บันทึกรักเทพบรรพกาล ภาค เสี่ยวจื่อไม่ว่าง...สังเคราะห์แสงอยู่ (-_-)

    ตอนที่ 19 ผูกมิตรกับเทพศาสตรา

    ตอนที่ 19 ผูกมิตรกับเทพศาสตรา
    อีกด้านหนึ่ง ณ ห้องทรงอักษรของเง็กเซียนฮ่องเต้ในตำหนักสวรรค์“เรื่องที่ข้าสั่งให้คนเข้าไปพบกับท่าน ฮุ่ยเจียงซ่างเสิ่น เพื่อขอให้เขาช่วยติดตามข่าวของเฟยหลงให้ได้ความว่าอย่างไรบ้าง”“กราบทูลเทียนจวิน… ข้าน้อยได้ให้คนไปดักพบกับซ่างเสิ่นที่ชายแดนแดนมนุษย์กับแดนลับแลตามที่ท่านสั่งการแล้ว แต่ซ่างเสิ่นปฏิเสธที่จะช่วยเหลือพวกเราเพราะไม่ต้องการข้องเกี่ยวกับเรื่องของสวรรค์เก้าชั้นฟ้าพ่ะย่ะค่ะ…”“อืม… ไม่ผิดคาดเท่าไหร่… ฮุ่ยเจียงซ่างเสิ่นผู้นี้ เมื่อแปดแสนปีก่อนถือว่าเป็นหนึ่งในสหายสนิทไม่กี่คนของท่านเทพพฤกษาบรรพกาลอ้ายซ่างจื่อซิน เรื่องราวเมื่อแปดแสนปีก่อนแม้ข้าจะยังไม่ทันเกิด แต่ก็ได้รับการเล่าขานให้ฟังไม่น้อย สิ่งที่ ท่านเทพสุริยา มหาเทพไท่หยาง ท่านปู่ของข้าทำกับเขาก็นับว่าหนักหน่วง ไม่แปลกใจที่สหายสนิทของเขาอย่างท่านฮุ่ยเจียงซ่างเสิ่นจะยังขุ่นเคืองอยู่… ขนาดว่าในภายหลังท่านปู่จะมอบตำแหน่งเทพศาสตราแห่งสวรรค์เก้าชั้นฟ้าให้เขาแล้วเขาก็ยังไม่ยอมรับเพราะไม่ต้องการข้องแวะใดๆ กับแดนสวรรค์อีก….แต่เราก็ไม่มีทางเลือก ในบรรดามิตรสหายของอ้ายซ่างจื่อซิน คนที่ยังมีชีวิตอยู่และพอจะพึ่งพาได้ก็มีแค่เขา เช่นนั้นแล้วข้าคงจะต้องหาโอกาสไปพบปะกับเขาด้วยตัวเองสักหน่อย เผื่อว่าจะมีทางขอให้เขายอมใจอ่อนช่วยเหลือเราได้บ้าง องครักษ์เอ้อหลางเฟยหู เจ้าติดตามข้าไปเถอะ… จำไว้ว่าการนี้เป็นความลับ จะให้คนภายนอกล่วงรู้ไม่ได้อย่างเด็ดขาด…"“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ….. เทียนจวิน… ข้าน้อยขออนุญาตสอบถาม เหตุใดพระองค์จึงไม่ลองขอให้ท่าน เทพมังกรบรรพกาล มหาเทพหวงหลง ช่วยเหลือล่ะพ่ะย่ะค่ะ อย่างไรเสียท่านก็เป็นเทพระดับบรรพกาลอีกท่านหนึ่งที่เหลืออยู่ ที่ผ่านมาก็มีความสัมพันธ์อันดีกับสวรรค์ตลอดมา อีกทั้งไท่จื่อเฟยหลงยังมีศักดิ์เป็นเหลนของท่านหวงหลง ท่านย่อมต้องเห็นใจฝ่าบาทยอมช่วยเหลือพวกเราโดยไม่ต้องเกรงใจท่านเทพพฤกษาเป็นแน่”เทพองครักษ์เอ้อหลางหู่รับคำเง็กเซียนแล้วก็ยังสงสัยอยู่เรื่องหนึ่งจึงต้องเอ่ยปากถามออกไปอย่างสงสัย