“เคล็ดวิชาการกลั่นอาวุธ”เย่เฉินลูบคางของตนเอง และจ้องมองคัมภีร์โบราณเล่มนั้นไปเรื่อยๆ
ในไม่ช้าใบหน้าของเย่เฉินก็แสดงความดีอกดีใจ
เนื่องจากสิ่งที่คัมภีร์โบราณเล่มนี้ได้มีการจดบันทึกเอาไว้นั้นคือเคล็ดวิชาการกลั่นอาวุธซึ่งด้านในมีการแนะนำรายละเอียดเกี่ยวกับส่วนประกอบที่ดีและจำเป็นในการกลั่นอาวุธรวมทั้งวิธีการกลั่นอาวุธ และวิธีการหลอมอาวุธ
“นี่มันคือของวิเศษ”ในใจของเย่เฉินอดไม่ได้ที่จะร้องดีใจออกมา
เมื่ออ่านเคล็ดวิชาการกลั่นอาวุธอย่างคร่าวๆแล้ว เย่เฉินก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง และคิดว่าจะนำอาวุธมากลั่นด้วยตนเอง
แม้ว่ากระบี่เทียนเชวียจะใช้งานได้อย่างราบรื่นแต่เนื่องจากน้ำหนักที่มากของมันทำให้ความเร็วลดลงเป็นอย่างมากหากตัดสินใจทิ้งกระบี่เทียนเชวีย ความเร็วของเขาก็จะเพิ่มมากยิ่งขึ้นหากในเวลานั้นมีอาวุธที่รวดเร็วและดุเดือด เขาก็อาจจะกลายเป็นเสือติดปีกได้
เมื่อนึกถึงตรงนี้เย่เฉินก็หยิบคัมภีร์โบราณเคล็ดวิชากลั่นอาวุธขึ้นมาอีกครั้ง และทำความเข้าใจอย่างละเอียด
เขานั่งอยู่อย่างนั้นตลอดทั้งคืน
เช้าตรู่เขารับประทานอาหารเช้าอย่างเร่งรีบจากนั้นก็ปิดประตูห้องและเข้าไปยังด้านในอีกครั้ง
ในตอนนี้เขาได้วางคัมภีร์โบราณเคล็ดวิชากลั่นอาวุธลง
“การกลั่นอาวุธจำเป็นต้องใช้ไฟและต้องปรับมันให้เข้ากับตัวเอง” เย่เฉินยิ้มมุมปากหวังเหิงเป็นเจ้าของคัมภีร์โบราณที่มีค่าขนาดนี้แต่เขากลับทำได้แค่ครอบครองมันเพราะว่าเขาไม่มีไฟ
มีเสียงดังขึ้นมาจากถุงเก็บของใบหนึ่งอาวุธวิญญาณที่ส่องแสงสว่างได้ถูกโยนออกมาทีละอย่าง เริ่มตั้งแต่ กระบี่วิญญาณดาบใหญ่ หอก และค้อนขนาดใหญ่ซึ่งของเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เขาปล้นมาจากศิษย์ยอดเขาตี้หยางทั้งสิ้น
ในตอนนี้เขาต้องการหลอมอาวุธวิญญาณเหล่านี้ไว้ในเตาหลอมและกลั่นเอาแต่สารสำคัญที่สุดของพวกมันออกมา
เมื่อคิดได้เขาก็เริ่มลงมือทันที
จากนั้นเย่เฉินจึงเรียกอัคคีเที่ยงแท้ออกมา
ด้วยการความคิดอันยิ่งใหญ่ของจิตใจเย่เฉินควบรวมอัคคีเที่ยงแท้เปลี่ยนรูปร่างเป็นเตาหลอม
