ณ เวลาพลบค่ำของวันที่ 126 เกมส์แห่งสงคราม
***ผู้กล้าสมองกล้าม [เอรีส]
“ทำไมถึงได้ช่วยพวกเราละเอสเทอ? ”
“ฉันก็แค่ทำในสิ่งที่อยากทำเท่านั้นเองดอง”
นั่นคือสิ่งที่เอสเทอได้พูดกับสเลบก่อนจะเดินออกมาพร้อมกับพวกเรา
เนื่องจากการตัดสินถูกถูกเลื่อนไปเป็นวันพรุ่งนี้ ฉัน เอสเทอ และเปอร์ไซด์ พวกเราสามคนเลยคิดว่าจะออกไปหาหลักฐานที่จะเอามามัดตัวคนร้ายให้ได้ภายในคืนนี้
แน่นอนว่าหัวหอกและมันสมองหลักของกลุ่มก็คือเอสเทอ
ฉันแค่ติดตามเธอมาเพื่อว่าจะช่วยอะไรได้ มันก็เท่านั้นเอง
ส่วนเปอร์ไซด์ เนื่องจากเธอยังดูซึมเศร้าอยู่ ฉันเลยต้องอุ้มเธอติดมือมาด้วยเพราะไม่อาจจะปล่อยเธอเอาไว้คนเดียวได้
“เอาละ เริ่มจากไปตรวจในที่น่าสงสัยก่อนเลยดอง”
“หมายถึงสถานที่เกิดเหตุใช่ไหม? ”
“ไม่ใช่”
เอสเทอพูดด้วยน้ำเสียงที่เฉียบขาด ก่อนจะยกนิ้วที่เรียวและเล็กเท่าฝาหอยชี้ไปทางทิศตะวันออก
“พวกเราจะไปพื้นที่ลานกว้างซึ่งเกิดเหตุดินถล่มเมื่อหลายวันก่อนดอง”
สถานที่เธอพูดถึงนั้น มันคือที่จัดงานเทศกาลปั้นโกเลมซึ่งเผ่าของเธอจัดขึ้นเมื่อหลายวันก่อน
ในวันนั้น เนื่องจากว่าเผ่าของเธอใช้พลังยกดินจำนวนมากขึ้นมาใช้ในงาน เลยทำให้โครงสร้างดินเกิดการทรุดตัวก่อนจะถล่มจมลงไปทั้งสถานที่จัดงาน
ซึ่งมันบังเอิญว่าข้างใต้นั้นเป็นพื้นที่ใช้งานของเผ่ามนุษย์มดพอดี
“ไปทำไมที่นั่นละคะพี่เอสเทอ...”
“ใต้ดินตรงนั้นเป็นคลังแสงของเผ่ามนุษมดที่ฉันจงใจถล่มมันนะสิดอง”
พอเปอร์ไซด์ได้รับคำตอบเช่นนั้น เธอก็ยิ่งแสดงความหดหู่ออกมาให้เห็นมากขึ้นกว่าเดิมเป็นเท่าตัว
“ทุกคนไม่เคยคิดเชื่อใจใครจริง ๆ กันเลยสินะคะ…”
“นี่ละคือความจริงของโลกดอง”
เอสเทอหันมาพูดกับเปอร์ไซด์ในอ้อมกอดของฉันด้วยสีหน้าที่จริงจัง
“แต่ว่านะเปอร์ไซด์ ความรู้สึกที่อยากเป็นมิตรและไม่อยากก่อสงครามระหว่างเผ่านั่น มันก็ไม่ใช่เรื่องโกหกเช่นกันดอง”
“หนูไม่เข้าใจ…”
“ยังไม่ต้องเข้าใจและค่อย ๆ เรียนรู้หลังจากนี้ไปก็ได้ดอง”
“...”
เปอร์ไซด์นิ่งเงียบพร้อมกับครุ่นคิดบางอย่าง
ฉันใช้มือขวาลูบหัวของเธออย่างอ่อนโยน
ฉันพอจะเข้าใจในสิ่งที่เอสเทอพูดอยู่นะ แต่สำหรับเปอร์ไซด์ที่ซื่อตรงต่อความรู้สึกแล้ว มันคงยากไปสำหรับเธอในตอนนี้ที่จะเข้าใจได้
สำหรับฉันแล้ว เธอคนนี้ให้ความรู้สึกเหมือนกับน้องสาวผู้น่ารักที่ใสบริสุทธิ์คนหนึ่ง
ใครกันนะที่หาญกล้าบังอาจทำร้ายเปอร์ไซด์ผู้น่ารักคนนี้ได้ลงคอกัน?
