Age of war

    ตอนที่ 106 ปะทะกับเผ่ายักษา

    ณ เวลาพลบค่ำของวันที่ 126 เกมส์แห่งสงคราม

    ***ผู้กล้าสมองกล้าม [เอรีส]

    “ทำไมถึงได้ช่วยพวกเราละเอสเทอ? ”

    “ฉันก็แค่ทำในสิ่งที่อยากทำเท่านั้นเองดอง”

    นั่นคือสิ่งที่เอสเทอได้พูดกับสเลบก่อนจะเดินออกมาพร้อมกับพวกเรา

    เนื่องจากการตัดสินถูกถูกเลื่อนไปเป็นวันพรุ่งนี้ ฉัน เอสเทอ และเปอร์ไซด์ พวกเราสามคนเลยคิดว่าจะออกไปหาหลักฐานที่จะเอามามัดตัวคนร้ายให้ได้ภายในคืนนี้

    แน่นอนว่าหัวหอกและมันสมองหลักของกลุ่มก็คือเอสเทอ

    ฉันแค่ติดตามเธอมาเพื่อว่าจะช่วยอะไรได้ มันก็เท่านั้นเอง

    ส่วนเปอร์ไซด์ เนื่องจากเธอยังดูซึมเศร้าอยู่ ฉันเลยต้องอุ้มเธอติดมือมาด้วยเพราะไม่อาจจะปล่อยเธอเอาไว้คนเดียวได้

    “เอาละ เริ่มจากไปตรวจในที่น่าสงสัยก่อนเลยดอง”

    “หมายถึงสถานที่เกิดเหตุใช่ไหม? ”

    “ไม่ใช่”

    เอสเทอพูดด้วยน้ำเสียงที่เฉียบขาด ก่อนจะยกนิ้วที่เรียวและเล็กเท่าฝาหอยชี้ไปทางทิศตะวันออก

    “พวกเราจะไปพื้นที่ลานกว้างซึ่งเกิดเหตุดินถล่มเมื่อหลายวันก่อนดอง”

    สถานที่เธอพูดถึงนั้น มันคือที่จัดงานเทศกาลปั้นโกเลมซึ่งเผ่าของเธอจัดขึ้นเมื่อหลายวันก่อน

    ในวันนั้น เนื่องจากว่าเผ่าของเธอใช้พลังยกดินจำนวนมากขึ้นมาใช้ในงาน เลยทำให้โครงสร้างดินเกิดการทรุดตัวก่อนจะถล่มจมลงไปทั้งสถานที่จัดงาน

    ซึ่งมันบังเอิญว่าข้างใต้นั้นเป็นพื้นที่ใช้งานของเผ่ามนุษย์มดพอดี

    “ไปทำไมที่นั่นละคะพี่เอสเทอ...”

    “ใต้ดินตรงนั้นเป็นคลังแสงของเผ่ามนุษมดที่ฉันจงใจถล่มมันนะสิดอง”

    พอเปอร์ไซด์ได้รับคำตอบเช่นนั้น เธอก็ยิ่งแสดงความหดหู่ออกมาให้เห็นมากขึ้นกว่าเดิมเป็นเท่าตัว

    “ทุกคนไม่เคยคิดเชื่อใจใครจริง ๆ กันเลยสินะคะ…”

    “นี่ละคือความจริงของโลกดอง”

    เอสเทอหันมาพูดกับเปอร์ไซด์ในอ้อมกอดของฉันด้วยสีหน้าที่จริงจัง

    “แต่ว่านะเปอร์ไซด์ ความรู้สึกที่อยากเป็นมิตรและไม่อยากก่อสงครามระหว่างเผ่านั่น มันก็ไม่ใช่เรื่องโกหกเช่นกันดอง”

    “หนูไม่เข้าใจ…”

    “ยังไม่ต้องเข้าใจและค่อย ๆ เรียนรู้หลังจากนี้ไปก็ได้ดอง”

    “...”