หลังจากนั้นกระบี่วิญญาณที่ส่องแสงสว่างถูกเขาโยนเข้าไปในเตาหลอมแล้วในตอนนี้เขาต้องคอยควบคุมเปลวไฟด้วยความระมัดระวัง ค่อยๆกำจัดสิ่งสกปรกในกระบี่วิญญาณ จากนั้นจึงทำการหลอมส่วนสำคัญที่สุดที่อยู่ด้านในออกมา
ในไม่ช้ากระบี่วิญญาณก็ถูกหลอมละลายด้วยอัคคีเที่ยงแท้เย่เฉินได้กลั่นมันออกมาเป็นของเหลวขนาดเท่ากำปั้น
ของเหลวนี้เต็มไปด้วยจุดด่างดำเป็นเพราะกระบี่วิญญาณเล่มนี้ไม่ได้ถือว่าเป็นของที่มีคุณภาพส่วนประกอบที่ใช้การกลั่นมันออกมาในตอนแรกนั้นก็ไม่ได้ดีเลิศจึงมีสิ่งเจือปนอยู่ด้านในเป็นจำนวนมากเมื่ออยู่ภายใต้การหลอมและกลั่นของอัคคีเที่ยงแท้แล้ว มันจึงปรากฏชัดขึ้นมา
เปลวไฟลุกโหมเย่เฉินก็อยู่ในอารมณ์สงบ และค่อยๆ กำจัดสิ่งสกปรกในของเหลวออก
ผ่านไปครึ่งชั่วยามของเหลวที่มีขนาดเท่ากำปั้นแต่เดิม ก็ได้ถูกหลอมจนมีขนาดเท่าเล็บ แม้ว่าจะเล็กมากแต่มันกลับเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด
เย่เฉินได้นำของเหลวที่มีขนาดเท่าเล็บออกมา
เมื่อนำออกจากเตาหลอมแล้วของเหลวขนาดเท่าเล็บนั้นกลับเข้าสู่สภาพแข็งตัวเนื่องจากอุณหภูมิที่ลดลงอย่างกะทันหันเย่เฉินนำมันมาไว้ในมือ ตอนนี้มันดูคล้ายกับผลึกที่แวววาวเปล่งประกายเจิดจ้าชิ้นหนึ่งและมีความแข็งแกร่งมาก
เมื่อการเริ่มต้นเป็นไปได้ด้วยดีเย่เฉินก็รู้สึกเต็มไปด้วยพลัง
เปลวไฟของเตาหลอมกำลังลุกไหม้อย่างแรงเมื่อเขาขว้างค้อนเหล็กเข้าไป จากนั้นเขาก็ทำเหมือนการหลอมกระบี่วิญญาณอีกครั้ง
เวลาล่วงเลยไปยามวิกาลก็คืบคลานเข้ามาอย่างรวดเร็ว
ในระหว่างนั้นเย่เฉินล้มเหลวอยู่หลายครั้ง เพราะเขาไม่สามารถควบคุมอัคคีเที่ยงแท้ได้ดีพอจนถึงกับทำให้แก่นสารสำคัญของอาวุธวิญญาณกลายเป็นเถ้าลอย
ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่ได้อะไรเลย
บริเวณข้างกายของเขาในตอนนี้มีเศษผลึกขนาดเล็กและใหญ่เป็นจำนวนมากสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสารสำคัญที่ได้มาจากการกลั่นอาวุธวิญญาณทั้งสิ้น
จนกระทั่งกลางดึกเย่เฉินจึงได้สารสำคัญของอาวุธวิญญาณที่กลั่นออกมาทั้งหมดแล้ว
เฮ้อ!
