เส้นทางสู่เทพ

    ตอนที่ 43 การรุกรานของการ์เดียน

    ต่อมาผู้จัดการแข่งขันก็ประกาศยกเลิกการแข่งไปแบบดื้อ ๆ โดยที่ไม่ได้อธิบายถึงเหตุผลอะไรให้ฟังเลยว่าเป็นเพราะเหตุใด ถึงตอนแรกทุกคนจะโวยวายก็ตามแต่ก็พากันออกจากระบบกันไป ด้วยความสงสัยที่ว่าโลกภายนอกเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ถึงได้มีประกาศแจ้งเตือนภัยเกิดขึ้นที่ระบบแคปซูลแบบนี้

     

    “เราจะออกจากระบบตามพวกเขาไปเลยไหม ในเมื่อการแข่งขันก็ถูกยกเลิกไปแล้ว?” ฟรอสหันไปถามกับทั้ง 2 คนที่ยังคงมองดูผู้คนทยอยออกจากระบบกันอยู่

     

     

    รอยเองก็อยากจะออกไปดูเหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นที่โลกภายนอกกันแน่ แต่ติดตรงเรื่องภารกิจนี่ซิเลยไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อไปดี

    “พวกนายออกไปก่อนเลย เดี๋ยวฉันขออยู่ดูอะไรที่นี่ก่อนก็แล้วกัน”

     

    “ที่นี่ยังมีอะไรให้ดูอีกกัน นายเองก็รีบ ๆตามออกมาล่ะ ฉันรู้สึกใจคอไม่ดีกับเรื่องนี้ยังไงก็ไม่รู้ซิ” อามาลตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่ดูกังวลใจ จากนั้นทั้งคู่ก็ออกจากระบบแคปซูลไป

    รอยมองไปตรงจุดที่นั่งคนดูก็็ยังคงเห็นผู้ทดสอบของโลกแห่งฝันร้ายอีกคน ยังคงนั่งอยู่ที่เดิมไม่ได้ออกจากระบบไป รอยก็นึกสงสัยว่าเธอจะได้รับภารกิจนี้มาเหมือนกันกับเขาหรือเปล่า อีกใจหนึ่งก็คิดได้ว่าอีกฝ่ายคงไม่ได้คิดอะไรแผลง ๆอย่างการเข้ามาท้าสู้กับเขาแบบ 1-1 เพื่อหาผู้ชนะตอนนี้หรอกใช่ไหม ในเมื่อตอนนี้ไม่มีใครอยู่ใกล้ ๆแล้ว รอยก็เลยถามกับภูติแห่งฝันร้ายไปว่า

    “การแข่งขันถูกยกเลิกไปแบบนี้จะมีผลอะไรกับของรางวัลรึเปล่า?”

    ทันทีที่รอยถามถึงเรื่องของรางวัลภารกิจก็มีหน้าต่างโฮโลแกรมปรากฏขึ้นมาอยู่ตรงหน้า

     

    ภารกิจของโลกแห่งความจริงบททดสอบที่ 4 เอาชีวิตรอดจากการบุกรุกของการ์เดียน ??

    ประเภทภารกิจ เอาชีวิตรอดให้ได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด (ไม่สามารถออกนอกเขตโรงเรียนศิลปะการต่อสู้Sได้)

    ระยะเวลาของภารกิจ 7 วัน (เวลาจะเริ่มนับทันทีที่มีผู้บุกตนแรกออกมาจากหลุมมิติ)

    รางวัลสำเร็จภารกิจ ปลดล็อคหน้าต่างค่าสถานะพิเศษ

    บทลงโทษ ตาย

     

    เมื่อรอยได้อ่านภารกิจที่ปรากฏขึ้นมาจนจบก็อ้าปากค้างไปทันที เพราะเข้าใจแล้วว่าโลกภายนอกมันเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นจริง ๆจนได้มีประกาศเตือนแบบนี้ขึ้นมา แถมยังมีขอบเขตกำหนดไม่ให้ออกจากพื้นที่เขตโรงเรียนอีกด้วย

     

    “นี่มันหมายความว่าการ์เดียนกำลังจะบุกมาที่โลกนี้เนี่ยนะ ส่วนเรื่องรางวัลนี่อีกทำไมถึงให้เพียงแค่หน้าต่างค่าสถานะล่ะในเมื่อเกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ เห้อ…แต่ก็นะมันเป็นภารกิจของโลกแห่งความจริงหนิหน่า คงจะคาดหวังอะไรกับมันสูงเกินไปซินะเรา ที่เห็นว่าภารกิจที่แล้วได้ของรางวัลสุดพิเศษแบบนั้น”

     

    “ไม่ใช่ซินี่มันจะข้ามเรื่องของรางวัลภารกิจไปดื้อ ๆแบบนี้เลยเหรอ?” ที่รอยบ่นเรื่องรางวัลของภารกิจที่แล้วเพราะมันสำคัญมาก ถ้าได้รางวัลเพิ่มระดับดาวมาก็จะได้ทำบททดสอบของโลกแห่งฝันร้ายต่อไปได้สักที ถึงการแข่งขันนี้มันจะไม่ได้การันตีว่ารอยจะเป็นผู้ชนะการแข่งขันนี้ได้ก็เถอะนะ แต่ก็ยังดีกว่าที่ถูกยกเลิกไปเฉย ๆแบบนี้ซิ