    เปอร์ไซด์นิ่งเงียบพร้อมกับครุ่นคิดบางอย่าง

    ฉันใช้มือขวาลูบหัวของเธออย่างอ่อนโยน

    ฉันพอจะเข้าใจในสิ่งที่เอสเทอพูดอยู่นะ แต่สำหรับเปอร์ไซด์ที่ซื่อตรงต่อความรู้สึกแล้ว มันคงยากไปสำหรับเธอในตอนนี้ที่จะเข้าใจได้

    สำหรับฉันแล้ว เธอคนนี้ให้ความรู้สึกเหมือนกับน้องสาวผู้น่ารักที่ใสบริสุทธิ์คนหนึ่ง

    ใครกันนะที่หาญกล้าบังอาจทำร้ายเปอร์ไซด์ผู้น่ารักคนนี้ได้ลงคอกัน?

    “รีบไปก่อนจะมืดมากกว่านี้เถอะดอง”

    “อือ”

    ฉันตอบรับเอสเทอพร้อมกับก้าวเท้าเดินไปสู่ทิศตะวันออกของเมือง



    เส้นทางที่มืดมิดซึ่งลอยอยู่ในอากาศอันเวิ้งว้างนั้น กำลังสุกสว่างด้วยพืชต่างโลกที่เรืองแสงได้

    พืชเหล่านี้คือพืชไม้เลื้อยพื้นถิ่นจากโลกของเผ่ามนุษย์นก

    มันมีรูปร่างคล้ายกระดิ่งหัวคว่ำ มีใบกลีบสีขาว และร้อยเรียงเป็นแถวยาวห้อยโยงลงมาตามโครงที่สร้างขนานไปกับทางเดิน

    หลังจากเดินมาได้สักพัก พวกเราก็มาถึงลานกว้างขนาดใหญ่ที่มีกองดินจมลึกเป็นหลุมลงไปกว่าสามสิบเมตร

    ฉันเห็นโกเลมหนูแฮมสเตอร์ผู้น่ารักจำนวนมากของเผ่าภูติกำลังช่วยกันเก็บซากและเกลี่ยหน้าดินอยู่ตรงหน้า

    “คุณโกเลม~”

    พอเปอร์ไซด์เห็นเหล่าโกเลมสีน้ำตาลที่ดูน่านวยเหล่านั้น เธอก็ทำท่าอยากจะพุ่งไปเล่นกับพวกมันในทันที

    ถึงแววตาจะยังดูเศร้า แต่สภาพจิตใจของเธอยังเป็นเปอร์ไซด์คนเดิมที่ฉันรู้จักอยู่

    “โกเลมคือกุญแจของพวกเราดอง”

    “พวกโกเลมมันทำไมหรือ? ”

    “พวกมัน…”

    เอสเทอทำท่าลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อจนจบ

    “...พวกมันมีระบบบันทึกภาพเหตุการณ์อยู่นะดอง”

    สุดยอด!

    ฉันยังจำวันที่พวกเผ่าภูติตัวน้อยพาโกเลมเข้ามาในเมืองได้เป็นอย่างดี

    โกเลมพวกนี้เคยถูกจับตามองว่าเป็นอาวุธสงครามของเผ่าภูติมาก่อน

    ตอนนั้นกลุ่มของแอร์บาร์สซึ่งมีทำหน้าที่เฝ้าสังเกตุการเผ่าอื่นในบริเวณนอกเขตเมือง ได้พบว่าพวกภูติกำลังแอบสร้างโกเลมจำนวนมากซ่อนเอาไว้ในวัตถุทรงไข่ตรงแถวทะเลป่าทางภาคตะวันออกของทวีป

    แต่พวกภูติกลับขนไข่ที่ว่านั้นเข้ามาในเมืองคริสตัลซิตี้เป็นจำนวนมาก ก่อนที่จะมีคำสั่งกวาดล้างพวกมันออกมา

    แถมความจริงพวกเราดันเข้าใจผิดไปเองว่าเป็นโกเลมสงคราม เพราะพวกมันถูกสร้างเพื่อใช้งานจิปาถะเท่านั้น

    เนื่องจากมันถูกตั้งมาให้เชื่อฟังทุกเผ่าแบบไม่มีข้อยกเว้น ช่วยงานทุกอย่าง แข็งแรง และน่ารัก ทุกคนจึงยอมรับแล้วปล่อยให้มันเข้ามาเดินกันจนเต็มเมืองอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

    แต่ดูเหมือนว่าพวกมันจะทำอะไรได้มากกว่าแค่เก็บกวาดขยะ

    เพราะว่าพวกมันสามารถเก็บบันทึกข้อมูลเป็นภาพบันทึกเสียงในสิ่งที่มันเห็นได้อีกด้วย!