ก่อนที่จะได้รับคำตอบกลับเป็นการถอนหายใจหนักๆ ออกมาทีหนึ่งแล้วค่อยเอ่ยปากตอบคำกัน“เจ้าผิดแล้วเอ้อหลางหู่… หากโลกนี้จะมีใครปกป้องหรือเกรงใจเทพพฤกษาได้มากที่สุดคนผู้นั้นย่อมต้องเป็นท่านมหาเทพหวงหลงผู้นี้ ไม่มีใครเกินเลย….”“…??? …”…
    ที่บ้านของฮุ่ยเจียงซ่างเสิ่น ชายขอบแดนลับแลเชื่อมต่อแดนมนุษย์“เจ้าคิดอะไรอยู่เจ้าหนู… ข้าเห็นเจ้ามองไปที่ทางเชื่อมต่อไปแดนมนุษย์ตั้งหลายครั้งแล้ว… ตกลงเจ้าอยากไปหรือไม่อยากไปกันแน่?”คำถามไม่คาดคิดจากฮุ่ยเจียงซ่างเสิ่นดังขึ้นมาขัดจังหวะความคิดเพลินๆ ทำให้เฟยหลงที่จดจ่ออยู่กับความคิดของตัวเองต้องหันไปมองอย่างคนสะดุ้งตกใจเล็กๆ ก่อนจะตั้งสติได้แล้วเอ่ยความคิดของตนเองออกมา“ข้าก็ต้องอยากไปน่ะสิท่าน… หลายร้อยปีที่ผ่านมาข้าก็เฝ้ารอวันที่จะได้เจอทางออกจากดินแดนลับแลนี่ย่อมต้องอยากไปอยู่แล้ว… แต่ข้ากลัวว่าถ้าข้าได้ลองออกไปแล้วจะไม่อยากกลับมา ท่านก็รู้ว่าข้ายังเป็นแค่เด็กน้อยมากกิเลส อีกทั้งข้าก็ทำสัญญากับท่านไว้แล้วด้วย….”เฟยหลงเอ่ยตอบขึ้นมาอย่างเซ็งๆ ยามที่ถูกถาม เมื่อวันก่อนหลังจากตัดสินใจได้ เฟยหลงก็หอบเอากรงเล็บมังกรฟ้าชิงหลงมายื่นให้ฮุ่ยเจียงซ่างเสิ่นพร้อมกับเอ่ยปากทำสัญญาอยู่เป็นผู้พิทักษ์ที่ดินแดนลับแลนี้จนกว่าที่อ้ายซ่างจื่อซินจะตื่นขึ้นมาในทันที สร้างความพอใจให้กับฮุ่ยเจียงเป็นอย่างมากหลังจากนั้นแต่ละวันของเฟยหลงจากที่เคยมีเพียงสองเรื่องอย่างการออกไปสู้สำรวจแดนลับแลกับการกลับไปนอนเฝ้าเสี่ยวจื่อ ก็เพิ่มเรื่องการแวะเวียนมาเยี่ยมเยือนดูท่านเทพฮุ่ยเจียงหลอมอาวุธทำดาบให้เขาไปพลางๆในตอนนี้เฟยหลงได้รู้แล้วว่าการจะทำอาวุธชั้นเลิศขึ้นมาสักชิ้นนั้นไม่ง่ายทั้งยังต้องใช้เวลานานหลายปีจึงไม่ได้รีบร้อนอะไรอีก ทำเพียงแค่แวะเวียนมาดูบ่อยหน่อยก็เป็นอันใช้ได้ ยามที่ไม่ได้หมกมุ่นกับอาวุธ เฟยหลงจึงมักจะเอ่ยปากพูดคุยสอบถามเรื่องราวต่างๆ ของความเป็นไปของโลกภายนอกจากฮุ่ยเจียงเป็นประจำ ทำให้ทั้งคู่เริ่มที่จะสนิทสนมกันมากขึ้น อีกทั้งฮุ่ยเจียงผู้นี้ช่างสมกับที่เป็นเซียนระดับสูง คัมภีร์หรือตำราชั้นเลิศต่างๆ ล้วนมีแบ่งปันให้ศึกษาอ่าน บางวันก็ยังใจดีให้เฟยหลงได้หยิบยืมกลับไปอ่านที่เขตปลอดภัยได้หลายๆ วันด้วย“หึๆ … เจ้าอย่าทำมาเป็นพูดดีประจบข้า เจ้าไปแล้วจะกลับหรือไม่ต่อให้มีสัญญาของข้าก็ใช่ว่าจะรั้งเจ้าไว้ได้… ไม่ใช่ว่าเจ้าตั้งใจจะรอให้เสี่ยวจื่อของเจ้างอกจากเมล็ดเป็นต้นอ่อนที่แข็งแรงก่อนแล้วค่อยพาไปเที่ยวด้วยกันหรอกรึ? วันก่อนข้าเห็นนะที่เจ้ามารื้อๆ ค้นหากระถางใบจิ๋วในบ้านข้าเตรียมไว้เอาไปใส่เจ้าเสี่ยวจื่อนั่นน่ะ… หรือไม่… บางทีที่เจ้าไม่อยากไปก็เพราะกลัวว่าจะไม่ได้เจอพี่นางไม้คนสวยของเจ้าอีกล่ะมั้ง….”ฮุ่ยเจียงพูดไปก็ยิ้มกริ่มไป ได้ฟังเจ้าเด็กผีเฟยหลงเล่าวีรกรรมในชีวิตตนเองที่ผ่านมา ชื่อของต้นไม้น้อยเสี่ยวจื่อก็หลุดมาให้ได้ยินบ่อยพอๆ กับเรื่องของนางไม้ในฝันทำให้ฮุ่ยเจียงพอจะเดาทางอีกฝ่ายขึ้นมาได้บ้าง“เอ้อ! ใช่สิ ท่านพูดมาเรื่องนี้ข้าก็นึกได้เลย ท่านจำเรื่องที่ข้าเล่าให้ท่านฟังเรื่องที่เสี่ยวจื่อจะงอกใหม่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ได้มั้ย ข้าอยู่กับเจ้านั่นมา ตอนนี้ก็เกือบจะห้าร้อยปีแล้ว ได้เห็นเขางอกใหม่มาสองสามรอบ ทุกรอบคาดเดาไม่เคยได้เลยว่าจะงอกเป็นอะไร ที่ผ่านมาก็เป็นทั้งซาโม่เหมย ทั้งต้นหลิว ทั้งโบตั๋น ไม่เคยมีเลยสักครั้งที่จะกลายมาเป็นไม้ผลให้ข้าได้กิน วันก่อนช่วงที่ข้าหายไปหลายวันเพราะข้าไปเฝ้าตอนเขากำลังจะงอก ข้าเลยไปกระซิบกรอกข้างหูเขาทั้งวันว่า ‘ข้าอยากกินส้ม ข้าอยากกินส้ม ข้าอยากกินส้ม’ เจ้าเสี่ยวจื่อบ๊องก็งอกบึ๊งออกมาเป็นต้นส้มกิมจ้อจริงๆ ด้วย ข้างี้ขำก๊ากเลย ฮ่าฮ่าฮ่า”“งั้นรึ? เช่นนั้นแล้วเจ้าเสี่ยวจื่อของเจ้าไม่โวยวายแย่หรือ จำได้ว่าเจ้าเคยบอกว่าเขาอยากเป็นสาลี่นี่…”“ก็โวยวายน่ะสิท่าน… เขาบอกว่าตอนเป็นส้มกิมจ้อผลของเขาเปรี้ยวมาก รสชาติไม่อร่อยก็เลยไม่อยากเป็นส้ม แต่ข้านั้นชอบผลไม้รสเปรี้ยวที่สุด ก็เลยแกล้งเขาซะเลย ไม่คิดว่าจะงอกเป็นกิมจ้อจริงๆ ข้าบอกท่านแล้วว่าเจ้าเสี่ยวจื่อนี่มันติ๊งต๊อง ต้นไม้ของตัวเองแท้ๆ อยากงอกเป็นอะไรก็ควบคุมไม่ได้ ดันมาถูกข้าหลอกสะกดจิตจนงอกตามใจข้าซะอย่างนั้น