“รีบไปก่อนจะมืดมากกว่านี้เถอะดอง”
“อือ”
ฉันตอบรับเอสเทอพร้อมกับก้าวเท้าเดินไปสู่ทิศตะวันออกของเมือง
เส้นทางที่มืดมิดซึ่งลอยอยู่ในอากาศอันเวิ้งว้างนั้น กำลังสุกสว่างด้วยพืชต่างโลกที่เรืองแสงได้
พืชเหล่านี้คือพืชไม้เลื้อยพื้นถิ่นจากโลกของเผ่ามนุษย์นก
มันมีรูปร่างคล้ายกระดิ่งหัวคว่ำ มีใบกลีบสีขาว และร้อยเรียงเป็นแถวยาวห้อยโยงลงมาตามโครงที่สร้างขนานไปกับทางเดิน
หลังจากเดินมาได้สักพัก พวกเราก็มาถึงลานกว้างขนาดใหญ่ที่มีกองดินจมลึกเป็นหลุมลงไปกว่าสามสิบเมตร
ฉันเห็นโกเลมหนูแฮมสเตอร์ผู้น่ารักจำนวนมากของเผ่าภูติกำลังช่วยกันเก็บซากและเกลี่ยหน้าดินอยู่ตรงหน้า
“คุณโกเลม~”
พอเปอร์ไซด์เห็นเหล่าโกเลมสีน้ำตาลที่ดูน่านวยเหล่านั้น เธอก็ทำท่าอยากจะพุ่งไปเล่นกับพวกมันในทันที
ถึงแววตาจะยังดูเศร้า แต่สภาพจิตใจของเธอยังเป็นเปอร์ไซด์คนเดิมที่ฉันรู้จักอยู่
“โกเลมคือกุญแจของพวกเราดอง”
“พวกโกเลมมันทำไมหรือ? ”
“พวกมัน…”
เอสเทอทำท่าลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อจนจบ
“...พวกมันมีระบบบันทึกภาพเหตุการณ์อยู่นะดอง”
สุดยอด!
ฉันยังจำวันที่พวกเผ่าภูติตัวน้อยพาโกเลมเข้ามาในเมืองได้เป็นอย่างดี
โกเลมพวกนี้เคยถูกจับตามองว่าเป็นอาวุธสงครามของเผ่าภูติมาก่อน
ตอนนั้นกลุ่มของแอร์บาร์สซึ่งมีทำหน้าที่เฝ้าสังเกตุการเผ่าอื่นในบริเวณนอกเขตเมือง ได้พบว่าพวกภูติกำลังแอบสร้างโกเลมจำนวนมากซ่อนเอาไว้ในวัตถุทรงไข่ตรงแถวทะเลป่าทางภาคตะวันออกของทวีป
แต่พวกภูติกลับขนไข่ที่ว่านั้นเข้ามาในเมืองคริสตัลซิตี้เป็นจำนวนมาก ก่อนที่จะมีคำสั่งกวาดล้างพวกมันออกมา
แถมความจริงพวกเราดันเข้าใจผิดไปเองว่าเป็นโกเลมสงคราม เพราะพวกมันถูกสร้างเพื่อใช้งานจิปาถะเท่านั้น
เนื่องจากมันถูกตั้งมาให้เชื่อฟังทุกเผ่าแบบไม่มีข้อยกเว้น ช่วยงานทุกอย่าง แข็งแรง และน่ารัก ทุกคนจึงยอมรับแล้วปล่อยให้มันเข้ามาเดินกันจนเต็มเมืองอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
แต่ดูเหมือนว่าพวกมันจะทำอะไรได้มากกว่าแค่เก็บกวาดขยะ
เพราะว่าพวกมันสามารถเก็บบันทึกข้อมูลเป็นภาพบันทึกเสียงในสิ่งที่มันเห็นได้อีกด้วย!