    เจ้าโกเลมแฮมสเตอร์สูงสามเมตรพวกนี้ไม่ธรรมดาจริง ๆ

    "ดีเลย บางทีอาจจะมีข้อมูลดี ๆ อยู่บ้างละนะดอง"

    ว่าแล้วเอสเทอก็เรียกโกเลมตัวหนึ่งที่อยู่ใกล้ตัวด้วยเสียงอันดัง

    [มีอะไรให้รับใช้-แฮม?]

    แฮม?

    "ช่วยฉายภาพงานเทศกาลปั้นโกเลมทีดอง"

    [รับทราบ-แฮม]

    ดวงตาแฮมสเตอร์ส่องประกายแสง พร้อมกับฉายภาพที่บันทึกเหตุการณ์ตอนวันเทศกาลปั้นโกเลมขึ้นบนกำแพง

    [ให้เสียงภาษามนุษย์โดย พันธมิตร-แฮม]

    เจ้าโกเลมพูดด้วยภาษามนุษย์ออกมาเช่นนั้น ก่อนที่จะมีภาพของเผ่าภูติซึ่งกำลังใช้พลังพิเศษดึงมวลดินเป็นโกเลมปรากฏขึ้นตรงหน้า

    "เร่งความเร็วดอง"

    ภาพถูกเร่งให้เร็วขึ้นจนถึงฉากที่แผ่นดินถล่มลงไปเป็นหลุมลึกสามสิบเมตร

    "จับตาดูให้ดีนะดอง"

    "อืม"

    พวกเราต่างกวาดตาดูช่วงเหตุการณ์ที่ดินถล่ม ไปจนถึงช่วงที่มีโกเลมเข้ามาเก็บกวาดความเสียหาย

    "ไม่มีเลยดอง แม้แต่ขยะหรือเศษซากที่โกเลมเก็บขึ้นมา มันไม่มีอันไหนที่ดูคล้ายระเบิดเลยดอง มีแต่ดินทั้งนั้นดอง"

    อย่างที่เอสเทอพูด ต่อให้ดูจนข้ามวัน ฉันก็ยังไม่เจอสิ่งที่น่าสงสัยใด ๆ เลยสักอย่าง

    คงไม่มีอะไร---

    "รบกวนซูมมุมขวาบนให้ทีค่ะคุณโกเลม… "

    [รับทราบ-แฮม]

    "เจออะไรหรือเปอร์ไซด์? "

    "เออ… นั่น… ใช่ที่เรียกว่า [มดทาส] หรือเปล่าคะ? "

    "อ๊ะ จริงด้วย ตาดีจังนะเรา”

    ที่มุมภาพเล็ก ๆ นั้นมีมดทาสจากเผ่าอาร์โธร์โพดาอยู่คนหนึ่ง

    เจ้าตัวเล็กนั้นกำลังขนอะไรบางอย่างขึ้นมาจากดินด้วยท่าทางที่ร้อนรน ก่อนจะหายลับตาไปในตรอกซอยทางทิศเหนือ

    “จากตรงนี้คงเกินขอบเขตภาพที่บันทึกเอาไว้แล้วดอง คงต้องลองเดินสำรวจด้วยขากันเองแล้วดอง”

    “อืม”

    ว่าแล้วพวกเราก็เดินไปตามเบาะแสใหม่ที่พึ่งพบเมื่อกี้



    เมืองคริสตัลซิตี้นั้นถูกแบ่งออกเป็นสี่ทิศ

    ทิศตะวันออก เขตพักอาศัยของเผ่าภูติ

    ทิศเหนือ เขตพักอาศัยของเผ่ายักษ์

    ทิศตะวันตก เขตพักอาศัยของเผ่ามนุษย์อย่างฉัน

    ทิศใต้ เขตพักอาศัยของเผ่ามนุษย์มด

    และใจกลางเมือง เขตพักอาศัยของเผ่ามนุษย์นกที่ปัจจุบันเหลือแค่เปอร์ไซด์เพียงคนเดียว

    ด้วยลักษณะที่แบ่งพื้นที่พักอาศัยกันเช่นนี้ จึงมีบริเวณเพียงใจกลางเมือง ที่จะสามารถเห็นคนจากหลากเผ่าพันธ์ุมาชุมนุมกัน และความหลากหลายนั้นจะลดหลั่นลงไปตามระยะทางที่ห่างออกไปจากใจกลางเมือง