     

    “ผู้ทดสอบไม่ต้องเสียใจไป โลกแห่งฝันร้ายจะมอบของรางวัลให้กับผู้ทดสอบเหมือนเดิมถึงแม้การแข่งขันจะถูกยกเลิกไปเพราะเหตุสุดวิสัยนี้ก็ตาม”

     

    “น...นี่แกคงไม่ได้พูดหลอกให้ดีใจเก้อไปเองใช่ไหม?” รอยไม่อยากจะเชื่อเลยว่าภูติแห่งฝันร้ายจะบอกว่ามอบรางวัลของภารกิจให้ง่าย ๆแบบนี้ เพราะที่ผ่านมาทุกภารกิจต้องผ่านความยากลำบากมาทั้งนั้นถึงจะได้รับรางวัลของภารกิจต่าง ๆมาได้ แถมครั้งนี้ยังทำภารกิจไม่สำเร็จเลยด้วยแต่กลับได้ของรางวัลมาง่าย ๆแบบนี้มันรู้สึกยังไง ๆอยู่นะ

     

    “เราจะหลอกผู้ทดสอบไปทำไมกัน รางวัลที่มอบให้นี้เราเองก็มีหน้าที่แค่นำมันมาให้กับผู้ทดสอบเท่านั้นไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับมันแต่อย่างใด”

     

    มันก็เป็นอย่างที่ภูติแห่งฝันร้ายบอกจริง ๆเพราะรางวัลของภารกิจที่รอยยังทำไม่สำเร็จมันกลับได้ถูกส่งมอบมาให้กับรอยแล้วตอนนี้ จนทำให้ระดับดาวอาชีพผู้ใช้คำสาปของรอยเพิ่มขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ 

    จากนั้นออร่าแห่งความมืดที่คล้ายกับกลุ่มควันดำก็เข้ามาปกคลุมอยู่รอบ ๆตัวรอย มันทำให้รอยรับรู้ได้ทันทีเลยว่าเมื่อระดับดาวอาชีพผู้ใช้คำสาปของเขาเพิ่มขึ้น จิตวิญญาณที่อยู่ภายในร่างของเขาก็มีความบริสุทธิ์มากขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน ความรู้สึกด้านลบต่าง ๆที่มีอยู่ก่อนหน้านี้เหมือนกับว่าถูกชำระล้างให้หายไปจนหมดสิ้น เหลือไว้แต่เพียงจิตวิญญาณที่ใสบริสุทธิ์ที่หลงเหลืออยู่เท่านั้น หลังจากที่รอยรับรู้ได้ถึงพลังจิตของตนเองแล้ว ขอบเขตอำนาจพลังจิตของเขาก็เพิ่มมากขึ้นจนสัมผัสได้ว่าขอบเขตและพลังอำนาจของทักษะต่าง ๆก็มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

    ไม่ใช่รอยเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ได้รับรางวัลภารกิจนี้แต่เป็นผู้ทดสอบอีกคนด้วยเช่นกัน เพราะรอยสัมผัสได้ถึงพลังอาชีพของผู้ทดสอบแห่งฝันร้ายของอีกฝ่ายที่บริสุทธิ์ไม่แพ้กันแผ่กระจายออกมา แต่พลังที่อีกฝ่ายแสดงออกมานั้นมันดูมีออร่าสีเขียวบริสุทธิ์ปกคลุมไปทั่วร่าง แถมพลังออร่านั้นยังเป็นพลังของธรรมชาติแผ่กระจายออกมาอีกด้วย 

    รอยที่สัมผัสออร่าพลังของอีกฝ่ายอยู่ก็เหมือนกับว่าได้เห็นภาพของตนเองไปยืนอยู่กลางผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพรรณนานาชนิด ที่มีสัตว์น้อยใหญ่ต่างใช้ชีวิตกันอย่างอย่างมีความสุขอยู่ในผืนป่าแห่งนี้ ความรู้สึกที่ให้ความสดชื่นของออร่าธรรมชาติที่รอยสัมผัสได้จากอีกฝ่ายเป็นเพียงเวลาแค่ชั่วครู่เท่านั้น ภาพในจินตนาการที่รอยเห็นอยู่ ๆมันก็หายไปและกลับมาเป็นปกติอีกครั้งจนรอยรู้สึกตัวได้ว่าเป็นเพียงภาพในจินตนาการเท่านั้น เพราะอีกฝ่ายสัมผัสได้ว่ารอยกำลังจ้องมองมาที่เธออย่างสนใจและยังรับรู้ได้ถึงพลังออร่าธรรมชาติของเธอที่ไม่ได้ตั้งใจปล่อยออกมาเองอีกด้วย เธอจึงได้รีบปิดประตูอาชีพของเธอกลับเข้าไปทันทีเพราะถ้าอีกฝ่ายรูุ้ถึงอาชีพที่ 2 ของเธอก็ไม่ได้เรื่องที่ดีเลย