เจ้าโกเลมแฮมสเตอร์สูงสามเมตรพวกนี้ไม่ธรรมดาจริง ๆ
"ดีเลย บางทีอาจจะมีข้อมูลดี ๆ อยู่บ้างละนะดอง"
ว่าแล้วเอสเทอก็เรียกโกเลมตัวหนึ่งที่อยู่ใกล้ตัวด้วยเสียงอันดัง
[มีอะไรให้รับใช้-แฮม?]
แฮม?
"ช่วยฉายภาพงานเทศกาลปั้นโกเลมทีดอง"
[รับทราบ-แฮม]
ดวงตาแฮมสเตอร์ส่องประกายแสง พร้อมกับฉายภาพที่บันทึกเหตุการณ์ตอนวันเทศกาลปั้นโกเลมขึ้นบนกำแพง
[ให้เสียงภาษามนุษย์โดย พันธมิตร-แฮม]
เจ้าโกเลมพูดด้วยภาษามนุษย์ออกมาเช่นนั้น ก่อนที่จะมีภาพของเผ่าภูติซึ่งกำลังใช้พลังพิเศษดึงมวลดินเป็นโกเลมปรากฏขึ้นตรงหน้า
"เร่งความเร็วดอง"
ภาพถูกเร่งให้เร็วขึ้นจนถึงฉากที่แผ่นดินถล่มลงไปเป็นหลุมลึกสามสิบเมตร
"จับตาดูให้ดีนะดอง"
"อืม"
พวกเราต่างกวาดตาดูช่วงเหตุการณ์ที่ดินถล่ม ไปจนถึงช่วงที่มีโกเลมเข้ามาเก็บกวาดความเสียหาย
"ไม่มีเลยดอง แม้แต่ขยะหรือเศษซากที่โกเลมเก็บขึ้นมา มันไม่มีอันไหนที่ดูคล้ายระเบิดเลยดอง มีแต่ดินทั้งนั้นดอง"
อย่างที่เอสเทอพูด ต่อให้ดูจนข้ามวัน ฉันก็ยังไม่เจอสิ่งที่น่าสงสัยใด ๆ เลยสักอย่าง
คงไม่มีอะไร---
"รบกวนซูมมุมขวาบนให้ทีค่ะคุณโกเลม… "
[รับทราบ-แฮม]
"เจออะไรหรือเปอร์ไซด์? "
"เออ… นั่น… ใช่ที่เรียกว่า [มดทาส] หรือเปล่าคะ? "
"อ๊ะ จริงด้วย ตาดีจังนะเรา”
ที่มุมภาพเล็ก ๆ นั้นมีมดทาสจากเผ่าอาร์โธร์โพดาอยู่คนหนึ่ง
เจ้าตัวเล็กนั้นกำลังขนอะไรบางอย่างขึ้นมาจากดินด้วยท่าทางที่ร้อนรน ก่อนจะหายลับตาไปในตรอกซอยทางทิศเหนือ
“จากตรงนี้คงเกินขอบเขตภาพที่บันทึกเอาไว้แล้วดอง คงต้องลองเดินสำรวจด้วยขากันเองแล้วดอง”
“อืม”
ว่าแล้วพวกเราก็เดินไปตามเบาะแสใหม่ที่พึ่งพบเมื่อกี้
เมืองคริสตัลซิตี้นั้นถูกแบ่งออกเป็นสี่ทิศ
ทิศตะวันออก เขตพักอาศัยของเผ่าภูติ
ทิศเหนือ เขตพักอาศัยของเผ่ายักษ์
ทิศตะวันตก เขตพักอาศัยของเผ่ามนุษย์อย่างฉัน
ทิศใต้ เขตพักอาศัยของเผ่ามนุษย์มด
และใจกลางเมือง เขตพักอาศัยของเผ่ามนุษย์นกที่ปัจจุบันเหลือแค่เปอร์ไซด์เพียงคนเดียว
ด้วยลักษณะที่แบ่งพื้นที่พักอาศัยกันเช่นนี้ จึงมีบริเวณเพียงใจกลางเมือง ที่จะสามารถเห็นคนจากหลากเผ่าพันธ์ุมาชุมนุมกัน และความหลากหลายนั้นจะลดหลั่นลงไปตามระยะทางที่ห่างออกไปจากใจกลางเมือง
เพราะคงไม่มีใครบ้าพอเดินทอดน่องไปในเขตพักอาศัยของคนต่างเผ่าเพียงตัวคนเดียว
ดังนั้นการที่มดทาสที่ว่ากันว่าอ่อนแอที่สุดในเผ่าของมนุษย์มดจะมุ่งหน้าไปที่ทิศเหนือเพียงคนเดียวนั้น จึงเป็นเรื่องที่ดูแปลกประหลาดและผิดวิสัยอย่างมาก