    เพราะคงไม่มีใครบ้าพอเดินทอดน่องไปในเขตพักอาศัยของคนต่างเผ่าเพียงตัวคนเดียว

    ดังนั้นการที่มดทาสที่ว่ากันว่าอ่อนแอที่สุดในเผ่าของมนุษย์มดจะมุ่งหน้าไปที่ทิศเหนือเพียงคนเดียวนั้น จึงเป็นเรื่องที่ดูแปลกประหลาดและผิดวิสัยอย่างมาก

    เอสเทอสังเปิดระบบบันทึกภาพโกเลมที่พบตามรายทางของเมือง เพื่อปะติดปะต่อเส้นทางที่มดทาสตัวนั้นเดินผ่าน

    พวกเราแกะรอยเดินตามไปในถนนยามราตรีจนมาถึงย่านตลาดซึ่งกางด้วยผ้าใบจำนวนมากของเผ่ายักษ์ในทิศเหนือ

    “หายากนะเนี่ยที่มีคนจากต่างเผ่ามาถึงที่นี่! ”

    “ยินดีต้อนรับสู่ตลาดเผ่ายักษ์ของพวกเรา! ”

    “พวกคุณหนูตัวเล็กตรงนั้นสนใจซื้อเนื้อกอลิล่าย่างหน่อยมั้ย!? ”

    ตลาดที่เต็มไปด้วยเผ่ายักษ์แสนคึกคักนั้น ต่างกำลังพยายามล่อลวงพวกเราด้วยอาหารรสเลิศของพวกเขา

    “น่าสน--”

    “เอรีส ฉันขอเตือนอย่าง เธอนะ อย่าไปกินอาหารของเผ่ายักษาให้มันมากไปนะดอง”

    “ทำไมละ? กลิ่นมันออกจะหอมขนาดนี้เลยนะ! แถมเนื้องูยักษ์ย่างเมื่อวันก่อนยังโดนเธอแย่งกินไปหมดเลยด้วย! ”

    “เพราะกินเข้าไปแล้วถึงได้รู้ไงละดอง ว่าไอพวกสมุนไพรที่พวกยักษ์ผสมลงไปในอาหารของพวกมันนะ คือ [สารเสพติด] นะดอง”

    จะ… จริงดิ!?

    “ถ้ากินเล็กน้อยก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าหากกินไปเรื่อย ๆ เดียวก็ได้ติดไม่รู้ตัวหรอก ลองสังเกตุสิ อาหารของเผ่ายักษามันต้องใส่สมุนไพรลงไปทุกอย่างเลยใช่มั้ยดอง? ถึงบางอย่างจะเป็นยา แต่ส่วนใหญ่ที่พวกมันใช้นะ เป็นสารเสพติดทั้งนั้น แถมดูเหมือนว่าพวกมันจะไม่รู้ตัวกันด้วยนะดอง”

    ฉันหันไปมองดูอาหารแสนโอชะตรงหน้าอีกครั้ง

    พวกยักษ์หลายตนกำลังใช้มือหนึ่งถือเหล้าและอีกมือถือเนื้อย่างผสมสมุนไพรหน้าตาประหลาด ก่อนจะกินแกล้มกันอย่างสนุกสนาน

    ฉันไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะมีเผ่าที่ใช้สารเสพติดทำอาหารกันกินจนเป็นเรื่องปกติแบบนี้

    “ไม่ก็บางทีสารเสพติดพวกนั้นอาจไม่มีผลกับเผ่าของพวกมันก็ได้ละมั้งดอง? ไม่ต้องสนใจร้านค้าแล้วตามรอยกันต่อเถอะ”

    เอสเทอว่าเช่นนั้น ก่อนจะเริ่มบินสูงเพื่อมองหาโกเลมที่อยู่ในบริเวณนี้

    ในตอนนั้นเอง

    “นั่น… เปอร์ไซด์นี่น่า! ”

    “เปอร์ไซด์จริง ๆ ด้วย! ”

    “เปอร์ไซด์ผู้น่ารักของพวกเรามาที่ตลาดเราวะเฮ้ย! ”

    ก็มีเผ่ายักษ์เพศชายส่งเสียงโหวกเหวกดังออกมาเช่นนั้น

    “เอ๊? เออ!? ”