     

    “หืม...ผู้ทดสอบคนนั้นเองก็ได้รางวัลเป็นเพิ่มระดับดาวด้วยเหมือนกันซินะ แถมรางวัลยังถูกมอบให้พร้อม ๆกันอีกด้วย” รอยคิดไปเองว่าภูติแห่งฝันร้ายคงเป็นเพียงแค่คนส่งสารให้กับผู้ทดสอบของแต่ละคนเท่านั้น

    “เพราะถ้าผู้ทดสอบอีกคนมีภูติแห่งฝันร้ายที่เหมือนกันกับเรา ก็น่าจะมอบรางวัลในเวลาที่แตกต่างกันซิ ถึงมันจะเป็นภารกิจเดียวกันก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าภูติแห่งฝันร้ายของเราก็ยังไม่สามารถตัดสินใจอะไรได้เองตามใจชอบอีกด้วย เรื่องข้อมูลต่าง ๆเองก็ต้องมีระดับขั้นตอนในการเปิดเผยเรื่องราวของมันอีก”

     

    “หรือถ้าคิดในแง่ของการรับบททดสอบต่าง ๆดูเหมือนจะเป็นการตัดสินใจของภูติแห่งฝันร้ายเองซะมากกว่า ว่าจะเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับผู้ทดสอบของตัวเองไปในทิศทางไหน เพราะถ้าดูจากอาชีพของผู้ทดสอบคนนั้นดูเหมือนจะไม่มีอยู่ในตัวเลือกของเราอยู่เลย เท่าที่สังเกตการต่อสู้ของอีกฝ่ายมามันเหมือนกับเป็นอาชีพนักดาบเวทย์ที่สามารถใช้เวทมนตร์ธาตุความมืดได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่ไม่มีอยู่ในตัวเลือกอาชีพของเราเลย มันคงเป็นอาชีพที่เหมาะกับตัวตนของแต่ละคนหรือไม่ก็เป็นเพราะภูติแห่งฝันร้ายที่เป็นคนหาอาชีพเหล่านั้นมาให้กับผู้ทดสอบได้เลือก หรือไม่ทุกอย่างภายในโลกแห่งฝันร้ายล้วนเกิดขึ้นมาจากการสุ่มทุกอย่างเลยก็ได้”

     

    เรื่องนี้รอยได้แต่คิดไปเองเพราะไม่รู้ว่ามันจะเป็นจริงอย่างที่คิดรึเปล่า ก็มันยังหาข้อสรุปอะไรที่แน่นอนของเรื่องนี้ไม่ได้เลยสักอย่าง จากนั้นผู้ทดสอบอีกคนก็ออกจากระบบแคปซูลไปหลังจากได้รับรางวัลภารกิจไปแล้ว

     

    ถึงรอยจะบ่นไปแบบนั้นแต่ภูติแห่งฝันร้ายก็ไม่ได้มีปฏิกิริยาตอบรับอะไรกับการบ่นของรอยไปก่อนหน้านี้เลย

     

    “แต่เดี๋ยวนะ...ภารกิจบอกว่าเป็นการเอาชีวิตรอดแล้วยังห้ามออกนอกเขตโรงเรียนอีก มันคงไม่ได้เกิดขึ้นที่ประเทศTหรอกใช่ไหม?” รอยเพิ่งจะคิดได้เมื่อนึกถึงภารกิจใหม่ที่มอบให้มา

     

    “เป็นอย่างที่ผู้ทดสอบคิดนั่นแหละ แถมเหตุการณ์ภารกิจครั้งนี้มันยังใกล้ตัวผู้ทดสอบมากซะจนผู้ทดสอบอาจจะคาดไม่ถึงเลยก็ได้”

     

    เมื่อรอยได้ยินภูติแห่งฝันร้ายบอกแบบนั้นก็รีบออกจากระบบแคปซูลไปทันที เพราะถ้าเหตุการณ์นี้มันเกิดขึ้นใกล้ ๆตัวรอยก็ไม่รู้ว่ามันจะอันตรายถึงขั้นไหน

     

    “การรุกรานของการ์เดียนที่ไม่ได้เกิดขึ้นมานานกว่าหลาย 10 ปีทำไมถึงได้มาเกิดขึ้นตอนนี้กัน ไม่ใช่ว่ากลุ่มของเดอะคิวบ์ทำการป้องกันเหตุการณ์แบบนี้ไว้แล้วหรอกเหรอ?”

     

    รอยลุกออกมาจากเครื่องแคปซูลก็เห็นว่าฟรอสกับอามาลยืนมองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่หน้าโรงฝึกด้วยท่าทีแปลก ๆ จึงได้เรียกทั้งคู่ด้วยความสงสัยที่ว่าทั้งคู่เห็นอะไรอยู่กันแน่ถึงได้ยืนนิ่งค้างกันอยู่อย่างนั้น

    “เฮ้! เกิดเรื่องอะไรขึ้นอย่างงั้นเหรอ?” รอยตะโกนถามแต่ทั้งคู่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะได้ยินเสียงตะโกนของรอยเลย รอยจึงได้รีบเดินออกมาดูด้วยตัวเองว่าทั้งคู่มองอะไรอยู่กันแน่นะ?