เอสเทอสังเปิดระบบบันทึกภาพโกเลมที่พบตามรายทางของเมือง เพื่อปะติดปะต่อเส้นทางที่มดทาสตัวนั้นเดินผ่าน
พวกเราแกะรอยเดินตามไปในถนนยามราตรีจนมาถึงย่านตลาดซึ่งกางด้วยผ้าใบจำนวนมากของเผ่ายักษ์ในทิศเหนือ
“หายากนะเนี่ยที่มีคนจากต่างเผ่ามาถึงที่นี่! ”
“ยินดีต้อนรับสู่ตลาดเผ่ายักษ์ของพวกเรา! ”
“พวกคุณหนูตัวเล็กตรงนั้นสนใจซื้อเนื้อกอลิล่าย่างหน่อยมั้ย!? ”
ตลาดที่เต็มไปด้วยเผ่ายักษ์แสนคึกคักนั้น ต่างกำลังพยายามล่อลวงพวกเราด้วยอาหารรสเลิศของพวกเขา
“น่าสน--”
“เอรีส ฉันขอเตือนอย่าง เธอนะ อย่าไปกินอาหารของเผ่ายักษาให้มันมากไปนะดอง”
“ทำไมละ? กลิ่นมันออกจะหอมขนาดนี้เลยนะ! แถมเนื้องูยักษ์ย่างเมื่อวันก่อนยังโดนเธอแย่งกินไปหมดเลยด้วย! ”
“เพราะกินเข้าไปแล้วถึงได้รู้ไงละดอง ว่าไอพวกสมุนไพรที่พวกยักษ์ผสมลงไปในอาหารของพวกมันนะ คือ [สารเสพติด] นะดอง”
จะ… จริงดิ!?
“ถ้ากินเล็กน้อยก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าหากกินไปเรื่อย ๆ เดียวก็ได้ติดไม่รู้ตัวหรอก ลองสังเกตุสิ อาหารของเผ่ายักษามันต้องใส่สมุนไพรลงไปทุกอย่างเลยใช่มั้ยดอง? ถึงบางอย่างจะเป็นยา แต่ส่วนใหญ่ที่พวกมันใช้นะ เป็นสารเสพติดทั้งนั้น แถมดูเหมือนว่าพวกมันจะไม่รู้ตัวกันด้วยนะดอง”
ฉันหันไปมองดูอาหารแสนโอชะตรงหน้าอีกครั้ง
พวกยักษ์หลายตนกำลังใช้มือหนึ่งถือเหล้าและอีกมือถือเนื้อย่างผสมสมุนไพรหน้าตาประหลาด ก่อนจะกินแกล้มกันอย่างสนุกสนาน
ฉันไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะมีเผ่าที่ใช้สารเสพติดทำอาหารกันกินจนเป็นเรื่องปกติแบบนี้
“ไม่ก็บางทีสารเสพติดพวกนั้นอาจไม่มีผลกับเผ่าของพวกมันก็ได้ละมั้งดอง? ไม่ต้องสนใจร้านค้าแล้วตามรอยกันต่อเถอะ”
เอสเทอว่าเช่นนั้น ก่อนจะเริ่มบินสูงเพื่อมองหาโกเลมที่อยู่ในบริเวณนี้
ในตอนนั้นเอง
“นั่น… เปอร์ไซด์นี่น่า! ”
“เปอร์ไซด์จริง ๆ ด้วย! ”
“เปอร์ไซด์ผู้น่ารักของพวกเรามาที่ตลาดเราวะเฮ้ย! ”
ก็มีเผ่ายักษ์เพศชายส่งเสียงโหวกเหวกดังออกมาเช่นนั้น
“เอ๊? เออ!? ”
เพียงแค่พริบตาเดียว พวกเราก็ถูกเหล่าบุรุษร่างยักษ์จำนวนหลายร้อยคนยืนรุมเสียแล้ว
“ขอลายเซ็นหน่อย! ”
“ขอจับขนที่นุ่มนิ่มนั้นหน่อยสิ! ”
“ขอกอดหน่อย! ”
“กรี๊ด!? ”
เนื่องจากตกใจเพราะเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ฉันเลยถูกเผ่ายักษ์คนหนึ่งแย่งเปอร์ไซด์ไปจากอ้อมอก ก่อนที่จะถูกจับโยนลอยขึ้นท้องฟ้าสูงออกมา
ไอพวกคลั่งดารางี่เง่า บังอาจจับฉันโยนออกมาเลยอย่างงั้นหรือ!?