    เพียงแค่พริบตาเดียว พวกเราก็ถูกเหล่าบุรุษร่างยักษ์จำนวนหลายร้อยคนยืนรุมเสียแล้ว

    “ขอลายเซ็นหน่อย! ”

    “ขอจับขนที่นุ่มนิ่มนั้นหน่อยสิ! ”

    “ขอกอดหน่อย! ”

    “กรี๊ด!? ”

    เนื่องจากตกใจเพราะเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ฉันเลยถูกเผ่ายักษ์คนหนึ่งแย่งเปอร์ไซด์ไปจากอ้อมอก ก่อนที่จะถูกจับโยนลอยขึ้นท้องฟ้าสูงออกมา

    ไอพวกคลั่งดารางี่เง่า บังอาจจับฉันโยนออกมาเลยอย่างงั้นหรือ!?

    ว่าแล้วฉันก็เปิดใช้งานชุดเกราะเพื่อเร่งพลังกล้ามเนื้อของตัวเอง

    กล้ามเนื้อที่ถูกเร่งจนปริบวมขึ้นมานั้น ทำให้เสื้อเชิตสีขาวที่สวมอยู่ปริขาดออกมาเล็กน้อย

    เสื้อขาดอีกแล้ว… คงต้องขอให้ยะมะโต๊ะวิจัยสร้างชุดที่มันยืดหดได้เหมือนนักรบผมทองชื่อดังหน่อยแล้วละ

    “พวกแกถอยไป! ”

    ฉันใช้มือขวาของตัวเองจับพวกยักษ์โง่ตรงหน้าส่งมันขึ้นท้องฟ้ายามราตรี

    “จะหาเรื่องเรอะไอตัวจิ๋ว! ”

    “ตรงนั้นมีคนต่อยกันแล้วโว้ย! ”

    “ข้าลงพนันข้างเผ่ายักษาน้อยวะ ฮะ ฮะ ฮะ! ”

    ฉันไม่สนใจเสียงนกเสียงกา แล้วเริ่มอาละวาดซัดพวกยักษ์โดยรอบจนปลิวกระเด็น

    ตั้งท่าจัดมวย แล้วส่งหมัดเย็บราวพายุไปรอบข้าง

    หมุนตัวแล้วใช้ศอกอัดใส่น้องชายของพวกมันแบบกะให้สูญพันธุ์

    แตะตัดขาให้ล้ม แล้วใช้มันเป็นแท่นเหยียบเพื่อเสยคางอีกคนที่ตัวสูงกว่าถึงสองเท่าจากข้างใต้ด้วยข้อศอกแหลม

    “แม่นางนั่นดุยังกะอสูรเลยโว้ย! ”

    และบางคนที่ถูกซัดกระเด็นก็พุ่งไปชนใส่เผ่ายักษ์อีกคนที่กำลังดื่มเหล้าพร้อมกับวิจารณ์การต่อสู้อยู่วงนอก

    “ไอเชี่ย เหล้าตรู! ”

    “มึงจะชกตูทำไมฟะ! ”

    “ไอพวกโลลิค่อน! ”

    “ด่าใครว่าเป็นโลลิค่อนฟะ! ”

    “มึงหาเรื่องตูเรอะ!? ”

    เพียงพริบตาเดียว พวกยักษ์ก็เริ่มไล่ชกกันเองอย่างเมามันจนตลาดนัดแตก

    สมกับเป็นเผ่ายักษ์…

    “เปอร์ไซด์ ยังอยู่ตรงนั้นมั้ย!? ”

    “อยู่ค่า~”

    เปอร์ไซด์บินถลาผ่านกลุ่มหมอกมาหาฉันที่ถูกพวกยักษ์โดยรอบเมินไปเป็นที่เรียบร้อย

    “เออ… ทำไมพวกคุณลุงเผ่าเขาคู่ถึงต้องทะเลาะกันด้วยละคะ? ”

    “เพราะว่าพวกมันบ้านะ...”