     

    ปรากฏว่ามีหลุมดำขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นมาบนท้องฟ้าเหนือโรงเรียนศิลปะการต่อสู้Sไปไม่ไกลนี้เอง ถ้ามองจากมุมสูงหลุมมิติสีดำอันนี้มันอยู่ภายในเขตม.ปลายเลยด้วย

     

    “ฉิบหายแล้วไหมล่ะ?” ทันทีที่รอยเห็นหลุมดำปรากฏอยู่บนหัวก็รู้ได้ทันทีเลยว่าการ์เดียนมันจะต้องออกมาจากหลุมดำนั่นอย่างแน่นอน

    “แล้วขอบเขตของภารกิจคือห้ามออกนอกเขตโรงเรียน นี่มันไม่เท่ากับว่าเราต้องอยู่ภายในกรงขังที่มีสัตว์ร้ายรอเข้ามาขย้ำเลยไม่ใช่รึยังไงกัน?”

     

    “ดูเหมือนผู้ทดสอบจะสงสัยซินะว่าทำไมถึงได้มีหลุมมิติของการ์เดียนปรากฏขึ้นมา ทั้ง ๆที่โลกของผู้ทดสอบเองก็ควบคุมไม่ให้มันเกิดขึ้นมาได้แล้วถึงหลาย 10 ปี”

     

    รอยพยักหน้าตอบด้วยความสงสัยพร้อมกับยังคงยืนมองไปที่หลุมมิติเหมือนกับฟรอสและอามาล ภาพที่เกิดขึ้นนี้ทำให้เห็นว่าทั้ง 3 คนได้กลายไปเป็นรูปปั้นหินที่แหงนหน้ามองบนท้องฟ้าไร้ซึ่งสติด้วยอาการช็อกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่รอยก็ยังคงถามกับภูติแห่งฝันร้ายในใจไปว่า

    “มันเพราะอะไรกัน?” 

     

    “ไม่ว่าจะเป็นการบุกรุกครั้งแรกของโลกผู้ทดสอบหรือครั้งนี้ก็ตาม ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมามันย่อมมีเหตุและผลของตัวมันเองเสมอ ครั้งนี้เองก็เช่นกันมันเป็นเพราะคนของโลกผู้ทดสอบได้ไปเปิดศึกในดินแดนของการ์เดียนขึ้นมายังไงล่ะ เลยทำให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมา ส่วนเรื่องหลุมมิติที่เกิดขึ้นใกล้ตัวผู้ทดสอบนั้นเพราะความโชคร้ายของผู้ทดสอบเองล้วน ๆ เลยทำให้ภารกิจของโลกแห่งความจริงนี้ถูกสร้างขึ้นมาโดยผู้ทดสอบเองยังไงล่ะ”

     

    “ห๊า...จะบอกว่าคนของโลกเราเป็นคนทำให้หลุมมิตินี้มันเกิดขึ้นมาอย่างงั้นเหรอ? แล้วใครมันไปทำเรื่องบ้า ๆแบบนั้นกันวะเนี่ย?”

     

    “ที่แกบอกว่าการบุกรุกครั้งแรกด้วย หมายความว่ามีคนบุกรุกอาณาเขตของการ์เดียนเหมือนกันอย่างงั้นเหรอ? ไม่ใช่ซิความร้ายแรงของเหตุการณ์นี้มันต่างกันมากเลยหนิถ้าเอาไปเทียบกับครั้งแรกที่มีหลุมมิติหลายแห่งปรากฏขึ้นมาพร้อมกันทั่วโลก”

    แต่เมื่อรอยถามคำถามนี้ไปก็ไม่ได้คำตอบอะไรจากภูติแห่งฝันร้ายตอบกลับมาเลย

    “แม้งเอ้ย! บอกแบบครึ่ง ๆกลาง ๆแล้วก็ไม่ตอบคำถามอะไรเลยเนี่ยนะ แล้วจะมาบอกทำให้อยากรู้ทำไมกันฟะ?”

     

    องค์กรเมฆทมิฬหลายพันคนที่บุกรุกเข้าไปภายในโลกของการ์เดียนไม่รู้เลยว่าการที่พวกเขาพากองกำลังมากมายขนาดนี้เข้ามาพร้อมกัน มันเท่ากับว่าเผ่าพันธุ์ของพวกเขาต้องการที่จะทำสงครามกับการ์เดียนของโลกแห่งนี้ เพราะเหตุนี้เองเลยทำให้มีหลุมมิติเกิดขึ้นมาที่โลก ภายในโลกของการ์เดียนที่องค์กรเมฆทมิฬเข้าไปนั้นก็ถูกปิดตายโดยสมบูรณ์ไปแล้ว ถ้าองค์กรเมฆทมิฬไม่สามารถฆ่าการ์เดียนของโลกใบนี้ได้ก็จะไม่มีวันกลับออกมาได้อีกเลย แต่มันก็ไม่ได้มีแต่ผลเสียเสมอไปเพราะถ้าองค์กรเมฆทมิฬสามารถฆ่าการ์เดียนที่เป็นเจ้าของโลกใบนี้ได้ ก็จะทำให้พวกเขากลายเป็นเจ้าของโลกใบนี้ได้ด้วยเช่นกัน 