ว่าแล้วฉันก็เปิดใช้งานชุดเกราะเพื่อเร่งพลังกล้ามเนื้อของตัวเอง
กล้ามเนื้อที่ถูกเร่งจนปริบวมขึ้นมานั้น ทำให้เสื้อเชิตสีขาวที่สวมอยู่ปริขาดออกมาเล็กน้อย
เสื้อขาดอีกแล้ว… คงต้องขอให้ยะมะโต๊ะวิจัยสร้างชุดที่มันยืดหดได้เหมือนนักรบผมทองชื่อดังหน่อยแล้วละ
“พวกแกถอยไป! ”
ฉันใช้มือขวาของตัวเองจับพวกยักษ์โง่ตรงหน้าส่งมันขึ้นท้องฟ้ายามราตรี
“จะหาเรื่องเรอะไอตัวจิ๋ว! ”
“ตรงนั้นมีคนต่อยกันแล้วโว้ย! ”
“ข้าลงพนันข้างเผ่ายักษาน้อยวะ ฮะ ฮะ ฮะ! ”
ฉันไม่สนใจเสียงนกเสียงกา แล้วเริ่มอาละวาดซัดพวกยักษ์โดยรอบจนปลิวกระเด็น
ตั้งท่าจัดมวย แล้วส่งหมัดเย็บราวพายุไปรอบข้าง
หมุนตัวแล้วใช้ศอกอัดใส่น้องชายของพวกมันแบบกะให้สูญพันธุ์
แตะตัดขาให้ล้ม แล้วใช้มันเป็นแท่นเหยียบเพื่อเสยคางอีกคนที่ตัวสูงกว่าถึงสองเท่าจากข้างใต้ด้วยข้อศอกแหลม
“แม่นางนั่นดุยังกะอสูรเลยโว้ย! ”
และบางคนที่ถูกซัดกระเด็นก็พุ่งไปชนใส่เผ่ายักษ์อีกคนที่กำลังดื่มเหล้าพร้อมกับวิจารณ์การต่อสู้อยู่วงนอก
“ไอเชี่ย เหล้าตรู! ”
“มึงจะชกตูทำไมฟะ! ”
“ไอพวกโลลิค่อน! ”
“ด่าใครว่าเป็นโลลิค่อนฟะ! ”
“มึงหาเรื่องตูเรอะ!? ”
เพียงพริบตาเดียว พวกยักษ์ก็เริ่มไล่ชกกันเองอย่างเมามันจนตลาดนัดแตก
สมกับเป็นเผ่ายักษ์…
“เปอร์ไซด์ ยังอยู่ตรงนั้นมั้ย!? ”
“อยู่ค่า~”
เปอร์ไซด์บินถลาผ่านกลุ่มหมอกมาหาฉันที่ถูกพวกยักษ์โดยรอบเมินไปเป็นที่เรียบร้อย
“เออ… ทำไมพวกคุณลุงเผ่าเขาคู่ถึงต้องทะเลาะกันด้วยละคะ? ”
“เพราะว่าพวกมันบ้านะ...”