    เปอร์ไซด์หันไปมองกลุ่มก้อนของเผ่ายักษ์ที่กำลังต่อยกันตรงหน้าอีกครั้ง

    มีบางคนหยิบเอาซอสไปราดใส่หน้าของอีกคน

    บางคนที่ถูกซัดไปโดนร้านค้าข้าง ๆ ก็ถูกแม่ค้าร่างใหญ่ใช้ที่นวดแป้งไล่ทุบก็มี

    มีคนโดนทัพพีฟาดใส่กะบาลจนลูกตาถล่นออกมา

    บางคนก็เอานิ้วแยงจมูกใส่อีกฝ่าย

    บางคนก็เบ่งกล้ามแข่งกัน…

    จะเบ่งกล้ามแข่งกันเพื่อ!



    ***ห้านาทีต่อมา

    “ดูนี่ซะ! จงดูกล้ามเนื้ออันแข็งแกร่งของข้า! ”

    “ของข้าต่างหากที่สวยกว่า! แกนะยอมแพ้ข้าเสียเถอะ! ”

    “ลงพนันข้างฝ่ายเขียวห้าหมื่นเขี้ยว! ”

    “ข้าลงข้างสีแดงหกหมื่นเขี้ยว! ”

    พวกยักษ์สมองกล้ามก็เริ่มมาแข่งเบ่งกล้ามกันอย่างจริงจังแทนการชกต่อยไปเสียแล้ว

    “โอโห ดูคะแนนของมุมเขียวสิดอง ได้ถึงแปดสิบแต้มเลยดอง! ”

    แถมยังมีกรรมการตัดสินพร้อมกับเวทีแข่งโชว์กล้ามปรากฏขึ้นใจกลางตลาดอย่างเสร็จสรรพอีกต่างหาก

    ว่าแต่ทำไมเธอถึงไปเป็นกรรการได้เนี่ยเอสเทอ!

    “ผู้เข้าแข่งรายต่อไป ขอเชิญคุณเอรีสดอง”

    “เฮ้ย!? ”

    แล้วทำไมฉันต้องไปลงแข่งกันด้วยยะ!

    ฉันหันไปมองเปอร์ไซด์เพื่อขอเสียงคัดค้าน

    แต่เธอกลับมองฉันด้วยแววตาที่เป็นประกายและเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังบางอย่าง

    … ไม่แข่งคงไม่ได้แล้วสินะ

    “เป็นไงเป็นกัน เจ้าพวกเผ่ายักษ์! จงดูกล้ามที่ผ่านการฝึกมาอย่างดีของเอรีสผู้นี้ซะเถอะ! ”

    ว่าแล้วฉันก็เปิดใช้พลังของชุดเกราะเต็มสูบเพื่อขับกล้ามของตัวเองให้เด่นชัดพองโตอย่างสวยงามออกมา

    เอาน่า ขี้โกงนิดหน่อยน่ารักดีออก

    แต่ว่าดูเหมือนพลังของชุดเกราะจะทำงานดีไปหน่อย…

    *แคว๊ก! *

    เพราะมันช่วยเบ่งกล้ามจนพองโตทำให้เจ้าเสื้อเชิตตัวใหม่เอี่ยมขาดกระจุยไปเลย

    นอกจากกล้ามแล้ว ฉันเลยต้องแสดงสิ่งไม่พึงประสงค์ให้พวกยักษ์มันเห็นเป็นของแถมอีกด้วย

    “โอโห! พลังกล้ามของเอรีสรุนแรงจนถึงขนาดทำให้เสื้อขาดกระจุยเลยดอง! ”

    “ไม่น้าาาาา! ”

    “คะแนนนี่มัน!? 100? 100? 100? 100? 100? 100? 100? คะแนนเต็ม 100 หมด!? พวกเราได้ผู้ชนะในงานแข่งประชันกล้ามเนื้อแล้ว และผู้ชนะก็คือ [เอรีส] จากเผ่ามนุษย์ดอง! ”

    “โอ๊วววววว ขอบคุณสำหรับอาหารตานะเอรีสจากเผ่ายักษาน้อย! ”

    “เอรีส เอรีส เอรีส! ”

    ทุกคนของเผ่ายักษ์ต่างกำลังส่งเสียงเฮลั่นให้กับฉันที่ยืนปิดส่วนน่าอายของตัวเองเอาไว้อย่างเอาเป็นเอาตาย

    เออ… ทำไมจากที่มาสืบหาหลักฐาน มันถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้กันค่ะเนี่ย!? 

    คล้ายกับเรื่องAge of war ที่คุณอ่าน