรงเท้าที่เหยียบ

    หญิงสาวที่ยังคุกเข่าอยู่บนพื้นรีบยกมือหมายจะคว้าชายเสื้อคลุมของเขาไว้แต่เพียงเงื้อมือออกมาก็ว่างเปล่าเสียแล้ว

     

    คล้ายกับเรื่องเพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน