ตอนที่ 18 สถานศึกษาสตรี (2)
มองดูทิวทัศน์งามนี้ไกลๆ เยี่ยสุยพลันเข้าใจเป้าประสงค์ของฮูหยินติ้งกั๋วกงและองค์หญิง สถานศึกษาสตรีจิงจ้าวทดสอบศิลปะเจ็ดแขนง เพราะต้องการให้เด็กสาวทั้งหลายเรียนรู้การแข่งขันเพื่อชื่อเสียงและหน้าตาในสังคม แต่สถานศึกษาสตรีกลับตั้งอยู่ในอุทยานจั๋วซิ่ว เพื่อเตือนใจให้พวกนางรักษาจิตใจใสสะอาดบริสุทธิ์และสุขสงบ
มารดาสามีกับสะใภ้คู่นี้ของจวนติ้งกั๋วกงนับว่าทุ่มเทแรงกายใจเพื่อการนี้ไปไม่น้อย! ไม่ทราบว่าเด็กสาวเหล่านั้นจะเข้าใจพวกนางบ้างหรือไม่ อย่างน้อยในชาติก่อนเยี่ยสุยก็ไม่เข้าใจ แต่โชคดีที่ยามนี้นางเข้าใจแล้ว
พร้อมกันนั้น อย่างน้อยเยี่ยสุยก็ได้ทราบว่าองค์หญิงเป็นคนเช่นไร นางเป็นถึงเชื้อพระวงศ์สูงศักดิ์แต่กลับมีใจให้ขุนเขาลำน้ำยิ่งกว่าชื่อเสียงเกียรติยศ ช่างหาได้ยากจริงๆ
เพียงไม่นานเยี่ยสุยก็มาถึงสถานศึกษาสตรี พอเข้าประตูนางก็พบกับเพื่อนสนิทเสิ่นเหวินฮุ่ย เยี่ยสุยเข้าไปทักทายด้วยรอยยิ้ม แต่กลับพบว่าอีกฝ่ายสีหน้าซีดเซียว ใต้ขอบตามีเงาดำคล้ำ ท่าทางเบื่อหน่ายไร้ชีวิตจิตใจ
เยี่ยสุยหัวใจตกวูบ อดนึกถึงเรื่องราวในชาติก่อนขึ้นมาไม่ได้ เวลานี้เพิ่งจะผ่านเทศกาลไหว้พระจันทร์ไม่นาน บ้านตระกูลเสิ่นคงไม่เกิดเรื่องขึ้นเร็วปานนั้นกระมัง
เยี่ยสุยจำได้ว่าเกิดเรื่องขึ้นกับตระกูลเสิ่นในเดือนสิบสอง อีกเพียงสิบวันก็เป็นวันข้ามปีแล้ว พี่หญิงฮุ่ยอยู่ดีๆ ก็หมั้นหมาย จากนั้นไม่กี่วันก็รีบร้อนแต่งงานไปเมืองอี้โจวที่อยู่ไกลถึงเจี้ยนหนาน
หลังทราบข่าวนางก็รีบไปบ้านตระกูลเสิ่น เห็นพี่หญิงฮุ่ยน้ำตาไหลพราก พร่ำพูดอย่างหวาดวิตกและสับสนหาทางออกไม่ได้ “อาหนิง ทำอย่างไรดี ท่านแม่เอาแต่ร้องไห้ ข้าไม่รู้จริงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
ตอนนั้นเยี่ยสุยก็ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่เข้าใจว่าบิดามารดาของพี่หญิงฮุ่ยรักเอ็นดูนางมาตลอด พวกเขาทำเช่นนี้ต้องมีเหตุผลแน่ จึงได้แต่พูดปลอบพี่หญิงฮุ่ยอย่างอดทน
ในวันนั้นพูดอะไรบ้างนางก็ลืมไปแล้ว แต่จำได้ว่าพี่หญิงฮุ่ยแต่งออกไปไม่ถึงสามวัน บ้านตระกูลเสิ่นก็ถูกทหารล้อมไว้ จากนั้นคนตระกูลเสิ่นพวกบุรุษถูกส่งตัวเข้าคุก พวกสตรีก็ถูกลดขั้นเป็นบ่าวรับใช้แล้วเนรเทศไปเมืองตานโจวเขตหลิ่งหนานเต้า[1]...