“ขั้นตอนที่หนึ่งสำเร็จแล้ว”
เขาพ่นลมหายใจออกมายาวๆสีหน้าเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า นี่ผ่านไปเพียงแค่หนึ่งวันหนึ่งคืนเขาก็เริ่มมีหนวดเคราขึ้นตรงมุมปาก อีกทั้งดวงตาเริ่มมีสีแดงก่ำ
เขาประสบผลสำเร็จของขั้นตอนแรกในการกลั่นสารสำคัญของอาวุธวิญญาณจำนวนมากแล้วขั้นตอนต่อไปก็คือ การหลอมรวมสารสำคัญของอาวุธวิญญาณเข้าด้วยกันจากนั้นก็นำมันไปผ่านอัคคีเที่ยงแท้อีกครั้ง จึงจะนับว่าเสร็จสมบูรณ์
น้ำยาวิญญาณหยกขวดหนึ่งถูกเทลงไปในปากของเขาตอนนี้เย่เฉินก็ได้เติมเต็มร่างกายที่อ่อนแรง และเริ่มขั้นตอนที่สองของการหลอมรวม
เตาเผายังคงมีเปลวไฟเย่เฉินได้นำสารสำคัญของอาวุธวิญญาณที่ได้มาจากการกลั่นจำนวนมากออกมาและโยนมันเข้าไป
เพียงเวลาไม่นานภายใต้การเผาไหม้ของอัคคีเที่ยงแท้สารสำคัญของอาวุธวิญญาณที่แข็งตัวอยู่นั้นก็ได้กลายเป็นของเหลวอีกครั้งจากนั้นพวกมันก็ถูกเย่เฉินควบคุมการหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างต่อเนื่องขั้นตอนนี้นับว่าไม่ได้ยากนัก ใช้เวลาเพียงไม่ถึงชั่วยามตอนนี้เขาก็หลอมรวมมันเสร็จสมบูรณ์แล้ว
ตอนนี้เขาถือเศษเหล็กสีแดงอิฐชิ้นหนึ่งไว้ในมือซึ่งมันคือของที่เขาได้มาจากการหลอมรวมเข้าด้วยกันของสารสำคัญของอาวุธวิญญาณจำนวนมาก
เหล็กสีแดงชิ้นนี้มีความพิเศษเป็นอย่างมากเนื่องจากว่ามันเป็นการหลอมรวมสารสำคัญจำนวนมากเอาไว้ด้วยกันมันเปล่งประกายแสงสีแดงออกมา และมีความแข็งแรงมากซึ่งถือว่าเป็นสารสำคัญที่ไม่มีอะไรเทียบได้ นับว่าเป็นส่วนประกอบที่ยอดเยี่ยมสำหรับการกลั่นอาวุธและหากนำมันมากลั่นเป็นอาวุธ มันก็จะอ่อนตัวลงโดยธรรมชาติ
เมื่อได้รับเหล็กสีแดงชิ้นนี้แล้วเย่เฉินก็เดินออกจากห้อง และกระโดดออกจากสวนแห่งวิญญาณเพราะขั้นตอนต่อไปนั้นเสียงดังเขาจึงไม่ต้องการรบกวนการพักผ่อนของจางเฟิงเหนียนและหู่หวา
เมื่อหาสถานที่ลับได้แล้วเย่เฉินก็ได้ควบรวมอัคคีเที่ยงแท้ในรูปแบบของเตาหลอมอีกครั้ง
จากนั้นเขาก็โยนเหล็กสีแดงเข้าไป
เขาสูดหายใจเข้าลึกๆจากนั้นก็ควบคุมเปลวไฟอย่างระมัดระวัง ทำการหลอมเหล็กสีแดงอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งหลอมรวมขึ้นรูปเป็นกระบี่
นี่เป็นกระบวนการที่ใช้เวลานานมากเย่เฉินใช้เวลากว่าหกชั่วยาม แต่กลับหลอมมันออกมาดูแล้วพิกลพิการแทบไม่เป็นรูปร่างหน้าตาของกระบี่อีกทั้งตัวกระบี่ยังเป็นหลุมและขรุขระอย่างมาก
“จะว่าไปมันก็เริ่มเป็นรูปร่างของกระบี่แล้ว” หลังจากที่เย่เฉินปาดเหงื่อเขาก็ยังคงหลอมต่อไปอย่างไม่รีบเร่ง เสียงการหลอมเหล็กก็ยังคงดังอย่างต่อเนื่อง
ขั้นตอนนี้ใช้เวลานานมาก
เย่เฉินใช้เวลาตั้งแต่พลบค่ำจนถึงเช้าตรู่และเช้าตรู่จนกระทั่งพลบค่ำ คืนวันหมุนเวียนไปเรื่อย
ในระหว่างนั้นช่องว่างของกระบี่ที่ดูพิกลพิการนั้นถูกหลอมทีละตารางนิ้ว และหลุมบนกระบี่นั้นก็ถูกเขาทำให้ราบเรียบขึ้นทีละเล็กละน้อยจนตอนนี้เขานั้นเหมือนช่างแกะสลักคนหนึ่ง ด้วยเพราะเขาไม่อาจทนต่อตำหนิใดๆที่อยู่บนกระบี่ของเขาได้
วิ้ง!