     

    ภายในโลกการ์เดียนที่องค์กรเมฆทมิฬเข้าไปนั้นล้วนแล้วแต่เป็นพื้นที่ทะเลทรายทั้งหมด สภาพอากาศเองก็ร้อนซะจนอยากจะถอดเสื้อออกให้มันรู้แล้วรู้รอดไป ซึ่งไม่ว่าจะมองไปในทิศทางไหนก็เห็นเพียงแต่ผืนทะเลทรายเท่านั้น ไม่สามารถบ่งบอกได้เลยว่าการ์เดียนที่ปกครองโลกใบนี้อยู่มันเป็นตัวอะไรกันแน่

     

    สิ่งที่เป็นปัญหาใหญ่ของพวกองค์กรเมฆทมิฬตอนนี้เลยคือ พวกเขาที่เข้ามาล้วนถูกสุ่มให้อยู่กันคนละจุดภายในโลกการ์เดียน เลยทำให้พวกเขาต้องรีบหาทางรวมตัวกันให้ได้โดยเร็วที่สุด เพราะไม่อย่างงั้นการที่พวกเขาเข้ามากันทั้งองค์กรก็ดูจะไร้ความหมายไปเลย

     

    รอยยังคงมองไปบนท้องฟ้าที่เกิดหลุมมิติขึ้น ซึ่งตอนนี้มันมีคลื่นพายุหมุนวนเพิ่มเข้ามาอยู่บริเวณโดยรอบหลุมดำเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของเขตพื้นที่แห่งนี้ไปโดยสมบูรณ์ราวกับว่าจะเกิดหายนะขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้

     

    ฟรอสกับอามาลที่ได้สติหลังจากยืนอึ้งไปพักใหญ่ก็รู้สึกกระวนกระวายใจ เพราะครอบครัวของพวกเขาเองก็อาศัยอยู่ในเขตปกครองพิเศษซึ่งอยู่ใกล้กับหลุมมิติมาก เท่าที่ประวัติศาสตร์ได้เคยบันทึกไว้ว่าการบุกรุกของประตูมิติอื่น ๆมักจะสร้างความเสียหายให้กับพื้นที่บริเวณโดยรอบรัศมีมากกว่า 5 กิโลเมตรเป็นอย่างต่ำ ถึงเรื่องมันจะถูกบันทึกไว้นานมากแล้วก็ตาม แต่พวกเขาเองก็อยากที่จะหนีออกจากพื้นที่แห่งนี้ให้ได้โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ใครจะคิดละว่าอยู่ ๆจะมีหลุมมิติแห่งใหม่ปรากฏขึ้นมาในเวลาแบบนี้ แถมยังเกิดขึ้นภายในประเทศเดียวอีกด้วย

     

    ผู้คนภายในเขตปกครองพิเศษที่อยู่ใกล้กับหลุมมิติต่างก็รีบพากันอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงภัยนี้ทันที เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าจะมีการต่อสู้แบบไหนเกิดขึ้นภายในเขตแห่งนี้บ้างและไม่รู้ว่าจะมีตัวอะไรออกมาจากหลุมมิติแห่งนี้อีกด้วย มันคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ที่พวกเขาจะมายืนดูเหตุการณ์ใกล้ ๆถ้าไม่อยากเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยง

     

    ทางเดอะคิวบ์และกองกำลังป้องกันตนเองของประเทศก็รีบส่งกองกำลังของพวกเขาเข้ามาประจำการที่บริเวณโดยรอบหลุมมิติโดยเร็วที่สุด โดยแบ่งกองกำลังของพวกเขาออกเป็น 4 กองกำลังคอยเฝ้าระวังไว้อยู่รอบ ๆหลุมมิติทั้ง 4 ทิศ

     

    ส่วนนักเรียนศิลปะการต่อสู้Sต่างก็ทยอยกันออกจากโรงเรียนไปเพราะสถานที่แรกที่จะเกิดการต่อสู้ขึ้นคงไม่พ้นเขตโรงเรียนนี้ก่อนเป็นแน่ ส่วนรอยนั้นเป็นเพราะภารกิจที่บอกเอาไว้ว่าห้ามออกนอกเขตโรงเรียนและโทษของภารกิจมันก็ร้ายแรงถึงตาย รอยเลยไม่มีทางเลือกจำเป็นจะต้องอยู่ต่อภายในโรงเรียนนี้ต่อไป แถมยังถูกโทรตามจากลุงโจเซฟแบบไม่หยุดไม่หย่อนตั้งแต่เกิดหลุมมิติขึ้นมาที่โรงเรียน รอยก็หาเหตุผลบอกปัดลุงโจเซฟไม่ได้จริง ๆว่าจะออกไปหายังไงดี แต่ปัญหาก็ยังไม่หมดแค่นั้นเพราะปรมาจารย์บีโฮเองก็อยากจะพารอยออกไปจากพื้นที่แห่งนี้ไปด้วยเช่นกัน