ฮ่าฮ่าฮ่า”“หึๆ ข้าว่าเขาออกจะน่าเอ็นดูดีออก… นึกแล้วก็อยากจะเห็นเสี่ยวจื่อของเจ้าสักครั้งเหมือนกัน เมื่อไหร่เจ้าจะพาเขามาพบข้าได้สักทีล่ะ? คราวก่อนก็บอกว่าเขาเป็นต้นหลิวใหญ่ยักษ์ขุดออกมาไม่ได้ วันนี้เป็นต้นอ่อนเล็กๆ แล้วคงไม่มีข้ออ้างอีกหรอกนะ”“ข้ออ้างอะไรของท่านเล่า… ข้าไม่ได้อ้างเสียหน่อย แต่เจ้าเสี่ยวจื่อบ๊องคนนี้มันกลัวคนแปลกหน้าทั้งยังไม่ค่อยชอบย้ายที่ ข้าจะฝืนใจเขาได้ยังไงกัน….”“แน่รึ? …แต่จากที่เจ้าเคยเล่ามาให้ข้าฟังเขาดูจะชอบมีเพื่อนหลายคนมากกว่าไม่ใช่หรือ? คงไม่ใช่ว่าจริงๆ แล้วเจ้าหวงไม่อยากให้ข้าได้เจอเขาหรอกนะ? ….”เมื่อโดนถามจี้ใจดำ เด็กไม่ทันคนอย่างเฟยหลงก็เป็นอันร้อนรน รีบร้อนตอบตะกุกตะกักไป ไม่น่าเชื่อถือเป็นอย่างยิ่ง!“ชะ..ใช่ที่ไหนเล่า เจ้านั่นมันกลัวคนแปลกหน้าจริงๆ ต่างหาก อีกอย่างท่านจะอยากเจอเขาไปทำไม คงไม่ใช่ว่าเห็นเขาซื่อๆ โง่ๆ เลยคิดจะหลอกล่อเขาหลอกนะ!”เฟยหลงคนนี้ที่ผ่านไม่เคยมีใครสอนสั่ง ความคิดความอ่านจึงไม่ได้ซับซ้อนนัก ตนเองเคยหลอกล่อเอาเปรียบเสี่ยวจื่อเอาไว้มากก็คิดว่าคนอื่นจะเป็นเหมือนตน อีกทั้งฮุ่ยเจียงซ่างเสิ่นผู้นี้ทั้งสุภาพและอ่อนโยนขนาดเขายังชอบ มีหรือที่เจ้าเสี่ยวจื่อจะไม่ชอบ เรื่องอะไรเขาจะให้ได้เจอกัน เกิดเจ้าเสี่ยวจื่อเปลี่ยนใจไปชอบคนอื่นมากกว่า ข้าก็ต้องเสียของดีไปน่ะสิ!“หึๆ เอาเถอะๆ เจ้าว่าอย่างนั้นก็เป็นเช่นนั้น ข้าไม่ยุ่งกับเสี่ยวจื่อของเจ้าแล้วก็ได้… แล้วเรื่องนางไม้ในฝันของเจ้าล่ะว่าอย่างไร ยังได้เจออยู่หรือไม่? ….”ได้ฟังฮุ่ยเจียงถามถึงพี่นางไม้อีกคน เฟยหลงก็ถึงกับต้องหันขวับ! ‘ท่านเทพนี่จะสนใจคนของข้ามากเกินไปแล้ว…ชิๆ’ แต่เอาเถอะ นางไม้ของข้า ขนาดข้าเองยังใช่จะเจอได้ง่ายๆ บอกเขาไปก็คงไม่เป็นอะไรหรอกมั้ง…“ได้เจอที่ไหนเล่า… พักหลังๆ มานี้ข้าแข็งแกร่งขึ้นจึงไม่ค่อยได้บาดเจ็บระหว่างสู้รบ ข้าก็เลยแทบจะไม่ได้เจอนางอีกเลย พูดแล้วก็เซ็ง….”“อืม… พูดถึงเรื่องนี้แล้วข้าก็นึกขึ้นได้ ที่เจ้ามาปรึกษาข้าเมื่อครั้งก่อนว่าต้องทำอย่างไรถึงจะได้พบกับนางไม้ของเจ้าได้ ข้าคิดได้แล้วนะ….”