ไม่รู้ว่าเมื่อไรที่เสียงของกระบี่นั้นดังขึ้นครั้งแรกใบหน้าที่อ่อนเพลียของเย่เฉินในตอนนี้ได้เผยรอยยิ้มออกมาด้วยความพอใจเป็นครั้งแรก
กระบี่เล่มนี้ของเขากินเวลาไปกว่าสี่วันและในที่สุดเขาก็หลอมมันออกมาจนเสร็จสมบูรณ์
ด้วยการตีของเตาหลอมกระบี่ยาวสีแดงก็เกิดการสั่นไหวขึ้น เย่เฉินจึงก็คว้ามันมาไว้ในมือ
จากนั้นเขาได้ใช้มันกรีดลงกลางฝ่ามือของตัวเอง ปล่อยให้เลือดไหลลงมาตามด้ามของกระบี่เต็มไปทั่วทั้งเล่ม
นี่คือวิธีการสังเวยกระบี่ด้วยโลหิตซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการกลั่นอาวุธ
ในไม่ช้าเลือดของเขาก็ซึมลงที่กระบี่เล่มนี้อย่างรวดเร็ว ซึ่งสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
วิ้ง!
ทันใดนั้นกระบี่เล่มนี้ก็สั่นไหวดังสะท้านขึ้น มันส่องแสงสะท้อนสีแดงสดแวววาวและดูยืดหยุ่นได้ดี ภายใต้แสงจันทราและดวงดาราส่องกระทบกับแสงแวววาวของกระบี่นี้ทำให้มันดูร้ายกาจราวกับสามารถทำลายล้างเหล็กที่แข็งแกร่งได้
เย่เฉินถือกระบี่ยาวในมือและฟาดมันออกไป
เปรี้ยง!
ไม่ไกลออกไปมีก้อนหินขนาดใหญ่แตกออกเหมือนเต้าหู้ที่ถูกตัด ความคมของมันนั้นหาที่เปรียบไม่ได้
“นับตั้งแต่บัดนี้ไปเจ้ามีนามว่า กระบี่เมฆแดง” เย่เฉินลูบกระบี่เบาๆ ด้วยความหลงใหลจนไม่อาจวางลงได้นี่เป็นงานหนักของเขาในช่วงสองสามวันที่ผ่านมาและเป็นสิ่งที่เขาประดิษฐ์ขึ้นจากการกลั่นอาวุธเป็นครั้งแรกนับว่าเป็นที่น่าจดจำอย่างยิ่งนัก
เย่เฉินถือกระบี่เทียนเชวียและกระบี่เมฆแดงไว้จากนั้นจึงเอนกายลงบนก้อนหินอย่างสบายใจ
“พรุ่งนี้ยังคงดักชิงทรัพย์ต่อ”เย่เฉินยิ้มและเงยหน้าขึ้นมองยอดเขาตี้หยางที่ตั้งตระหง่านอยู่บนภูเขาวิญญาณของสำนักเหิงเยว่
“ร่วมกันวางแผนทำร้ายข้าก็ต้องชดใช้อย่างสาสม” เย่เฉินพูดเย้ย
นับตั้งแต่หลังจากดักชิงทรัพย์อยู่บนภูเขาด้านหลังของสำนักเหิงเยว่นี้ก็เป็นเวลาเกือบห้าวันแล้ว เย่เฉินจึงมั่นใจว่าเก๋อหงคงเริ่มชะล่าใจแล้วและนั่นหมายความว่าถึงเวลาที่เขาจะต้องกลับมาแล้ว