     

    ตอนนี้รอยยังคงยืนก้มหน้าก้มตาอยู่ภายในสำนักที่มีปรมาจารย์บีโฮนั่งจ้องมองมาสายตาคาดโทษ เพราะไม่ว่าจะถามถึงเหตุผลอะไร รอยก็ไม่ตอบอะไรกลับมาเลยว่าทำไมถึงออกไปนอกเขตโรงเรียนนี้ไม่ได้

     

    “นี่ฉันบอกเรื่องภารกิจกับอาจารย์ตัวเองไม่ได้จริงดิ?”

     

    “ไม่ได้เด็ดขาด” ภูติแห่งฝันร้ายตอบกลับมาด้วยเสียงที่เข้มขรึม

     

    “แล้วจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ยังไงกันถ้าไม่พูดความจริงออกไป แล้วถ้าเกิดว่าอาจารย์ของฉันโมโหขึ้นมาแล้วลักพาตัวฉันออกไปล่ะ นี่ไม่เท่ากับว่าฉันตายฟรีเลยหรือยังไงกัน?”

     

    “ไม่ต้องเป็นห่วงไป ถ้าผู้ทดสอบไม่ได้ออกไปเองด้วยความสมัครใจ ยังไงก็ไม่มีทางออกไปจากเขตที่กำหนดไว้ได้อย่างแน่นอน”

     

    “ได้ยินแบบนี้ค่อยเบาใจขึ้นมาหน่อย” รอยคุยกับภูติแห่งฝันร้ายอยู่ภายในใจอยู่พักใหญ่จนปรมาจารย์บีโฮทุบโต๊ะที่อยู่ตรงหน้าด้วยความโมโหที่รอยยืนก้มหน้าเงียบอยู่แบบนี้มาสักพักแล้ว

     

    ป๊าบบ! โต๊ะไม้ตรงหน้าแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ

    “นี่เจ้าหนู!!”

    (เป็นไงเป็นกันวะ)

    รอยตัดสินใจอะไรได้บางอย่างจึงได้รีบพูดออกไป

    “ผมบอกเหตุผลไม่ได้จริง ๆครับอาจารย์ โปรดเข้าใจผมด้วย ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมขอตัวไปฝึกฝนต่อนะครับ” รอยไม่อยู่รอฟังคำตอบของปรมาจารย์บีโฮ เมื่อพูดเสร็จแล้วก็รีบเดินเผ่นออกจากห้องไปทันที แต่เมื่อรอยออกจากห้องมาแล้วก็ได้ยินเสียงสบถด่านับไม่ถ้วนดังไล่หลังมา รอยจึงรีบวิ่งให้เร็วยิ่งขึ้นเพื่อกลับไปที่โรงฝึก

     

    “ค่าความสนิทระหว่างศิษย์กับอาจารย์ช่วยได้มากจริง ๆถ้าเป็นเมื่อก่อนคงได้นอนจมกองเลือดไปแล้วมั้งที่เดินหนีออกมาแบบนั้น” รอยได้แต่ถอนหายใจที่หนีรอดจากอาจารย์มาได้ ส่วนเรื่องของลุงโจเซฟรอยทำได้เพียงแค่ต้องโกหกไปว่าอยู่กับปรมาจารย์บีโฮแล้วไม่ต้องเป็นห่วงอะไร เลยทำให้ลุงโจเซฟสบายใจไปได้สักพักหนึ่ง แต่ถ้าลุงโจเซฟติดต่อกับปรมาจารย์บีโฮขึ้นมาแล้วรู้ความจริงว่ารอยโกหกคงได้เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นเป็นแน่

     

    จากนั้นรอยก็ลงไปในชั้นใต้ดินที่อยู่ใต้โรงฝึกลึกลงไปหลายร้อยเมตร ห้องใต้ดินนี้เป็นอามาลเองที่สร้างมันขึ้นมาจากพลังของเขา ที่ตอนนั้นรอยเห็นว่าอามาลกำลังฝึกการควบคุมพลังที่ใช้มันสร้างหินในรูปแบบต่าง ๆอยู่ จึงคิดไอเดียนี้ขึ้นมาได้ว่าให้อามาลมาใช้พลังในการสร้างห้องต่าง ๆไว้เป็นหลุมหลบภัยที่ใต้โรงฝึกแถมมันยังถูกใช้เป็นห้องฝึกฝนไปในตัวได้อีกด้วย ที่รอยให้อามาลสร้างห้องหลบภัยนี้ขึ้นมาเป็นเพราะคิดว่าถ้าเจอเหตุการณ์ร้ายแรงอย่างองค์กรเมฆทมิฬบุกรุกเข้ามาอีกจะได้มีที่ไว้ให้ซ่อนตัว หลุมหลบภัยแห่งนี้ถูกสร้างไว้ลึกพอสมควรและแข็งแรงเป็นพิเศษเพื่อป้องกันการเกิดแผ่นดินไหวได้ในระดับหนึ่ง แต่ของตกแต่งภายในตอนนี้ยังไม่มีอะไรอยู่เลยเพราะหลุมหลบภัยนี้เพิ่งจะถูกสร้างขึ้นมาได้ไม่นานนี้เอง