พี่หญิงฮุ่ยที่เพิ่งแต่งงานออกไปรอดพ้นจากเภทภัยครั้งนี้ไปได้ แต่ดินแดนสู[2]เหน็บหนาวทุรกันดาร พี่หญิงฮุ่ยเฝ้าคิดถึงแต่คนในครอบครัว เพียงไม่นานก็ตรอมใจจนเสียชีวิต
เพื่อนสนิทที่สุดของเยี่ยสุยจึงอายุสั้นเพียงนี้เอง ส่วนนางกลับไร้เรี่ยวแรงกำลังช่วยเหลืออะไรไม่ได้แม้แต่น้อย
ยามนี้เห็นพี่หญิงฮุ่ยมีท่าทีเช่นนี้ ความรู้สึกห่วงพะวงและเศร้าสลดในครั้งนั้นพลันผุดขึ้นในใจ เยี่ยสุยรีบถามว่า “พี่หญิงฮุ่ย ทะ...ท่านเป็นอะไรไป”
เสิ่นเหวินฮุ่ยเงยหน้าขึ้นมองนาง ตอบกลับอย่างว้าวุ่นระคนเลื่อนลอยว่า “อาหนิง เมื่อคืนบังเอิญข้าแอบได้ยินมา ดูเหมือนจะมีเรื่องเกี่ยวกับตำแหน่งของท่านพ่อ ข้าใจไม่ดีเลย รู้สึกเหมือนจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นอย่างไรอย่างนั้น...”
เยี่ยสุยหัวใจกระตุกวูบ ไม่รู้จะเอ่ยปลอบอย่างไร ตัวนางเองก็ทราบดีว่าเรื่องที่ท่านพี่ฮุ่ยเป็นกังวลนั้นเป็นเรื่องจริง
ตอนที่ตระกูลเสิ่นเกิดเรื่อง จุดเริ่มมาจากเสิ่นจุ้ยซานบิดาของพี่หญิงฮุ่ย เสิ่นจุ้ยซานมีตำแหน่งหลางจงผู้ดูแลจัดการถุนเถียน[3] ในกรมแรงงาน รับผิดชอบการจัดการถุนเถียนทั่วแผ่นดิน คราวเคราะห์ของบ้านตระกูลเสิ่นก็มาจากตำแหน่งงานของเสิ่นจุ้ยซานนี่เอง
เพราะเสิ่นจุ้ยซานเกิดเรื่องก่อน จากนั้นก็ส่งผลกระทบต่อทั้งตระกูล พี่หญิงฮุ่ยย่อมไม่อาจรอดไปได้
ต้นเหตุเภทภัยของตระกูลเสิ่น เยี่ยสุยยังจำได้อย่างแม่นยำ!
ถึงคราที่นางควรบอกเรื่องนี้ต่อพี่หญิงฮุ่ยแล้ว...
เชิงอรรถ
^ เขตพื้นที่ของประเทศจีนในอดีต ครอบคลุมพื้นที่ ฝูเจี้ยน กว่างตง ไห่หนาน กว่างซี อวิ๋นหนานและเวียดนามตอนบน^ ชื่อย่อของเสฉวนในปัจจุบัน^ ระบบการจัดการที่ดินรูปแบบหนึ่ง โดยให้ทหารที่ว่างเว้นจากการรบและชาวนาที่ไร้ที่ดินทำกินบุกเบิกพื้นที่รกร้างทำเป็นที่นา โดยผลผลิตที่ได้ จะนำไปใช้เป็นเสบียงเลี้ยงดูกองทัพและคลังเสบียงหลวงยามฉุกเฉิน