“ได้แล้วรึ?!! ช่างสมกับที่เป็นท่านซ่างเสิ่น ต้องทำอย่างไร ท่านได้โปรดชี้แนะข้าด้วยเถิด!”ฮุ่ยเจียงเฝ้ามองท่าทางที่ดูกระตือรือร้นขึ้นมาของเฟยหลงแล้วก็ขำขันนักก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่ายามที่ได้พบหน้ากันครั้งแรกเขาไม่ได้คิดว่าตนเองจะญาติดีกับลูกหลานของเง็กเซียนผู้นี้เลยแม้แต่น้อย ที่สร้างข้อเสนอให้เฟยหลงต้องอยู่เป็นผู้พิทักษ์ที่ดินแดนลับแลนี้ แทนที่จะบอกให้เจ้าตัวได้รู้ฐานะที่แท้จริงของตนแล้วกลับสวรรค์ไปก็เป็นเพราะต้องการรักษาผลประโยชน์สูงสุดของดินแดนลับแลแทนอ้ายซ่างจื่อซินมากกว่าจะช่วยรักษาผลประโยชน์ให้สวรรค์ ทำให้หลังจากนั้นจึงได้เห็นเจ้าหนูเฟยหลงแวะเวียนมาหาเป็นพักๆ พูดคุยกันบ่อยขึ้นก็พอจะได้รู้จักนิสัยใจคอกัน ฮุ่ยเจียงก็พูดได้เต็มปากว่าเด็กคนนี้ถือเป็นเด็กผีคนหนึ่ง นอกจากเรื่องผลประโยชน์ของตนเองแล้วก็ไม่ได้นึกถึงใครอีก สมกับที่ถูกเลี้ยงดูมาโดยมารร้ายอยู่ครึ่งชีวิต แต่กระนั้นก็ไม่ถึงกับสอนสั่งไม่ได้เพราะโดยพื้นฐานจิตใจแล้วก็ไม่ใช่คนเลวร้าย เพียงแค่มีตรรกะความคิดผิดเพี้ยนไปมากเท่านั้นแต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลจริงๆ ที่ฮุ่ยเจียงให้ความสนใจในตัวเด็กน้อยคนนี้ เพราะในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่เขาสนใจมากที่สุดคือเรื่องเล่าเกี่ยวกับต้นไม้น้อยเสี่ยวจื่อและนางไม้ในฝันของเฟยหลงต่างหาก เพราะแบบนั้นเขาจึงได้ทำตัวเป็นคนใจดีคอยให้คำปรึกษากับเฟยหลงอยู่เนืองๆ น่าเสียดายที่เฟยหลงเองก็ระมัดระวังตนพอสมควร ฮุ่ยเจียงจึงยังไม่เคยได้มีโอกาสพบกับทั้งสองคนนี้เลยสักครั้ง มาวันนี้จึงได้คิดแผนการให้คำแนะนำที่น่าสนใจขึ้นมาได้“ในบรรดาวิชาเทพมากมาย มีวิชาหนึ่งเป็นวิชาแยกร่างและที่บ้านข้าก็มีตำราวิชานี้อยู่เช่นกัน… มันช่วยให้เจ้าแยกร่างเสมือนจริงขึ้นมาได้เพียงแค่แบ่งปราณเซียนและดวงจิตส่วนหนึ่งใส่เข้าไปเท่านั้น คนที่พบเห็นยากนักที่จะรู้ว่าไม่ใช่ร่างจริง…. แค่นี้เจ้าคงรู้แล้วใช่หรือไม่ว่าควรจะต้องทำอย่างไรต่อไป…”“!!! รู้!!! ข้ารู้!!! ท่านฮุ่ยเจียงซ่างเสิ่นได้โปรดมอบตำรานั้นให้ข้าด้วยเถิด!!!”
    ______________ขอบคุณคอมเมนต์ค่า