     

    รอยเข้ามาอยู่ในชั้นใต้ดินที่เป็นห้องฝึกฝนซึ่งเป็นพื้นที่ห้องสี่เหลี่ยมโล่งขนาดใหญ่ที่ไม่มีของตกแต่งอะไรอยู่เลย จากนั้นรอยก็รีบเข้าไปอยู่ในโลกแห่งฝันร้ายทันที เพราะถ้าอาจารย์เกิดเปลี่ยนใจแล้วมาเรียกตัวรอยไปอีกครั้งก็คงไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่ ๆ แถมการที่เข้ามาอยู่ในโลกแห่งฝันร้ายก็ทำให้รอยไม่สามารถรับรู้ได้ถึงเหตุการณ์จากโลกแห่งความเป็นจริงได้อีกด้วย ไม่ว่าใครจะมาปลุกหรือเรียกก็ตามรอยก็คงไม่มีทางตื่นขึ้นมาได้แน่ถ้าไม่ได้ออกจากโลกแห่งฝันร้ายด้วยตัวเอง ถ้าได้หลับอยู่ในโลกแห่งฝันร้ายไปตลอด 1 อาทิตย์จนกว่าจะสำเร็จภารกิจไปได้ก็คงจะดีไม่ใช่น้อย แต่ก็นะความคิดฝันหวานแบบนี้ถ้าเกิดขึ้นมาได้จริงก็คงจะดีไม่ใช่น้อย แต่จริง ๆแล้วรอยต้องการจะผ่านบททดสอบที่ 6 ให้ได้โดยเร็วที่สุดก็เท่านั้นเอง

    ภายในโลกแห่งฝันร้ายข้อมูลต่าง ๆของรางวัลที่ได้รับหลังจากเลื่อนระดับดาวของอาชีพผู้ใช้คำสาปก็ปรากฏขึ้นมาให้รอยได้เห็น

    ตุ๊กตาฟางต้องสาป

    อุปกรณ์ที่ใช้แล้วหมดไป ตุ๊กตาฟางตัวแทนแห่งชีวิตสามารถรับความเสียหายถึงตายได้ 1 ครั้ง

    วิธีใช้งาน หยดเลือดและใส่จิตวิญญาณลงไปบนตุ๊กตาฟางและเก็บมันไว้อยู่ใกล้ตัวของผู้ใช้ตลอดเวลา

     

    ทักษะใช้งาน จ้าวแห่งจิตวิญญาณ

    ทักษะติดตัว เพิ่มพลังจิตวิญญาณของผู้ใช้คำสาปมากขึ้น 20 % (ในระหว่างอยู่สถานะผู้ใช้คำสาป)

     

    รอยหยิบตุ๊กตาฟางขึ้นมาดูอย่างสงสัย เพราะว่านี่มันคือไอเทมชิ้นแรกที่รอยเห็นว่ามันเป็นอุปกรณ์ช่วยชีวิต รูปร่างของมันก็เป็นเพียงแค่หุ่นฟางที่ถูกมัดไว้อย่างลวก ๆด้วยเชือกเก่า ๆให้อยู่ในรูปลักษณ์เหมือนกับคนก็เท่านั้นเอง

    “ทั้ง ๆที่ดูไม่ได้พิเศษอะไรแต่ความสามารถของมันกลับน่าเหลือเชื่อจริง ๆ”

     

    รอยโยนหุ่นฟางเก็บไว้ภายในห้องผู้ใช้คำสาปเพื่อรอไปหยดเลือดกับมันในโลกแห่งความเป็นจริงต่ออีกที ส่วนทักษะจ้าวแห่งจิตวิญญาณรอยลองเปิดใช้งานมันทันทีเพื่อดูว่ามันจะคล้ายกับทักษะของวิญญาณนักสู้หรือไม่

     

    แต่มันกลับใช้งานไม่ได้เพราะต้องเปิดประตูผู้ใช้คำสาปขึ้นมาซะก่อน เลยทำให้รอยไม่ได้ลองใช้งานมันในเวลานี้ เพราะถ้าเปิดประตูผู้ใช้คำสาปตอนนี้ก็จะทำให้เสียแรงไปเปล่า ๆรอยแค่อยากจะเก็บแรงเอาไว้เพื่อไปใช้มันกับบททดสอบที่ 6 ก็เท่านั้น

     

    ภารกิจที่ 6 ก้าวข้ามขีดจำกัด

    ความยากระดับ 1 ดาว

    สถานที่ สุสานการ์เดียน??
    ประเภทภารกิจ ต่อสู้
    ระยะเวลาของภารกิจ ไม่จำกัดเวลา 
    อัตตราการเสียชีวิต 5 ครั้ง