เปอร์ไซด์หันไปมองกลุ่มก้อนของเผ่ายักษ์ที่กำลังต่อยกันตรงหน้าอีกครั้ง
มีบางคนหยิบเอาซอสไปราดใส่หน้าของอีกคน
บางคนที่ถูกซัดไปโดนร้านค้าข้าง ๆ ก็ถูกแม่ค้าร่างใหญ่ใช้ที่นวดแป้งไล่ทุบก็มี
มีคนโดนทัพพีฟาดใส่กะบาลจนลูกตาถล่นออกมา
บางคนก็เอานิ้วแยงจมูกใส่อีกฝ่าย
บางคนก็เบ่งกล้ามแข่งกัน…
จะเบ่งกล้ามแข่งกันเพื่อ!
***ห้านาทีต่อมา
“ดูนี่ซะ! จงดูกล้ามเนื้ออันแข็งแกร่งของข้า! ”
“ของข้าต่างหากที่สวยกว่า! แกนะยอมแพ้ข้าเสียเถอะ! ”
“ลงพนันข้างฝ่ายเขียวห้าหมื่นเขี้ยว! ”
“ข้าลงข้างสีแดงหกหมื่นเขี้ยว! ”
พวกยักษ์สมองกล้ามก็เริ่มมาแข่งเบ่งกล้ามกันอย่างจริงจังแทนการชกต่อยไปเสียแล้ว
“โอโห ดูคะแนนของมุมเขียวสิดอง ได้ถึงแปดสิบแต้มเลยดอง! ”
แถมยังมีกรรมการตัดสินพร้อมกับเวทีแข่งโชว์กล้ามปรากฏขึ้นใจกลางตลาดอย่างเสร็จสรรพอีกต่างหาก
ว่าแต่ทำไมเธอถึงไปเป็นกรรการได้เนี่ยเอสเทอ!
“ผู้เข้าแข่งรายต่อไป ขอเชิญคุณเอรีสดอง”
“เฮ้ย!? ”
แล้วทำไมฉันต้องไปลงแข่งกันด้วยยะ!
ฉันหันไปมองเปอร์ไซด์เพื่อขอเสียงคัดค้าน
แต่เธอกลับมองฉันด้วยแววตาที่เป็นประกายและเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังบางอย่าง
… ไม่แข่งคงไม่ได้แล้วสินะ
“เป็นไงเป็นกัน เจ้าพวกเผ่ายักษ์! จงดูกล้ามที่ผ่านการฝึกมาอย่างดีของเอรีสผู้นี้ซะเถอะ! ”
ว่าแล้วฉันก็เปิดใช้พลังของชุดเกราะเต็มสูบเพื่อขับกล้ามของตัวเองให้เด่นชัดพองโตอย่างสวยงามออกมา
เอาน่า ขี้โกงนิดหน่อยน่ารักดีออก
แต่ว่าดูเหมือนพลังของชุดเกราะจะทำงานดีไปหน่อย…
*แคว๊ก! *
เพราะมันช่วยเบ่งกล้ามจนพองโตทำให้เจ้าเสื้อเชิตตัวใหม่เอี่ยมขาดกระจุยไปเลย
นอกจากกล้ามแล้ว ฉันเลยต้องแสดงสิ่งไม่พึงประสงค์ให้พวกยักษ์มันเห็นเป็นของแถมอีกด้วย
“โอโห! พลังกล้ามของเอรีสรุนแรงจนถึงขนาดทำให้เสื้อขาดกระจุยเลยดอง! ”
“ไม่น้าาาาา! ”
“คะแนนนี่มัน!? 100? 100? 100? 100? 100? 100? 100? คะแนนเต็ม 100 หมด!? พวกเราได้ผู้ชนะในงานแข่งประชันกล้ามเนื้อแล้ว และผู้ชนะก็คือ [เอรีส] จากเผ่ามนุษย์ดอง! ”
“โอ๊วววววว ขอบคุณสำหรับอาหารตานะเอรีสจากเผ่ายักษาน้อย! ”
“เอรีส เอรีส เอรีส! ”
ทุกคนของเผ่ายักษ์ต่างกำลังส่งเสียงเฮลั่นให้กับฉันที่ยืนปิดส่วนน่าอายของตัวเองเอาไว้อย่างเอาเป็นเอาตาย
เออ… ทำไมจากที่มาสืบหาหลักฐาน มันถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้กันค่ะเนี่ย!?