    รางวัลสำเร็จภารกิจ ร่างเงา (ร่างจำแลงในรูปแบบมนุษย์ของผู้ทดสอบแห่งฝันร้าย)

    บทลงโทษสำหรับภารกิจล้มเหลว ค่าพละกำลังและจิตวิญญาณของผู้ทดสอบจะถูกลดลง 50% เป็นระยะเวลา 1 อาทิตย์

     (บททดสอบจะเริ่มต้นขึ้นทันทีเมื่อผู้ทดสอบยืนอยู่บนสนามประลองเกิน 5 วินาที)

     

     

    สถานที่ทำภารกิจครั้งนี้เป็นสุสานการ์เดียนที่ไม่ได้บ่งบอกถึงตัวตนว่าเป็นตัวอะไร ส่วนของตกแต่งภายในสุสานนั้นมีเพียงแค่รูปปั้นของชนเผ่าที่มีรูปร่างคล้ายกับมนุษย์ขนาดใหญ่ยืนเรียงรายอยู่โดยรอบบริเวณที่เป็นห้องทรงกลมเท่านั้น ถ้ามองดูดี ๆก็คล้ายกับลานประลองที่มีรูปปั้นเป็นผู้ชมยืนมองลงมาแต่ถ้ามองอีกมุมก็คล้ายกับแท่นบูชาไม่มีผิด การแต่งกายของรูปปั้นที่เปลือยท่อนบนและมีเพียงแค่หนังสัตว์ปกปิดส่วนล่างไว้เพียงเท่านั้น อาวุธส่วนใหญ่ที่รูปปั้นถืออยู่จะเป็นอาวุธโจมตีระยะประชิดเช่นค้อน ดาบยาว ขวาน และอื่น ๆ ถ้ามองว่ารูปปั้นพวกนี้ถูกสร้างขึ้นมาจากช่างฝีมือก็ดูยังไง ๆอยู่ เพราะมันดูประณีตมากซะจนให้ความรู้สึกราวกับว่ารูปปั้นพวกนี้มันมีชีวิตอยู่จริง ๆ ซึ่งบริเวณตรงกลางของห้องเป็นพื้นที่โล่งกว้าง ที่รอยคาดว่าน่าจะเป็นสนามประลองของภารกิจนี้ เพราะว่ามีร่างเงาลักษณะคล้ายกับตัวรอยยืนรอคอยอยู่ก่อนแล้ว 

     

    “ชนเผ่าที่มีรูปร่างคล้ายกับมนุษย์ก็เป็นการ์เดียนด้วยเหมือนกันเหรอเนี่ย?” 

    รอยยืนเตรียมตัวอยู่สักพักก่อนที่จะตัดสินใจเดินขึ้นไปที่สนามประลอง

     

     

    ผ่านไปไม่นานหลังจากที่รอยเข้ามาในโลกแห่งฝันร้าย โลกภายนอกก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้น หลุมมิติที่อยู่บนท้องฟ้าอยู่ ๆก็เปลี่ยนสีจากดำกลายเป็นแดง คลื่นพลังที่สงบนิ่งอยู่ก่อนหน้านี้เองก็เกิดปะทุราวกับว่ากำลังจะระเบิดขึ้นมา กองกำลังป้องกันตนเองของประเทศและเจ้าหน้าที่กลุ่มเดอะคิวบ์ต่างพากันตื่นตัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้มากยิ่งขึ้น จนมีอะไรบางอย่างออกมาจากหลุมมิติ ซึ่งมันก็คือเม็ดทรายสีเหลืองส้มมหาศาลมากมายร่วงลงมาจากหลุมมิติ ที่มองดูราวกับว่าเป็นน้ำตกทะเลทรายที่ไหลลงมาจากที่สูง จนทำให้พื้นที่โดยรอบเปลี่ยนแปลงไปเป็นทะเลทราย

     

    “อะไรวะนั่น!! ทรายเนี่ยนะที่ตกลงมา” พวกที่อยู่แนวหน้าต่างไม่เข้าใจเลยว่าทำไมถึงได้มีทรายตกลงมามากมายขนาดนี้

     

    ใครจะคิดละว่าจะเป็นเม็ดทรายที่ออกมาก่อนพวกผู้บุกรุก พื้นที่โดยรอบถูกเปลี่ยนเป็นทะเลทรายจนทำให้กองกำลังต่าง ๆต้องรีบถอยหนีออกมา ฐานที่ตั้งหลักไว้อยู่ที่พื้นราบใกล้ ๆก็ถูกทรายกลืนกลบไปจนหมด ทำให้ทุกคนต้องรีบขึ้นมาอยู่บริเวณตกสูงแทน เวลาผ่านไปเม็ดทรายก็ยังคงร่วงลงมาจากหลุมมิติไม่หยุด จนแผ่ขยายพื้นที่ออกไปเรื่อย ๆราวกับน้ำหลากที่ไม่มีวันสิ้นสุด จนทุกคนเข้าใจแล้วว่าหลุมมิติอีกแห่งคือโลกแห่งทะเลทรายนั่นเอง